กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1209.1 ระหว่างฟ้าและดิน
เฉินผิงอันเดินออกจากห้อง มองไปยังนักพรตสวมกวานสีทองที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพราะการจำแลงของโชคชะตาแห่งมังกรซึ่งยืนอยู่ใต้ต้นดอกท้อ
ถามว่า “มีดอกท้อกี่ดอกแล้ว?”
ซ่งอวิ๋นเจียนตอบ “ตอนนี้จำนวนที่แน่นอนอยู่ที่ประมาณหกร้อยห้าสิบดอก ห่างจากแปดร้อยดอกอีกไม่ไกลแล้ว”
ใต้หล้าไพศาลไม่ได้เป็นอย่างใต้หล้ามืดสลัวที่มีแต่เต้ากวาน
ชะตาแคว้นของราชวงศ์ในโลกมนุษย์สืบทอดไปได้แปดร้อยปี ก็จะต้องเจออุปสรรคใหญ่ครั้งหนึ่ง
เล่าลือกันว่าเมื่อข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปได้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงจากปลาเป็นมังกรซึ่งน่าตะลึงพรึงเพริดอย่างยิ่ง
เกี่ยวพันไปถึงผู้ครองวิถีแห่งมนุษย์ สืบสาวเรื่องกันแล้ว
การทุ่มเทฟื้นฟูและบริหารบ้านเมืองอย่างจริงจัง วางแผนยุทธศาสตร์เป็นขั้นเป็นตอน เช่นการจัดตั้งที่ทำการของเจินเหรินของหลี่เซิ่งในยุคบรรพกาล
สิ่งที่ต้องการก็หนีไม่พ้นยืนยันให้แน่ใจว่าโลกมนุษย์ควรจะมีเจ้าแห่งวิถีมนุษย์ปรากฏตัวขึ้นมาหรือไม่
ให้เขาเป็นคนทำลายหนึ่งในรากฐานมหามรรคาที่หลี่เซิ่งสร้างขึ้นมาเองกับมือ สะบั้นการเชื่อมโยงระหว่างฟ้าและดิน!
ทุกวันนี้ซ่งอวิ๋นเจียนกับราชครูหนุ่มมีความสัมพันธ์เป็นพันธมิตรที่ลำดับหลักรองและบทบาทเจ้าภาพกับแขกถูกสลับกลับกัน
เฉินผิงอันคือหลัก เขาคือรอง
สำหรับเฉินผิงอันแล้ว ราชสำนักต้าหลีเป็นดั่งที่พักชั่วคราวระหว่างเดินทาง
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่นักเดินทางคนหนึ่งที่แวะมาพักชั่วคราวเท่านั้น
ทว่าซ่งอวิ๋นเจียนกลับเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับโชคชะตาแคว้นของราชสำนักต้าหลี
พูดง่ายๆ ก็คือกองกำลังแคว้นของต้าหลีแข็งแกร่งโชติช่วง พลังตบะของซ่งอวิ๋นเจียนก็จะสูงตามไปด้วย
กองกำลังแคว้นของต้าหลีอ่อนแอเสื่อมถอย ซ่งอวิ๋นเจียนก็จะถูกหักลบพลังตบะลง
ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันกับซุยตงซานเคยทำการประเมินคร่าวๆ ทุกวันนี้เท่ากับว่าซ่งอวิ๋นเจียนคือว่าที่บินทะยานคนหนึ่ง
หากกำลังและศักยภาพของต้าหลีต่อจากนี้ขยับขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ซ่งอวิ๋นเจียนก็มีโอกาสที่จะกลายมาเป็นบินทะยานอ่อนแอ
แต่หากต้าหลีสามารถกลายมาเป็นราชวงศ์ที่ใหญ่ที่สุดของใต้หล้าไพศาล ซ่งอวิ๋นเจียนก็อาจเป็นได้ถึงบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ
หลังจากนั้นจะเป็นเช่นไร ตัวซ่งอวิ๋นเจียนเองยังไม่กล้าพรรณนา เขาหรือจะกล้าเปรียบเทียบตัวเองกับจิงเซิงซีผิงแห่งศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง
แน่นอนว่าคำว่าขอบเขตของซ่งอวิ๋นเจียนนั้นล้วนเป็นศักยภาพบนหน้ากระดาษ
หากอยู่ในเมืองหลวงถือว่ายังดี แต่พอออกจากเมืองหลวงไปแล้ว ต่อให้จะอยู่แค่ชานเมือง ก็ยังไม่มั่นคงมากพอ
หากจะบอกว่าเมืองหลวงต้าหลีคือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของซ่งอวิ๋นเจียน ตลอดทั้งราชสำนักต้าหลีกลับจะกลายมาเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมขนาดเล็ก
ถ้าอย่างนั้นยืนอยู่ข้างต้นท้อในจวนราชครู หรือพูดให้ถูกคือยืนอยู่ใกล้กับฮ่องเต้ต้าหลีและราชครูหนุ่ม ซ่งอวิ๋นเจียนกลับจะปลอดภัยที่สุด
นกขมิ้นตัวหนึ่งบินโฉบอยู่ระหว่างดอกท้อ อิสระหรือไม่?
หากจะพูดถึงความเป็นความตาย นั่นก็คืออิสระยิ่งใหญ่
แต่หากพูดถึงร่างกายและจิตใจ กลับเป็นกรงขังขนาดใหญ่
อันที่จริงก่อนหน้านี้ใช่ว่าซ่งอวิ๋นเจียนจะไม่มีความคิดอยากออกไปข้างนอกเพื่อชมทัศนียภาพของเมืองหลวง
ยกตัวอย่างเช่น ออกไปจากจวนราชครู ไปเดินดูตรอกหนันซวินระเบียงพันก้าว
ไปดูตำหนักต้าเกาเสวียนที่ใช้ขอฝน ไปเดินเล่นที่ศาลเทพีบุปผา หลิวหลีฉ่าง?
ผลคือเฉินผิงอันเอ่ยมาแค่สองประโยคก็ทำให้ซ่งอวิ๋นเจียนรู้หนักเบาแล้วล้มเลิกความคิดนั้นอย่างสิ้นเชิง
“ภายในครึ่งปี ข้าได้ถูกผีตัวสำรองขอบเขตสิบสี่ตนหนึ่งลอบฆ่า แล้วยังเข่นฆ่าเอาเป็นเอาตายกับผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่สองคน ข้ายังไม่ตาย”
“เรื่องที่คล้ายคลึงกันนี้จะต้องยังมีอีกแน่นอน”
ความนัยที่ซ่อนอยู่ก็คือ ทุกวันนี้เจ้าและข้าคือคนบนเรือลำเดียวกัน
ข้าช่วยยกระดับตบะของเจ้าให้สูงขึ้น เจ้าไม่เพียงแต่นอนเสวยสุขอย่างเดียวเท่านั้น ยังคิดจะเป็นตัวถ่วงก่อเรื่องให้ข้าอีก
นี่ก็คือไร้คุณธรรมในยุทธภพแล้ว
หากซ่งอวิ๋นเจียนเจอกับหายนะไม่คาดฝัน อันดับแรกโชคชะตาแคว้นของราชสำนักต้าหลีก็จะต้องถูกทำร้ายให้เสียหายอย่างสาหัสไปด้วย
รองลงมาก็คือเฉินผิงอัน ขอบเขตบินทะยานยังกุมไว้ไม่ทันร้อน เกรงว่าคงต้องขอบเขตถดถอยไปในทันที
ส่วนขอบเขตจะถดถอยกี่ขั้น ก็ยังต้องดูว่าซ่งอวิ๋นเจียนได้รับบาดเจ็บไปมากแค่ไหน
แต่หากจะบอกว่าซ่งอวิ๋นเจียนคือซี่โครงไก่ ไม่มีกำลังจะช่วยเหลือใดๆ ได้เลยก็ไม่ถึงขนาดนั้น
มีซ่งอวิ๋นเจียนเฝ้าพิทักษ์เมืองหลวงก็ยังพอจะช่วยให้เฉินผิงอันประหยัดกำลังคนและประหยัดกำลังใจไปได้มาก
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มเอ่ย “ตอนที่ข้าถือกำเนิดเคยทำการอนุมานไปครั้งหนึ่ง ก่อนที่เจ้าจะรับปากเป็นราชครู มีดอกท้อแปดสิบเจ็ดดอก ความต่างมากน้อยไม่มีทางเกินห้าดอก”
ช่วงนี้เขาอยู่ใต้ต้นท้อตลอด คงไม่ใช่ว่าสามารถเก็บเงินได้จากที่นี่หรอกนะ
เฉินผิงอันขมวดคิ้ว “เจ้าแน่ใจหรือ?”
นี่ไม่ใช่ว่าชะตาแคว้นต้าหลีสั้นจนสืบทอดต่อไปได้อีกแค่แปดสิบเจ็ดปีหรอกหรือ?
ซ่งอวิ๋นเจียนหุบยิ้ม “พอจะแน่ใจได้คร่าวๆ แล้ว”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเอนกายพิงเสาระเบียง เอ่ยว่า
“สหายอิงหนิง เจ้าต้องพูดจาให้ชัดเจนตรงประเด็น อย่าพูดจาเหมือนคนเมา
ข้าคือบัณฑิตที่เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรม และระยะหลังยังเริ่มหันไปศึกษาค้นคว้าเชิงลึกด้านการอธิบายความหมายคำโบราณ
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า “พอจะแน่ใจได้คร่าวๆ แล้ว”
ซ่งอวิ๋นเจียนเอ่ยอย่างอ่อนใจ “คำนวณมาได้ “คร่าวๆ” เช่นนี้ก็ถือเป็นขีดจำกัดของข้าแล้ว”
เซี่ยโก่วนวดคลึงปลายคาง “น่าจะแอบไปจับตัวนักพรตเฒ่าที่ดูดวงเป็นของป่ายอวี้จิงมาสักสองสามคนจริงๆ”
เสี่ยวโม่ส่ายหน้า “ทำไม่สำเร็จแน่”
เซี่ยโก่วหัวเราะร่า “ในใจข้าสำเร็จแล้ว”
ได้ยินคำว่า “ในใจ” เฉินผิงอันก็ยิ้มอย่างเข้าใจ
เพราะถึงอย่างไรเฉินผิงอันกับป่ายอวี้จิง อันที่จริงก็เคยใช้วิธีการปะทะกันซึ่งๆ หน้ามาแล้ว
ไม่ใช่การเจอหน้าทักทายให้คุ้นหน้าคุ้นตากัน หรือไม่ก็ด่ากันไม่กี่ประโยคแล้วกลับบ้านใครบ้านมันอย่างที่โลกภายนอกคาดเดากันอย่างแน่นอน
มีมาไม่มีไปย่อมไร้มารยาท เฉินผิงอันไปเยือนใต้หล้ามืดสลัว หลุบตาลงต่ำมองป่ายอวี้จิง
พวกเต้ากวานทั้งหลายที่เชี่ยวชาญการคำนวณก็มาเยี่ยมเยือนจิตแห่งมรรคาของเฉินผิงอันเช่นกัน
และเฉินผิงอันก็ใช้ ‘โจวมี่’ มอบเป็นของขวัญกลับคืนไปให้
เซี่ยโก่วขยำหมวกขนเตียว รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน
ป่ายอวี้จิงแห่งนั้นก็เหมือนกับกระดองเต่าที่แข็งแรงทนทานและยากจะเคาะให้แตก
ต้องรู้ว่าหนึ่งในท่าไม้ตายของเซี่ยโก่วก็คือกระบี่สั้นที่อยู่ในชายแขนเสื้อเล่มนั้น
ผลคือการเดินทางไปเยือนภูเขาอวี้จิงกลายเป็นว่าตรงกับคำพูดที่นางเคยเอ่ยไว้พอดี
ละอายใจที่พกกระบี่สั้น เพียงแค่เพื่อมาชมภูเขา
อีกทั้งช่วงนี้ก็เห็นได้ชัดว่าจิตแห่งมรรคาของเซี่ยโก่วไม่มั่นคง
ไม่ได้กินหลิวเหล่าเฉิงก็ถือว่านางบังคับควบคุมตัวเองได้อย่างถึงที่สุดแล้ว
แท้ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่แค่หลิวเหล่าเฉิงเท่านั้น หลิวทุ่ยล่ะ? ซ่งอวิ๋นเจียนล่ะ?
มั่นใจว่าโชคชะตาอยู่กับตัวเองก็เลยรู้สึกว่าจะไม่มีทางตายใช่ไหม?
ใครเล่าไม่ใช่ทรัพยากรบนมหามรรคาที่เป็นของบำรุงชิ้นโตที่ป่ายอวี้จิงในยุคบรรพกาลกินมาจนชินบ้าง?
เสี่ยวโม่เอ่ย “จะรีบร้อนไม่ได้”
อย่าว่าแต่เซี่ยโก่วอาศัยกำลังของตัวเองคนเดียวแอบไปจับตัวเต้ากวานมาเลย
ต่อให้เขากับเซี่ยโก่วร่วมมือกันก็ไม่มีทางโจมตีภูเขาอวี้จิงที่มีอวี๋โต้วนั่งบัญชาการหอซ่างชิงได้อย่างแน่นอน
ต้องมีผู้แข็งแกร่งมากกว่านี้
ยกตัวอย่าง แค่ยกตัวอย่างนะ ให้สามพันธมิตรของศึกร่วมสังหารเป็นแกนหลัก
คุณชายบ้านตน เจิ้งจวีจง อู๋ซ่วงเจี้ยง ฮูหยินเจ้าขุนเขาหนิงเหยาบุคคลอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าห้าสี
แล้วจึงพาเขากับเซี่ยโก่วไปด้วยเป็นปีกฝั่งหนึ่ง
ฉีถิงจี้ ลู่จือและสิงกวานหาวซู่ บวกกับชุยตงซาน เจียงซ่างเจินและผู้ฝึกกระบี่ทุกคนของภูเขาลั่วพั่วเป็นปีกอีกฝั่งหนึ่ง
แล้วค่อยให้เหยาชิงขอบเขตสิบห้าเทียมให้การร่วมมืออยู่ไกลๆ
…แต่ว่าเมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่ใช่การถามกระบี่ง่ายๆ เท่านั้นแล้ว
คือการทำให้สิบสี่มณฑลของใต้หล้ามืดสลัวซึ่งแม้กระทั่งป่ายอวี้จิงก็ยังต้องฟ้าถล่มแผ่นดินทลายไปพร้อมกัน
มรรคกถาทำให้ใต้ฟ้าแตกแยก มรรคาเสื่อม
เมื่อหมื่นปีก่อน เสี่ยวโม่ไม่ได้เข้าร่วมศึกเดินขึ้นฟ้าด้วย หมื่นปีให้หลัง เสี่ยวโม่อยากจะลองดู
เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำไมปีนั้นเสี่ยวโม่ไม่ได้เข้าร่วมวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ เพราะรักตัวกลัวตายหรือ?
เสี่ยวโม่พกกระบี่ท่องไปในโลกมนุษย์เพียงลำพัง เคยกลัวใครด้วยหรือ?
พูดถึงแค่เรื่องเดียว จอมปราชญ์น้อยของเมื่อหมื่นปีก่อนนิสัยเป็นอย่างไร พวกป่ายจิ่งรู้ดี
ทุกวันนี้หลี่เซิ่งนิสัยดีแค่ไหน ปีนั้นนิสัยของจอมปราชญ์น้อยก็แย่แค่นั้น
เสี่ยวโม่ที่ดื่มเหล้ากับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวสหายรักก็ยังเคยทิ้งประโยคหนึ่งไว้ว่า
ค้าฟ้าก็เป็นคนเหมือนกัน จะกลัวไปทำไม จากนั้นก็ตรงดิ่งไปถามกระบี่กับจอมปราชญ์น้อยเลยไม่ใช่หรือ
การที่ไม่ได้เดินขึ้นสวรรค์ร่วมกับพวกเจียงเซ่อ ป่ายจิ่ง ก็เพียงแค่เพราะเสี่ยวโม่เคยเจอกับ “คน” ผู้นั้นมาก่อนแล้ว
เสี่ยวโม่หันหน้าไปมองเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว
หากว่ามีโอกาสจริงๆ ก็อยากจะขึ้นไปบนยอดของภูเขาอวี้จิงมองโลกมนุษย์ด้วยกัน
เซี่ยโก่วสังเกตเห็นสายตาของเสี่ยวโม่ นางรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
โอ๊ย สายตาของเสี่ยวโม่เวลานี้ช่างอ่อนโยนเหลือเกิน อยากนอนกับข้าหรือ
เฉินผิงอันหัวเราะร่วน “ไม่เสียแรงที่เป็นบัณฑิตที่ตั้งใจศึกษาตัวอักษร”
เซี่ยโก่วยื่นมือมาป้องข้างปาก “เจ้าขุนเขา พวกเราต่างหากที่เป็นพวกเดียวกัน อย่าลำเอียงเข้าข้างเศษสวะคนนอก ทำให้ทหารกล้าต้องเสียขวัญกำลังใจสิ”
ซ่งอวิ๋นเจียนเองก็ไม่โมโห ป่ายจิ่งกับเสี่ยวโม่ต่างก็เป็นปีศาจใหญ่ในยุคบรรพกาลหมื่นปี
ไม่ใช่แค่พูดจาตรงไปตรงมาเท่านั้น ทั้งการฝึกตน การหลอมกระบี่ ความเป็นความตายก็ล้วนเป็นเช่นนี้เหมือนกันหมดไม่ใช่หรือ?
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มเอ่ย “จำนวนของดอกท้อมีเพิ่มมีลด ขอแค่รักษาสถานการณ์ที่ว่าเพิ่มมากลดน้อยเอาไว้ได้ตลอด ใต้หล้าก็สงบสุขแล้ว”
เฉินผิงอันกล่าว “ต้าหลีเป็นแค่หนึ่งในสิบราชวงศ์ใหญ่ของไพศาล วิถีทางโลกของต้าหลีเปลี่ยนไปเป็นดีขึ้นเล็กน้อยก็ไม่อาจถือว่าใต้หล้าสงบสุขได้”
เซี่ยโก๋วยกสองมือเท้าเอว “ฟังสิฟัง นี่ต่างหากถึงจะเป็นการเลือกใช้คำที่ถูกต้องแม่นยำ สหายอิงหนิงหนอสหายอิงหนิง เจ้าหัดใส่ใจบ้างนะ”
ซ่งอวิ๋นเจียนคลี่ยิ้มรับ เขาใคร่ครวญหาวิธีในการอยู่ร่วมกับเซี่ยโก่วได้แล้ว
ขอแค่ไม่มองนางเป็นผู้ฝึกตนปกติทั่วไป ถ้าอย่างนั้นไม่ว่านางพูดอะไรทำอะไรก็ล้วนสมเหตุสมผลแล้ว
เฉินผิงอันพลันพึมพำอยู่กับตัวเอง “คราวก่อนข้ามาเยือนเมืองหลวงก็เคยพูดถึงคำว่า “จรดพู่กันบุปผาผลิบาน” กับสวินชวี่โดยบังเอิญ
ตอนนี้สวินชวี่เริ่มมาจัดการกิจธุระของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาแล้ว ถือว่าเป็นการเอ่ยวาจาแล้วบังเกิดผลที่จิตใจเชื่อมโยงถึงกันอย่างหนึ่งหรือไม่”
ซ่งอวิ๋นเจียนเอ่ย “นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ? นักพรตแสวงหามรรคา เป็นเรื่องยากลำบากถึงเพียงใด
นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ความยากอยู่ที่การพิสูจน์ยืนยันให้เห็นจริง
ผู้ที่บรรลุมรรคา เมื่อมีความจริงใจก็ศักดิ์สิทธิ์เมื่อเกิดแรงศรัทธาถ้อยคาย่อมสัมฤทธิ์ผล
นี้ต่างหากถึงจะเป็นขอบเขตใหม่เอี่ยมที่พิสูจน์มรรคาบินทะยานสมควรมีไม่ใช่หรือ?”
เสี่ยวโม่ไม่ถนัดการพูดเรื่องกว้างๆ ที่คลุมเครือไม่ชัดเจนเช่นนี้
อย่าว่าแต่ทายคำปริศนากับใครเลย คิดมากเข้าก็รู้สึกเหมือนดื่มเหล้าชั้นเลวดื่มเหล้าปลอม
ส่วนเซี่ยโก่วนั้นไม่กล้าพูดอะไรส่งเดช
เฉินผิงอันเองก็แค่พูดถึงไปอย่างนั้นเอง เขากลับไปที่ห้อง
บนโต๊ะวางแผนที่ของเขตและมณฑลไว้มากมาย ใช้พู่กันสีชาดวาดเส้นทางออกมาหลายเส้น
เหมือนเส้นชีพจรในร่างกายมนุษย์ คล้ายกับเส้นลมปราณมังกรบนพื้นดิน
นอกจากนี้แล้วก็ให้หรงอวี่เขียนรายชื่อฉบับหนึ่งแล้วจัดแยกให้เป็นตำราสามเล่ม
จำแนกประเภทเป็นขุนนางเมืองหลวง ขุนนางในท้องถิ่นและแม่ทัพประจำการ
นำเอกสารของขุนนางที่ได้รับการประเมินว่ายอดเยี่ยมจากการประเมินขุนนางครั้งใหญ่ของเมืองหลวงต้าหลีสามครั้งมาสรุปอย่างง่ายๆ
สามารถให้ความสำคัญกับเอกสารประวัติของขุนนางระดับกลางที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ได้มากเป็นพิเศษ
หรงอวี่ทำอะไรเป็นระเบียบขั้นตอนอย่างมาก เพียงไม่นานก็ได้รายชื่อฉบับแรกมา
ยังบอกด้วยว่าพรุ่งนี้สามารถมอบเอกสารฉบับที่สองที่ละเอียดยิ่งกว่าและถูกต้องยิ่งกว่ามาให้
เฉินผิงอันนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ฝังเลื่อมไว้ด้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบทรงกลม เริ่มเปิดสมุดประเมินเล่มหนึ่งอ่าน
เป็นขุนนางอยู่ใต้ฝ่าพระบาทของโอรสสวรรค์ก็จะยิ่งรู้ไส้รู้พุงกันดีได้แล้วหรือ? ไม่แน่เสมอไปหรอก
เฉินผิงอันได้หลอมจวนราชครูทั้งแห่งแล้ว เสี่ยวโม่กับเซี่ยโก่วก็ทยอยกันเสริมตราผนึกแต่ละชั้น
เสี่ยวโม่นั้นเกิดจากพรสวรรค์และวิชาอภินิหารนำพา ส่วนเซี่ยโก่วนั้นเป็นเพราะในมือถือครองเส้นสายการสืบทอดเยอะมาก
สายของค่ายกลก็ถือเป็นยอดฝีมือเช่นกัน
พู่กันในมือของเฉินผิงอันด้ามนี้ คือวัตถุตระกูลเซียนที่ที่ว่าการทั้งหลายในระเบียงพันก้าวของต้าหลีใช้กันมานานแล้ว
ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้ก้อนหมึกและแท่นฝนหมึก ปลายพู่กันไม่จำเป็นต้องจุ่มหมึก หยิบพู่กันขึ้นมาเป่าลมใส่ก็สามารถเขียนได้แล้ว
วัตถุที่คล้ายคลึงกันนี้ราชสำนักต้าหลียังมีอีกไม่น้อย แต่สำหรับแคว้นทั้งหลายทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่กลับถือว่าเป็นของหายาก
คาดว่าคงมีแต่ขุนนางคนสำคัญที่อยู่ในใจกลางของราชสำนักเท่านั้นที่จะได้สัมผัส
เป็นการจัดหาและส่งมอบตามระยะเวลาที่กำหนดโดยกรมในของราชสำนักเท่านั้น ไม่ได้ผลักดันให้ใช้กันทั่วไปอย่างแพร่หลาย
เป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ถึงข้อดีของวัตถุชิ้นนี้หรือ?
แน่นอนว่าไม่ใช่ แต่เป็นเพราะในท้องพระคลังของพวกเขาไม่มีเงิน
จ้าวเหยารองเจ้ากรมอาญามาที่จวนราชครู เข้ามาในโถงว่าการแล้วก็นั่งลง
หรงอวี๋ยกน้ำชามาให้อย่างว่องไว จ้าวเหยาดื่มน้ำชาเร็วๆ ไปอีกหนึ่งอึกก็ไม่ได้โอภาปราศรัยอะไร
พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “เพิ่งจะไปที่ว่าการกรมกลาโหมมารอบหนึ่ง คุยธุระกับอู๋หวังเฉิง เจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นก็ปรากฏตัว
ไหว้วานให้ข้ามาถามราชครูว่าจะไปนั่งที่นั่นตอนไหน เตือนท่านว่าอย่าได้พูดจาไม่น่าเชื่อถือ
เอาเป็นว่าหนึ่งวันที่ไม่ไป เขาก็จะไม่ยื่นหนังสือลาออก ไม่มอบตราประทับกรมกลาโหมคืนให้ฝ่าบาท”
ถึงอย่างไรก็เป็นศิษย์หลานในสายบุ๋นของตัวเอง เป็นขุนนางชั้นสามเหมือนกัน
แม้ว่าจะมีการแบ่งชั้นเอก ชั้นโท แต่จะดีจะชั่วจ้าวเหยาก็เป็นมือหนึ่งของที่ว่าการเหนือในเมืองหลวง รองเจ้ากรมเหยาไม่ทำตัวห่างเหินเลยสักนิด
จ้าวเหยายกแขนขึ้นเหวี่ยง เอ่ยว่า “เจ้าต้องบอกข้ามาให้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่แน่นอน พรุ่งนี้ วันมะรืน?
เรื่องการเปลี่ยนขุนนางหลักของกรมกลาโหม ใครจะมารับช่วงต่อมารับหน้าที่ตอนไหน
การรายงานไปยังห้องทรงพระอักษรเพื่อหารือ จะควบคุมกำหนดทิศทางการประชุมในราชสำนักอย่างไร
เรื่องของการเปลี่ยนเจ้ากรมตลอดทั้งกรมกลาโหมล้วนจะต้องขยับตามไปด้วย เรื่องพวกนี้ล้วนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
ข้าเองก็ต้องเอาอย่างเสิ่นเฉิน วันนี้เจ้าไม่บอกวันเวลามาให้ข้า ข้าก็จะมาปูพื้นนอนที่นี่
ขานชื่อในที่ว่าการ การเข้าเวรยามกลางคืนในวังหลวง ข้าจะทำงานอยู่ในจวนราชครูนี่แหละ ยังจะมาบังคับข้าได้หรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “โอ้โห ไฟโทสะแรงมากเลยนะ”
จ้าวเหยาดื่มน้ำชาไปอีกคำใหญ่ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างมือ ไม่ถูกสิ
เขารีบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง ถามว่า “คงไม่ใช่ของจริงหรอกนะ?”
เฉินผิงอันตอบ “ก็แค่ฉวยติดมือมา จริงหรือปลอมเจ้าก็คิดเอาเองเถอะ”