กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1208.3 จุดลึกในหมู่เมฆ
ซีหมานพยักหน้า “รู้กฎข้อนี้แล้ว”
หวงม่านยิ้มเอ่ย “ลั่วอ๋อง ไม่สู้ให้ข้าไปเยือนแคว้นใต้อาณัติที่เจิงเทาอยู่สักรอบ”
“ไปพบเจอกับสตรีออกเรือนแล้วคนนั้น? ดูนิสัยการกระทำของนาง ไม่แน่ว่าข้าอาจจะได้ลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อเพิ่มมาคนหนึ่งนะ”
ซ่งจี๋ซินส่ายหน้า “เจ้าอย่าเข้าไปยุ่งเลย มอบให้กรมอาญาของเมืองหลวงต้าหลีจัดการเถอะ”
หวงม่านเสียดายเล็กน้อย ได้เห็นริ้วกระเพื่อมเล็กๆ ที่สำหรับราชสำนักต้าหลีแล้ว
บางทีอาจไม่ถือว่าเป็นหยาดน้ำกระเซ็นครั้งนี้
นักพรตหยกพลันหมดความสนใจที่จะไปกินข้าวหลวงที่เมืองหลวงสำรองแล้ว
ซ่งจี๋ซินพลันเอ่ยว่า “นำความไปบอกกับหวังจูหน่อย”
“บอกไปว่าบทกวีไม่สมบูรณ์ที่ในอดีตข้าเคยอ่านเจอจากในตำราเรื่องเล่าประหลาด”
“ประโยคที่ว่า ‘ขัดเกลาหล่อหลอมสี่มหาสมุทร บารมีคมกล้าผู้คนเกรงขาม’ หลายปีมานี้คอยหาบทที่สมบูรณ์อยู่ตลอด”
“ได้ยินว่าในวังมังกรมีการเก็บตำราเอาไว้มากมาย ถามนางว่าจะช่วยหามาให้ครบได้หรือไม่”
“หากหาเจอก็ให้คนคัดลอกส่งไปที่จวนอ๋องที่เมืองหลวงสำรองฉบับหนึ่ง”
กงเยี่ยนเห็นว่าบุรุษทั้งสองคนที่อยู่ในห้องต่างก็ไม่ส่งเสียงอะไร นางจึงได้แต่ฝืนใจพยักหน้าตกลง “ได้เลย ลั่วอ๋อง”
ซีหมานไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง เขารำคาญจะเดินทางไปมา
ส่วนหวงม่านนั้นจิตแห่งมรรคาสะเทือนไหว เสียใจภายหลังที่ตัวเองไม่ฉลาดเท่าหลีป่า
สาเหตุน่ะหรือ? ขัดกลึงมหาสมุทรให้กลายเป็นคันฉ่องอย่างไรล่ะ!
……
กลุ่มเทือกเขาทางทิศตะวันตก ทะเลสาบกระบี่หวนเจี้ยนที่ปรากฏขึ้นหลังจากการย้ายภูเขามีทิวทัศน์ที่งดงามอย่างแท้จริง
คลื่นสีเขียวมรกตหุบเหวลึก วังบาดาลของฝูงปลาทะเลสาบแห่งนี้ถือเป็นพื้นที่ต้องห้ามของที่ว่าการเมืองฉู่โจว
ไม่มีใครกล้าเข้ามาจับปลา สร้างกระท่อมคือเรื่องเล็กที่ทำได้อย่างสบายๆ
สร้างค่ายกลภูเขาสายน้ำสำหรับยามปิดด่าน จู๋ซู่สิ้นเปลืองกำลังไปไม่น้อย
แต่ว่ามีอาจารย์และศิษย์อย่างเหมยคานและเหมยตั้นตั้งมาสร้างกระท่อมอยู่ใกล้เคียง
จู๋ซู่ไม่ได้พิถีพิถันเรื่องความแน่นหนาของค่ายกลมากนัก
ด้านหลังกระท่อมริมทะเลสาบก็คือป่าไผ่เขียวขจี
ตอนที่อยู่เมืองหลวงต้าหลีและอยู่ที่หอบูชากระบี่ จู๋ซู่ค่อนข้างร้อนใจอยู่มาก
คิดอยากจะปิดด่านและฝ่าทะลุขอบเขตให้ได้โดยเร็ว
เวลานี้นางเดินอยู่บนทางสายเล็กของป่าไผ่ กลับกลายเป็นว่าอารมณ์สงบลงแล้ว
ทางเล็กสายนี้เกินครึ่งก็น่าจะเป็นเพราะในอดีตชาวบ้านแถบนี้เคยเข้าไปเผาถ่าน โค่นไม้ ตัดไผ่ และหาหน่อไม้เหยียบย่ำจนกลายเป็นเส้นทาง
บัดนี้ไม้ไผ่จงจู๋ขึ้นแน่นทึบ ต้นใหญ่สามารถตัดมาทำไม้เท้าเดินป่าได้ ส่วนต้นเล็กก็ใช้ทำตะเกียบได้
บางทีอาจเป็นเพราะแซ่ของผู้ฝึกกระบี่หญิงท่านนี้ก็คือ “จู๋” (ต้นไผ่)
เมื่อสตรีเดินอยู่ในเส้นทางป่าไผ่ที่เงียบสงบ ยื่นฝ่ามือขาวนวลนิ้วเรียวยาวราวกับหยกออกไปลูบปล้องไผ่เบาๆ
แสงอาทิตย์อบอุ่นส่องลอดทะลุใบไผ่ลงมา ให้ความงามแบบเลือนรางชวนฝัน
คาดว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงจันทร์งามแจ่ม ก็ยิ่งเหมาะแก่การออกเที่ยวชมยามค่ำคืน
ความรู้สึกชื่นชอบและเบิกบานใจของจู๋ซู่ค่อยๆ แจ่มกระจ่างจนเปิดรับพลังอันเร้นลับได้
นางพลันหมุนตัวเดินไปทางกระท่อม ถึงเวลาแล้ว วาสนามาถึงแล้ว ไม่ปิดด่านยามนี้แล้วจะรอไปถึงเมื่อไหร่?!
บนทางดินเหลืองสายเล็กที่สองข้างทางมีต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า ลำต้นสนเหมือนเกล็ดมังกร
มีแขกสองคนมาเยี่ยมเยือนอาณาเขตของหอบูชากระบี่
อูเจียงยกสองแขนกอดอก กอดดาบยาวฝักสีดำไว้ในอ้อมอก
ข้างกายคือสหายรักในยุทธภพที่ “บินทะยาน” ขึ้นไปยังแดนเซียนด้วยกันอย่างหยวนหวง
อูเจียงเอ่ย “เทพธิดาในภูเขาน่ามองกว่าจอมยุทธหญิงในยุทธภพจริงๆ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
หยวนหวงตอบอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “เหมือนๆ กันหมดนั่นแหละ”
อูเจียงถอนหายใจ “เจ้าน่ะยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ วันใดเข้าใจแล้วจะต้องกระสับกระส่ายยิ่งกว่าข้าแน่นอน”
หยวนหวงกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็รอให้ถึงเวลานั้นก่อนค่อยว่ากัน ในอนาคตแต่งภรรยาให้กำเนิดบุตร”
“ขอแค่ไม่มีข้อเรียกร้องสูงเกินไป ไม่ได้ดึงดันจะหาคนงามที่หน้าตางดงามดุจบุปผาดุจหยก คิดดูแล้วก็คงจะไม่ยาก”
อูเจียงเอ่ยอย่างมีโทสะ “คำพูดนี้เจ้าก็กล้าผายลมกับข้านะ”
“แน่จริงก็ไปพูดกับพี่ต้าเฟิงเวินจื่อซี่แล้วก็นักพรตเซียนเว่ยดูสิ?!”
หยวนหวงยิ้มรับ
ก่อนหน้านี้ติดตามพวกหลัวฟูเม่ยออกมาจากพื้นที่มงคลดอกบัวด้วยกัน
เดินทางผ่านใบถงทวีปมาถึงภูเขาลั่วพั่ว ได้ชมภูเขาสายน้ำตลอดทางมาจนเต็มอิ่ม
มือดาบอูเจียงรู้สึกติดใจอย่างมาก
หยวนหวงที่ใจคิดอยากจะกราบเฉินผิงอันเป็นอาจารย์เรียนทั้งวิชาหมัดและเวทกระบี่กลับไม่ได้พบเจ้าขุนเขาเฉินท่านนั้นเสียที
ยังดีที่หยวนหวงมีความอดทนดีเยี่ยม
ลำบากตรากตรำตามหาอาจารย์ผู้รู้แจ้ง ได้รับถ่ายทอดวิชาความรู้ที่แท้จริง เป็นเรื่องง่ายขนาดนั้นเสียเมื่อไหร่
กลัวที่สุดว่าจะถือหัวหมูไปแล้วหาศาลไม่เจอ ทุกวันนี้เขาหยวนหวงถือว่าได้เข้ามาในศาล จะกลัวอะไรเล่า
การถ่ายทอดมรรคาของผู้ถวายงานกานที่ยอดเขาฮวาอิ่ง พวกเขาก็แค่ไปยืนฟังอยู่นอกหน้าต่างกับเวินจื่อซี่
เวินจื่อซี่นั้นตั้งใจจะไปแอบขโมยวิชาอยู่แล้ว
แต่พวกเขาคือผู้ฝึกยุทธเต็มตัวจึงแค่ไปเพื่อเพิ่มพูนความรู้ฟังเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ได้เห็นแสงกระบี่ที่พลังอำนาจน่าน่าครั่นคร้าม
พวกเขาสองคนก็อยากจะมาเสี่ยงดวงดูที่หอบูชากระบี่ ดูว่าจะสามารถพบเจอกับเหล่าเซียนกระบี่ในตำนานทั้งหลายได้หรือไม่
ปราณกระบี่โชติช่วงทรงพลังจนทำให้เส้นแสงที่อยู่รอบด้านบิดเบี้ยว
ทำให้ม่านฟ้าที่เป็นสีครามกระจ่างหมื่นลี้คล้ายกับผ้าแพรต่วนสีฟ้าที่ยับย่นเล็กน้อย
อูเจียงเห็นแล้วก็ปล่อยผ่าน คิดแค่ว่าเป็นความสง่างามของตระกูลเซียนที่ลี้ลับมหัศจรรย์
แต่หยวนหวงกลับจิตใจสั่นไหว ไม่รู้ว่ามือกระบี่ในยุทธภพอย่างตน
ในอนาคตจะโชคดีได้เลื่อนเป็นปรมาจารย์ใหญ่ สามารถใช้สถานะของฝึกยุทธเต็มตัวเดินทางไกลเหนือพื้นดิน
ทะยานลมได้เหมือนกับอาจารย์หล่อหลอมของบนภูเขา หลุบตามองห้ามหาบรรพตเหมือนมองเนินดินได้หรือไม่
จะมีมาดที่สง่างามองอาจที่ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยก็ให้ความรู้สึกว่าเมื่อไร้ผู้ใดเป็นคู่ต่อกร
ข้านี่แหละคือมรรคาได้เหมือนอย่างอาจารย์เฉินหรือไม่
ดังนั้นส่วนลึกในใจของหยวนหวง สิ่งที่อยากเรียนจากอาจารย์เฉินอย่างแท้จริงจึงไม่ใช่หมัด ไม่ใช่กระบี่
แต่เป็นมหามรรคาของการเรียนวรยุทธในโลกมนุษย์
หันกลับมามองอูเจียง ปณิธานของเขาเรียบง่ายยิ่ง แค่รับประกันว่าทุกวันจะได้กินอิ่ม
นอกจากนี้ก็คือสร้างชื่อเสียงระบือไกลอยู่ในยุทธภพ มีสาวงามคนรู้ใจมากมาย
แต่พอมาถึงใต้หล้าไพศาลกลับมีเพิ่มมาอีกข้อหนึ่ง นั่นคือต้องสู้เทพเซียนได้
อูเจียงลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “หยวนหวง อย่าได้รู้สึกว่าข้าสาดน้ำเย็นใส่หน้าเจ้า”
“ข้าเคยได้ยินพี่ต้าเฟิงพูดว่า บนวิถีของวิชาหมัดการเรียนวรยุทธ เจ้าขุนเขาเฉินมีลูกศิษย์ปิดสำนักแล้ว”
หยวนหวงพยักหน้า “ข้ารู้เรื่องนี้มานานแล้ว”
อูเจียงกล่าว “ถ้าอย่างนั้นเจ้าไม่กลัวว่าต้องกินน้ำแกงประตูปิดหาเรื่องใส่ตัวหรือ?”
“ถ้าถามข้านะ ไม่สู้เจ้าไปกราบพี่ต้าเฟิงเป็นอาจารย์โดยตรงยังดีกว่า ข้ายังจะพอช่วยพูดได้บ้าง”
“อย่าเห็นว่าพี่ต้าเฟิงหน้าตาอัปลักษณ์ไปสักหน่อย แท้จริงแล้วเขามีวิชาความสามารถที่แท้จริงติดตัวนะ”
“พูดถึงแค่การสอนหมัดป้อนหมัดที่พวกเราเห็นกันผ่านๆ มาก็มองเบาะแสออกหลายอย่างเลยไม่ใช่หรือ?”
“หาไม่แล้วไฉนเขาถึงบอกว่าตัวเองเคยสอนวิชาหมัดและเวทกระบี่ให้กับเจ้าขุนเขาเฉินล่ะ?”
หยวนหวงยิ้มบางๆ “อาจารย์เจิ้งย่อมต้องเป็นยอดฝีมือที่มีพลังตบะ ไม่ว่าจะเก็บซ่อนอย่างไรก็ซ่อนไว้ไม่อยู่”
“แต่เอาเป็นว่าข้าแค่จะนับอาจารย์เฉินเป็นอาจารย์เท่านั้น”
“ใต้หล้านี้ไม่มีเรื่องยาก กลัวก็แต่คนมีความตั้งใจ ข้าเชื่อว่าความจริงใจสามารถทำให้ทองแตกออกได้”
“แล้วนับประสาอะไรกับที่ข้าเองก็รู้สึกว่าตัวเองมีวาสนากับภูเขาลั่วพั่ว”
ใต้ชายคาที่เก้าอี้ไม้ไผ่ตั้งเรียงกัน เวินจื่อซี่เพิ่งจะเรียนวิชาอภินิหารนอกรีตชมภูเขาสายน้ำผ่านฝ่ามือมาจากผู้ถวายงานกาน
ไม่เพียงแต่สามารถมองไปเห็นภาพเหตุการณ์ที่ถนนสายเล็กของต้นสนโบราณได้
ถึงขั้นที่ว่ายังได้ยินเนื้อหาบทสนทนาได้อย่างชัดเจน
เวินจื่อซี่แทะเมล็ดแตง จุ๊ปากด้วยความทึ่ง “เจ้าเด็กอูเจียงผู้นี้จิตใจไม่เลวร้าย หยวนหวงก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น”
เจิ้งต้าเฟิงแคะเล็บเท้าพลางพูดไปด้วยว่า “ไม่ใช่คนบ้านเดียวกันก็ไม่เข้าประตูบานเดียวกัน”
“เจ้าขุนเขาของพวกเราชอบพูดคำพูดทำนองนี้”
“พูดถึงแค่กานธรรมดา นับตั้งแต่ที่ได้พูดคุยกับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยก็ไม่ใช่ว่าฝีมือเพิ่มพูนขึ้นอย่างพรวดพราดเลยหรอกหรือ?”
“เมื่อก่อนมีตบะอยู่ในขอบเขตบินทะยาน วาทศิลป์คือห้าขอบเขตล่าง”
“ทุกวันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะมีมาตรฐานการพูดคุยได้ถึงเซียนดินแล้ว จะว่าไปแล้วก็เป็นเพราะขนบธรรมเนียมของภูเขาพวกเรานำพา”
เวินจื่อซี่เห็นด้วยอย่างยิ่ง “ยังคงเป็นเจ้าขุนเขาของพวกเราที่เริ่มต้นไว้ได้ดี”
“คนที่เข้ามาในภูเขาก็มักจะต้องเดินไปบนเส้นทางของผู้ที่บุกเบิกเส้นทางไว้”
เจิ้งต้าเฟิงกล่าว “ประโยคดีๆ สองประโยคนี้ เจ้าสามารถพูดต่อหน้าเฉินผิงอันได้นะ”
เวินจื่อซี่ถามหยั่งเชิง “เหมาะจะพูดต่อหน้าจริงหรือ? ข้ากลัวว่าเจ้าขุนเขาของพวกเราจะเข้าใจผิดว่าเป็นคำประจบสอพลอ”
เจิ้งต้าเฟิงตบไหล่ของเวินจื่อซี่ “กินอาหารมื้อค่ำสักมื้อ แล้วค่อยจิบเหล้าอีกสักเล็กน้อย ยังจะต้องกลัวอะไรอีก”
“สุราทำให้ความกล้าเพิ่มพูนนี่นะ รับรองว่าเฉินผิงอันจะต้องเข้าใจ จะผงกศีรษะคลี่ยิ้มบางๆ ให้เจ้าด้วยซ้ำ”
เวินจื่อซี่ปัดไหล่ กึ่งเชื่อกึ่งกังขา “พี่ต้าเฟิง พี่น้องครอบครัวเดียวกันไม่ควรหลอกคนกันเองนะ”
“ถึงอย่างไรข้าก็เข้าภูเขามาช้ากว่า ทุกวันนี้ยังหยั่งรากฐานไว้ที่นี่ได้ไม่แน่นหนา”
“ไม่ว่าจะพูดจาหรือทำอะไรก็ไม่มีความมั่นใจมากพอ เจ้าห้ามทำร้ายข้า”
เวินจื่อซี่ตัดสินใจแล้วว่า ก่อนที่จะเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน จะใช้เวลาทั้งหมดของตัวเองไปกับภูเขาเที่ยวอวี๋แห่งนี้
หากไม่ถูกขับไล่ย่อมดีที่สุด แต่ต่อให้ไล่ข้าก็ไม่ไปไหน
เจิ้งต้าเฟิงรับเมล็ดแตงกำมือหนึ่งมาจากเวินจื่อซี่
เพิ่งจะบ่นไปได้ไม่กี่คำก็เห็นเงาร่างของแม่นางน้อยชุดดำ
เขาก็รีบคืนเมล็ดแตงให้กับเวินจื่อซี่ทันใด
ยังเอามือเช็ดไปบนร่างเขาแล้วก็วิ่งไปคุยกับหมี่ลี่น้อย
เวินจื่อซี่ที่รักความสะอาดอย่างถึงที่สุดได้แต่ปัดเสื้อตัวเอง ก้มหน้าลงมองเมล็ดแตงที่อยู่ในฝ่ามือ
ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ยังเลือกที่จะหยิบเมล็ดแตงขึ้นมาแทะสิ่งที่เขาแทะก็คือมิตรภาพพี่น้อง
ขึ้นมาอยู่บนภูเขาช้าก็เลยถูกหลอกง่ายกว่าคนอื่น
ดังนั้นเจิ้งต้าเฟิงจึงบอกว่าตัวเองมีนามว่าอวี้ซู่ อีกชื่อคือหลินเฟิง
แล้วยังพูดย้ำว่าให้เรียกนามเป็นหลัก ดังนั้นพวกเจ้าก็สามารถเรียกชื่อข้าตรงๆ ได้ว่าเจิ้งอวี้ซู่
คำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือนี้ คนทั่วทั้งภูเขาลั่วพั่ว คาดว่าก็น่าจะมีแค่หมี่ลี่น้อยเท่านั้นที่คิดเป็นจริงเป็นจังแล้วทำตาม
หมี่ลี่น้อยที่สะพายห่อผ้าฝ้ายพาดไหล่วิ่งตะบึงมาตลอดทาง แล้วก็พลันหยุดยืนนิ่ง
นางเอียงหัวน้อยๆ กุมมือเขย่าช้าๆ สองสามที
“เจิ้งอวี้ซู่ มีเรื่องอยากจะปรึกษา ไม่ใช่เรื่องเล็ก”
เจิ้งต้าเฟิงที่ในใจอุ่นซ่านทำหน้าเคร่งขรึม กุมหมัดคารวะกลับคืน
“ผู้พิทักษ์โจวพูดมาได้เลย คนบ้านเดียวกันไม่พูดจาห่างเหิน หากเป็นเรื่องที่ลำบากใจ ข้าผู้แซ่เจิ้งก็จะไม่ตอบตกลงเด็ดขาด”
เวินจื่อซี่เอาสองมือสอดรองไว้ใต้ท้ายทอย ยืดขาทั้งสองข้างออกมา เอนหลังพิงพนักเก้าอี้
ความเกียจคร้านนี้ ลืมไปแล้วว่าไปเรียนรู้มาจากใคร
เขามองหนึ่งคนโตหนึ่งเด็กคู่นั้นเอียงหัวกระซิบกระซาบกัน
เฉินยวนจีที่กำลังสอนหมัดอยู่บนลานประลองยุทธหน้าดำทะมึน ตวาดใส่เด็กหนุ่มเด็กสาวทั้งหลายที่ทำท่าอยากรู้อยากเห็น
“ตั้งใจฝึกเดินนิ่ง ห้ามวอกแวก!”
หมี่ลี่น้อยหยุดพูดทันใด ยกมือขึ้นเกาแก้ม
เฉินยวนจีหันมายิ้มให้กับหมี่ลี่น้อย สีหน้าของนางอ่อนลง
โบกมือเบาๆ บอกเป็นนัยว่าเจ้าคุยต่อไปได้เลย ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร
หมี่ลี่น้อยพูดธุระสำคัญกับเจิ้งต้าเฟิงจบแล้วก็ควักผลไม้ป่ากำมือหนึ่งออกจากชายแขนเสื้อยื่นให้เจิ้งต้าเฟิง
พึมพำเสียงเบาสองสามประโยค
จากนั้นนางก็เขย่งปลายเท้าโบกมือให้กับอาจารย์เฉิน ก่อนจะหมุนกายวิ่งปรู๊ดลงจากภูเขาไป
ถึงคราวที่เวินจื่อซี่ต้องป้อนหมัดบ้างแล้ว
เฉินยวนจีเดินไปยังเก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ชายคาตัวที่เป็นของนาง
เจิ้งต้าเฟิงยื่นผลไม้ป่าสองสามผลไปให้ เฉินยวนจียิ้มถาม ‘มีส่วนของข้าด้วยหรือ?’
เจิ้งต้าเฟิงด่าขำๆ ไปว่าพูดจาอะไรแบบนี้ จำนวนของผลไม้ป่าล้วนมีกำหนดไว้แน่นอนแล้ว
เยอะเหมือนกับข้า แล้วยังมากกว่าอาจารย์เวินหนึ่งลูกด้วย
เฉินยวนจีนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ก้มหน้ากัดผลไม้ป่ารสชาติหวานหอมเบาๆ ทำให้นางละอายใจยิ่งนัก
เวินจื่อซี่ที่กำลังป้อนหมัดให้กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งหันหน้ามายิ้มเอ่ย “มีส่วนของข้าด้วยหรือ?”
เฉินยวนจีเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “สอนหมัดไปให้ดีๆ!”
เวินจื่อซี่ร้องอ้อ ยกเท้าเตะเด็กหนุ่มคนนั้นกระเด็นไป
ร่างของเด็กหนุ่มร่วงลงบนลานประลองยุทธแล้วกลิ้งไปหลายตลบ
ทว่ายามที่เขาลุกขึ้นยืนกลับทำได้อย่างว่องไว คล่องแคล่วดุจเมฆคล้อยน้ำไหล
เด็กหนุ่มแยกเขี้ยวจับประคองเอว ด่าอย่างเดือดดาลว่ามารดาเจ้าเถอะเวินเหล่าซาน (เหล่าซานคืออันดับที่สาม)
ตีคนอย่าตีที่ไต นายน้อยยังต้องหาภรรยาดีๆ อีกหลายคนนะ…
เวินจื่อซี่หัวเราะร่วนเดินมาหยุดอยู่ข้างกายเด็กหนุ่มที่หนังหนาที่สุดคนนั้น
ยื่นมือไปอุดปากเหม็นๆ ของเจ้าลูกกระต่ายน้อย แล้วโยนไปทางผนังของลานประลองยุทธ
ปัดมือ เอ่ยว่าคนใหม่เข้ามา
ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นก็ยังไม่หายโมโห เขาที่นั่งพิงมุมกำแพงอย่างสิ้นเรี่ยวแรง
มองเวินเหล่าซานที่ป้อนหมัดให้กับสตรีคนหนึ่งโดยที่กะน้ำหนักอย่างเหมาะสม
มารดามันเถอะ ให้ความสำคัญกับผู้หญิง ดูแคลนผู้ชายชัดๆ!
เด็กหนุ่มกัดฟัน ลุกขึ้นยืนโงนเงน รู้สึกปวดไปยันตับ
เขานึกถึง “แม่นางน้อยชุดดำ” คนก่อนหน้านี้ที่มองภายนอกแล้วดูเป็นคนประหลาด
คนวัยเดียวกันที่มาฝึกวรยุทธด้วยกันอย่างพวกเขาต่างก็มีการคาดเดากันเป็นการส่วนตัว
ข้อสรุปที่ได้ก็คือนางต้องเป็นปีศาจใหญ่ที่มีพลังตบะล้ำลึก สามารถกลับจากวัยชรามาเป็นเด็กได้อีกครั้ง
หาไม่แล้วทำไมปีนั้นถึงได้ถูกเจ้าขุนเขาเฉินเชื้อเชิญให้ขึ้นมาบนภูเขาเป็นผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของภูเขาลั่วพั่วด้วยตัวเองได้เล่า?!
เด็กหนุ่มถอนหายใจ จะว่าไปแล้ววีรบุรุษก็อายุสั้นจริงๆ นั่นแหละ
คนที่เรียนวรยุทธอยู่บนยอดเขาอิงอู่อย่างพวกเขา บวกกับพวกผายลมสุนัขที่ฝึกวิชาเซียนอยู่บนยอดเขาฮวาอิ่งกลุ่มนั้น
ต่างก็ยังไม่เคยไปภูเขาลั่วพั่วกันเลย
เวินเหล่าซานผู้นี้พฤติกรรมย่ำแย่ ทำตัวบ้ากามอยู่ทุกวัน แต่มีประโยคหนึ่งของเขากลับพูดได้ทิ่มแทงใจพวกเขาอย่างมาก
คนที่ฝึกวรยุทธอย่างพวกเราต่างก็ปากแข็งเหมือนกัน
หมัดต่ำไปก็คือเปิดตายปากแข็ง หมัดสูงก็คือถ้อยคำห้าวเหิม
อันที่จริงเวินจื่อซี่ยังมีอีกประโยคหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดออกมา เป็นประโยคที่รอเด็กหนุ่มเด็กสาวเหล่านั้นอยู่
หากพวกเจ้าไปที่ภูเขาลั่วพั่วอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เวินจื่อซี่เท่านั้น ยังมีเจิ้งต้าเฟิงอีกคนกั้นขวาง
แล้วยังต้องมีเผยเฉียนอีกคนก่อนกว่าจะได้เจอเฉินผิงอันอย่างแท้จริง