กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1209.2 ระหว่างฟ้าและดิน
จ้าวเหยาถูกใจจนวางไม่ลง ถามว่า “ฉวยหยิบติดมือมาในการประชุมศาลบุ๋นคราวก่อนหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ใต้เท้ารองเจ้ากรมสองท่านของกรมอาญากับกรมกลาโหมคุยธุระอะไรกัน ข้าล่ะอยากรู้นัก
ไหนลองว่ามาสิ ปรึกษากันว่าจะก่อกบฏอย่างไรหรือ?”
จ้าวเหยาเอ่ยอย่างขำๆ ปนฉุน “ใต้เท้าราชครูไปยืนอยู่ในท้องพระโรง ไปนั่งอยู่ในห้องทรงพระอักษร แล้วก็เดินอาดๆ กลับจวน
คงไม่ใช่ว่าเรื่องการป้องกันเมืองหลวงอย่างเข้มงวดก็จบลงแล้วหรอกนะ?
เรือกระบี่ของต้าหลีสี่ลำที่นำพากองทัพเดินทางลงใต้ไปอย่างเกรียงไกรก็จะไม่สนแล้วหรือ?
ใครเป็นคนพูดว่าการประเมินในเมืองหลวงครั้งนี้แบ่งเป็นสองเส้นคือในทางลับกับทางแจ้ง
เดิมทีการเตรียมงานพิธีการก็เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินอยู่แล้ว จะตรวจสอบเอกสารอีกรอบหรือไม่?
ทุกวันนี้เมืองหลวงต้าหลีมีคนประหลาดคนมหัศจรรย์อยู่มากมาย นอกจากผู้ถวายงานกรมอาญาของบ้านตนแล้ว
จะต้องให้ผู้ฝึกตนติดตามกองทัพที่เป็นแม่ทัพประจำการอยู่ในมณฑลต่างๆ ร่วมมือกับกรมอาญาจับตามองร่องรอยของพวกเขาหรือไม่?”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มเอ่ยว่า “รองเจ้ากรมจ้าวไม่ต้องมาระบายทุกข์กับข้าหรอก
ข้าไม่ใช่เจ้ากรมขุนนางสักหน่อย คิดอยากจะเลื่อนขั้นขุนนาง เปลี่ยนไปเป็นรองเจ้ากรมอยู่ในกรมขุนนางก็ต้องไปหาจ่างซุนเม่าบ่อยๆ”
จ้าวเหยาเอ่ย “พูดเรื่องเป็นการเป็นงาน หนึ่งคือผลลัพธ์ที่ได้มาจากศาลบรรพจารย์สกุลอวี๋
เจ้าคิดว่าพอหรือไม่ อยากจะให้หาคนเพิ่มหรือไม่ ประเภทที่ว่าเอาใส่ไว้ในรายงานได้น่ะ
สองคือเกี่ยวกับขุนนางหลายคนที่เกี่ยวพันกับเรื่องของลำน้ำใหญ่ จะให้กรมอาญาทำคดีเพียงลำพัง หรือว่าจวนราชครูมีแผนการอื่น?
สามคือเรื่องที่พื้นที่มงคลร้อยบุปผาเป็นพันธมิตรกับต้าหลีของพวกเรา ข้าเพิ่งได้ยินมา
ต้องให้ทางฝั่งของกรมพิธีการโผล่หน้าไปทำพิธีแบบเรียบง่ายอย่างการลงนามเป็นพันธมิตรบนภูเขาหรือไม่?”
เฉินผิงอันพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “พอแล้ว แต่เจ้าต้องหาเบาะแสอีกเส้นหนึ่งที่สามารถเขียนรายงานของราชสำนักได้เต็มแผ่น
กรมอาญาทำไปฝ่ายเดียว หากต้องการคนเพิ่มก็แค่มาบอกข้า พิธีลงนามเป็นพันธมิตร ตอนนี้ยังไม่ต้อง”
จ้าวเหยาพยักหน้า เก็บจอกเทพีบุปผาใบนั้นใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ ลุกขึ้นเอ่ย
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะคิดว่าพรุ่งนี้เจ้าจะไปเยือนกรมกลาโหมก็แล้วกัน จะนำความไปบอกเจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นเดี๋ยวนี้”
เฉินผิงอันได้แต่หลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง เอ่ยว่า “รองเจ้ากรมจ้าว การหยั่งเชิงที่คล้ายคลึงกันนี้ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำอีก”
จ้าวเหยาเอ่ย “ก็ควรต้องมีสักครั้ง ให้ข้าได้เห็นผลลัพธ์ข้าถึงจะสามารถรับรองกับราชครูได้อย่างจริงใจว่าจะไม่มีคราวหน้าอีก”
เป็นเจ้าเฉินผิงอันที่บอกว่าเมื่อสืบแล้วก็ให้สืบจนถึงที่สุด ไม่จำกัดเพดานสูงสุด
ในเรื่องของการลงมือทำจริง เจ้าก็ต้องทำให้ข้าเชื่อถือ หากเป็นแค่คำพูดสวยหรูที่พูดง่ายๆ ออกจากปากไม่กี่ประโยค
คิดจะหลอกข้าหรือว่าหลอกตัวเจ้าเองกันละ?
เฉินผิงอันพยักหน้า “เข้าใจได้”
จ้าวเหยากุมหมัดอำลา ไม่ให้โอกาสเฉินผิงอันได้ ‘รั้งตัวไว้’ อีก
เดินก้าวยาวๆ ข้ามธรณีประตูไป พอลงบันไดไปแล้วก็ถึงกับชักเท้าวิ่งไปทางเรือนชั้นสอง
พอดีกับที่หรงอวี๋ซึ่งหอบกล่องผ้าแพรใบหนึ่งมาเดินสวนมาพอดี สีหน้านางประหลาดอยู่บ้าง
ลังเลเล็กน้อยก็ยังคงถามว่า “รองเจ้ากรมจ้าว ท่านราชครูบอกว่ามอบจอกเทพีบุปผาใบนั้นให้ท่านหรือ?”
จ้าวเหยาไม่หยุดเดิน เพียงหันหน้ามายิ้มเอ่ย “แม่นางหรงอวี๋ เขาไม่ได้พูดอะไร ข้าเอามาเอง”
หรงอวี๋ถาม “แน่ใจหรือ?”
จ้าวเหยาพยักหน้า “แน่ใจ”
หรงอวี๋กลั้นขำ “รองเจ้ากรมจ้าวคิดเป็นห่วงแทนท่านราชครูจริงๆ ไม่เสียแรงที่เป็นอาจารย์อากับศิษย์หลานของสายเหวินเซิ่ง”
จ้าวเหยาหยุดเดิน ถามอย่างสงสัย “แม่นางหรงอวี๋ หมายความว่าอย่างไร?”
หรงอวี๋ตบกล่องผ้าแพร เอ่ยว่า “เมื่อครู่นี้ท่านราชครูเพิ่งจะให้ข้าไปหยิบจอกเทพีบุปผาครบชุดมาให้
บอกว่าในเมื่อจะยกให้คนอื่นแล้วก็ยกให้ไปหมดสิบสองใบเลย
เป็นฉีฟางเจ้าแห่งบุปผาของพื้นที่มงคลที่ให้คนนำมามอบให้ด้วยตัวเอง คิดดูแล้วก็น่าจะไม่เป็นของปลอม”
จ้าวเหยาหยิบจอกเทพีบุปผาของตัวเองที่อยู่ในชายแขนเสื้อออกมา ก่อนจะมองกล่องผ้าแพรของหรงอวี๋ใบนั้น
หากเปลี่ยนใจกะทันหัน จ้าวเหยาก็รู้สึกอับอายขายหน้า จึงเปลี่ยนความคิดเอาจอกเทพีบุปผาโยนกลับเข้าไปในชายแขนเสื้อ
ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร เอาจอกเทพีบุปผาใบหนึ่งมาจากเขาได้ก็เป็นเรื่องที่มีค่าพอให้อารมณ์ดีแล้ว”
หรงอวี๋พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
จ้าวเหยารู้สึกเพียงว่าอารมณ์ปลอดโปร่ง กำลังจะหมุนตัวจากไป ก็คิดว่าควรต้องเอ่ยขออภัยหรงอวี๋สักคำ
“น่าเสียดายที่ทำให้ในกล่องผ้าแพรของแม่นางอวี๋ต้องขาดจอกเทพีบุปผาไปหนึ่งใบ”
หรงอวี๋ยิ้มตาหยี “ไม่นะ ในกล่องผ้าแพรก็มีอยู่สิบสองใบ”
จ้าวเหยาอึ้งตะลึง
เฉินผิงอันยืนอยู่ตรงขั้นบันได จุ๊ปากหนึ่งที ยิ้มเอ่ยว่า “รองเจ้ากรมจ้าว พวกเราคือคนบ้านเดียวกันนะ
บ้านเกิดก็คือสถานที่ที่ผลิตเครื่องกระเบื้อง ข้าก็แค่เป็นลูกศิษย์อยู่ในเตาเผาไม่กี่ปี
แต่ตระกูลของเจ้ามีเตาเผามังกรส่วนตัวเชียวนะ ผลกลับกลายเป็นว่าไม่มีแววตาในการดูเครื่องกระเบื้องเลยสักนิด
นี่ไม่เข้าท่าแล้วนะ เด็กที่บ้านมีเงินไม่เหมือนผู้อื่นจริงๆ ชีวิตนี้คงไม่เคยผสมดิน ขึ้นรูปเครื่องปั้นมาก่อนสินะ?
วันหน้าออกจากบ้านทางที่ดีที่สุดอย่าไปบอกคนอื่นล่ะว่าเจ้าเป็นคนของเขตหลงเฉวียนฉู่โจว”
จ้าวเหยาคร้านจะพูดมากกับเขา นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงปลีกเวลาไปพูดคุยกับหลินโส่วอีครู่หนึ่ง
ไปอยู่กับหลินโส่วอีพักหนึ่ง จ้าวเหยาก็ออกมาจากจวนราชครู
พบว่าหรงอวี๋รออยู่หน้าประตู ยื่นกล่องผ้าแพรใบนั้นให้กับจ้าวเหยา “รองเจ้ากรมจ้าว รับไว้เถอะ”
คิดไม่ถึงว่าจ้าวเหยาจะส่ายหน้า “เขามอบจอกเทพีบุปผาของจริงให้ข้าเปล่าๆ ชุดหนึ่ง ยังไม่สู้ข้าเอาจอกเทพีบุปผาของปลอมมาเองใบหนึ่ง”
หรงอวี๋ไม่เข้าใจ ในเมื่อเป็นคนวัยเดียวกันบ้านเกิดเดียวกัน แล้วยังอยู่ในสายบุ๋นเดียวกัน
เจ้าจะงัดข้อเอาอะไรกับท่านราชครู
เท้าหน้าของจ้าวเหยาเพิ่งจากไปก็มีใต้เท้ารองเจ้ากรมท่านหนึ่งเดินสาวเท้ารัวเร็วมายังจวนราชครู
ทักทายกับหรงอวี๋ที่ยังยืนกอดกล่องผ้าแพรอยู่ที่เดิม แล้วคนผู้นี้ก็พุ่งเข้าไปในประตูใหญ่
พอเข้ามาในอาณาเขตของจวนราชครูแล้วก็พลันหยุดเดิน
หรงอวี๋เห็นเฉาเกิงซินยกน้ำเต้าบรรจุเหล้าเปลือกม่วงใบนั้นขึ้นมากระดกดื่มสุราอย่างห้าวเหิมเหมือนดื่มน้ำเปล่าอย่างไรอย่างนั้น
หรงอวี๋หลุดหัวเราะพรืด นี่คือรองเจ้ากรมเฉาแอบมาดื่มเหล้าที่นี่อย่างนั้นหรือ?
เฉาเกิงซินส่งเสียงเรอ ตบหน้าท้อง สบายจริง
การประเมินขุนนางในเมืองหลวงของปีนี้ควบคุมได้เข้มงวดยิ่งนัก ทำเอาเขาอึดอัดแทบตาย
ก็เลยต้องหาข้ออ้างว่าจะมาปรึกษาธุระที่จวนราชครู ผ่อนคลายอารมณ์สักหน่อย
เฉาเกิงซินตาแหลม เห็นนานแล้วว่ารองเจ้ากรมจ้าวส่งสายตาไปมากับพี่หญิงหรงอวี๋
เพ้ย เป็นรองเจ้ากรมจ้าวที่มีสายตาร้อนแรง ความคิดไม่บริสุทธิ์ พี่หญิงหรงอวี๋ไม่หวั่นไหวตวาดใส่สีหน้าดุดัน
เฉาเกิงซินถาม “แม่นางหรงอวี๋ ในกล่องนี้คืออะไรหรือ?”
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “จอกเทพีบุปผาสิบเอ็ดใบ”
เฉาเกิงซินถามอย่างสงสัย “ทำไมถึงขาดไปใบหนึ่งล่ะ?”
หรงอวี๋ยิ้มไม่พูดอะไร
อันที่จริงจอกเทพีบุปผาใบที่จ้าวเหยาเอาไปคือของจริง
เฉาเกิงซินถามหยั่งเชิง “แม่นางหรงอวี๋ ไม่สู้พวกเราไปปรึกษาท่านราชครูด้วยกัน ขอให้เขามอบทั้งจอกทั้งกล่องมาให้ข้าพร้อมกันเลย”
หรงอวี๋ส่ายหน้ายิ้มขำ
เฉาเกิงซินกระทืบเท้า ยกน้ำเต้าบรรจุเหล้าขึ้นแล้วกรอกเหล้าเข้าปากอึกใหญ่อีกครั้ง
หลังจากเก็บซ่อนน้ำเต้าบรรจุเหล้าไว้เรียบร้อยแล้วก็สะบัดชายแขนเสื้อแรงๆ รีบร้อนกลับไปยังที่ว่าการกรมขุนนาง