กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1209.4 ระหว่างฟ้าและดิน
บุรุษกวาดตามองเจ้าอ้วน ส่ายหน้าเอ่ย “เงินที่พวกนางบังเอิญได้ไปนิดๆ หน่อยๆ ก็ถือว่าได้เงินอย่างยากลำบากแล้ว”
เจ้าอ้วนวัยกลางคนไว้หนวดที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรไขมันก็น่าจะมากถึงสองร้อยกว่าจิน (ประมาณหนึ่งร้อยโล) เลยกระมัง
ชีวิตนี้มีเพียงสองเรื่องที่เขาเอามาโอ้อวดได้ นั่นก็คือมาจากตรอกอี้ฉือกับเป็นลูกสมุนของรองเจ้ากรมเฉา
หลายปีมานี้เจ้าอ้วนมักจะพาสตรีสารพัดรูปแบบนั่งรถม้าไปด้วยกัน ไปเปิดหูเปิดตาที่ตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์
เรื่องนี้ในบรรดาคนวัยเดียวกันที่สนิทสนมคุ้นเคยกันต่างก็เห็นเป็นเรื่องตลก
เจ้าอ้วนเปิดร้านเหล้าที่กิจการไม่เลวไว้ที่ลำคลองชางผู แน่นอนว่าไม่ได้ค่าน้ำร้อนน้ำชาอะไร
หนึ่งเพราะเจ้าอ้วนเป็นคนขี้ขลาด อีกอย่างก็คือที่บ้านมีกฎระเบียบเข้มงวด เขากลัวว่าขาที่สามจะถูกตัดขาด เพื่อเงินแค่ไม่กี่แดง ไม่คุ้มกัน
อันที่จริงเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ในบ้านยังเคยมีคนที่มีคุณสมบัติได้เข้าร่วมการประชุมเล็กของห้องทรงพระอักษร
รู้ว่าตรอกอี้ถือและถนนฉือเอ๋อร์มีเรือนอยู่มากมายขนาดนั้น อย่าเห็นว่าในอดีตรุ่นบรรพบุรุษเป็นอย่างไร
หากจะเล่าว่าปีนั้นเคยเป็นอย่างไร สามารถเข้าร่วมการประชุมเล็กได้หรือไม่ก็คือธรณีประตูที่ใหญ่เทียมฟ้า
หากไม่มีเก้าอี้ให้นั่งก็ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ไม่มีเก้าอี้ให้เอาก้นไปวาง ก็ไม่ต้องพูดอะไรเหมือนกัน
พล่ำถึงปฏิทินเหลืองจะมีประโยชน์อะไร
ปัญหาคือพอมาถึงรุ่นของบิดาเจ้าอ้วน ไม่ต้องพูดแล้ว
ทุกวันนี้บิดาเขายังเป็นแค่หนึ่งในหลางจงในกองชิงลี่ฝ่ายเครื่องเสวยของกรมพิธีการ
ท่านอาและท่านลุงสองคนยังสู้บิดาเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ต่างก็เป็นประเภทที่ว่าเป็นคนดีมาก แต่เป็นขุนนางไม่ได้เรื่อง
แต่ละคนอยู่ในที่ว่าการของตัวเอง เนื่องจากมีประสบการณ์สูง วางตัวเที่ยงตรง ไม่รับน้ำร้อนน้ำชา ดังนั้นจึงค่อนข้างพูดจารุนแรง
เจ้าอ้วนก็เคยได้ยินเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งของท่านลุงใหญ่ หยวนไหว้หลางคนหนึ่งที่อยู่ในกรมโยธามาเกือบสามสิบปี
มีครั้งหนึ่งใต้เท้ารองเจ้ากรมฝ่ายขวาเรียกเขาไปคุยธุระในโถงว่าการ
ท่านลุงใหญ่ของเขาใช้เวลาครึ่งเค่อ ครึ่งเค่อเต็มๆ ที่เอาแต่จ้องเป๋งไปยังใต้เท้ารองเจ้ากรมท่านนั้นโดยที่ไม่พูดอะไรสักคำ
ทำเอารองเจ้ากรมทำอะไรหยวนไหว้หลางผู้นี้ไม่ได้ ได้แต่หาบันไดลงให้ตัวเอง บอกว่าในเมื่อเจ้าคิดว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสม ถ้าอย่างนั้นก็ไว้ค่อยว่ากันใหม่
คงเป็นเพราะรองเจ้ากรมเองก็ยังมีโทสะ จึงเอ่ยเสริมมาอีกสองประโยค
ประโยคหนึ่งคือว่าไปตามกฎระเบียบ บอกว่าอย่างช้าสุดพรุ่งนี้เจ้าต้องเอาเอกสารการตรวจสอบอย่างละเอียดมาให้ข้าฉบับหนึ่ง
อีกประโยคคือใต้เท้ารองเจ้ากรมชี้หน้าหยวนไหว้หลาง เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า
เจ้าคนสอบปีเดียวกับข้านี่นะ ดีแต่จะมาเก่งกับข้า แน่จริงเจ้าก็ไปเก่งกับท่านเจ้ากรมสิ…
ทว่าหยวนไหว้หลางที่สอบเคอจวี่ปีเดียวกับใต้เท้ารองเจ้ากรมกลับลุกขึ้นจากไปแล้ว
เจ้าอ้วนได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกว่านี่คือวีรกรรม นี่คือเรื่องเล่าขานที่งดงาม จึงไปถามต่อหน้าท่านลุงใหญ่ว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จ
บางทีอาจเป็นเพราะตอนนั้นท่านลุงใหญ่อารมณ์ไม่ค่อยดี ถึงได้ด่าเขาจนไม่เหลือชิ้นดี
สุดท้ายแม้กระทั่งบิดาของเจ้าอ้วนซึ่งเป็นน้องชายของตนก็โดนด่าไปด้วย
บอกว่าในตระกูลก็มีแต่บิดาเจ้านั่นแหละที่เป็นขุนนางเก่งที่สุด ไม่มีความหยิ่งทระนงของบัณฑิตบ้างเลย
ลูกกระต่ายอย่างเจ้าก็ไม่ต่างกัน ไร้หัวคิดไปเปิดเหลาสุราอยู่ที่ลำคลองชางผูได้อย่างไร
ทำไมเจ้าไม่สวมชุดจิ๋วร้องงิ้วไปด้วยเลยเล่า กิจการจะไม่ดียิ่งกว่าเดิมหรอกหรือ…
คำพูดช่วงหลังก็ค่อนข้างจะไม่น่าฟังจริงๆ แล้ว เจ้าอ้วนรีบเผ่นหนีไปไกล
เป็นเพราะไม่มีหัวด้านการเรียนหนังสือจริงๆ จะด่ากันทำไม
อีกอย่างปีนั้นที่ล้างพู่กันกระเบื้องเคลือบลายชื่อหลงที่ข้ามอบให้ก็ยังวางอยู่บนโต๊ะหนังสือของท่านลุงใหญ่ ถูกท่านเอามาใช้อยู่หลายปีไม่ใช่หรือ
ดังนั้นชาติกำเนิดของเจ้าอ้วนเอาไปข่มขู่คนนอกที่ไม่คุ้นเคยกับวงการขุนนางเมืองหลวงย่อมไม่มีปัญหา
แต่พอกลับมาถึงตรอกอี้ฉือจริงๆ กลับกลายเป็นเรื่องตลกแล้ว
เจ้าอ้วนชื่อว่าเหวยฉง ฉงตัวนี้ออกเสียงเดียวกับคำว่า “ฉง” ที่แปลว่ายากจน
พวกสหายมักจะเอาชื่อเขามาล้อ บอกว่ามาเกิดในตระกูลที่ดี แต่ดันตั้งชื่อได้ไม่ค่อยดี
เหวยฉงเองก็ไม่ถือสา คำว่าหากินทางลัดของเขาไม่เหมือนกับคำว่าหากินทางลัดในสายตาของคนรุ่นพ่อ
ยกตัวอย่างเช่นเหวยฉงรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้หากินทางลัด
เพราะคนวัยเดียวกันหลายคนที่มีชาติกำเนิดพอๆ กัน ต่างก็สร้างกิจการไปถึงทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่ได้นานแล้ว
ถึงขั้นที่ว่ายังมีข่าวลือเล็กๆ บอกว่ามีหลายคนที่เคยนั่งเรือข้ามทวีปเดินทางไปถึงใบถงทวีปแล้ว
แม้เหวยฉงจะไม่ได้เรื่อง แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ รู้ดีว่ากิจการพวกนี้ต้องไม่ค่อยสะอาดเป็นแน่
แน่นอนว่าในสายตาของท่านอาเขา ลูกหลานในตระกูลบ้างก็ร่วมสอบเคอจวี่ พึ่งพาตัวเองสอบได้เส้นทางอนาคตที่บริสุทธิ์สะอาด
บ้างก็ไปร่วมกับกองทัพชายแดน สร้างชื่อเสียงและผลงานอยู่บนหลังม้า
มีเพียงแค่สองอย่างนี้เท่านั้นถึงจะเรียกว่าเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง
หันลิ่วเอ๋อร์ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังพูดว่า “ท่านลุงรองเหวยเป็นหลางจงกรมพิธีการมานานหลายปีมากแล้ว
ตำแหน่งขุนนางไม่ใหญ่ แม้จะบอกว่าไม่มีอำนาจที่แท้จริงอะไรในวงการขุนนางเมืองหลวง แต่กลับมีชื่อเสียงที่ดี และยังมีโอกาสที่จะเดินขึ้นสู่ที่สูงได้บ้าง”
เหวยฉงกล่าวอย่างไม่สนใจ “ต่อให้ท่านพ่อของข้าข้ามบันไดไปได้อีกขั้นก็ยังต้องวนเวียนอยู่ในที่ว่าการน้ำใสอยู่ดีไม่ใช่หรือ
ไม่แน่ว่าพอหมวกขุนนางใหญ่กว่านี้อาจจะควบคุมข้ามากกว่าเดิม พูดเรื่องจารีตขนบธรรมเนียม พูดเรื่องการวางตัวกับข้าขึ้นมาอีก”
หันลิ่วเอ๋อร์ไม่พูดอะไรอีก
เหวยฉงหุบพัดพับ ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่พูดเรื่องหงุดหงิดใจพวกนี้แล้ว คืนนี้ถือว่าข้าจัดงานเลี้ยงฉลองให้เจ้า
หากไม่เป็นเพราะทางฝั่งของเจ้ามีกฎระเบียบเยอะ เรียกเพื่อนร่วมงานในที่ว่าการเดียวกันมา ไม่ต้องสนว่าตำแหน่งขุนนางจะใหญ่หรือเล็ก
เรียกให้ไปดื่มเหล้าที่ร้านข้าพร้อมกันให้หมด จะได้ครึกครื้นหน่อย เจ้ายังไม่รู้จักข้าอีกหรือ?
เรียนหนังสือไม่เก่ง แต่คบหาสหายบนโต๊ะสุรากลับเป็นอันดับหนึ่ง! โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการช่วยสนับสนุนสหายก็ยิ่งสุดยอด!”
หันลิ่วเอ๋อร์เลิกผ้าม่านรถม้าขึ้น ขมวดคิ้วเอ่ย “เจ้าอ้วนเหวย ต่อให้ข้าไม่ไปกินอาหารที่เหลาสุราของเจ้า เจ้าก็ไม่เห็นต้องพาข้ามาที่นี่เลย
ไม่เพียงแต่อ้อมเส้นทางมาไกล ราคายังแพงด้วย”
เห็นสหายขมวดคิ้ว เหวยฉงก็รู้สึกหวาดๆ อึกๆ อักๆ พูดอะไรไม่ออก
มิน่าเล่าบิดากับท่านลุงท่านอาถึงได้บอกว่าหันลิ่วเอ๋อร์คือคนที่เกิดมาเพื่อเป็นขุนนาง
หันลิ่วเอ๋อร์ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเหวยฉง จึงยิ้มเอ่ยว่า
“เจ้าถูกเชือดหมูย่อมไม่กลัวอยู่แล้ว แต่ข้าหนักกี่จินเอง จะทนการถูกเชือดได้หรือ?”
เหวยฉงถูมือยิ้มเอ่ย “ธรณีประตูของที่นี่สูง เลี้ยงข้าวคนอื่นที่นี่จะดูมีความจริงใจ
อีกอย่าง ข้าเป็นคนเลี้ยง ไม่ได้ให้เจ้าควักกระเป๋าเงินจ่ายเสียหน่อย เงินเดือนของเจ้ามีอยู่แค่กี่แดงกันเชียว”
หันลิ่วเอ๋อร์กระตุกมุมปาก ปล่อยผ้าม่านลง “เห็นหน้าไอ้หมอนั่นแล้วก็รู้สึกอัปมงคล”
เหวยฉงกล่าว “ต้องไม่มีทางได้เจอกับคุณชายใหญ่เว่ยแน่ ตลอดทั้งปีเจ้าหมอนั่นก็มาที่นี่แค่ไม่กี่ครั้ง”
เว่ยเจียมีชาติตระกูลที่ไม่เลว ประเด็นสำคัญคือตระกูลของเขาคือญาติที่เกี่ยวดองผ่านการแต่งงานกับสกุลเฉาเสาค้ำยันแคว้นมาหลายรุ่นหลายสมัย
ดังนั้นเว่ยเจียเจอกับเฉาเกิงซินที่เป็นรองเจ้ากรมขุนนาง เขาก็สามารถเรียกอีกฝ่ายว่าท่านอาเฉาได้อย่างผึ่งผาย
เจ้าคนที่นับแต่เด็กมาก็มีความคิดชั่วร้ายอยู่เต็มท้องผู้นี้ก็เปิดร้านเหล้าเหมือนกัน แต่ว่าเป็นอาชีพเสริมในอาชีพเสริมอีกที
หลายปีมานี้มักจะชอบโอ้อวดกับคนอื่นว่าปีนั้นท่านอาเฉากับอาหญิงของเขาเกือบจะได้หมั้นหมายกันตอนเป็นเด็กทารกแล้ว
ลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ไม่เป็นโล้เป็นพายในสายตาของผู้ใหญ่ในตระกูลอย่างพวกเขาค่อยๆ มีความเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ย
ต่างคนต่างมีช่องทางและถิ่นของตัวเอง
หันลิ่วเอ๋อร์ตัดใจพูดแรงๆ กับสหายไม่ลง ทุกวันนี้อยู่ในช่วงเวลาที่ราชสำนักทำการประเมินตรวจสอบ
ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกที่ว่าการ ทำอะไรก็ล้วนต้องระมัดระวังให้มากหน่อย
เพียงแต่ว่าพอคิดดูอีกที ตัวเองเป็นแค่ขุนนางขั้นหกตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กินข้าวกับสหายมื้อหนึ่ง
อีกทั้งยังไม่ได้ทำเรื่องสกปรกที่ต้องปิดบังใคร หากจะถูกใครเล่นงานก็ช่างมันเถอะ
ในที่สุดหันลิ่วเอ๋อร์ก็ไม่นั่งตัวตรงอีก เอนหลังพิงผนังรถ สลัดรองเท้าหุ้มแข้งออก
“หลายวันมานี้ทำงานหัวหมุนไม่ได้หยุด ทำเอาข้าผู้อาวุโสเหนื่อยแทบแย่
มารดามันเถอะในที่สุดก็สามารถพักหายใจหายคอ ได้กินข้าวดีๆ สักมื้อแล้ว”
เหวยฉงหัวเราะร่า “ทำงานราชการก็ไม่ดีแบบนี้แหละ เบื้องบนขยับปากแค่ประโยคเดียว เบื้องล่างก็มีงานในมือให้ทำเป็นร้อยเรื่อง
ข้าโดนด่าก็เพราะรนหาที่เอง พวกเจ้าเหนื่อยกันมากหน่อยก็เพราะรนหาที่กันเองเหมือนกัน”
หันลิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า ขยับคอเสื้อแรงๆ แม้ว่าจะมีสีหน้าเหนื่อยล้า แต่สองตากลับเป็นประกายเจิดจ้า
“คราวนี้ยุ่งหัวไม่วางหางไม่เว้น แต่กลับคุ้มค่า พูดออกมาแล้วก็ไม่กลัวว่าเจ้าจะหัวเราะเยาะ
ข้าที่เป็นขุนนาง แม้กระทั่งหมาเร่ร่อนข้างทางก็นึกอยากจะไปถามมันด้วยตัวเองว่าชื่อแช่อะไร
กลางดึกเวลานอนไม่หลับจริงๆ ก็จะลุกขึ้นมา เดินไปตามถนนใหญ่ตรอกเล็กด้วยตัวเอง ถึงจะวางใจ
แต่ใจข้าไม่เหนื่อย อีกเดี๋ยวพวกเราสองพี่น้องต้องดื่มกันให้เต็มที่ ในเมื่อมาก็มาแล้ว ไปถึงที่นั่นก็ดื่ม…ของแพงไปเลย!”
น้อยครั้งนักที่เหวยฉงจะได้เห็นสีหน้าท่าทางเช่นนี้ของหันลิ่วเอ๋อร์
เจ้าหันลิ่วเอ๋อร์ผู้นี้เป็นคนสุขุมรอบคอบมาตั้งแต่เด็ก อันที่จริงก็เหมือนหยวนเจิ้งติ้งมาก
แต่หันลิ่วเอ๋อร์กลับชอบวิ่งตามกันรองเจ้ากรมเฉาไปก่อเรื่องเหมือนกับตน
ส่วนที่ไม่เหมือนก็คือรองเจ้ากรมเฉากลับไปถึงบ้าน ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น หันลิ่วเอ๋อร์อย่างมากสุดก็แค่โดนด่า แต่ตนกลับต้องโดนตี
หันลิ่วเอ๋อร์พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ว่ามาเถอะ ฉลาดขึ้นมาได้อย่างไร ในที่สุดก็รู้แล้วว่าต้องมาขอให้ข้าช่วย”
เหวยฉงลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มพูดหน้าทะเล้นว่า “เทพหญิงมาเข้าฝัน”
หันลิ่วเอ๋อร์ยกเท้าถีบเจ้าอ้วน ด่าขำๆ “ไปหาแม่เจ้าไป”
เหวยฉงยกนิ้ว “สาบานต่อฟ้าเลย!”
หันลิ่วเอ๋อร์นวดหว่างคิ้ว เอ่ยว่า “เอาเถอะๆ ถือว่าปิดปากสนิทดีมาก
อันที่จริงเฉาเกิงซินบอกกับข้าไว้นานแล้ว มารดามันเถอะ เจ้าตะพาบผู้นี้ยังกำหนดเวลาให้กับข้าด้วย
หากว่าเจ้าไม่มาหาข้า ข้าก็ได้แต่เป็นฝ่ายไปหาเจ้าด้วยตัวเองแล้ว”
เหวยฉงตกตะลึงจนพูดไม่ออก ก่อนหน้านี้บังเอิญเจอเฉาเกิงซินที่เดินเล่นอยู่เพียงลำพังในตรอกอี้ฉือพอดี
เหวยฉงรีบหยุดรถม้าคุยเล่นกับเขาสองสามคำ เฉาเกิงซินบอกว่าสถานที่อย่างลำคลองชางผูนี้ ขุนนางขั้นหกของหันลิ่วเอ๋อร์เทียบเท่าได้กับขุนนางชั้นสาม
รองเจ้ากรมเฉาไม่ได้โกหกจริงๆ
หันลิ่วเอ๋อร์เอ่ยเสียงเบา “ส่วนที่ทำได้ ข้าที่เป็นสหายจะต้องช่วยสุดกำลังความสามารถที่มีแน่นอน
ส่วนที่ทำไม่ได้ เจ้ามาหาข้าก็คือ… ช่างเถอะๆ ด้วยความใจกล้าเล็กเท่าเมล็ดงาของเจ้าก็คงไม่ทำเรื่องอย่างการรังแกบุรุษข่มเหงสตรี
เหยียบย่ำเอาชีวิตผู้อื่นเหมือนผักปลา ดังนั้นเจ้าก็อย่าคิดว่าข้าช่วยครั้งนี้แล้วมิตรภาพของพวกเราจะสิ้นสุดลง
วันหน้าหากเจอเรื่องทำนองนี้อีก…”
หันลิ่วเอ๋อร์หยุดชะงัก ก่อนจะพูดต่อว่า “เหวยฉง เจ้าจำไว้ให้ดี ข้าหันอีไม่เคยพูดจาไร้แก่นสารกับใคร
ยิ่งไม่ต้องแสร้งทำตัวเป็นนายท่านใหญ่ใส่เจ้า ใครคิดว่าเจ้ารังแกได้ง่าย กล้ากลั่นแกล้งเจ้าตามใจชอบ เอาเจ้ามาล้อเลียน
ดี อยู่ในอำเภอฉางหนิง ข้าก็จะทำให้เขารู้ว่าใครคือนายท่านที่แท้จริง”
เหวยฉงอึ้งตะลึง แล้วดวงตาก็พลันแดงก่ำ ก่อนจะรีบหัวเราะฮ่าๆ แสร้งขยี้ตา
“คำพูดนี้พูดจนลูกผู้ชายตัวโตๆ แทบจะหลั่งน้ำตาแล้วนะ”
หันอีเอ่ยเสียงเบา “คราวหน้าข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักกับหงจี้”
เหวยฉงชี้ไปทางทิศเหนือ กดเสียงลงต่ำ “ท่านที่อยู่ในที่ว่าการเหนือคนนั้นน่ะหรือ?”
หันอีอืมรับ ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น แน่นอนว่าเหวยฉงก็ไม่ถามมาก
หันอีหัวเราะกับตัวเอง “ข้าล่ะประหลาดใจนัก ตอนที่พวกเรายังเด็ก
เจ้าจะต้องเดินไปตามตรอกซอกซอยกับเกิงซินทุกวัน ไม่ได้ขายภาพวังวสันต์ก็ต้องไปเกี้ยวพาราสีแม่นางน้อย
ไม่อย่างนั้นก็ไปต่อยตีกับพวกคนของถนนฉือเอ๋อร์ ทุกครั้งเจ้าจะต้องเป็นคนแรกที่พุ่งตัวออกไป
ไม่รู้จักหันกลับมามองบ้างว่าข้ายืนอยู่ตรงไหน เกิงซินยืนอยู่ตรงไหน?
ตอนนั้นเจ้าก็ใจกล้าไม่เบานะ ไฉนยิ่งโตถึงยิ่งขี้ขลาดเล่า?”
เหวยฉงยกฝ่ามือขึ้นขยี้หน้าแรงๆ “นั่นก็ไม่ใช่เพราะเดินตามกันเฉา… เกิงซินหรอกหรือ ข้าก็ต้องคว้าก้อนอิฐกระโจนไปข้างหน้าอยู่แล้ว”
“อีกอย่างเกิงซินใจกล้ากว่าพวกเรามากนัก พวกเราได้แต่กล้าปากเปราะใส่เด็กผู้หญิงที่อายุเท่ากัน
เขากลับดีนัก มีแต่จะเกี้ยวพาราสีพี่สาวที่อายุมากกว่าพวกเราหลายปี”
“เจ้าว่าแปลกหรือไม่ ไม่ว่าเกิงซินจะพูดอย่างไร พวกนางกลับไม่เคยโกรธเลย
ปีนั้นข้าเคยแอบไปลองที่ถนนฉือเอ๋อร์อยู่รอบหนึ่ง ก็คือพี่สาวของบ้านหม่าหยวนที่ดูสุภาพเรียบร้อยคนนั้น
เกิงซินหยอกเย้านางหลายครั้งแล้ว นางหน้าแดงหูแดงทุกครั้ง ไม่เคยตอบโต้กลับ ใช่ไหม เจ้าจำได้ไหม?
พอถึงคราวข้า เจ้าเดาดูสิว่าเป็นอย่างไร นางแค่ปรายตามองข้าแล้วก็ถอยหลังไปสองสามก้าว
ตั้งท่าต่อสู้ที่เรียกว่าท่าอะไรนั่นของนาง? เอาเป็นว่าตอนนั้นนางจับข้าทุ่มข้ามไหล่ เอาเรื่องเลยล่ะ
แค่ทีเดียวก็ทำเอาข้านอนอยู่บนพื้นลุกไม่ขึ้นเป็นนาน ก่อนจะจากไป นางยังขู่ข้าว่าห้ามไปบอกใคร ไม่อย่างนั้นเจอข้าครั้งหนึ่งก็จะซ่อมข้าครั้งหนึ่ง”
หันอีหัวเราะดังลั่น
เหวยฉงหัวเราะหึหึ “นี่ยังไม่นับเป็นอะไรได้ พอข้าแอบกลับไปถึงที่บ้าน ถูกท่านแม่ข้าจับได้ว่าผิดปกติ
ตอนที่นางเอายามาทาให้ก็ซักถามอยู่ตลอดว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าลูกหมาบ้านใดลงมือไม่รู้หนักเบาเช่นนี้ ฮ่าๆ
ข้าก็เลยบอกไปว่าเป็นหันลิ่วเอ๋อร์ เป็นเพราะพวกเรากับเฉาเกิงซินหาเงินมาได้ด้วยกัน แต่กลับแบ่งส่วนแบ่งกันไม่ลงตัว เจ้าก็เลยซ่อมข้า
ท่านแม่ข้าสงสารข้ามาก บอกว่าจะต้องให้พ่อแม่เจ้าสั่งสอนเจ้าให้ดีๆ ให้ได้”
บทที่ 1209.5 ระหว่างฟ้าและดิน
หันอีหัวเราะปากกว้าง จำต้องยื่นมือมานวดข้างแก้ม
“ข้ายังประหลาดใจอยู่เลยว่าทำไมปีนั้นอยู่ดีๆ ท่านพ่อท่านแม่ถึงได้เกลี้ยกล่อมข้า พูดถึงหลักการเหตุผลที่ว่าวิญญูชนขยับปากไม่ขยับมือ
ในใจข้ายังคิดอยู่เลยว่าช่วงนี้ข้าก็ไม่ได้ไปหาเรื่องเจ้าตะพาบที่ข้าเกลียดขี้หน้าพวกนั้น ไม่ได้ไปทุบทั้วพวกเขานี่นา
ท่านแม่ข้าบอกว่าถ้าไม่ต้องตีกันก็อย่าตีกัน สหายที่เล่นมาด้วยกันไม่จำเป็นต้องลงไม้ลงมือ
ท่านพ่อข้าดีกว่าหน่อย ในทางส่วนตัวยังพูดกับข้าอีกหลายประโยค
บอกว่าหากต้องตีกันจริงๆ ก็ตีไปเลย อย่าให้ตัวเองเสียเปรียบ ต้องช่วงชิงผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปเจอกับพวกคนของถนนฉือเอ๋อร์ที่อย่างน้อยก็ต้องรับประกันว่าตัวเองจะแพ้แค่ตัวคน ไม่แพ้ที่มาด
หาไม่แล้วถูกคนอื่นตีอยู่ข้างนอกก็ยังไม่กล้าเอาคืน กลับบ้านมาข้าผู้อาวุโสจะฟาดเจ้าซ้ำอีกรอบ”
เหวยฉงจุ๊ปาก “ท่านพ่อข้าหรือจะมีความรู้ความกล้าหาญอย่างพ่อเจ้า”
หันอีหัวเราะ “ยังคงเป็นเกิงซินที่พูดถูก เจ้าน่ะ รีบสู่ขอแม่นางที่ดีสักคนกลับไปอยู่ด้วยกัน
ขอแค่ให้กำเนิดบุตร ความสนิทผ่านรุ่นระหว่างเหลนกับท่านลุงรองเหวย กอดเด็กน้อยไว้ในอ้อมอก
แล้วพอมองเจ้าอีกครั้งก็จะสบายตามากขึ้นแล้ว”
เหวยฉงสีหน้าหม่นหมอง “สารรูปอย่างข้า แม่นางดีๆ ที่ไหนจะมาถูกใจล่ะ”
หันอีเอ่ย “นั่นก็ไม่แน่เสมอไปหรอก”
เหวยฉงพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะฟังพวกเจ้า ต่อไปนี้จะตั้งสติให้ดี จะไม่เอาเรื่องขำขันมาปิดบังความตลกอีกแล้ว ดูโง่อยู่บ้างจริงๆ”
หันอีกลับมาสวมรองเท้าหุ้มแข้งอีกครั้ง เงยหน้ายิ้มเอ่ย “แบบนี้สิถูกแล้ว”
เหวยฉงถาม “เจ้าคนที่มีฉายาว่าฉวีซ่วยผู้นั้น ดูเหมือนว่าจะชื่อหลิ่วซ่วยอะไรสักอย่าง เขามีความเป็นมาอย่างไรกันแน่?
ดูเหมือนว่าจะใช้ชีวิตอยู่บนทางหลายสายนั้นได้ดีมากเลยนะ?”
หันอีกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ก็แค่นักเลงกระจอก”
เหวยฉงก็แค่ถามชวนคุยไปอย่างนั้นเอง เมืองหลวงมีเรื่องราวที่น่าสนใจและไม่น่าสนใจถมเถไป
คนและเรื่องราวที่น่าสนใจหลายอย่าง ก็หนีไม่พ้นว่าแค่เอ่ยถึงแล้วก็ฟังไปอย่างนั้น
เมืองหลวงต้าหลีมีอำเภออยู่สองแห่ง อำเภอฉางหนิงที่เป็นหนึ่งในนั้นยังเป็นอำเภอที่สำคัญอย่างมาก
และหันอีก็เพิ่งมารับหน้าที่เป็นนายอำเภอคนใหม่ได้ไม่นาน แต่ว่าตอนนี้ยังเป็นแค่รักษาการชั่วคราว
ยกตัวอย่างเช่น ลำคลองชางผูทั้งสาย รวมไปถึงตรอกจินอวี๋ ศาลเทพีบุปผา ต่างก็อยู่ในอาณาเขตของอำเภอฉางหนิง
แต่หากไม่เป็นเพราะเฉาเกิงซินเป็นฝ่ายพูดถึงด้วยตัวเอง เหวยฉงก็ไม่คิดจะมาขอให้หันอีช่วยเหลือ
ก็เคยคิดอยู่เหมือนกัน แต่ข้ามด่านในใจของตัวเองไปไม่ได้ ก็เลยไม่ได้ไปหาอีกฝ่าย
นายอำเภอของอำเภอฉางหนิงถือเป็นหนึ่งในขุนนางที่เป็นยากที่สุดในใต้หล้า
สุภาษิตของพวกขุนนางก็บอกไว้ไม่ใช่หรือว่า ความโชคร้ายสามชาติคือได้เป็นนายอำเภอใกล้เมือง
ทำชั่วสามชาติได้ไปอยู่เมืองเอกข้างเคียง และเมื่อบาปกรรมสั่งสมเต็มที่จึงได้ไปประจำถึงนครหลวงใกล้ราชธานี
ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้ ตลอดทั้งราชสำนักต้าหลี ร้อยกว่าเมืองจะมีอำเภอได้สักกี่มากน้อย?
มีนายอำเภอสักกี่แห่งที่ฮ่องเต้รู้จัก อีกทั้งขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินายังจะต้องคอยจับตามองให้ดี?
ทุกวันนี้ตำแหน่งขุนนางนี้ของหันอีพิเศษอย่างมาก แล้วก็ถูกวงการขุนนางเรียกด้วยความเคยชินว่านายอำเภออันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า
หันอีอยู่ในอันดับที่หกในบรรดาคนรุ่นเขาของตระกูล จึงมีชื่อเรียกว่า หันลิ่วเอ๋อร์
พี่สาวสองคนของเขา คนหนึ่งออกเรือนอยู่บ้านใกล้เรือนเคียง ห่างกันแค่ไม่กี่ก้าวจริงๆ ทั้งบ้านเดิมและบ้านแม่สามีล้วนอยู่ในตรอกอี้ฉือ
คนหนึ่งแต่งไปไกลมาก แต่งไปอยู่หัวเมืองแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างห่างไกลในอาณาเขตของมหาบรรพตบูรพา
บอกว่าแต่งไปไกล แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างจากหนีตามกันไปสักเท่าไร
เมื่อหลายปีก่อนก็กลายเป็นเรื่องตลกที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กอยู่ในถนนอี้ฉือและตรอกฉือเอ๋อร์
สามารถเป็นนายอำเภอของอำเภอฉางหนิงได้ หันอีหรือจะเป็นคนไร้ความสามารถ?
ขอแค่ไม่ใช่คนตาบอดล้วนรู้ดีว่าหันอีจะต้องมีแรงส่งช่วงท้ายในวงการขุนนางสูงมากเป็นแน่
ดูเหมือนว่าควรจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เหวยฉงเงียบอยู่นานก็ยังพูดอะไรไม่ออก
เจ้าอ้วนที่ร้อนจนเหงื่อท่วมตัวผู้นี้ได้แต่ปาดหน้าเช็ดเหงื่อแรงๆ แล้วก็คลี่พัดอีกครั้ง
ลงมาจากรถม้า เจ้าอ้วนเหวยพาหันอีเดินไปที่ประตูใหญ่ด้วยกัน
หางตาเหลือบไปเห็นคนหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เหวยฉงความจำดีมาก แน่ใจว่าตัวเองไม่รู้จักคนผู้นี้
คนเฝ้าประตูชั่วคราวสองคนที่เรียกภาษาบ้านๆ ว่าผู้ดูแลใหญ่กับผู้ดูแลรองต่างก็ปรากฏตัวที่หน้าประตู
คนหนึ่งคือผู้เฒ่าร่างผอมโปร่ง กับอีกคนคือสตรีเรือนกายอวบอิ่มที่แต่งหน้าอ่อนๆ
เพียงแค่เพราะพวกเขาจำหันอีได้ แต่ระหว่างที่โอภาปราศรัยอย่างพอเหมาะพอดี กลับไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้เลยสักนิด
ส่วนเหวยฉงก็พอจะถือว่าเป็นลูกค้าที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีของที่นี่ได้อย่างถูไถ
เมื่อก่อนเวลาที่เจ้าอ้วนพาลูกค้ามา อย่างมากก็มีแค่ผู้ดูแลสามที่ตอนนี้อยู่ในห้องคนเฝ้าประตูเท่านั้นที่จะโผล่หน้ามาพูดคุยกับเขาแค่ไม่กี่ประโยค
ในเมืองหลวงมีขุนนางอยู่เยอะมาก ขุนนางใหญ่ก็มีเยอะมาก
แม้ว่าหากจะพูดถึงแค่ระดับขั้น ตอนนี้อย่างมากสุดหันอีก็ถือว่าเป็นแค่ขุนนางระดับกลางเท่านั้น
แล้วเป็นขุนนางดุจบิดามารดาของอำเภอฉางหนิงที่อยู่ข้างกัน แต่พวกเขาหรือจะกล้าละเลย
อย่าว่าแต่พวกเขาเลย ต่อให้เว่ยเจียเจ้าของร้านรู้ว่าหันอีมาเยือนก็ต้องหาโอกาสเป็นฝ่ายหิ้วกาเหล้าไปเคาะประตูดื่มสุราคารวะอีกฝ่าย
แต่วันนี้ไม่บังเอิญเลยจริงๆ บางทีอาจเป็นกรณีพิเศษ เพราะเว่ยเจียไม่เพียงแต่อยู่ แต่กลับไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะปลีกตัวมาพบนายอำเภอหันท่านนี้ได้
ต่อให้หันอีจะเป็นนายอำเภออันดับหนึ่งของราชสำนักต้าหลีได้อย่างสมชื่อก็ตาม
เหวยฉงเดินอยู่บนถนนเห็นนักพรตหน้าตาเหมือนคนโบราณคนหนึ่งที่ริมทะเลสาบก็เกิดความอยากรู้อยากเห็น
ไม่รู้ว่าเป็นยอดฝีมือของจวนเซียนแห่งใด ใช่เซียนดินหรือไม่?
หันอีมองผู้เฒ่าแล้วก็ไม่แสดงท่าทีกระโตกกระตาก
เข้าไปในห้องอักษรติง หันอีเดินข้ามธรณีประตู มองโต๊ะตัวใหญ่ที่กว้างพอให้คนยี่สิบสามสิบคนมานั่งกินข้าวด้วยกัน
เขาพูดอย่างขำๆ ปนฉุนต่อหน้าผู้ดูแลทั้งสอง
“เจ้าอ้วนเหวย เจ้าลองมองเองเถอะ บอกแล้วว่าแค่เลี้ยงข้าวข้างง่ายๆ ผลคือต้องเลาะไขมันเจ้าออกชั้นหนึ่ง?
เจ้าลองพูดมาสิว่าอีกเดี๋ยวสรุปแล้วข้าจะได้ดื่มเหล้าหรือได้ดื่มเลือดเจ้ากันแน่?”
เมื่อครู่ระหว่างที่เดินกันมา หันอีพูดคุยยิ้มแย้มกับผู้ดูแลทั้งสองเป็นอย่างดี ไม่ได้วางมาดทำหน้าเย็นชาใส่
เหวยฉงยิ้มเอ่ย “จะได้ดูมีหน้ามีตาอย่างไรล่ะ”
หันอีร้องเหอะ “อีกเดี๋ยวเจ้านั่งตรงข้ามข้า ดูสิว่าข้าจะคีบกับข้าวให้เจ้าอย่างไร”
ผู้ดูแลสองคนรู้สึกตกใจอยู่บ้าง เจ้าเศษสวะเหวยฉงที่เอาออกหน้าออกตาไม่ได้ผู้นี้ไฉนถึงได้สนิทกับหันอีขนาดนี้?
ไหนนายท่านบอกว่าบุคคลที่โชคในการเป็นขุนนางมิอาจขัดขวางได้อย่างหันอีผู้นี้ ขอแค่พูดคุยกับเจ้าอ้วนเหวยสองสามประโยคบนถนนก็ถือเป็นการลดเกียรติของเขาแล้วล่ะ?
หันอีนั่งลง กวาดตามองรอบด้าน ก่อนจะมองไปทางเหวยฉง ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า
“เจ้าอ้วนเหวย วันนี้สามารถสั่งจองห้องใหญ่ขนาดนี้ได้ ต้องเปลืองแรงไปไม่น้อยเลยกระมัง?”
เหวยฉงหัวเราะร่า “ไม่หรอกๆ”
สตรีผู้นั้นรีบเอ่ยทันใด “คุณชายเหวยคือแขกสูงศักดิ์ของพวกเรา
นายท่านกำชับพวกเรามาแล้วว่าไม่ว่าวันนี้ร้านจะแน่นแค่ไหนก็จะต้องหาห้องให้คุณชายเหวยให้ได้”
หันอีมองนาง ยิ้มบางๆ “แบบนี้ก็ดี”
ในใจสตรีสั่นระรัวไม่หยุด แต่นางก็ยังคลี่ยิ้มงามหยดย้อยเป็นธรรมชาติ เอ่ยว่า
“คุณชายเหวยคือแขกสูงศักดิ์ หากสวนของพวกเรามีส่วนไหนที่รับรองได้ไม่ดีพอ ก็ต้องเป็นเพราะข้าละเลยไป”
นางยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองเบาๆ “ต้องโทษข้า”
สตรีที่มีดวงตาดอกท้อ หากไม่ยิ้มก็ดูสุภาพเรียบร้อยดี แต่พอยิ้มกลับกลายเป็นโฉมสะคราญ
เหวยฉงยิ้มหวานเลี่ยน “ไม่ละเลย จะละเลยได้อย่างไร อย่าตบๆ ข้าทนเห็นเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้มากที่สุดแล้ว”
อันที่จริงสตรีคอยจับสังเกตการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนใบหน้าของหันอีอย่างระมัดระวังอยู่ตลอด
นางยิ้มแย้มพูดคุยกับเหวยฉงสองสามประโยค แล้วนางกับผู้ดูแลใหญ่ของสวนก็ถอยออกไปด้วยกัน
นางปิดประตูลงเบาๆ ถอนหายใจเสียงแผ่ว ความสูงศักดิ์กดดันให้คนอึดอัดได้อย่างจริงแท้ หันอีผู้นี้ช่างเป็นคนที่ร้ายกาจเหลือเกิน
เมื่อครู่นี้นางหันหน้าเข้าไปในห้อง ก้มหน้าค้อมเอวลง วินาทีที่มือทั้งสองปิดประตูลงตรงคอเสื้อก็เผยให้เห็นทิวทัศน์ขาวนวลที่ค่อนข้างจะเบียดเสียด
เหวยฉงไม่กล้ามองจ้องตรงๆ หลังจากหันไปมองแวบหนึ่งก็รีบถอนสายตากลับราวกับคนร้อนตัว
หันอีกลับมองตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วค่อยถอนสายตากลับอย่างไม่รีบไม่ร้อนแค่นี้เท่านั้น
หลังจากปิดประตูลงแล้ว ผู้เฒ่าก็ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“ตรงนี้ยกให้เจ้าดูแลแล้วกัน ระวังไว้หน่อย หันอีไม่ใช่คนดีอะไร เจ้าเองก็อย่าคิดว่าดื่มสุราคารวะแค่ไม่กี่จอกแล้วจะกลบเกลื่อนผ่านไปได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าคิดจะใช้แผนยั่วยวน จำไว้ว่าแค่เคารพเขาอยู่ห่างๆ ก็พอ
ข้าจะไปบอกนายท่านว่าหันอีมาถึงแล้ว จะมาดื่มสุราคารวะหรือจะมานั่งเป็นเพื่อนอยู่ที่นี่หรือไม่ ก็ให้นายท่านตัดสินใจเอาเอง”
สตรีใช้เสียงในใจตอบกลับ “ข้าตกใจกลัวแทบตายอยู่แล้ว ไหนเลยจะกล้าอ้างว่าเมาแล้วเข้าไปคลอเคลียเขา
วางใจเถอะ อีกเดี๋ยวข้าจะคอยยกกับข้าวส่งสุราด้วยตัวเองตลอด
เทียบกับเย่ม่านคนเฝ้าศาลของศาลเทพีบุปผาแล้วจะต้องเหมือนสตรีที่มีความประพฤติเรียบร้อยได้มากกว่าเป็นแน่”
ผู้เฒ่าพยักหน้าแล้วเดินออกไปจากระเบียงเบาๆ นอกเมืองก็มีข้อดีของนอกเมืองขุนนางบางส่วนที่ชอบความสงบมักจะชอบมาที่นี่
อันที่จริงหลายปีมานี้สตรีเคยเจอกับขุนนางใหญ่มาบ้าง ระดับขั้นไม่สูง แต่กลับมีสถานะสูงศักดิ์
ชาติกำเนิดธรรมดาแต่กลับกุมอำนาจที่แท้จริง แน่นอนว่าคนที่มีชาติตระกูลเป็นชนชั้นสูง อีกทั้งยังอยู่ในตำแหน่งสูงด้วยก็มีอยู่ไม่น้อย
ทว่าขุนนางชั้นสองที่ยังดำรงตำแหน่งนางกลับยังไม่เคยเจอสักคนเดียว
คนที่เคยเป็นขั้นสอง ขั้นสองชั้นโท กลับเคยเจออยู่บ้าง
แต่ว่าก็มีคนบางส่วนที่จนถึงทุกวันนี้สตรีก็ยังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา
ล้วนเป็นเว่ยเจียผู้เป็นเจ้านายที่เป็นคนรับรองแขกด้วยตัวเองตลอด
ไม่ว่าจะเคยเจอโลกกว้างมาแค่ไหน ในภาพจำของสตรี หันอีก็ถือเป็นขุนนางที่พิเศษอย่างมาก
แต่ทำไมนางถึงรู้สึกเช่นนี้ นางเองก็บอกไม่ได้ถูกกัน
แรกเริ่มสุดนางยังเคยแนะนำว่าควรจะเพิ่มของ ‘คาว’ เข้าไปสักเล็กน้อยหรือไม่?
นายท่านเว่ยเจียโมโหไม่เบา ตบฉาดเข้าที่หน้านางโดยตรง ด่านางรุนแรงว่า คิดว่าที่แห่งนี้ของข้าคือซ่องหรือไร
อันที่จริงเว่ยเจียอยากให้เย่ม่านเป็นคนดูแลสวนแห่งนี้ แรกเริ่มเขายังค่อนข้างมีความมั่นใจ
ภายหลังกลับไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว แค่เอ่ยอย่างเดือดดาลมาประโยคหนึ่งว่าเชิญสตรีผู้นั้นมาไม่ได้
ในห้อง เหวยฉงกำลังจะเปิดปากพูดขอบคุณ แล้วพูดไปถึงเรือนร่างของสตรีผู้นั้น
คิดไม่ถึงว่าหันอีจะส่ายหน้า ยกนิ้วขึ้นชี้ไปที่หูของตัวเอง
หลังจากนั้นหันอีก็มีสีหน้าเย็นชาสุดขีด แต่กลับพูดกลั้วหัวเราะว่า
“เจ้าอ้วนเหวย ไหนลองว่ามาสิว่าเหลาสุราแห่งนั้นของเจ้าจะปิดกิจการเมื่อไหร่ อาหารมื้อสุดท้าย คิดจะเลี้ยงใคร?”
เหวยฉงรับรู้ได้ด้วยใจ จึงเริ่มพูดคุยเรื่อยเปื่อยไปกับหันอี
ต่อให้จะเป็นข่าวในวงการขุนนางที่ไม่มีข้อห้าม หรือว่าจะเป็นมิตรภาพส่วนตัวกับสหายรัก
วันนี้ก็อย่าหวังว่าจะพูดถึงแม้แต่ครึ่งคำ
บทที่ 1209.6 ระหว่างฟ้าและดิน
เฉินผิงอันไปที่ห้องโถงใหญ่ สถานที่แห่งนี้คือโถงหลักที่เอาไว้ประชุม ทั้งยังเป็นพื้นที่ลับที่กว้างขวางอย่างมากแห่งหนึ่ง
เฉินผิงอันใช้วิธีนิมิตภาพสร้างภาพแผนที่ของเก้าทวีปในไพศาลใหม่ฉบับเอี่ยมขึ้นมา
จากนั้นใช้เวทคาถาสร้างเก้าอี้ขึ้นมาหนึ่งตัว หลังจากนั่งลงแล้วก็ยกมือสองข้างขึ้น นิ้วเคาะกันเบาๆ
เซี่ยโก่วนั่งอยู่บนธรณีประตู หันหน้าไปมองแผ่นหลังของเจ้าขุนเขา ถามว่า “เสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่ เจ้าขุนเขาคิดจะทำอะไรอีก?”
เสี่ยวโม่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยว่า “ไม่รู้เหมือนกัน”
เซี่ยโก่วเอ่ย “รู้สึกว่ายิ่งนานวันเจ้าขุนเขาก็ยิ่งเหมือนศิษย์พี่ซิ่วหูของเขาแล้ว”
เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “เจ้าเคยเจออาจารย์ชุยหรือ?”
เซี่ยโก่วเกาแก้ม “นั่นสินะ พูดจาไม่ระวังอีกแล้ว ล้วนมาจากการพูดคุยกับซ่งอวิ๋นเจียน”
เฉินผิงอันหันหน้ามาถามว่า “ต่างก็พูดกันว่าขอบเขตบินทะยานแบ่งออกเป็นสามประเภท
บินทะยานอ่อนด้อย บินทะยานแข็งแกร่ง และตัวสำรองขอบเขตสิบสี่ พวกเจ้าคิดว่าข้าอยู่ในประเภทไหน?”
เซี่ยโก่วหลุดปากพูดออกไปว่า “ก็ต้องเป็นบินทะยานแข็งแกร่งอยู่แล้วสิ”
เสี่ยวโม่กลับพูดแทบจะพร้อมกันว่า “บินทะยานอ่อนด้อย”
เซี่ยโก่วเหมือนโดนฟ้าผ่า หันหน้ากลับมาอย่างอึ้งค้าง เสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่ เจ้าถูกผีสิงร่างหรืออย่างไร ไฉนถึงพูดจาเช่นนี้
เสี่ยวโม่เอ่ยเสริมมาว่า “คุณชาย ก่อนจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ ดูจากขอบเขตของคุณชายในเวลานี้ก็คือควบอยู่ระหว่างบินทะยานอ่อนด้อยกับบินทะยานแข็งแกร่ง
ตอนนี้ ก็คือบินทะยานอ่อนด้อย”
เฉินผิงอันพยักหน้า หันหน้ากลับไปอีกครั้ง ปล่อยใจให้ลอยไปไกลพันลี้ต่อ
เซี่ยโก่วเอ่ยเสียงเบา “เสี่ยวโม่ ดูเหมือนว่าเจ้าขุนเขาจะถูกเจ้าทำให้เสียใจนะ เจ้าดูสิเขาไม่พูดอะไรสักคำ แล้วก็ไม่อยากมองพวกเรานานกว่านี้ด้วย”
เงียบไปครู่หนึ่ง เซี่ยโก่วก็เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “คงไม่ใช่ว่าเจ้าขุนเขาแอบร้องไห้หรอกนะ”
เสี่ยวโม่เอ่ยอย่างอ่อนใจ “เรื่องของการฝึกตน ไม่อาจมีใจที่หลงผิดได้ ใจแห่งการแสวงหามรรคาต้องแข็งแกร่ง
ในเรื่องพวกนี้ คุณชายไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าและข้าแม้แต่น้อย”
นับตั้งแต่ขอบเขตหยกดิบถึงขอบเขตเซียนเหรินก็คือการผลัดรกเปลี่ยนกระดูกที่ยิ่งใหญ่มากอย่างหนึ่ง
และบนภูเขาก็มีคำกล่าวว่า “ชำระใจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่” คือคำกล่าวในเชิงบวกอย่างแน่นอน
พูดถึงแค่ยามที่เลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหรินก็สามารถเปลี่ยนแปลงรูปโฉมได้ตามใจปรารถนา
ชาวบ้านธรรมดามีข้อห้ามเรื่องการ “ทำให้รูปโฉมเสียหาย” ทว่าเลื่อนเป็นขอบเขตเซียนเหรินกลับสามารถทำลายก่อนแล้วค่อยหยัดยืนขึ้นใหม่ได้
สามารถกำจัดสิ่งสกปรกเจือปนทั้งในและนอกร่างกายมนุษย์ทิ้งไปได้ทั้งหมด
นอกจากร่างกายจะมีแนวโน้มเข้าใกล้ร่างทองไร้มลทินแล้ว จิตแห่งมรรคาก็เข้าใกล้การไร้ช่องโหว่
เป็นเหตุให้ขอบเขตเซียนเหรินเหมือนได้ปูพื้นฐานที่แน่นหนาให้กับขอบเขตบินทะยาน
บ่มเพาะเสริมสร้างกายแห่งมรรคาให้แน่นหนาดุจดินเหลืองที่ถูกอัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อใช้รองรับหมื่นสรรพสิ่ง
จิตแห่งมรรคาคล้ายตะวันจันทราดวงดาว ชักนำกายเนื้อให้บินทะยาน
ราวกับว่าเดิมทีการบินทะยานของผู้ฝึกบำเพ็ญตนก็คือเค้าโครงของการเชื่อมผสานระหว่างฟ้าและดินอย่างหนึ่งอยู่แล้ว
เลื่อนขั้นเป็นบินทะยาน ทัศนียภาพที่เห็นอยู่ในสายตา กับฟ้าดินที่เห็นยามเป็นเซียนเหรินก็เรียกได้ว่าพลิกฟ้ากลบแผ่นดิน
ก็จริงที่ว่าเฉินผิงอันเคยยืมขอบเขตสิบสี่มาจากลู่เฉินชั่วคราว ใช้ตบะของนักพรตขอบเขตสิบสี่เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ของแจกันสมบัติทวีป
ทว่าในบางความหมายแล้ว นั่นเป็นเพียงแค่ “มุมมอง” ที่เจ้าลัทธิสามลู่เฉินแห่งป่ายอวี้จิงมีต่อฟ้าดินเท่านั้น
หากเฉินผิงอันไม่ได้ถูกเจียงเซ่อบีบให้จำต้องทำลายฟ้าดินร่างกายมนุษย์ให้อยู่ในสภาวะหุนตุ้น ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีภัยแฝงบางอย่าง
ส่วนจะมากหรือน้อย ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่มิอาจหาหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันได้
ขอบเขตบินทะยานในโลกมนุษย์ได้เจอกับขอบเขตสิบสี่ ดูเหมือนว่าต่างก็อยากจะถามถึงทัศนียภาพของขอบเขตสิบสี่ตามจิตใต้สำนึก
เฝิงเซวี่ยเทาฉายาชิงมี่เป็นเช่นนี้ ซ่งอวิ๋นเจียนที่มีฉายาว่าอิงหนิงก็ยิ่งเป็นเช่นนี้
ใช่แล้ว ขอบเขตบินทะยานไปถึงขอบเขตสิบสี่จะเป็นโลกมนุษย์ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างไรกันนะ?
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน หันหน้ามาเอ่ยว่า “เสี่ยวโม่ เซี่ยโก่ว พวกเจ้าใครจะมาซ้อมมือเป็นเพื่อนข้า?”
ดวงตาเซี่ยโก่วฉายประกายร้อนแรง ทำท่ากระเหี้ยนกระหือรือ แต่ปากกลับเอ่ยว่า “ข้าหรือจะกล้า”
เสี่ยวโม่เอ่ย “คุณชาย ข้ายังไม่ได้สร้างความมั่นคงให้กับขอบเขตอย่างแท้จริง ตอนนี้ยังไม่อาจควบคุมน้ำหนักได้อย่างแม่นยำ”
เซี่ยโก่วเช็ดปาก หยิบกระบี่สั้นออกมาจากชายแขนเสื้อ เฉินผิงอันรีบยื่นมือออกไปห้ามทันใด “โก่วจื่อ เจ้าเก็บกระบี่สั้นกลับไปก่อน”
เซี่ยโก่วเอียงศีรษะ สีหน้าของนางฉงนฉงาย เจ้าขุนเขาแม้ว่าท่านจะเป็นแค่บินทะยานใหม่ แต่ท่านก็ไม่เคยขี้ขลาดเลยนี่นา
เฉินผิงอันพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่ใช่เรื่องรีบร้อนอะไรสักหน่อย ข้าสามารถรอให้เสี่ยวโม่ทำให้ขอบเขตมั่นคงได้อย่างสมบูรณ์แบบเสียก่อน แล้วค่อยมาชั่งน้ำหนักขอบเขตบินทะยานของข้า”
เซี่ยโก่วพูดโน้มน้าว “เจ้าขุนเขา ท่านห้ามดูถูกกันเพียงเพราะว่าพวกเราต่างก็เป็นขอบเขตบินทะยานนะ หากข้าเอาจริงขึ้นมาก็มีความสามารถไม่น้อยเลย”
ใบหน้าของเฉินผิงอันประดับยิ้มบางๆ “เรื่องนี้อย่าหวังว่าจะได้พูดถึงอีก”
เซี่ยโก่วยังคงไม่ถอดใจ “การประลองฝีมือครั้งนี้ เวทกระบี่เจอกับเวทกระบี่ มรรคกถาเจอกับมรรคกถา วิชาอภินิหารเจอกับวิชาอภินิหาร ยันต์เจอกับยันต์
ต้องการอะไรก็มีอย่างนั้น พวกเราสองคนประมือกันก็เหมาะสมดีแล้ว
เจ้าขุนเขาถึงอย่างไรท่านก็ต้องแพ้แน่นอนอยู่แล้ว จะมีแรงกดดันอะไรเล่า ข้าต่างหากที่ต้องกดดัน เจ้าขุนเขา ท่านอย่าขี้ขลาดสิ”
เฉินผิงอันเปลี่ยนคำเรียกขานใหม่ “เซี่ยอันดับรอง?”
เซี่ยโก่วรีบตอบทันใด “ได้เลย”
เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “อย่าขี้ขลาดล่ะ”
เซี่ยโก่วใช้สองมือดึงหมวกขนเตียวเอาไว้ ก่อนจะเดินไปที่ห้องข้างเพื่อเขียนบันทึกการเดินทางต่อ
สวนดอกไม้ส่วนตัวแห่งนี้ นอกจากอาหารเลิศรสหลากหลายชนิดที่หาได้ยากแล้ว สิ่งที่เอามาโอ้อวดได้ดีที่สุดของที่นี่ก็คือเครื่องกระเบื้องเคลือบที่ผลิตมาจากถ้ำสวรรค์หลีจูหรือเตาเผามังกรของเขตหลงเฉวียนฉู่โจวทุกวันนี้
ของตกแต่งบนโต๊ะหนังสือ ของใช้ในชีวิตประจำวันทั้งหมด แจกันดอกไม้ กระถางธูป ถาดวางผลไม้ ฯลฯ
เครื่องกระเบื้องที่บอกกับภายนอกว่าเป็นแค่ของเลียนแบบทางการฝีมือชาวบ้าน แต่แท้จริงแล้วผู้เชี่ยวชาญที่ดูของเป็นต่างก็รู้กันอยู่แก่ใจว่าอย่างน้อยก็ต้องเป็นของทางการที่เลียนแบบทางการ
คนหนุ่มท่าทางนิ่งขรึมคนหนึ่งกำลังเงยหน้าชื่นชมฉากแขวนแบบสี่บานบนผนังที่มีเศษกระเบื้องเก่าจำนวนมากฝังเลื่อมไว้
ว่ากันว่าเจ้าของเรือนหลังนี้ได้วิ่งไปเก็บตกของดีตอนที่ถ้ำสวรรค์หลีจูร่วงหล่นลงพื้น และฉวยโอกาสตอนที่ราชสำนักต้าหลียังไม่สั่งปิดภูเขากระเบื้องเคลือบซึ่งเกิดขึ้นจากเศษกระเบื้องจำนวนนับไม่ถ้วนกองกันเป็นภูเขาแห่งนั้น
ไปเก็บเศษกระเบื้องล้ำค่าที่ตอนนั้นไม่มีคนสนใจมาได้กองใหญ่
ฉากแขวนแบบสี่บานนี้ได้รวบรวมเอาเศษกระเบื้องของทุกปีรัชศกของราชสำนักต้าหลีมาไว้ด้วยกัน
บนโต๊ะวางดอกไม้ในมุมที่อยู่ใกล้เคียงวางกระถางกล้วยไม้ไว้กระถางหนึ่ง
บุรุษขยับเท้ามาตรงนี้ ตวัดฝ่ามือเข้าหาตัวเบาๆ เพื่อสูดกลิ่นหอมของดอกไม้
อันที่จริงในห้องยังมีคนอีกกลุ่มใหญ่ซึ่งมีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกัน ทว่าคนหนุ่มที่หน้าตาธรรมดาผู้นี้คล้ายจะไม่ถนัดเรื่องการรับรองผู้คน เขาจึงไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ผิดไปจากที่เสิ่นเจิงคาดการณ์ไว้ เพราะเพียงไม่นานเขาก็ได้พบกับหลิ่วซ่วยผู้มีฉายาว่าฉวีซ่วย
หลังจากถูกพาเดินเข้ามาในสวนแล้ว หลิ่วซ่วยก็เดินต่อไปเองอย่างคุ้นทาง ไม่ต้องมีใครมานำทางให้
หลิ่วซ่วยที่อยู่นอกสวนจงใจชะลอฝีเท้าให้ช้าลง รวมเสียงให้เป็นเส้นกำชับเสิ่นเจิงอย่างลับๆ สองสามประโยค
เสิ่นเจิงเดินผ่านสะพานที่ค่อนข้างมืดสลัวตามหลิ่วซ่วยไป กรอบหน้าต่างสองด้านแกะสลักเป็นรูปน้ำเต้า ดอกท้อเซียน ดอกเหมยและนกกางเขน บนพื้นปูด้วยพรมที่มาจากแคว้นไฉ่อี
หลิ่วซ่วยยืนอยู่นอกประตู เอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านหก พาคนมาแล้วขอรับ”
เปิดประตูแล้วหลิ่วซ่วยก็พาเสิ่นเจิงเดินข้ามธรณีประตูเข้าไป ยังคงเป็นหลิ่วซ่วยที่ปิดประตูให้
ตอนที่เสิ่นเจิงเดินเข้ามาในห้องก็มีชั่วขณะหนึ่งที่เขาใจลอยไป
มีคนผู้หนึ่งนั่งเอนกายเอามือเท้าคาง ในมือของเขาถือหยกหลิงจือสมปรารถนา
คนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่คิ้วยาวมาก ผิวพรรณขาวนวลคนนั้น ริมฝีปากบางเป็นสีแดงสด
เขาสวมชุดผ้าแพรลายเมฆสีสันงดงาม ด้านนอกคลุมทับด้วยเสื้อผ้าโปร่งสีเขียวไม้ไผ่ ตรงเอวรัดด้วยเข็มขัดหยกสีขาว
คำว่าคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่กล่าวถึงในตำรา ก็หนีไม่พ้นเช่นนี้
บนโต๊ะวางกระถางธูปภูเขาไว้ใบหนึ่ง ควันธูปลอยกรุ่น ยังมีผลไม้ตามฤดูกาลและของกินที่มีเฉพาะในเมืองหลวงอีกบางส่วน
ในห้องมีคนนั่งอยู่หกคน ล้วนนั่งหันหลังให้กับหลิ่วซ่วยและเสิ่นเจิง
เมื่อพวกเขาเคาะประตูแล้วค่อยเข้ามาในห้อง เสิ่นเจิงก็สังเกตเห็นว่ามีแค่สองคนที่หันมามองแวบเดียว คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็กำลังดื่มเหล้า
มองกาเหล้าพวกนั้นแล้ว ดูเหมือนจะเป็นเหล้าหมักของตำหนักฉางชุนในตำนาน?
หลิ่วซ่วยก้มหน้ากุมหมัด เอ่ยขออภัยว่า “ท่านหก วันนี้ค่อนข้างจะพิเศษ ติดต่อไปหาเว่ยเจียแล้ว ไม่อาจสั่งให้ผู้อื่นออกไปได้จริงๆ”
“ข้าไม่ถือสา”
คุณชายผู้สูงศักดิ์เม้มปาก ผงกปลายคาง เอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า
“กลับเป็นพวกเขาที่สูงส่งนัก ฉวยโอกาสตอนที่เจ้าไปพาตัวคนมาเมื่อครู่ก็เริ่มรังเกียจบ่นว่าเจ้าทำงานไม่เป็นแล้ว
อย่างหวงชงนั่นยังบอกด้วยว่าเจ้ายังจะเรียกตัวเองว่าหัวหน้า (ฉวีซ่วย) อีกหรือ หาสถานที่ที่แม้แต่นกก็ไม่มาขี้แบบนี้มาได้อย่างไร
ข้าบอกว่าไม่ถูกต้อง ที่นี่คือริมทะเลสาบ ที่ที่นกขี้ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นบนหลังคาเรือนที่พวกเราอยู่กันตอนนี้ พวกเขาแต่ละคนก็เลยพากันหัวเราะชอบใจ”
หลิ่วซ่วยรีบก้มหัวค้อมเอว กุมหมัดเอ่ยกับแผ่นหลังของคนผู้หนึ่ง “ท่านโหวน้อย โปรดอภัยให้ด้วย”
คนผู้นั้นหันหน้ามา เอ่ยด้วยน้ำเสียงอำมหิต “ท่านโหวกะผายลมน่ะสิ ความใจกล้าเท่าไส้ไก่ มิน่าเล่าเจ้าถึงต้องโดนตำหนิอยู่ที่ใบถงทวีปทุกวัน”
หวงชงหันหน้ามา ยกจอกเหล้าขึ้น “ท่านหกกล่าวได้ถูกต้อง ข้าต้องดื่มลงโทษตัวเองจอกหนึ่ง”
คุณชายผู้สูงศักดิ์ใช้หยกหลิงจือสมปรารถนาชี้ไปยังบุรุษที่อยู่ข้างกายหวงชง
“หลิ่วซ่วย หลู่โย่วกลับมีคุณธรรมมากกว่า มีแต่เขาที่ช่วยพูดไกล่เกลี่ยสถานการณ์ให้เจ้า
ไม่เสียแรงที่เป็นผู้มีอิทธิพลในกลุ่มปัญญาชนเป็นอันดับหนึ่งของราชวงศ์สกุลหลูในอดีต ผ่านการอบรมบ่มเพาะมาเป็นอย่างดี”
หลิ่วซ่วยรีบโค้งกายขอบคุณ หลู่โย่วเองก็หันตัวกลับไป คือบุรุษหล่อเหลาที่มีโฉมหน้าดุจหยก
เขายิ้มกุมมือคารวะกลับคืน “ฉวีซ่วย ไม่ต้องเกรงใจ”
เสิ่นเจิงสีหน้าไร้อารมณ์อยู่ตลอดเวลา ผู้มีอิทธิพลในกลุ่มปัญญาชน? มารดามันเถอะ เกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้ยินคำศัพท์นี้เป็นครั้งแรก
หวงชงเช็ดปาก หันตัวกลับไปอีกครั้ง “นี่ เจ้าคนที่ยืนเซ่ออยู่ข้างกายหลิ่วซ่วย เจ้าแซ่เสิ่นใช่ไหม?
เจ้าชื่อว่าอะไรแล้วนะ ช่างเถอะ ได้ยินมาว่าเจ้าคือคนฝึกวรยุทธ ต่อสู้ได้เก่งมาก ไหนลองแสดงวิชาหมัดให้ข้าดูหน่อยสิ”
หลิ่วซ่วยหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย เสิ่นเจิงกลับยังคงมีสีหน้าเป็นปกติดังเดิม
เขาบอกชื่อกระบวนท่าหมัดของตัวเองออกไปจริงๆ ก่อนจะถามอีกฝ่ายว่าอยากจะดูท่าไหน
เมื่อเป็นเช่นนี้กลับกลายเป็นว่าหวงชงหมดสนุก จะปล่อยให้เจ้าเด็กนี่มาสะบัดชายแขนเสื้อเสียงดังพึ่บพั่บหรือกระทืบพื้นเสียงดังก็คงไม่เหมาะกระมัง
ต่อให้เขาจะชอบใจ แต่ท่านหกจะชอบใจหรือ?
หวงชงจึงเปลี่ยนวิธีการใหม่ ยิ้มถามว่า “เมื่อครู่ได้ยินฉวีซ่วยเล่าเรื่องบางอย่างของเจ้า พวกเราแต่ละคนต่างก็เปลี่ยนมุมมองต่อเจ้าไปอย่างสิ้นเชิง
เจ้าคนแซ่เสิ่น พวกเจ้าอยู่ในยุทธภพ แต่ละคนต่างก็ต้องใจดำอำมหิต ตัดญาติขาดมิตร ไม่เห็นแก่ความเป็นญาติพี่น้องถึงจะได้ดิบได้ดีหรือ?”
เสิ่นเจิงเอ่ย “พ่อแม่ยังต้องนับญาติกันอยู่ ส่วนพี่น้องที่เมื่อวานกรีดเลือดสาบาน พรุ่งนี้จะยังใช่พี่น้องกันอีกหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”
เห็นได้ชัดว่าหวงชงสะอึกอึ้งไปกับคำพูดประโยคนี้
มีอีกคนหนึ่งหันหน้ากลับมามอง จุ๊ปากเอ่ยว่า “หมากับหมากัดกันเองหรือ?”
เสิ่นเจิงเอ่ยว่า “หาหมาที่ใช้ง่ายสักตัว ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน”
หลิ่วซ่วยรู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง เจ้าเด็กนี่ เมื่อครู่ข้าเพิ่งบอกกับเจ้าว่าอย่าพูดอะไรส่งเดช
ไฉนแต่ละคำที่ออกจากปากถึงได้พูดจาเหน็บแนมแฝงความแข็งกร้าว ไม่รู้จริงๆ หรือว่าหากมีเรื่องกับพวกเขาคนใดสักคน นับแต่นี้ไปเจ้าก็อาจจะต้องหายไปจากยุทธภพ?
หาคนมาฆ่าเจ้า แน่นอนว่าไม่กล้าทำ เพราะถึงอย่างไรก็คือการเอาชีวิตผู้อื่น
แต่หากจะบอกว่าทำให้คืนนี้เจ้าต้องขาดแขนขาดขาไปสักข้าง แล้วยังสามารถทำให้เจ้าเป็นฝ่ายหุบปากเงียบแต่โดยดี ไม่กล้าเอาไปฟ้องทางการ… นั่นคือเรื่องง่ายถึงเพียงใด?
คนหนุ่มที่ใบหน้าเย็นชาอำมหิต พูดจาก็เหมือนน้ำแข็งที่ถูกเอาออกมาจากห้องเก็บน้ำแข็ง
“เข้าใจ ชาติกำเนิดไม่ดี อยากจะได้ดิบได้ดีก็ต้องแสวงหาความร่ำรวยท่ามกลางความเสี่ยง”
“คนอย่างเจ้า ข้าคุ้นเคยดี ในสายตาของเจ้า สตรีก็เหมือนคนที่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า บุรุษมีค่าแค่ไม่กี่แดง
และเจ้าก็สามารถอาศัยการสังเกตและการพูดคุยมาทำการวิเคราะห์ได้คร่าวๆ
เสิ่นเจิง ชื่อเดิมคือเสิ่นเจิงหลง เพราะเจ้ารู้สึกว่าชื่อไม่น่าฟัง อายุสิบสี่ก็ตัดอักษรคำว่าหลงออก ใช้คำว่า “เสิ่นเจิง” แทน
เพราะคิดอยากจะให้เป็นนิมิตหมายที่ดี เจริญรุ่งเรืองในทุกวัน (เจิงเจิงรื้อซ่าง) อนาคตคล้ายปูด้วยผ้าแพร?”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไม่ควรอยู่ในเมืองหลวงต้าหลีหรือไม่ อย่างน้อยก็ควรออกจากเมืองหลวงและเมืองหลวงสำรองไปให้ไกลหน่อย
ยกตัวอย่างเช่นไปอยู่ตามเมืองตามเขตที่ค่อนข้างห่างไกล? สร้างพรรคขึ้นมาที่นั่น
ข้ารู้สึกว่ายิ่งเจ้าอยู่ห่างจากบ้านเกิดมากเท่าไรก็จะยิ่งมีชีวิตที่ดีได้มากเท่านั้น
ในเมื่อทุกวันนี้สารสวามิภักดิ์ก็มอบให้แล้ว ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะติดตามหลิ่วซ่วยแล้ว
เสิ่นเจิง เจ้าก็ควรจะวางแผนสักหน่อยแล้วว่าจะเดินไปบนเส้นทางใด
ยกตัวอย่างเช่นหาแดนดินสักแห่ง ขอร้องหลิ่วซ่วยให้ปล่อยเจ้าไปใช้ชีวิตที่นั่น ใช้เวลาสามปีห้าปี พิสูจน์ความสามารถของตัวเอง?
หรือไม่ก็ให้ฉวีซ่วยมอบเส้นทางทำเงินสักเส้นให้เจ้าโดยเฉพาะ ไม่ต้องใหญ่มาก ขอแค่เส้นทางนี้เป็นของเจ้าคนเดียวก็พอแล้ว”
“เมืองหลวงต้าหลีคือสถานที่แบบใด เจ้าเสิ่นเจิงต้องอยู่อย่างอกสั่นขวัญผวาทุกวัน ต้องระวังว่าตัวเองจะเป็นเรือที่พลิกคว่ำในคูคลอง (สิ่งที่ทำมาล้มเหลวในท้ายที่สุด) หรือไม่?”
“เจ้าเสิ่นเจิงถือว่าเป็นเรืออะไรได้ อย่าว่าแต่เรือเล็กอะไรเลย พวกเจ้าก็คือคูคลองเน่าเหม็นนั่นต่างหาก”
เสิ่นเจิงตกตะลึงไปเล็กน้อย ไอ้หมอนี่มีหัวคิด! พวกหวงชงหรือท่านโหวผายลมสุนัขอะไรพวกนั้น ไม่คู่ควรจะถือรองเท้าให้เขาด้วยซ้ำ
หากว่าเป็นคนที่นิสัยนุ่มนิ่มหน่อย อยู่ในห้องเดียวกับคนที่เปิดปากพูดเช่นนี้ก็คือการรับกรรม
แต่เสิ่นเจิงกลับรู้สึกว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง เขาเอานิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถูกันตามความเคยชิน พยักหน้าเอ่ย “มีเหตุผล จำไว้แล้ว”
คุณชายผู้สูงศักดิ์ถาม “เสิ่นเจิง รู้หรือไม่ว่าทำไมถึงให้หลิ่วซ่วยเรียกเจ้ามา”
เสิ่นเจิงกุมมือคารวะก่อน เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า
“ท่านหกถูกลิขิตมาแล้วว่าเป็นผู้สูงศักดิ์แต่กำเนิด ชีวิตนี้ไม่มีทางได้เหยียบย่ำดินโคลน
บางครั้งอยู่ว่างจนอุดอู้ก็มักจะต้องหาเรื่องบันเทิงทำบ้าง ก็เหมือนทุกวันกินอาหารหายากล้ำค่ามาจนชิน บางครั้งก็อยากกินผักดองแก้เลี่ยนบ้าง”
“ท่านหก ข้าเคยเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนแค่ไม่กี่วันเท่านั้น พูดไม่เก่ง แต่ข้าสามารถรับรองเรื่องหนึ่งได้ว่า
บางทีข้าอาจพูดผิดคำสองคำ แต่ขอแค่เป็นเรื่องที่ท่านหกกำชับมา ข้าก็พร้อมจะทุ่มชีวิตเพื่อทำมัน
หากทำได้ดี ข้าก็จะทำหน้าหนาขอรางวัล หากวันใดทำผิดไป ท่านหกก็ไม่จำเป็นต้องสาดเหล้าในจอกลงพื้น”
“เชื่อว่าท่านหกน่าจะฟังทุกคำที่ข้าพูดออกว่าเป็นคำพูดจากใจจริงหรือไม่ อย่างมากสุดข้าก็แค่ใช้อุบายกับฉวีซ่วยในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่มีทางกล้าพูดผิดกับท่านหกแม้แต่คำเดียว!”
คุณชายผู้สูงศักดิ์กระตุกมุมปาก หวงชงเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน หัวเราะเยาะเอ่ยว่า
“มิน่าเล่าหลิ่วซ่วยถึงได้บอกว่าเจ้าคือหมาที่ดี ความสามารถในการเฝ้าบ้านธรรมดา แต่ปล่อยออกไปให้แอบกัดคน กลับไม่มีปัญหาเลยสักนิด”
หลิ่วซ่วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
เสิ่นเจิงเก็บงำอารมณ์อันละเอียดอ่อนไว้ในใจ ไม่ถือสาเลยสักนิด หลู่โย่วแอบพยักหน้าอยู่กับตัวเอง ยกจอกเหล้าในมือขึ้นดื่มเหล้าอึกหนึ่ง เสิ่นเจิงคือคนอำมหิตคนหนึ่งจริงๆ
คุณชายผู้สูงศักดิ์พลันคลี่ยิ้ม “มารดามันเถอะ คือคนมหัศจรรย์จริงๆ”
สายตาของเสิ่นเจิงเลื่อนลอยไป บนโลกนี้มีคนที่ไม่ใช่ปรมาจารย์วิถีวรยุทธแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในกลุ่มเทพเซียน
แต่เพียงคำพูดเดียวก็คล้ายกับว่าทำให้ห้องทั้งห้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงอยู่จริงหรือ
แต่คุณชายผู้สูงศักดิ์ก็ยังคงส่ายหน้า “มีประโยคหนึ่งเจ้าพูดผิดไป ที่บอกว่าไม่เหยียบย่ำดินโคลนอะไรนั่น ไม่ใช่แอบเหน็บแนมว่าคนอย่างข้าไม่รู้ถึงความทุกข์ยากของชาวบ้านหรอกหรือ?
พูดถึงพวกหวงชงนั้นได้ แต่ข้ากลับไม่เหมือนกัน ข้าพอจะเข้าใจความลำบากทุกข์ยากของชาวบ้านอย่างถูไถ
ยกตัวอย่างเช่นพออายุยี่สิบเจ้าก็เริ่มจับดาบฟันคนไปทั่วแล้ว
ข้าเริ่มตั้งร้านขายของมาก่อนเจ้า เงินที่ได้มาไม่ใช่เงินไม่ใช่ทอง ยิ่งไม่ใช่เงินเทพเซียนแต่เป็นเหรียญทองแดงเหรียญแล้วเหรียญเล่า
ได้เงินมาเล็กน้อยถึงจะได้กินข้าวหนึ่งมื้อแล้วก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะได้กินอิ่ม กินดี คิดอะไรอยู่น่ะ ฝันหรือไร?”
ยืดตัวขึ้นนั่งตรง คุณชายผู้สูงศักดิ์ที่มีฉายาว่าท่านหกยิ้มบางๆ
“ขอแนะนำตัวหน่อย ข้าชื่อหวงเหลียน ฉายาตั้งเองตามใจ ข้าทั้งชอบหาเงิน แล้วก็ชอบยุทธภพอย่างมาก ยิ่งชอบที่จะคบหาสหายหลายๆ คนที่มีนิสัยแตกต่างกัน”
คุณชายผู้สูงศักดิ์ใช้หยกหลิงจือสมปรารถนาเคาะบนฝ่ามือ คลี่ยิ้มอ่อน
“เอาล่ะๆ พวกเจ้าพอได้แล้ว แต่ละคนเลิกผลัดกันข่มขู่เจ้าประมุขพรรคเสิ่นของพวกเราได้แล้ว”
หวงชงไหล่ตกทันใด เอ่ยอย่างน้อยใจว่า “ท่านหก ทำไมต้องให้ข้าแกล้งเป็นคนชั่วด้วยล่ะ แล้วไฉนหลู่โย่วกับโต้วอวี้ถึงได้เป็นคนมีความรู้”
เสียงหัวเราะดังครืนอยู่ในห้อง ในที่สุดหลิ่วซ่วยก็คืนสติกลับมาแล้วก็หัวเราะตามไปด้วย
เขาตบไหล่ของเสิ่นเจิงอย่างแรง “พวกเขาล้อเจ้าเล่นอยู่น่ะ”
หวงชงหันกลับมากุมหมัด “พี่น้องเสิ่นเจิง ขอโทษเจ้าด้วยนะ
วันนี้นอกจากที่เจ้าจะถูกปิดหูปิดตาแล้ว ก็เป็นข้านี่แหละที่น่าอนาถที่สุด คาดว่าเวลานี้เจ้าน่าจะอาฆาตแค้นข้าแล้ว
ไม่เป็นไร อยู่ด้วยกันนานวันเข้าก็จะรู้เองว่าข้าคนนี้ไม่ใช่คนเลว”
โต้วอวี้เองก็หมุนตัวกลับมา ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เมื่อครู่นี้เล่นเป็นคนชั่วคู่กับหวงชง ข้าคิดหาคำพูดเตรียมไว้นานมาก ล่วงเกินแล้ว อีกเดี๋ยวข้าจะดื่มลงโทษตัวเองกับเจ้าสามจอก”
เสิ่นเจิงอึ้งค้าง ทั้งมีสีหน้าโล่งอก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างพิพักพิพ่วน
ราวกับว่าบรรยากาศที่ตึงเครียดก่อนหน้านี้ เขายังพอจะเผชิญหน้าได้ จะไม่ทำตัวขลาดกลัวเด็ดขาด
แต่พอเป็นความสามัคคีกลมเกลียวอย่างในเวลานี้ กลับกลายเป็นว่าทำตัวไม่ถูก เสิ่นเจิงจึงได้แต่ยกมือเกาหัว
บุรุษนิ่งขรึมที่ยืนอยู่ตรงโต๊ะวางดอกไม้ในมุมกลับหรี่ตามองประเมินเสิ่นเจิง
เขาไม่ใช่ผู้หลอมลมปราณ ยิ่งไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาสัมผัสได้ถึงความเดือดดาลอย่างรุนแรงและจิตสังหารอันเจือจางที่เกิดขึ้นเพียงชั่วแวบเดียวแล้วก็หายไปของเสิ่นเจิง
นี่คือสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง ยิ่งเหมือนอาศัยการคาดเดามากกว่า
แต่ว่าจุดที่ทำให้บุรุษมองเสิ่นเจิงสูงอย่างแท้จริงยังคงเป็นตอนที่ก่อนฝ่ายหลังจะเข้ามาในห้อง
เห็นได้ชัดว่าเขาคิดได้มาล่วงหน้าแล้วว่าในห้องมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะซ่อนผู้ฝึกตนเอาไว้
ดังนั้นนอกจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตอนที่ขยับนิ้วแล้ว เขาก็คอยปรับเปลี่ยนอารมณ์ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา พยายามที่จะควบคุมความคิดในใจของตน
เพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไม บุรุษถึงได้ไม่เตือนท่านหก
ได้รับการบอกเป็นนัยผ่านทางสายตาจากท่านหก หลิ่วซ่วยก็ยกตั่งปักลายมาสองตัวให้เสิ่นเจิงนั่งลงข้างกายหวงชง ส่วนตัวเองนั่งอยู่ด้านนอกสุด
หวงชงยื่นเหล้าที่รินเต็มจอกให้เสิ่นเจิงและหลิ่วซ่วยคนละใบ ยิ้มเอ่ยว่า “เสิ่นเจิงค่อยๆ ชินไปก็จะดีเอง ปีนั้นข้ายังตกใจจนฉี่ราดเลย”
เสิ่นเจิงพรูลมหายใจยาวเหยียด ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “ข้าเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร
โชคดีที่เมื่อครู่นี้ไม่กล้าขยับเข้าใกล้ประตูใหญ่ของสวน ก็เลยแอบไปถ่ายใต้ต้นหลิ่วมารอบหนึ่งแล้ว”
หวงชงเกือบจะพ่นเหล้าออกจากปาก หัวเราะฮ่าๆ “เป็นคนตรงไปตรงมา! เจ้าไม่ต้องรีบร้อนรับข้าเป็นสหาย แต่ข้าจะรับเจ้าเป็นสหายก่อนเลย”
ต่อจากนั้นก็คือการดื่มเหล้าด้วยกันหนึ่งมื้อ เสิ่นเจิงรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างมาก
แค่ฟังพวกเขาคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเช่นหลู่โย่วพูดถึงเรื่องคลังอาวุธของกรมกลาโหมแคว้นหนึ่งที่อยู่ทางใต้ลักลอบเอาอาวุธออกขาย
หวงชงพูดถึงเรื่องการค้าของพรรคตระกูลเซียนบางแห่งในใบถงทวีป รวมไปถึงการต่อยตีกันในศาลบรรพจารย์
เสิ่นเจิงก้มหน้าดื่มเหล้าอึกหนึ่ง เมื่อก่อนรู้สึกว่าต่อให้จะต่างกันราวฟ้ากับดินแค่ไหนก็ต้องมีขีดจำกัดบ้าง
ตอนนี้ถึงเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองคือกบใต้บ่อ ไม่รู้จัก ‘ฟ้าสูง’ และ ‘แผ่นดินหนา’ อย่างแท้จริง
ดื่มจนเริ่มหน้าแดงน้อยๆ แค่มองก็รู้ว่าคุณชายผู้สูงศักดิ์คือคนชอบดื่ม
เขายกนิ้วโป้งให้ ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “พี่ชายข้าเคยเตือนอยู่สองสามเรื่อง อันดับแรก ออกจากบ้านไปอยู่ข้างนอก อย่าได้ไปมาหาสู่กับใครก็ตามที่เป็นขุนนาง
พี่ชายข้าบอกว่าด้วยสมองอย่างพวกเรา ต้องไม่มีทางฉลาดเกินพวกเขาแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ควรสนิทสนมกับขุนนาง
ยิ่งไม่ควรทะเลาะกับขุนนาง แค่หลบเลี่ยงพวกเขาไปก็พอ”
เขายกนิ้วชี้ขึ้น “รองลงมาก็คือไม่ควรไปผูกมิตรตีสนิทกับพวกเทพเซียนที่บินไปบินมา
อย่าเห็นว่าใบหน้าของพวกเขากระตือรือร้น ปากก็พูดจาเกรงใจมีมารยาท ล้วนปลอมทั้งนั้น
ในใจของพวกเขามักจะดูแคลนมนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเราเสมอ แล้วนับประสาอะไรกับที่ตระกูลเซียนที่ขี่เมฆทะยานหมอก
ใครบ้างที่ไม่มีเวทคาถาประหลาดหายากเสียบ้างเลย ยกตัวอย่างเช่นแตะหินให้กลายเป็นทอง ลอดทะลุกำแพง
ยืนอยู่ต่อหน้าพวกเขาก็เหมือนไม่ได้สวมเสื้อผ้า อย่างไรอย่างนั้น ไม่อาจปิดบังเรื่องอะไรได้ ไม่แน่ว่าแม้กระทั่งเสียงในใจก็ยังถูกได้ยินไปด้วย”
เขายกนิ้วกลางขึ้น “ข้อที่สาม อย่าถูกจับได้ว่าเป็นใคร หากไปถูกคนซ่อมอยู่ข้างนอกกลับไปถึงบ้านก็อย่าไปฟ้องเขา
ไม่แน่ว่าเขาอาจจะด่าข้าซ้ำอีกรอบ แล้วก็กักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้าน ห้ามไม่ให้ออกไปก่อเรื่องข้างนอกอีก”
เขาสะบัดข้อมือ เบ้ปาก ถอนหายใจเบาๆ สายตาฉายแววไม่พอใจ
“เจอกับพี่ชายที่มีกฎระเบียบเยอะแยะ ทั้งยังดึงดันยึดติดเช่นนี้ พี่ชายคนโตเหมือนบิดา ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ”
เสิ่นเจิงตกตะลึงอย่างหนัก ท่านหกผู้นี้ถึงกับถูกใครบังคับควบคุมด้วยหรือ?
เขารู้สึกกลัวท่านหกที่อยู่ใกล้ในระยะประชิดผู้นี้ลึกลงไปถึงกระดูกจริงๆ มองดูเหมือนเป็นคนอารมณ์แปรปรวน ความคิดไม่นิ่ง
เสิ่นเจิงถึงกับเริ่มเสียใจภายหลังที่วันนี้มาพบอีกฝ่าย
เสิ่นเจิงรู้สึกว่าท่านหกผู้นี้ต้องไม่ใช่แค่สวมหน้ากากเท่านั้น เกรงว่าแม้แต่ “หน้าตาที่แท้จริง” ของเขา ชีวิตนี้ตนก็อย่าหวังว่าจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลย
แต่สามารถแน่ใจได้ว่าขอแค่ท่านหกตัดสินใจอย่างอำมหิตขึ้นมา เขาเสิ่นเจิงต้องไม่มีทางรู้ว่าตัวเองตายอย่างไรแน่นอน
บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งเคาะประตู เอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านหก มรสุมทางฝั่งห้องอักษรอี้ตอนนี้ยังไม่รู้แน่ชัด แต่สรุปก็คือเว่ยเจียถูกซ่อมอย่างหนัก ถูกจับโยนลงทะเลสาบไปแล้ว”
คุณชายผู้สูงศักดิ์หัวเราะดังลั่นอย่างชอบใจ “เจ้าชาติสุนัขเว่ยเจียถูกคนซ่อมหรือ? เป็นเรื่องดีเลย พี่น้องทั้งหลาย ยกจอกกันหน่อย ฉลองกันให้ดีๆ สักหน่อย”
บุรุษวัยกลางคนกล่าวต่อว่า “ท่านหก ความจริงเป็นอย่างไรบอกได้ยาก แต่ข้าก็ไปทำความเข้าใจเหตุการณ์ของที่นั่นมาอย่างผิวเผิน
คนที่ลงมือคล้ายจะเป็นผู้ฝึกตนกลุ่มที่มาจากราชวงศ์ใหญ่แห่งหนึ่งของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง เพื่อปกป้องเด็กหนุ่มที่มีสีหน้าเย่อหยิ่งคนหนึ่ง
คงเป็นเพราะพวกเขาดื่มเหล้าเข้าไปจึงเริ่มหาทิศหาทางไม่ถูก พูดภาษาอะไรบางอย่างที่พวกเราฟังไม่ค่อยเข้าใจ
น่าจะเป็นเพราะพูดถึงงานพิธีการในครั้งนี้ แต่คงจะพูดจาไม่น่าฟัง ไม่สนใจสาวใช้สองคนที่คอยปรนนิบัติอยู่ในสวนสักนิด
สาวใช้คนหนึ่งอาจจะทนไม่ไหว ไม่รู้ว่าฟังคำใดเข้าใจ นางจึงเถียงกลับไปหลายประโยค
เวลานี้ครึ่งหน้าของแม่นางน้อยยังบวมเป็นหมั่นโถวอยู่แล้ว มองดูแล้วน่าสงสารมาก ยืนก็ยืนไม่ไหว ได้แต่นั่งยองอยู่กับพื้น ตกใจจนแม้แต่ส่งเสียงร้องไห้ก็ยังไม่กล้า”
เสิ่นเจิงรู้สึกว่าไฉนไอ้หมอนี่ถึงพูดจาประหลาดขนาดนี้ ฟังคำพูดที่เขาเลือกใช้สิ คล้ายจะ คงเป็น น่าจะ คงจะ?
แน่นอนว่าพวกหวงชงไม่กล้าแสดงสีหน้าใดๆ ต่างก็เหลือบมองสีหน้าของท่านหกอย่างระมัดระวัง
ฟังเรื่องราวคร่าวๆ แล้ว หวงเหลียนก็ดวงตาเป็นประกาย “หากเป็นเช่นนี้ เจ้าชาติสุนัขเว่ยเจียก็ได้รับความอยุติธรรมแล้วสินะ?”
บุรุษวัยกลางคนส่ายหน้า “เว่ยเจียกลืนความกระดากอายไปขอโทษ อีกฝ่ายก็คงไม่รับน้ำใจ ข้าเดาเอานะ”
เสิ่นเจิงยิ่งขัดใจกว่าเดิม เว่ยเจียเคยไปหาเรื่องเจ้าหรือไร เคยสวมเขาให้เจ้าหรือ? ไฉนเจ้าถึงได้ผลักเขาเข้าหาความตายเช่นนี้?
หวงเหลียนยกหยกหลิงจือสมปรารถนาขึ้นส่าย พึมพำกับตัวเองว่า
“มังกรข้ามแม่น้ำที่มาจากทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง? ขอข้าเดาก่อนนะ เกินครึ่งน่าจะเป็นราชวงศ์ต้าโซ่วที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจแห่งนั้น
ได้ยินมาว่าครั้งนี้เป็นองค์ชายที่ได้รับความเอ็นดูที่สุดแอบมาที่นี่ พอจะเป็นหมากล้อมอยู่บ้าง ไปเรียนหมากล้อมมาจากใครแล้วนะ ลืมไปแล้ว”
พวกหลู่โย่วมีอารมณ์แตกต่างกันไป ราชวงศ์ต้าโซ่วจากทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางคือหนึ่งในสิบราชวงศ์ใหญ่ของใต้หล้า
อีกทั้งอันดับรายชื่อยังอยู่ช่วงหน้าๆ กองกำลังแคว้นก็แข็งแกร่งอย่างมาก
สีหน้าหวงเหลียนมืดทะมึนลงในชั่วพริบตา ก่นด่าว่า “นี่มันอะไรกัน คนต่างถิ่นกลุ่มหนึ่งก็กล้ามาก่อเรื่องในเมืองหลวงต้าหลีของพวกเราหรือ
พี่น้องทั้งหลาย อย่ามัวอึ้งอยู่เลยเร็วเข้า ไปเล่นงานพวกมันแม่งเลย!”
หวงเหลียนพลันถามว่า “เว่ยเจียไปแจ้งทางการหรือยัง?”
บุรุษวัยกลางคนกล่าว “ยัง นับแต่เด็กมาดวงตาของคุณชายใหญ่เว่ยก็งอกอยู่บนหน้าผาก ดังนั้นเขาต้องไม่เห็นพวกขุนนางอยู่ในสายตาแน่
แน่นอนว่ายกเว้นท่านอาเฉาที่เขาพูดถึงเป็นประจำ”
หวงเหลียนถามอย่างระมัดระวัง “รองเจ้ากรมเฉาคงไม่ได้แอบจับตามองสวนแห่งนั้นอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งหรอกนะ?”
เรือนอักษรเจี่ย อี้ ปิ่งของสวนแห่งนี้ล้วนเป็นเรือนส่วนตัวที่สร้างติดทะเลสาบ แต่หวงเหลียนจงใจให้หลิ่วซ่วยเลือกห้องธรรมดา
บุรุษวัยกลางคนส่ายหน้า “ดูเหมือนว่าท่านอาเฉาของเว่ยเจียจะยังทำงานอยู่ในที่ว่าการกรมขุนนาง”
หวงเหลียนร้อนใจแล้ว “อย่า “ดูเหมือน” สิ พูดมาให้ชัดเจนหน่อย”
บุรุษวัยกลางคนตอบ “ท่านหก ข้าเป็นองครักษ์คนสนิทของท่าน ไม่ใช่คนเฝ้าประตูของที่ว่าการกรมขุนนางสักหน่อย จะไปหาคำตอบที่ชัดเจนให้ท่านได้จากที่ใด”
หวงเหลียนยกหยกหลิงจือสมปรารถนาชี้หน้าเขา “เจ้าชาติสุนัขที่พึ่งไม่ได้อีกคน”
บุรุษวัยกลางคนร้อนใจขึ้นมาทันที “ท่านหก ด่าว่าข้าเป็นหมาที่หาอาจมกินข้างทางก็ยังไม่เป็นไร
แต่นี่ด่าว่าข้าเป็นชาติสุนัขเหมือนกับเว่ยเจีย หมิ่นเกียรติกันเกินไปแล้วกระมัง ข้าคนนี้ปกติแล้วไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น….”
หวงเหลียนอ่อนใจ “ก็ได้ๆๆ นายน้อยขอยอมรับผิดกับเจ้าด้วยใจจริง ขอเจ้าโปรดอภัยอย่าอาฆาตแค้นกันเลย พอใจหรือยัง?”
บุรุษวัยกลางคนพยักหน้า “เจ้าชาติสุนัขเว่ยเจียผู้นี้ถูกซ่อม ข้าอารมณ์ดีมาก จะไม่อาฆาตแค้นแล้วกัน”
เสิ่นเจิงมึนงง พูดกับท่านหกแบบนี้ได้ด้วยหรือ?
และเวลานี้เอง บุรุษนิ่งขรึมที่ยืนอยู่ในมุมห้องมาโดยตลอดก็ส่ายหน้าให้กับหวงเหลียน
หวงเหลียนเดินขึ้นหน้าไปหลายก้าว หันหลังให้กับทุกคน ใช้สายตาที่แฝงไว้ด้วยความวิงวอนเล็กน้อยมองเขา
ในที่สุดบุรุษนิ่งขรึมก็เปิดปากพูด “บอกแล้วว่าไม่อนุญาตให้ไป”
หวงเหลียนตัดสินใจเด็ดขาด หมุนตัวเตรียมจะจากไป บุรุษนิ่งขรึมเองก็ไม่ห้ามเขา
เพียงแค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “บางเรื่องสามารถปล่อยให้เจ้าทำตามใจได้ แต่บางเรื่องเจ้าไม่อาจล้ำเส้น”
นี่ก็คือกฎของบรรพบุรุษ หวงเหลียนที่เดินไปถึงหน้าประตูแล้วพลันหยุดเดิน
ริมฝีปากสั่นระริก กำหยกหลิงจือสมปรารถนาไว้แน่น หันหลังให้กับบุรุษคนนั้น
ไม่รู้ว่าไม่อยากมองเขาหรือไม่กล้ามองเขากันแน่
อย่าว่าแต่เสิ่นเจิง หลิ่วซ่วยเลย แม้กระทั่งพวกหลู่โย่วและหวงชงก็อึ้งงันเป็นไก่ไม้กันไปหมด
บุรุษวัยกลางคนถอนหายใจ พูดโน้มน้าวว่า “ท่านหก ฟังพี่ชายของท่านเถอะ”
หวงเหลียนหมุนตัวกลับอย่างว่องไว ขว้างหยกหลิงจือสมปรารถนาชิ้นนั้นไปที่มุมห้อง
บุรุษยืนนิ่งไม่สะทกสะท้าน หยกหลิงจือสมปรารถนาลอยผ่านหน้าเขาไปอย่างว่องไว ไปกระแทกอยู่บนกำแพงอย่างแรง
ไม่ได้แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วร่วงลงพื้น แต่แหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านในเสี้ยววินาที
ในใจของเสิ่นเจิงสะท้านสะเทือนอย่างหนัก ท่านหกต้องเป็นปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่อายุน้อยคนหนึ่งอย่างแน่นอน
บุรุษถาม “หายโมโหแล้วหรือ?”
หวงเหลียนพยักหน้ารับ
บุรุษเอ่ย “ดี ตอนนี้เจ้าไปร่วมวงความครึกครื้นได้แล้ว จำไว้ว่าแค่ไปร่วมวงความครึกครื้นเท่านั้น อย่าให้ตัวเองกลายเป็นความครึกครื้นเสียเอง”
หวงเหลียนอึ้งตะลึง ถามหยั่งเชิงว่า “จริงหรือ?”
บุรุษเพียงแค่เอ่ยว่า “ปิดประตูด้วย”
หัวกำแพงเมืองชั้นนอกของเมืองหลวงต้าหลี มีเงาร่างของคนสามคนปรากฏขึ้นมา
ผู้บังคับกองที่ดูแลหัวกำแพงเมืองตั้งท่าเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ ในมุมสว่างเสื้อเกราะแวววับขยับเสียงดังเคร้งคร้าง ในมุมลับค่ายกลกระเพื่อมเป็นระลอก
เพียงแต่ว่าไม่นานก็มีแม่ทัพสวมเสื้อเกราะคนหนึ่งยกมือขึ้นส่งสัญญาณอยู่สองสามท่า ทุกคนก็กลับคืนเป็นปกติ ถอยกลับไปอยู่ที่เดิมในเสี้ยววินาที
แขกไม่ได้รับเชิญสามคนได้แก่นักพรตสวมกวานสีทองที่สง่างามราวต้นไม้หยกรับลม ชายหนุ่มท่าทางผ่อนคลายที่สวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียว
คนที่อยู่ตรงกลางคือบุรุษชุดเขียว ราชครูคนใหม่
ด้วยภาระหน้าที่ที่ติดตัว แม่ทัพสวมเสื้อเกราะจึงเดินเร็วๆ มาหาราชครูเฉิน แต่แค่กุมมือคารวะไม่เอ่ยอะไร
อันที่จริงนี่ก็คือกฎลับของเมืองหลวงที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรข้อหนึ่ง ในพื้นที่ที่พิเศษบางแห่งไม่อาจพูดคุยกับขุนนางคนสำคัญบางคนได้อย่างส่งเดช
เฉินผิงอันผงกศีรษะตอบรับ ฝ่ายหลังก็ถอยกลับไป
ซ่งอวิ๋นเจียนอารมณ์ผ่อนคลาย ทอดสายตามองไกลไปยังทัศนียภาพของชานเมืองหลวงที่อยู่ข้างนอก
ผู้คนอาศัยอยู่กันแน่นหนา ผืนนาอุดมสมบูรณ์ คือภาพแห่งสันติสุขที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
เขารู้สึกปลงอนิจจังจึงเอ่ยว่า “นี่ก็คือบ่มเพาะตนและปกครองบ้านเมืองควบคู่กัน”
ตำราเต๋าเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “บทปฐพีแท้” ได้กล่าวไว้ว่าร่างกายของคนผู้หนึ่ง เปรียบเสมือนภาพจำลองของแคว้นแห่งหนึ่ง
เฉินผิงอันพยักหน้า “มนุษย์กับสวรรค์เป็นหนึ่งเดียว ร่างกายกับบ้านเมืองมีโครงสร้างเดียวกัน”
ซ่งอวิ๋นเจียนลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นทฤษฎี “อำนาจดิน” ของลัทธิเต๋าท่านราชครูเคยศึกษาอย่างลึกซึ้งหรือไม่?”
ดินครองอำนาจทั้งสี่ฤดู เป็นสายใยประสานวัฏจักรตั้งแต่ต้นจรดปลาย เขียว แดง ขาว ดำ แยกยืนตามสี่ทิศ
ทว่าต้นกำเนิดพลังทั้งปวงล้วนมาจากกลางหล้า ด้วยคุณแห่งอู้และซื่อ (ตำแหน่งในแผนภูมิสวรรค์ เป็นตัวแทนของธาตุดินหยินหยาง)
เฉินผิงอันกล่าว “พอจะเข้าใจอย่างผิวเผิน”
ซ่งอวิ๋นเจียนเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ก่อนหน้านี้ข้าเคยอ่านเจอประโยคหนึ่งจากในตำรา บอกว่า
“เมื่ออาศัยอยู่ในผืนดินที่ความชั่วร้ายฝังลึก ผู้อยู่อาศัยย่อมไม่อายุยืนยาวเพราะเหตุใด ก็เพราะนั่นคือโรคร้ายแรงนั่นเอง”
แม้จะพูดถึงแค่การขุดเจาะดิน แต่หากมองให้กว้าง…”
เสี่ยวโม่ขมวดคิ้ว เจ้าพูดจาไม่ผ่านสมองไม่เลือกสถานที่เลยหรือไร?
เฉินผิงอันเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า “ศิษย์พี่ของข้าขุดเจาะลำน้ำฉีตู้ไว้ที่แจกันสมบัติทวีป ข้าเองก็ขุดเจาะลำน้ำไว้ที่ใบถงทวีป
เป็นที่ต้องสงสัยว่า “ขุดเจาะผืนแผ่นดินอย่างลุแก่อำนาจเป็นการรบกวนระเบียบแห่งปฐพี” อยู่จริง”
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “ก่อนหน้านี้ราชครูคิดถึงข้อเสียประเภทนี้หรือไม่? หรือว่าเคยมีการชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียมาก่อนแล้วถึงได้ตัดสินใจว่าจะทำเช่นนี้?”
เฉินผิงอันกล่าว “เพิ่งมาคิดได้ในภายหลัง ตอนนั้นค่อนข้างรีบร้อนตัดสินใจ ใครจะเกลี้ยกล่อมก็ไม่เป็นผล
แต่ว่าต่อให้มีการคิดมาก่อนหน้าก็หนีไม่พ้นว่าเมื่อต้องเลือกเรื่องที่เสียหายสองอย่าง ก็ให้เลือกอย่างที่เบากว่า”
ซ่งอวิ๋นเจียนอึ้งตะลึงพูดไม่ออก บางทีอาจเป็นเพราะอยากชดเชยให้จึงเอ่ยเสียงเบาว่า
“ทำเรื่องเล็กปรึกษาให้มาก ทำเรื่องใหญ่ปรึกษาให้น้อย คิดจะสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่พลิกฟ้าพลิกดินก็ไม่จำเป็นต้องปรึกษาใคร”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เจ้าเหมาะจะเป็นขุนนาง”
ซ่งอวิ๋นเจียนหัวเราะเสียงดังกังวาน
เวลานี้เฉินผิงอันยืนอยู่ที่นี่ เขาอยากรู้อย่างมากว่าปีนั้นศิษย์พี่ชุยที่ยืนอยู่บนหัวกำแพงเมืองแห่งนี้ คิดอะไรอยู่
มนุษย์อาศัยอยู่ระหว่างฟ้าและดิน ดุจต้นหญ้าเกาะอยู่บนกำแพงใหญ่