กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1209.3 ระหว่างฟ้าและดิน
ช่วงต้นยามโหย่ว (ประมาณหกโมงเย็น)
ทางทิศตะวันออกสุดของนครชั้นในเมืองหลวง มีสวนส่วนตัวแห่งหนึ่งที่โอบล้อมทะเลสาบเหล่าอิงทั้งแห่งเอาไว้
ว่ากันว่าโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงทุกวันนี้ แรกเริ่มสุดคิดอยากจะเลือกที่แห่งนี้
น่าเสียดายที่ตกลงเรื่องราคากันไม่ได้ มีข่าวลือเล็กๆ บอกว่าเจ้าของสวนคือลูกหลานชนชั้นสูงที่สถานะคลุมเครือไม่แน่ชัดคนหนึ่ง
รู้แค่ว่าบ้านบรรพบุรุษของตระกูลเขาหากไม่ได้อยู่บนถนนฉือเอ๋อร์ก็ต้องอยู่ที่ตรอกอี้ฉือ แค่นี้ก็พอแล้ว
ต่างก็พูดกันว่าค้าขายไม่สำเร็จ มิตรภาพยังคงอยู่ แต่เขากลับไม่มีข้อพิถีพิถันเช่นนี้
ด่าถ้อยคำหยาบคายใส่คนกลางที่มาต่อรองราคา ให้นำความไปบอกเจ้าบ้านนอกแซ่ต่งคนนั้นว่า ให้เขาฉี่แล้วส่องดูเงาตัวเอง
มีเงินเหม็นๆ แค่ไม่กี่แดง มาทำตัวเป็นนายท่านใหญ่อะไร หากยังมากวนใจอีก ระวังว่าข้าจะทำให้เขาต้องหอบเสื่อไสหัวออกไปจากเมืองหลวงโดยตรง
นี่ก็น่าจะเป็นดังคำกล่าวที่ว่าผู้ที่เกิดมามั่งคั่งมักเย่อหยิ่ง ผู้ที่เกิดมาสูงศักดิ์มักหยิ่งผยอง
เสิ่นเจิงมารออยู่ที่นี่เกือบครึ่งชั่วยามแล้ว เขากำลังรอบุรุษคนหนึ่งที่มีชื่อว่าหลิ่วซ่วยฉายา “ฉวีซ่วย”
สิ่งที่เขารออย่างแท้จริงก็คืออำนาจ
พูดให้ถูกต้องก็คืออิฐเคาะประตูก้อนหนึ่งที่สามารถทำให้ตนมุ่งหน้าไปหาอำนาจทีใหญ่ยิ่งกว่าเดิม
เพราะในที่สุดหลิ่วซ่วยก็ยอมแนะนำให้เขารู้จักกับ “ท่านหก” ผู้กว้างขวางแล้ว
ดวงตะวันร้อนแรง ต่อให้จะเป็นยามโหย่วแล้ว เสิ่นเจิงก็ยังรู้สึกอุดอู้
ทั่วทั้งเมืองหลวงเหมือนกลายเป็นเตานึ่ง เขายืนอยู่ในเงาต้นหลิ่วต้นหนึ่ง คอยมองไปทางประตูใหญ่อยู่เป็นระยะ
ต่อให้จะมายืนรอเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว เสิ่นเจิงก็ยังคงรอคอยการปรากฏตัวของหลิ่วซ่วยอย่างอดทน
เดาว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากว่าต้องรอให้ท่านหกที่มีอิทธิพลกว้างขวาง อำนาจและเครือข่ายแผ่ถึงฟ้ากินดื่มอิ่มหนำแล้วถึงจะยอมพบตน
ไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะเป็นปลายยามโหย่ว อาจถึงขั้นยามซวีกระมัง รอไปก่อนก็แล้วกัน
ส่วนเรื่องที่ว่าเมื่อสองฝ่ายเจอหน้ากันแล้วจะได้คุยกันสักกี่ประโยค ในใจของเสิ่นเจิงก็ไม่มีความมั่นใจเช่นกัน
เขาอยากรู้อย่างมากว่าคนแซ่ต่งผู้นั้นเป็นคนอย่างไรกันแน่ มีเงินมากถึงแค่ไหนกันแน่
ถึงได้กล้าเพิ่มราคาอยู่หลายครั้ง หมายจะครอบครองสวนทะเลสาบเหล่าอิงไปทั้งแห่ง
ยิ่งประหลาดใจว่าเรื่องนี้ไม่สำเร็จ เขาถึงกับเปลี่ยนไปเลือกสถานที่ที่ดียิ่งกว่า
ได้ยินมาว่ายังเป็นโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนแห่งหนึ่งด้วย
ในความเห็นของเสิ่นเจิง นี่ไม่ได้ตบหน้าชนชั้นสูงท่านนั้นแล้วจะเรียกว่าอะไร
คาดไม่ถึงว่าดูเหมือนฝ่ายหลังจะไม่คอยขัดแข้งขัดขาโรงเตี๊ยมที่ทำการค้าด้วยเงินเทพเซียนแห่งนั้นเลยสักนิด
ชีวิตนี้ขุนนางที่เสิ่นเจิงเคยคบค้าสมาคมมาด้วย ตำแหน่งใหญ่สุดก็คือมือปราบประจำอำเภอเท่านั้น
เขาไม่เข้าใจเส้นสนกลในของเรื่องพวกนี้เลย
ต่างก็พูดกันว่าติดตามใครในวงการขุนนางสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น
คนชนชั้นล่างสุดในยุทธภพอย่างพวกเขาก็ไม่ใช่ว่าเป็นหลักการเหตุผลเดียวกันหรอกหรือ?
อยู่ว่างไม่มีอะไรทำ เสิ่นเจิงจึงเอื้อมมือไปเด็ดใบหลิวใบหนึ่งมาคาบไว้ในปาก
อันที่จริงตอนที่เพิ่งจะมาถึงที่นี่ เขายังกังวลว่าพวกนักการคนเฝ้าประตูของสวนแห่งนี้จะไล่ตนไป ยังดีที่ไม่มีใครให้ความสนใจเขา
เสิ่นเจิงเดินเท้ามาจากเรือนที่อยู่นอกเมือง รถม้าส่วนตัวและม้าส่วนตัว แน่นอนว่าต้องมี
อีกทั้งม้าตัวนั้นยังเป็นม้าที่ถูกคัดออกจากกองทัพต้าหลีด้วย
ทว่าเสิ่นเจิงคิดไปคิดมาก็ยังตัดสินใจว่าจะเดินมา หลักๆ แล้วกลัวว่าจะกลายเป็นตัวตลก ไม่ทันระวังทิ้งภาพจำที่ไม่ดีไว้ให้กับหลิ่วซ่วย
เวลานี้ความคิดของเสิ่นเจิงเตลิดไปไกล อยากรู้นักว่าสิบปียี่สิบปีหลังจากนี้ ตนจะกลายเป็นคนหนุ่มที่เริ่มสร้างชีวิต มีชีวิตที่พอใช้ได้หรือไม่?
เพื่อได้พบหน้าตนก็จะมีคนที่มี…อารมณ์ย่ำแย่แบบตนในเวลานี้หรือไม่?
เรื่องที่อยู่บนฟ้า เขาไม่เป็นคาถาตระกูลเซียน กระโดดแล้วก็ยังไม่สูงมากพอ
ส่วนบนพื้นดินของเมืองหลวงต้าหลี สถานที่ที่ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของแคว้น มีที่ว่าการนับร้อยตั้งเรียงราย คนดีและคนเลวปะปนกัน
ก็ไม่ถึงคราวที่ให้เขาไปจัดการอะไร เขาไม่กล้ายื่นมือเข้ายุ่งอย่างส่งเดชเด็ดขาด
ทว่าด้านล่าง “พื้นดิน” ในเวลานี้ ในมุมมืดที่ไม่ได้สัมผัสกับแสงสว่างทั้งหลาย พื้นที่สกปรกโสมมที่ทำให้พวกบุคคลยิ่งใหญ่รังเกียจ
เขาคิดว่าตัวเองยังพอจะมีความสามารถ มีความรู้อยู่บ้าง
นกมีทางของนก งูก็มีทางของงู ต่างคนต่างก็มีวิธีเอาชีวิตรอดและวิธีใช้ชีวิตแตกต่างกันไป
เขาคือคนของอำเภอเจียอวี่ที่ตั้งอยู่ชานเมืองของเมืองหลวงต้าหลี
อำเภอเจียอวี๋คือสถานที่แห่งหนึ่งที่มีแม่ทัพบู๊เยอะมาก ต่างก็พูดกันว่าเป็นพื้นที่ฮวงจุ้ยมงคลที่ปลากระโดดข้ามประตูมังกร
ขณะเดียวกันก็มีพรรคในยุทธภพอยู่มากมาย
ปีนี้เสิ่นเจิงอายุยี่สิบเจ็ดปี ตอนอายุสิบสองก็เริ่มคลุกคลีอยู่กับพรรค
อายุยี่สิบสี่นำพาพี่น้องร้อยคนเข้ามาในเขตของเมืองหลวงหยัดยืนได้อย่างมั่นคงอยู่นอกเมือง
ดิ้นรนอยู่หลายปี ในที่สุดก็พอจะมีชื่อเสียง แต่เพิ่งจะถูกพรรคของหลิ่วซ่วยควบรวม
เมื่อคืนก่อนนี้เองที่เสิ่นเจิงจัดการกับพี่น้องสองคนที่ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมก้มหัวให้หลิ่วซ่วยกับมือตัวเอง
ได้สถานะกุนซือพร้อมกับนักบัญชีมาครอง กลายเป็นเจ้าประมุขพรรค
เขาอยากจะได้เงินที่ไม่ว่าใช้กี่ชาติก็ใช้ไม่หมด อยากจะนอนกับลูกสาวของขุนนางในราชสำนักที่อย่างน้อยก็ต้องเป็นขุนนางชั้นสาม
อยากจะกลายเป็นบุคคลที่เรียกลมได้ลมเรียกฝนได้ฝนอย่างฉวีซ่วย อยู่ได้กับทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม
เสิ่นเจิงรู้สึกว่าในชะตาชีวิตตนขาดผู้สูงศักดิ์ไปคนหนึ่ง วันนี้เขาต้องการพบคนผู้นี้
รถม้าคันหนึ่งที่ประดับตกแต่งอย่างเรียบง่ายเคลื่อนมายังสวนส่วนตัวแห่งนั้นช้าๆ
สารถีคือชายหนุ่มร่างกายยำแข็งแรงคนหนึ่ง แค่มองก็รู้ว่าเป็นคนที่ผ่านการฝึกต่อสู้มา
บุรุษสองคนนั่งพิงผนังรถหันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งคือชายอ้วนร่างเหมือนภูเขาลูกย่อม
เขาโบกพัดที่วาดด้วยสีทองแรงๆ แต่กระนั้นหน้าผากและลำคอก็ยังคงเต็มไปด้วยเหงื่อเหนียวเหนอะ
ชายอ้วนบ่นไม่หยุดว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนว่าช่วงเวลานี้ในอดีตไม่ได้ร้อนอย่างนี้
หันลิ่วเอ๋อร์น่าจะนั่งรถม้าของข้า แปะยันต์ขับไล่ความร้อนที่ตระกูลเซียนขายไว้แผ่นหนึ่ง หึ
ทำให้เย็นสบายได้นานเป็นสิบวัน ก็แค่ว่าราคาแพงไปสักหน่อย
ใช่แล้ว หันลิ่วเอ๋อร์ ถามเจ้าหน่อยสิ หลายปีมานี้ยันต์ที่สามารถขายได้ในหมู่ชาวบ้านของมณฑลต่างๆ เป็นหนึ่งในเส้นทางทำเงินของเจ้าคนแซ่ต่งผู้นั้นจริงๆ หรือ
เจ้าข่าวสารว่องไว เล่าให้ฟังหน่อยสิ คราวหน้าข้าจะได้เอาไปคุยโวกับพี่สาวน้องสาวทั้งหลาย บอกว่ายันต์นั้นเป็นเจ้าคนแซ่ต่งที่มอบให้ข้า…
บุรุษอีกคนหนึ่งที่อายุพอๆ กัน เวลานี้แต่งกายเหมือนปัญญาชน ทว่ากลิ่นอายขุนนางบนร่างกลับเข้มข้นมาก
ฟังเจ้าอ้วนบ่นมาตลอดทาง บุรุษแทบจะไม่คุยด้วย ทว่าเวลานี้ในที่สุดก็เปิดปากเอ่ยสัพยอกว่า
“เหวยฉง สตรีพวกนั้นที่ติดตามเจ้า พวกนางต้องการอะไร? ไหนเจ้าก็ลองบอกข้ามาสิ”
เจ้าอ้วนหัวเราะร่า “ยังจะต้องการอะไรอีกล่ะ พวกนางไม่ได้เงินไปจากข้าสักหน่อย ก็น่าจะแค่ลุ่มหลงในความหล่อของข้ากระมัง?”