กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1210.1 ปิ่นดอกไม้อันเล็ก
สวนดอกไม้ส่วนตัวของทะเลสาบเหล่าอิงนอกเมือง วันนี้เรียกได้ว่ามีทั้งปลาและมังกรปะปนกัน
เด็กหนุ่มชุดเหลืองบนศีรษะสวมกวานหยกคนหนึ่งแสร้งทำหน้าตกตะลึง ร้องว้าวก่อนจะใช้ภาษากลางของไพศาลเอ่ยชื่นชมว่า
“ช่างเป็นภาพของคนงามขึ้นจากอ่างอาบน้ำจริงๆ อ้อ มองผิดไป มีไอ้จ้อนด้วยนี่นา”
เว่ยเจียที่สภาพเหมือนไก่ตกน้ำถูกผู้ดูแลใหญ่งมขึ้นมาจากน้ำ
ไม่พูดถึงชาติตระกูลเขาก็คือคนหนุ่มที่เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ถือว่าเรือนกายแข็งแรง ทั้งไม่อาจทนรับความลำบากจากการฝึกวรยุทธ แล้วก็ไม่มีโชคพอจะฝึกตนเล่าเรียนวิชาเซียนได้
โชคดีที่ไม่ใช่หน้าหนาว ไม่อย่างนั้นต้องทรมานมากกว่านี้
เว่ยเจียโบกมือบอกผู้เฒ่าว่าไม่ต้องประคอง แล้วเขาก็ไม่ไปเปลี่ยนชุดใหม่ด้วย การลงมือของอีกฝ่ายถือว่ากะน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม
เพียงแต่ว่าหน้าท้องมีความรู้สึกเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาเป็นระลอก ประหนึ่งแม่น้ำซัดโหมทะเลซัดสาด แต่เว่ยเจียก็ยังกัดฟันทนไว้
เว่ยเจียจ้องชายร่างกายำที่อยู่ข้างกายเด็กหนุ่มชุดเหลืองเขม็ง คนผู้นี้ก็คือเจ้าตะพาบที่จู่ๆ ก็ลงมือผู้นั้น
อีกฝ่ายเพียงแค่ปรายตามองเว่ยเจีย ชายฉกรรจ์กระตุกมุมปาก
“ทำไม มนุษย์ธรรมดาในเมืองหลวงต้าหลีของพวกเจ้าสามารถอาศัยสายตาฆ่าคนได้หรือ?”
เว่ยเจียโกรธจัดจนหลุดหัวเราะ
เด็กหนุ่มชุดเหลืองไม่ได้เห็นเว่ยเจียอยู่ในสายตาเลยสักนิด ฉวยโอกาสตอนที่คุณชายใหญ่เว่ยเป็นไก่ตกน้ำ เขาก็หักกิ่งหลิวมาถักเป็นห่วงแล้วควงไว้บนนิ้วมือเบาๆ หัวเราะร่าถามว่า
“พวกเจ้าที่อยู่ที่นี่ นอกจากคุณชายใหญ่เว่ยท่านนี้แล้ว ยังมีใครที่พูดภาษากลางของไพศาลได้อีก?”
“พวกเราพูดภาษาราชการของต้าหลีไม่เป็น แล้วก็กลัวว่าคุณชายใหญ่เว่ยจะแต่งเรื่องสาดโคลนใส่ร้าย ทุกท่านอย่ามัวปิดบังอีกเลย”
“คิดอยากจะดูเรื่องสนุกก็เชิญออกจากห้องมาได้เลย ขอแค่ใจกล้ามากพอ อย่าว่าแต่ไปอยู่ในศาลา อยู่ใต้เงาต้นหลิวเลียบทะเลสาบเลย ขยับเข้ามาดูใกล้ๆ ก็ยังได้”
รอบด้านเงียบงัน
เด็กหนุ่มชุดเหลืองเบ้ปาก ไหนพูดกันว่าราชสำนักต้าหลี วิถีชาวบ้านดุดันแข็งกร้าว เลื่อมใสเรื่องการต่อสู้อย่างถึงที่สุดอย่างไรล่ะ?
นักพรตหน้าตาเหมือนคนโบราณคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในเงาต้นหลิวฝั่งตรงข้ามของทะเลสาบมองมาทางฝั่งของเด็กหนุ่มชุดเหลือง
ชายร่างกายำรวมเสียงให้เป็นเส้นเอ่ยเตือนว่า “องค์ชาย นักพรตคนนี้อย่างน้อยที่สุดน่าจะเป็นขอบเขตหยกดิบ”
เด็กหนุ่มชุดเหลืองขมวดคิ้วน้อยๆ “ผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนของแจกันสมบัติทวีป รวมกันแล้วก็มีอยู่แค่นั้น คงไม่ใช่นักพรตของตำหนักหลิงเฟยหรอกนะ?”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจะค่อนข้างยุ่งยากแล้ว”
ตำหนักหลิงเฟยอยู่ในอาณาเขตราชวงศ์ป่ายซวงเก่าที่อยู่ทางใต้ของแจกันสมบัติทวีป ทุกวันนี้เทียนจวินเฉาหรงคือขอบเขตบินทะยาน ประเด็นสำคัญคือดูเหมือนว่าเฉาหรงจะเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าลัทธิลู่แห่งป่ายอวี้จิงด้วย
เด็กหนุ่มชุดเหลืองยิ้มถาม “เกาซื่อ ยังไม่ต้องสนใจความเป็นมาของนักพรตเฒ่าคนนั้น หากเจ้าจับคู่เข่นฆ่ากับเขา โอกาสชนะมีเท่าไร?”
ชายร่างกายาที่มีนามว่าเกาซื่อใช้ฝ่ามือกดด้ามดาบ นิ้วทั้งห้ากางออก บิดหมุนข้อมือเบาๆ หัวเราะหยันเอ่ยว่า
“หากนักพรตไม่ใช่เซียนเหริน ถ้าอย่างนั้นจะแบ่งเป็นตายได้หรือไม่ก็ต้องดูว่าวิชาการหลบหนีของนักพรตเฒ่าเป็นอย่างไร”
หลี่ป๋ามีฉายาว่าชุ่ยจ่างไม่ได้สนใจเด็กหนุ่มคนนั้น ถึงขั้นที่ว่าไม่ใส่ใจบุรุษพกดาบที่เป็นปรมาจารย์วิถีวรยุทธด้วยซ้ำ คนที่เขาสนใจที่สุดคือสตรีที่ดวงตาสองข้างไร้ชีวิตชีวาคนหนึ่ง
นางยืนอยู่หลังสุดของขบวน แต่กลับยังคงดึงดูดสายตาของผู้คนได้อย่างดี เพียงแค่เพราะรูปร่างหน้าตาของนางค่อนข้างจะแปลกตา เรือนกายสูงใหญ่ มวยผมทรงวิญญาณงูสวมเสื้อแขนกว้างเหมือนสตรีชาววัง
ชายแขนเสื้อสองข้างห้อยตกลงมาคลุมหัวเข่า คือท่ายืนอย่างปล่อยตัว ไม่เคร่งครัดในกิริยา
สตรีผู้นี้หน้าซีดขาว ไม่พูดประโยคที่ไม่น่าฟังสักคำ ใบหน้านี้ของนางไม่ต่างจากผีผูกคอตายสักเท่าไร หากไม่พูดถึงผิวที่ขาวซีดจนเหมือนคนป่วยแล้ว นางกลับมีรูปโฉมที่โดดเด่นไม่น้อย
แม้ว่าสีหน้าของหลี่ป๋าจะเป็นปกติ แต่ในใจกลับตกตะลึงอย่างหนัก หากเป็นนางจริงๆ ล่ะก็? นางออกมาจากภูเขาได้อย่างไร?
ส่วนบุรุษพกดาบที่เป็นขอบเขตยอดเขา หลี่ป๋าไม่ได้รู้สึกกริ่งเกรงสักเท่าไร พูดถึงแค่ซีหมานที่เป็นองครักษ์ซึ่งมีเจ้านายคนเดียวกันกับเขา เขาก็มักจะหาคนมาคอยขว้างเวทคาถาใส่ตัวเองอยู่เสมอ
หวงม่านไม่สนใจซีหมาน กงเยี่ยนก็ยิ่งไม่เต็มใจ ซีหมานจึงได้แต่มาหาหลี่ป๋า ดังนั้นรับมือกับผู้ฝึกยุทธขอบเขตเก้าคนหนึ่ง หลี่ป๋าก็คิดว่าตัวเองพอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง
คนที่ทำให้หลี่ป๋าหยุดเดินอย่างแท้จริงยังคงเป็นสตรีผู้นั้น เขาคิดแล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงยอมปรากฏตัว
ทุกวันนี้เรื่องที่เป็นประเด็นถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดของหลี่ป๋าก็คือเขากับหวานเหยียนเหล่าจิ่งคือเพื่อนรักกัน เป็นเหตุให้หลี่ป๋าที่เป็นทั้งราชครู แล้วยังเป็นทั้งผู้ก่อตั้งสำนักเต๋าชิงจางจำต้องออกจากตำแหน่งราชครู ออกจากบ้านเกิดมาอย่างหม่นหมอง
แล้วก็เพราะหลี่ป๋ามีความเกี่ยวพันกับธุลีแดงในโลกโลกีย์ลึกซึ้งเกินไป เขาถึงได้รู้ว่าอะไรที่เรียกว่าคำพูดของคนหมู่มากสามารถหลอมละลายทองได้ ขนนกที่ทับถมกันยังทำให้เรือจมได้อย่างแท้จริง
หลี่ป๋าจำต้องออกมาจากเกาะทองทวีป เลือกไปเลือกมา สุดท้ายก็เลือกไปสวามิภักดิ์ต่อจวนวารีมหาสมุทรบูรพา และหลี่ป๋าก็บังเอิญเชี่ยวชาญศาสตร์ของการประดับประคองมังกรที่เป็นวิชาลับสืบทอดมาจากสมัยโบราณของลัทธิเต๋าพอดี
แล้วก็ด้วยเหตุนี้ หลี่ป๋าถึงสามารถมองออกว่าเด็กหนุ่มชุดเหลืองคือเชื้อพระวงศ์ กลิ่นอายมังกรบนร่างไม่บางเบา ต่อให้จะมียอดฝีมือใช้เวทลับช่วยอำพรางไว้ให้ แต่กระนั้นก็ยังยากจะปกปิดได้
นางคงไม่ได้มาที่นี่เพราะกลุ่มของตนหรอกกระมัง?
คู่อาจารย์และศิษย์ที่ก่อนหน้านี้ได้เจอกับหลิวเสี้ยนหยางและกู้ช่านแล้ว หงฉงเปิ่นที่มีฉายาว่าอาจารย์อวี่หลู “เด็กหนุ่ม” แซ่หยวนตระกูลว๋างจ๊กั่วแต่กลับใช้ชื่อว่าสวี่มี่ พวกเขาเองก็เพิ่งจะได้ยินความเคลื่อนไหวของข้างนอกเช่นกัน
สวี่มี่รีบเดินออกมาจากห้องมา “ชมทัศนียภาพ” ที่ศาลาทันที สวี่มี่ที่คิ้วตาอ่อนหวานปลอมตัวเป็นเด็กหนุ่มไม่อาจหลอกหลิวเสี้ยนหยางกับกู้ช่านได้ แต่คิดจะหลอกเด็กสาวในเมืองหลวงกลับมากพอเหลือแหล่
หงฉงเปิ่นนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักพิงคอหงส์ สวี่มี่มองไปทางเรือนอักษรอี่แล้วหัวเราะหยัน
“เด็กหนุ่มคนนี้พูดจาเสียดสีเหน็บแนม ช่างน่าชิงชังยิ่งนัก ไม่รู้ว่าเป็นมังกรข้ามแม่น้ำที่มาจากไหน ถึงกับกล้ามาทำตัวโอ้อวดอยู่ที่เมืองหลวงต้าหลีของพวกเรา”
นางเรียนวิชาการปกครองในภูเขาจากอาจารย์มานานหลายปีแล้ว แน่นอนว่าต้องฟังภาษากลางออก
หงฉงเปิ่นพูดเตือน “ใช้เสียงในใจพูด”
ห่างไปไม่ไกล ทางสวนไม่ได้สร้างศาลาขึ้นมาโดยเฉพาะ มีแค่แท่นชมทัศนียภาพที่ค่อนข้างเรียบง่าย สตรีโตเต็มวัยหน้าตางดงามคนหนึ่ง ในมือของนางถือพัดกลม นอนฟุบตัวอยู่บนราวระเบียง โบกพัดเบาๆ
กงเยี่ยนมองมายังสวี่มี่แล้วคลี่ยิ้มหวานให้เด็กสาว สวี่มี่หน้าแดงเล็กน้อย ตนถูกเกี้ยวหรือนี่?
สวี่มี่เก็บอารมณ์ความคิดกลับมา ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “อาจารย์ เดาตัวตนที่แท้จริงของคนกลุ่มนั้นออกไหม?”
หงฉงเปิ่นคือผู้บุกเบิกศาสตร์การปกครองชายแดนราชสำนักต้าหลี คลุกคลีอยู่กับมันมาเกือบร้อยปีแล้ว ดวงตาเขาย่อมมีแวว เอ่ยว่า
“ดูจากการแต่งกายไม่มีเบาะแสอะไร แต่ฟังจากคำพูดของพวกเขาที่ติดสำเนียงของเผ่าซีเชียงโบราณเล็กน้อย บวกกับที่เด็กหนุ่มใจกล้าขนาดนี้ อีกทั้งองครักษ์ข้างกายเขายังมีครบทั้งกลิ่นอายขุนนาง กลิ่นอายสนามรบ กลิ่นอายเซียน ข้าเดาว่ามีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเป็นลูกหลานเชื้อพระวงศ์ราชสำนักต้าโซ่ว”
สวี่มี่ถาม “ลูกหลานสกุลอินต้าโซ่วของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางหรือ?”
หงฉงเปิ่นพยักหน้า “ขอแค่ไม่ไปก่อเรื่องในวังหลวง เด็กหนุ่มผู้นี้ก็ถือว่าเป็นมังกรข้ามแม่น้ำตัวหนึ่ง”
ในใจสวี่มี่รู้สึกสงสัย ราชสำนักต้าโซ่วมาทำอะไรที่นี่ หงฉงเปิ่นยิ้มเอ่ย “เจ้าลองคำนวณดูสิ ถือว่าเป็นการบ้านของวันนี้ก็แล้วกัน”
สวี่มี่หดมือไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มเอ่ย “ดี! การคำนวณครั้งแรก ข้าจะทายก่อนว่าเว่ยเจียแห่งตรอกอี้ฉือจะอับอายจนพานเป็นโกรธลงไม้ลงมือกับพวกเขาอย่างรุนแรงหรือไม่”
หงฉงเปิ่นพลันปรบมือ “เจ้าตัวดี ไม่นึกเลยว่าบัณฑิตคนนั้นก็คือหลิวเสี้ยนหยาง”
แล้วผู้เฒ่าก็กระจ่างแจ้งต่ออีกครั้ง เขาหัวเราะชอบใจ ก่อนหน้านี้ยังสงสัยว่าเขาไปรู้จักกับซิ่วหูได้อย่างไร ที่แท้สหายของเขาไม่ใช่ซิ่วหู แต่เป็นเฉินผิงอัน ราชครูคนปัจจุบัน
หงฉงเปิ่นหิ้วเหล้ากาหนึ่งกับจอกหนึ่งใบออกมาจากในห้อง มานั่งอยู่ในศาลาแล้วดื่มเพียงลำพัง
สวี่มี่สีหน้าจริงใจตั้งใจ กำลังคำนวณอยู่ในใจ ทำมุทราอยู่ในชายแขนเสื้อไม่หยุดทำการอนุมาน “ศาสตร์หลงจง” ที่อาจารย์เคยถ่ายทอดให้เป็นการส่วนตัว”
หงฉงเปิ่นพยักหน้า ลูกศิษย์คนนี้มีแววที่จะฝึกฝนและพัฒนาได้
หันอีไม่ได้ไปที่ศาลานอกห้อง แค่เดินเคียงไหล่กับเจ้าอ้วนมายืนตรงหน้าต่าง
เหวยฉงที่ดื่มเหล้าจนหน้าแดงก่ำเช็ดคราบมันตรงริมฝีปาก กดเสียงต่ำเอ่ยว่า “วันนี้เว่ยเจียอับอายขายหน้าจนสิ้นแล้ว”
หันอีหรี่ตาลง กวาดตามองรายละเอียดหน้าตาและการแต่งกายของคนกลุ่มนั้นไวๆ รอบหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลง จดจำไว้ในใจเงียบๆ พอลืมตาก็เตรียมจะหมุนตัวกลับทันใด
บุรุษพกดาบหันขวับมาที่นี่ เหวยฉงเสียวสันหลังวาบโดยไม่รู้ตัว ขนลุกตั้งชัน ก้าวถอยหลังหนีไปหลายก้าว
หันอีกลับยังคงยืนนิ่งไม่สะทกสะท้าน
บุรุษพกดาบเรือนกายแกร่งกำยำหัวเราะ คล้ายจะประหลาดใจนิดหน่อย เพียงแต่ว่าหลังจากแน่ใจว่าหันอีไม่ใช่คนในวิถีวรยุทธหรือผู้ฝึกตนแล้วก็รีบถอนสายตากลับไปอย่างรวดเร็ว
เหวยฉงที่ตกใจกลัวยกแขนขึ้นพับชายแขนเสื้อ เอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “ยอดฝีมือ ต้องเป็นยอดฝีมือแน่นอน มารดามันเถอะ ขนลุกจริงๆ นะนี่”
หันอีกลับไปนั่งที่เดิม คีบเนื้อปลาขึ้นมาคำหนึ่ง เคี้ยวอย่างละเอียด
เหวยฉงไม่กล้ามองไปทางด้านนั้นอีก เขาวิ่งเหยาะๆ กลับมานั่งที่เดิม ดื่มเหล้าหนึ่งจอก “ระงับความตกใจหน่อย”
เหวยฉงพลันวางจอกเหล้าลง “หันลิ่วเอ๋อร์เจ้าเด็กนั่นพูดพล่ามอะไรหรือ?”
หันอีเพียงเอ่ยว่า “ภาษากลางของไพศาล”
เหวยฉงลุกพรวดขึ้นทันใด ก่นด่าเสียงดัง เดินกลับไปที่ริมหน้าต่างอีกครั้ง “ไอ้พวกคนต่างถิ่นระยำ สามหาวขนาดนี้เลยหรือ?”
เจ้าอ้วนไม่มีเวลามาสนใจแล้วว่าตัวเองไม่ได้สนิทกับเว่ยเจีย ในเมื่อไม่ได้พูดภาษากลางของอุตรกุรุทวีป ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นคนต่างถิ่นทั้งหมด!
เก้าทวีปของไพศาลมีแค่สามทวีปเท่านั้นที่ภาษากลางก็คือภาษาราชการที่ใช้กันทั่วทั้งทวีป ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางใช้ภาษากลางหลัก
ผู้ฝึกตนของอุตรกุรุทวีปออกจากบ้านก็สะดวก ภาษาราชการใช้ภาษาเดียวกัน และแจกันสมบัติทวีป สกุลซ่งราชสำนักต้าหลีก็คือหนึ่งทวีปคือหนึ่งแคว้น ภาษาราชการของต้าหลีแน่นอนว่าย่อมต้องกลายเป็นภาษากลางของทวีป
อีกเก้าทวีปที่เหลือต่างก็มีภาษาราชการของแต่ละราชสำนัก สำหรับผู้ฝึกตนที่ชอบออกเดินทางท่องเที่ยวแล้วถือเป็นปัญหาที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กมาโดยตลอด
หันอีกำลังลังเลว่าควรจะแจ้งข่าวไปยังหวังหย่งจินดีหรือไม่ ขุนนางขั้นหกอย่างเขายังพอจะเป็นวิชาตระกูลเซียนง่ายๆ บางอย่าง สามารถทำให้หันอีที่ไม่ใช่ผู้ฝึกตนสามารถฝึกวิชาตระกูลเซียนได้
อำเภอฉางหนิงและอำเภอหย่งไท่สองอำเภอที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง นายอำเภอของอำเภอหย่งไท่ก็คือหวังหย่งจิน อายุไล่เลี่ยกับหันอี แต่กลับอยู่ในตำแหน่งนายอำเภอมาเกือบสี่ปีเต็มแล้ว
อีกทั้งทั้งสองฝ่ายยังมีนิสัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นอกจากหน้าที่ที่ทำให้พวกเขาต้องไปมาหาสู่กันบ่อยๆ แล้ว พวกเขาก็ไม่ได้มีการพูดคุยเป็นการส่วนตัวใดๆ
หันอีที่มาจากตรอกอี้ฉือทำงานเป็นรูปธรรม ขึ้นชื่อว่าเป็นคนสุขุมหนักแน่นของวงการขุนนาง
หวังหย่งจินเป็นชาวบ้านระดับล่างสุด รับตำแหน่งนายอำเภอประจำเมืองหลวงมาเกือบสี่ปี แต่กลับทำอะไรเด็ดขาดฉับไว ล่วงเกินผู้มีอำนาจและผู้สูงศักดิ์ไปมากมาย แล้วก็เคยพูดจาแรงๆ อย่างเปิดเผยอยู่หลายครั้ง
หันอีนั้นอย่างมากก็อยู่กับคนที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็กอย่างเจ้าอ้วนเหวยบวกกับอารมณ์ดีเท่านั้น ถึงจะเอ่ยถ้อยคำรุนแรงว่า “ให้รู้กันไปว่าใครคือนายท่าน” เหมือนอย่างตอนที่นั่งกันอยู่ในห้องโดยสารรถม้าก่อนหน้านี้ ทว่าหวังหย่งจินกลับเป็นคนอำมหิตที่ไม่ออมมือไว้ไมตรีให้ใครทั้งนั้น
ในวงการขุนนางเมืองหลวงก็มี ‘คติการเป็นขุนนาง” เกี่ยวกับเขาอยู่หลายข้อ อย่างเช่นว่า “ตัดสินแบบขอไปที ลงโทษทั้งสองฝ่ายฝ่ายละห้าสิบไม้? ตกอยู่ในกำมือของเขา ต้องโบยกันคนละร้อยไม้!”
แน่นอนว่านี่ก็เกี่ยวข้องกับที่ว่าอำเภอฉางหนิง ‘สูงศักดิ์” อำเภอหย่งไท่ “ร่ำรวย” ด้วย
ไม่ว่าจะอย่างไร หวังหย่งเจียแห่งอำเภอหย่งไท่ก็ได้ครอบครองทั้งฟ้าอำนวย ดินอวยพรและคนสามัคคี ตอนที่ราชสำนักต้าหลีอยู่ในมือของราชครูชุยก็เริ่มจงใจเลื่อนขั้นให้กับขุนนางที่ผ่านการสอบเคอจวี่อย่างถูกต้องและขุนนางที่มีคุณูปการด้านการสู้รบบนสนามรบ
หวังหย่งจินเป็นจิ้นซื่อ ชื่อเสียงในวงการขุนนางก็ดี และอยู่ในตำแหน่งของอำเภอหย่งไท่นี้ก็ยิ่งสะสมชื่อเสียงไว้มากพอ
หากเว่ยเจียพูดคุยกับทางนั้นได้สำเร็จ แต่หันอีกลับเรียกหวังหย่งจินมา นั่นก็จะกลายเป็นสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วนหรือถึงขั้นเรียกได้ว่าอันตรายอย่างมากแล้ว
เว่ยเจียที่คิดจะทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กให้หมดเรื่อง ฝืนข่มกลั้นความเดือดดาล ผลคือหวังหย่งจินนายอำเภอที่เป็นขุนนางที่พึ่งของชาวบ้านพาพวกมือปราบบุกเข้ามาที่ทะเลสาบเหล่าอิง
หวังหย่งจินจะจัดการหรือไม่จัดการดี? ทางฝ่ายของที่ว่าการอำเภอหย่งไท่จะจัดการอย่างเที่ยงตรง สืบสาวราวเรื่องให้ถึงที่สุดหรือไม่?
หากสืบสาวกันแล้ว คนทั้งอำเภอหย่งไท่จะถูกกรมขุนนางกรมอาญาซักไซ้กล่าวโทษเพราะเรื่องนี้ด้วยหรือไม่? ต่อให้ไม่เป็นเช่นนี้ หวังหย่งจินก็จะต้องอาฆาตแค้นเขาหันอี เว่ยเจียก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง หลายปีมานี้ท่านลุงใหญ่ของเขาคิดแต่จะเลื่อนขั้น หากทั้งหมดที่ทำมากลายเป็นฟองอากาศที่แตกสลาย ไม่เพียงแต่เว่ยเจียเท่านั้น คนสกุลเว่ยทั้งตรอกอี้ฉือจะต้องเคียดแค้นหันอีและตระกูลหัน
ควรจะเตือนหวังหย่งจินดีหรือไม่ยังสองจิตสองใจขนาดนี้ หันอีก็ยิ่งไม่กล้าส่งจดหมายไปแจ้งข่าวให้กับหงจี้ที่อยู่ที่ว่าการเหนือแล้ว
ในฐานะผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวนพระนครขั้นสามชั้นโท คือคนรู้ใจของโอรสสวรรค์ที่แท้จริง ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องของหลิวเหล่าเฉิงแห่งทะเลสาบซูเจี่ยนขึ้น แล้วนี้ยังมามีคลื่นมรสุมที่นอกเมืองอีก?
หันอีคือนายอำเภอของอำเภอที่อยู่ติดกัน หงจี้กลับต้องรับผิดชอบตรวจตราและรักษาความสงบเรียบร้อยของตลอดทั้งเมืองหลวง ในเมื่อหงจี้ได้รับความไว้วางใจอย่างมากจากฮ่องเต้ ถ้าอย่างนั้นหงจี้กับจวนราชครูก็ควรต้องระมัดระวังและรักษาระยะห่างจากกันหรือไม่?
หันอีพลันขว้างตะเกียบลงบนโต๊ะแรงๆ ก่นด่าหยาบคายไปหนึ่งคำ
หากราชสำนักต้าหลีของพวกเรายังมีซิ่วหูเป็นราชครู หากวันนี้ไม่ใช่วันพิเศษเช่นนี้ ข้าผู้อาวุโสยังจะสนใจเรื่องสกปรกเลอะเทอะพวกนี้หรือ?!
หันอีเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างห่อเหี่ยว นวดคลึงจุดไท่หยาง เขารู้ดีว่าในเมื่อคนผู้นั้นเข้ามาในวงการขุนนางแล้วก็ต้องไม่ใช่คนที่ไร้ฝีมือ แต่ปัญหาก็คือเขาหันอีไม่กล้าเดิมพัน ไม่กล้าทำอะไรโดยใช้อารมณ์
เหวยฉงหรือจะรู้ว่าในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ ในสมองของหันอีกลับมีความคิดวกวนซับซ้อนมากขนาดนี้
หันอีเก็บตะเกียบมาวางให้ดีด้วยตัวเอง เงยหน้ามองเหวยฉง เหวยฉงขนลุกชัน รู้สึกเพียงว่าหันลิ่วเอ๋อร์ในเวลานี้แปลกหน้าสำหรับเขาเหลือเกิน
หันอีขยับคอเสื้อ สีหน้าเหนื่อยล้าเล็กน้อย ยื่นนิ้วชี้ไปยังเหวยฉง
“เจ้าอ้วนเหวย อาหารมื้อนี้กลายเป็นว่า “ข้าจ่าย” เงินไปมากกว่าอีกนะ”
เหวยฉงเอ่ยอย่างระมัดระวัง “หันอี ข้าสร้างปัญหาใหญ่ให้เจ้าแล้วใช่ไหม?”
หันอียิ้มส่ายหน้า รินเหล้าให้ตัวเองหนึ่งจอก “ก็แค่ชมเรื่องสนุกอยู่ไกลๆ เท่านั้น จะสร้างปัญหาอะไรได้ ดื่มเหล้าเถอะ”
แต่ในใจกลับปลอบใจตัวเองไม่หยุดว่าไม่มีทางเป็นปัญหาหรอก ด้วยนิสัยของเว่ยเจียแล้ว มีแต่จะกลืนเลือดและฟันที่ร่วงกลับลงไป เรื่องในวันนี้จะไม่มีทางแพร่งพรายออกไปข้างนอก…หวังว่านะ
เหวยฉงหวาดหวั่นอยู่บ้าง เพราะเขามองเห็นความ…หวาดกลัวที่ประหลาดอย่างมากบนร่างของหันอี
แม้ว่าเหวยฉงเองจะไม่อาจข้องเกี่ยวกับวงการขุนนาง แต่ก็ถูกกล่อมเกลามาตั้งแต่เด็ก เขาจึงคุ้นเคยกับกลิ่นอายของบุคคลในวงการขุนนางเป็นอย่างดี