กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1210.2 ปิ่นดอกไม้อันเล็ก
ชายร่างกายาร้องเอ๊ะ ก่อนจะพูดคุยอย่างลับๆ ว่า “องค์ชาย สตรีที่ถือพัดกลมผู้นั้นก็เป็นหยกดิบเหมือนกัน”
“ไม่สนหรอกว่านางคือหยกดิบหรือเซียนเหริน ขอแค่ไม่มาลุยน้ำขุ่นบ่อนี้ ต่อให้เป็นบินทะยานแล้วอย่างไร”
เด็กหนุ่มชุดเหลืองใช้เสียงในใจคุยกับผู้ติดตามไปประโยคหนึ่ง เขาเห็นว่าไม่มีใครกล้ามาช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ให้ก็รู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง
ได้แต่ถอยมาเลือกอันดับรอง มองเว่ยเจียแล้วเปิดปากถามว่า “จะให้เป็นเรื่องของส่วนรวมหรือส่วนตัวก็แล้วแต่พวกเจ้า นี่เรียกว่าแขกตามใจเจ้าบ้าน”
เด็กหนุ่มเปิดปากพูด น้ำเสียงเหมือนปกติทั่วไป แต่แท้จริงแล้วคนที่อยู่ใกล้กับทะเลสาบเหล่าอิงล้วนได้ยินกันอย่างชัดเจน
สีหน้าของเว่ยเจียมืดทะมึน “หากเป็นส่วนรวมแล้วจะอย่างไร หากเป็นส่วนตัวแล้วจะอย่างไร?”
“ส่วนรวมก็ง่ายเลย เจ้ารีบไปตีกลองร้องทุกข์ที่ที่ว่าการ ขอร้องท่านปู่ขอร้องท่านย่าเจ้าคืองูเจ้าถิ่น ถึงอย่างไรก็ต้องมีเส้นสายอยู่บ้าง ให้ที่ว่าการมาจับพวกเราไปกินข้าวคุก”
เด็กหนุ่มชุดเหลืองเอ่ย “ส่วนตัวน่ะหรือ เรื่องให้พูดก็มีเยอะแล้ว ยกตัวอย่างเช่นว่าข้าชดใช้เงินสี่ห้าตำลึงให้เจ้า เจ้าไปหาร้านเสื้อผ้าซื้อเสื้อผ้ารองเท้าใหม่มาสักกอง”
“หรือไม่ก็ขีดเส้นกำหนดกติกาให้ชัดเจน เจ้าและข้าต่างก็ระดมพลมา ขึ้นเวทีประลองลงนามสัญญาเป็นตายก็ยังไม่มีปัญหา”
“หรือไม่สองฝ่ายก็ตะลุมบอนกันสักรอบ เรียกคนมาได้เท่าไรก็อาศัยความสามารถของใครของมัน ถึงอย่างไรฝั่งข้าก็มีคนอยู่แค่นี้”
“เจ้าจะเรียกใครมาก็ตามใจ ภายในหนึ่งชั่วยาม ยิ่งมากก็ยิ่งมีประโยชน์ ถ้าเวลานานกว่านี้คงไม่ได้จริงๆ พวกเรายังต้องไปเดินเล่นที่ศาลเทพบุปผากับหลิวหลีฉ่างด้วย ใครยังยืนได้อยู่คนนั้นก็คือนายท่านใหญ่ คนที่ถูกซัดจนล้มคว่ำก็ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมา โขกหัวไปพร้อมๆ กันเลย เรื่องครั้งนี้ก็ถือว่าจบกันไป”
เว่ยเจียมีความลำบากใจที่มีแค่ตัวเขาเองที่รู้ ให้ไปตีกลองร้องทุกข์ยังที่ว่าการ? ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เขาเว่ยเจียก็จะกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมืองหลวงแล้ว
ปัญหาคือไม่ใช่แค่นี้ วันนี้คืองานพิธีฉลองตำแหน่งของราชครูคนใหม่ ยังไม่ทันข้ามวันเลย สวนริมทะเลสาบเหล่าอิงนอกเมืองก็เกิดปัญหาขึ้นมาเสียแล้ว
เว่ยเจียกลัวว่ากลับไปถึงจวนในตรอกอี้ฉือแล้ว จะถูกท่านปู่ลากตัวไปเอากระบองฟาดเขาปางตาย ก่อนจะถูกลากให้ไปนั่งคุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชน!
ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงประเมินใหญ่ของต้าหลี ในอนาคตท่านลุงใหญ่ของเขาจะเข้าร่วมการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษรได้หรือไม่ก็อยู่ที่ครั้งนี้แล้ว
ขอแค่ผ่านการประเมินครั้งนี้ได้อย่างราบรื่น ก้าวขึ้นบันไดขั้นนั้นไปได้สำเร็จ ได้ย้ายจากกรมโยธาไปยังกรมพิธีการ อดทนฝึกประสบการณ์อีกสักห้าหกปีก็พอจะมีความหวังบ้างแล้ว
เว่ยเจียย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหน่วยเฝ้าระวังลับของกรมอาญาและกองทหารม้าที่อยู่แถวทะเลสาบเหล่าอิง เมื่อช่วงต้นปีของปีนี้จู่ๆ ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น
ตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจ ทั้งยังประหลาดใจ ตนถูกจับตามองแล้วหรือ? รอกระทั่งภายหลังมีข่าวเล็กๆ ส่งมา เขาถึงได้โล่งใจ
ทำไมตอนนั้นเขาถึงได้ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเจ้าต่งครึ่งเมืองผายลมสุนัขผู้นั้น? ปล่อยให้เขาซื้อที่ดินอีกแห่งหนึ่งสร้างโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนขึ้นมา?
หนึ่งเพราะสหายรักคนหนึ่งบอกกับเว่ยเจียว่ามีความเป็นไปได้ที่ต่งสุ่ยจิ่งจะสานสัมพันธ์กับกวนอี้หรานแล้ว อันที่จริงแค่นี้ก็ยุ่งยากมากพอแล้ว
แต่อีกข่าวที่ตอนนั้นเกือบจะทำให้เว่ยเจียตกใจขวัญหายก็คือ เมื่อผ่านเวลาไปอีกพักหนึ่ง สหายก็มาบอกอีกว่าการที่ต่งสุ่ยจิ่งมาสนิทสนมกับกวนอี้หรานได้ อาจจะแค่อาจจะ อาจจะเป็นเพราะมี “คนผู้นั้น” ช่วยสานสะพานความสัมพันธ์ให้ตั้งแต่แรกเริ่ม
เด็กหนุ่มชุดเหลืองเอ่ย “เหอะ นี่ก็คือลูกหลานชนชั้นสูงของราชวงศ์ต้าอย่างนั้นหรือ? ได้ยินว่าคุณชายใหญ่เว่ยยังมาจากสถานที่ที่กว้างใหญ่อย่างตรอกอี้ฉือ ถนนฉือเอ๋อร์ด้วยไม่ใช่หรือ”
“แม้ว่าจะพูดเช่นนี้ ทว่าฐานะและคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างลิบลับเช่นนี้ ก็ยังอยู่เหนือการคาดการณ์ของข้าอยู่ดี มองจุดเล็กเห็นไปถึงมุมกว้าง สำหรับผู้มีอำนาจของราชสำนักต้าหลีแล้ว ดูเหมือนว่าจะต้องระวังกันสักหน่อย”
ปัญญาชนผู้นี้มองไปยังทิศไกล ดูจากท่าทางแล้ว คงไม่ใช่เจ้าของตัวจริงของสวนแห่งนี้หรอกนะ? เพียงแต่ว่ามองดูแล้วนอกจากฝึกยุทธคนหนึ่งที่ถือว่าพอใช้ได้แล้ว คนอื่นๆ ล้วนไม่ถือว่าเป็นคนแข็งแกร่งอะไร?
ที่แท้ในที่สุดก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินอาดๆ เลียบเส้นทางริมทะเลสาบมายังเรือนอักษรอี่แห่งนี้
หวงเหลียนเป็นผู้นำ ขว้างหยกหลิงจือสมปรารถนาชิ้นนั้นทิ้งไปแล้วก็ไม่เป็นไร แตกเพื่อความสงบนี่นะ
หวงเหลียนจุ๊ปากรัวๆ “เจ้าชาติสุนัขเว่ยเจียผู้นี้ ถือว่ายังมีความแข็งกร้าวอยู่บ้างต้องมองเขาใหม่แล้ว ไม่รู้เลยว่าไอ้หมอนี่ไปเรียนภาษากลางหลักมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
เขาหันหน้าไปมองพวกหลู่โย่ว หลิ่วซ่วย ยิ้มเอ่ยว่า “ฉวีซ่วย เจ้าประมุขเสิ่น ในบรรดาพวกเราก็มีแค่พวกเจ้าสองคนที่เป็นคนฝึกยุทธ สู้ได้หรือไม่?”
หลิ่วซ่วยคือฝึกยุทธขอบเขตร่างทองที่เพิ่งฝ่าทะลุขอบเขต เขาส่ายหน้ายิ้มเฝื่อน “ท่านหก นอกจากเด็กหนุ่มคนนั้นแล้ว อีกฝ่ายล้วนรับมือได้ยากแทบทุกคน”
ราชวงศ์ต้าโซ่ว คนบ้านนอกอย่างเสิ่นเจิงไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่กลับเหมือนฟ้าผ่าที่ดังอยู่ข้างหูของหลิ่วซ่วย
ในบรรดาสิบราชวงศ์ใหญ่ของใต้หล้าไพศาล ราชวงศ์แห่งนี้อันดับต่ำกว่าราชวงศ์ต้าหลีแค่ขั้นเดียวเท่านั้น
หากท่านหกที่ข่าวสารว่องไวที่สุดไม่ได้เดาผิด อีกฝ่ายเป็นองค์ชายคนหนึ่งของสกุลอินต้าโซ่วจริง การที่พวกเขามาเยือนเมืองหลวงต้าหลี ไม่ว่าจะบังเอิญมาเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลอง หรือแค่มาเที่ยวเล่นภูเขาสายน้ำ ถ้าอย่างนั้นศักยภาพขององครักษ์ข้างกายองค์ชายหนุ่มคนนี้จะเป็นอย่างไร แค่คิดก็พอจะรู้ได้
อย่างเดียวที่พอจะถือว่าเป็นข่าวดีได้อย่างถูไถ ก็คือฮ่องเต้สกุลอินต้าโซ่วมีลูกหลานค่อนข้างมาก อีกทั้งราชวงศ์ต้าโซ่วยังมีการเลือกตัวรัชทายาทเอาไว้นานแล้ว อายุไม่น้อยดังนั้นต้องไม่มีทางเป็นเด็กหนุ่มชุดเหลืองคนนี้อย่างแน่นอน
ไม่เหมือนกับฮ่องเต้ต้าหลีของพวกเราที่ตอนนี้ยังมีลูกชายแค่สองคนลูกสาวหนึ่งคน ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงไม่ได้ตั้งรัชทายาทเสียที แต่เรื่องนี้ไม่ได้ชักนำให้เกิดคลื่นมรสุมใดๆ ในราชสำนัก เพราะถึงอย่างไรฮ่องเต้ก็ยังหนุ่มอยู่มาก
เรื่องอันตรายที่สุดที่หลิ่วซ่วยได้เจอมาในชีวิตนี้ ก็คือเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ไม่รู้ว่าเป็นเจ้าคนที่สมควรโดนแทงพันครั้งคนใดที่ถึงกับบอกว่าเขาคือคนรู้ใจขององค์ชายบางคนของต้าหลี? รู้ใจกับมารดาเจ้าสิ!
หลิ่วซ่วยถึงขั้นรู้สึกว่าคนที่สูงศักดิ์อย่างท่านหก ต่อให้สถานะของเขาจะลี้ลับเท่าไร ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเคยได้เห็นองค์ชายใหญ่ไกลๆ สักแวบ
เพราะถึงอย่างไรลูกหลานตระกูลชั้นสูงของตรอกอี้จือและถนนฉือเอ๋อร์ ต่อให้มีอำนาจค้ำฟ้าแค่ไหน หรือต่อให้เจ้าจะเป็นคนของแซ่สกุลเสาค้ายันแคว้น แต่จะไปพบองค์ชายใหญ่ซ่งเกิงได้อย่างไร?
มีแค่คนอย่างเฉาเกิงซิน หยวนเจิ้งติ้งและกวนอี้หรานเท่านั้นที่สามารถอาศัยความสามารถช่วงชิงตำแหน่งขุนนางที่โดดเด่นมาได้ที่พอจะมีโอกาสได้พบบ้าง? ส่วนองค์ชายรองซ่งซวี่ก็ยิ่งไม่ปรากฏตัว
แน่นอนว่าหวงเหลียนไม่คิดจะทำให้ฉวีซ่วยและเจ้าประมุขเสิ่นต้องลำบากใจจริงๆ เขาพูดหยอกด้วยความเคยชินอีกรอบว่า “โต้วอวี้ ในเมื่อการต่อสู้ด้วยฝีมือหมดหวังแล้ว ไม่อย่างนั้นเปลี่ยนมาเป็นเจ้าแทนดีไหม?”
โต้วอวี้กล่าว “หากประลองกันด้วยปัญญา ข้าพอจะเชี่ยวชาญอยู่บ้าง พอจะมีความมั่นใจอยู่บ้าง ปัญหาคืออีกฝ่ายไม่เหมือนคนที่จะยอมแค่ประลองปัญญาอย่างเดียวเท่านั้น ท่านหก ท่านอยากจะเห็นข้าหน้าเขียวจมูกบวม ท่านก็ลงมือเองดีกว่า”
หวงเหลียนหัวเราะดังลั่น ไม่กริ่งเกรงสิ่งใดๆ องค์ชายหนุ่มน้อยของสกุลอินต้าโซ่วควรต้องเจอเขาสักหน่อย
บุรุษวัยกลางคนพูดคุยลับๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มหนัก “ท่านหก ค่อนข้างจะแข็งทิ่มมือ”
หวงเหลียนหลุดหัวเราะพรืด “ฉู่ผาน ไหนลองว่ามาสิว่าทิ่มมืออย่างไร?”
ฉู่ผานตอบ “ไม่ทันระวังอาจจะทิ่มใจได้”
หวงเหลียนลังเลเล็กน้อย ก่อนใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ครั้งนี้พี่ชายข้าออกจากบ้านไม่ได้พาผู้ติดตามมาด้วยจริงๆ หรือ? ไม่มีทั้งในทางลับและทางแจ้งจริงๆ?”
ฉู่ผานเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ท่านหก ใครเป็นคนโวยวายให้มากินข้าวเป็นเพื่อนท่านอย่างสบายอารมณ์สักมื้อ? อีกอย่างพี่ชายท่านออกจากบ้านมาง่ายนักหรือ?”
“เดิมทีกฎระเบียบในตระกูลท่านก็เข้มงวดอยู่แล้ว นอกจากบุคคลที่เป็นดั่งยอดฝีมือเก่งกาจอย่างข้าแล้วก็คงไม่มีใครปกป้องพี่ชายท่านในทางลับแล้วจริงๆ”
สีหน้าหวงเหลียนมืดทะมึน “ถ้าอย่างนั้นเจ้าไปอยู่กับพี่ชายข้า ไม่ต้องมาสนใจฝั่งของข้า”
หวงเหลียนหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง เอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “ตอนนี้ในห้องมีแค่พี่ชายข้าอยู่คนเดียวรึ?!”
ฉู่ผานย้อนถาม “ไม่อย่างนั้น?”
หวงเหลียนหน้าซีดขาวเล็กน้อย “ฉู่ผานเจ้าตะพาบ ทำไมเจ้าไม่เตือนข้าให้เร็วกว่านี้ เจ้าควรจะอยู่ที่นั่นมากกว่านะ…”
ท่านหกผู้นี้ถึงกับไม่มีเวลามาโอ้อวดบารมี เขาเตรียมจะย้อนกลับไปทันที
ฉู่ผานยิ้มเอ่ย “ไม่เอาน่า พี่ชายท่านต้องการอยู่ที่นั่นคนเดียว พวกเราอย่าไปสนใจเลย”
ใบหน้าของหวงเหลียนพลันเต็มไปด้วยปราณสังหาร “ฉู่ผาน นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ! เจ้ารีบกลับไป หากเข้าไปข้างในไม่ได้ก็เฝ้าอยู่ที่ระเบียง!”
ฉู่ผานตกใจอยู่บ้าง ต่อให้จะติดตามอยู่ข้างกายท่านหกมานานหลายปี แต่การที่เขาแผ่กลิ่นอายเช่นนี้ออกมาแค่บางคราก็ยังทำให้คนรู้สึกประหลาดใจได้อยู่ดี
ฉู่ผานจึงได้แต่เอ่ยอย่างขมขื่นว่า “ท่านหก ท่านลองว่ามาสิว่าสรุปข้าควรจะฟังท่านหรือควรจะฟังพี่ชายท่านกันแน่? ท่านช่วยตัดสินใจให้ข้าที!”
หวงเหลียนเอ่ยอย่างเดือดดาล “เรื่องแบบนี้เจ้าต้องฟังข้าสิ!”
ฉู่ผานสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง พยักหน้ารับ
หวงเหลียนหมุนตัวกลับได้ก็เดินจากไปทันที ทุกคนจึงได้แต่เดินตามเขาไป
แม้ว่าพวกหลิ่วซ่วยจะไม่รู้ว่าท่านหก “พูดคุย” อะไรกับองครักษ์ของตัวเอง แต่คนตาบอดก็ยังมองอาการเสียกิริยาของท่านหกออก
คงไม่ใช่ว่าท่านหกได้ยิน “เสียงเตือนในใจ” จากคนต่างถิ่นกลุ่มนั้นก็เลยเลือกจะถอยหนีหรอกนะ?
เด็กหนุ่มชุดเหลืองยังคงหมุนห่วงกิ่งหลิวที่อยู่ระหว่างนิ้วของตัวเอง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้าชื่ออินเหมี่ยว ยังไม่มีนาม คนที่โยนเจ้าลงไปในทะเลสาบเหล่าอิง ชื่อว่าเกาซื่อ”
ชายฉกรรจ์พกดาบอ้าปากหาว น่าเบื่อจริงๆ เพียงแค่เพราะตรงนี้เป็นแค่นอกเมืองอย่างนั้นหรือ?
รออยู่ครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มชุดเหลืองมองสีหน้าของเว่ยเจียแล้วก็ส่ายหน้า “สมกับเป็นเศษสวะปลายแถวของตรอกอี้จือและถนนฉือเอ๋อร์ นอกจากหากินทางลัดแล้ว ไม่ว่าทำอะไรก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ”
อินเหมี่ยวร้องตะโกนเรียก “คุณชายใหญ่เว่ย อย่ามัวยืนเหม่ออยู่สิ ฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือ?”
เว่ยเจียกดเสียงลงให้ต่ำสุด ยิ้มเฝื่อนเอ่ยว่า “แขกผู้สูงศักดิ์ พวกท่านไม่ควรใส่ร้ายเฉิน….ใส่ร้ายเขาอย่างส่งเดช คำพูดบางอย่างพูดได้ไม่น่าฟังเกินไป”
อินเหมี่ยวถามอย่างสงสัย “ไม่น่าฟังตรงไหน? รบกวนคุณชายเว่ยช่วยไขข้อสงสัยให้ข้าที หากที่เจ้าพูดมามีเหตุผล จะให้ข้าขอโทษเจ้าอย่างจริงใจก็ยังได้”
เว่ยเจียเงียบไม่ตอบ แต่ในใจกลับเดือดดาลสุดขีด เจ้าชาติสุนัข ป้ายดินเหลืองมาเต็มกางเกงข้าอย่างนี้ ต่อให้ไม่ใช่ขี้ก็เป็นขี้แล้ว
เว่ยเจียใช้หางตาเหลือบมองบริเวณใกล้เคียง เด็กสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งตัวสั่นสะท้าน ร้องไห้ดุจสายฝนพร่างพรมดอกสาลี่ ข้างแก้มบวมแดง เม้มปากแน่น
ไม่เคยช่วยให้งานสำเร็จ มีแต่จะทำให้พังจริงๆ! แขกที่อยู่ในเรือนอักษรอี่จะเป็นคนธรรมดาได้หรือ?
ไม่ว่าพูดอะไร เจ้าก็ต้องปล่อยให้พวกเขาพูดไป ไฉนถึงมีแต่เจ้าที่โดนตบอยู่คนเดียว? ในสวนมีกฎระเบียบอยู่ สาวใช้อย่างพวกนางต้องเช็ดตาตัวเองสว่าง ปากต้องหวาน มีอย่างเดียวคือไม่ต้องพกหูมา!
ไม่ว่าลูกค้าในห้องจะพูดอะไรก็ไม่ต้องฟัง แล้วก็ไม่ต้องจำ
ข้างกายเด็กสาวยังมีหญิงสาวเรือนกายอวบอิ่มอีกคนหนึ่งยืนอยู่ นางเกลียดนังแพศยาน้อยนี่แทบตายอยู่แล้ว!
เมื่อครู่นี้ข้ากระตุกชายแขนเสื้อเจ้าตั้งหลายครั้ง ถึงขั้นหยิกแขนเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับยังจะปากมาก! ตอนนี้ดีแล้ว ก่อเรื่องเสียแล้ว เดือดร้อนให้นายท่านถูกคนทำร้าย
ทำไมถึงไม่ตบนังตัวก่อเรื่องอย่างเจ้าให้ตายไปด้วยเลยนะ? หรือว่ามีแต่เจ้าที่ฟังภาษากลางของไพศาลเข้าใจ?
เด็กสาวปักปิ่นบุปผา นี่เป็นความคิดของนางเอง พวกคนดูแลเห็นแล้วก็ไม่ได้สนใจ
วันนี้นางอารมณ์ดีมากจึงไหว้วานให้สหายซื้อปิ่นดอกไม้จากศาลเทพีบุปผา แล้วเอามาปักบนมวยผม
แม้นางจะกลัวอย่างมาก แต่นางก็ยังมองบุคคลยิ่งใหญ่ที่เหมือนอยู่บนฟ้ากลุ่มนั้นอย่างดื้อดึง ราวกับว่านางที่อยู่ในโคลนตม แต่กลับมีชีวิตที่สงบสุขมั่นคงเป็นอย่างดีรู้สึกว่าข้าไม่ผิด!
อินเหมี่ยวเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “รีบเรียกกองหนุนมาช่วยสิ ในนิยายไม่ได้พูดว่าธนูหนึ่งดอกแหวกก้อนเมฆส่งสัญญาณ กองทหารม้านับพันหมื่นมาพบหน้าหรอกหรือ”
“หึ กองทัพม้าเหล็กต้าหลีของพวกเจ้าไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นหนึ่งในไพศาลหรืออย่างไร?”
เว่ยเจียหน้าซีดขาวไปในบัดดล ตอนที่ได้ยินคำว่า “กองทัพม้าเหล็กต้าหลี” ก็รีบให้ผู้ดูแลใหญ่ของสวนบ้านตนใช้เวทคาถาตระกูลเซียน
อันที่จริงไม่ต้องรอให้นายท่านเตือน ผู้เฒ่าก็ช่วยอำพรางบทสนทนาของที่นี่เอาไว้แล้ว
ทางฝั่งของศาลา สวี่มี่ยื่นมือออกมาจากชายแขนเสื้อ ยิ้มเอ่ยว่า “อาจารย์ เป็นอย่างไรข้าทายถูกแล้วเห็นไหม? คนอย่างเว่ยเจียยากนักที่จะสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คน”
หงฉงเปิ่นพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “คำนวณใหม่”
ทางฝั่งนั้น อินเหมี่ยวคล้ายจะไม่รู้สึกรู้สาแม้แต่น้อย ยังคงพูดเย้ยหยันต่ออีกว่า
“แค่มองก็รู้ว่าคุณชายใหญ่เว่ยคือผู้สูงศักดิ์ที่บงการคนอื่นมาจนเคยชิน ทำไม มีแต่เจ้าที่พูดจาร้ายกาจวางอำนาจได้ คนอื่นกลับทำเรื่องที่เป็นฝ่ายมีเหตุผลก็ไม่จำเป็นต้องร้อนรนไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
เว่ยเจียรู้สึกขมขื่นยิ่งนัก โดยทั่วไปแล้วล้วนเป็นพวกมังกรข้ามแม่น้ำที่ไปหาเรื่องงูเจ้าถิ่น วันนี้กลับดีนัก ถูกเจ้าตะพาบน้อยผู้นี้เล่นงานอย่างหนักได้เสียนี่
ไม่รู้ว่าเหตุใด เพิ่งจะมีความคิดหนึ่งโผล่ขึ้นมาเว่ยเจียก็ถูกเด็กหนุ่มตบฉาดลงบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงแต่เว่ยเจียเท่านั้นที่อึ้งงัน ผู้ดูแลใหญ่ที่เป็นผู้เฒ่าขอบเขตชมมหาสมุทรที่อยู่ข้างกายก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
อินเหมี่ยวหงุดหงิดนัก เพิ่งจะยกมือขึ้น ข้างกายก็มีสาวใช้ยื่นส่งผ้าเช็ดหน้ามาให้ อินเหมี่ยวเช็ดมือแล้วโยนผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นทิ้งไปโดยตรง
เห็นภาพนี้แล้ว หน้าผากของเว่ยเจียก็มีเส้นเอ็นปูดโปนขึ้นมาทันใด โมโหจนสั่นเต็มไปทั้งร่าง
อินเหมี่ยวเอ่ย “ข้าก็แค่พูดคุยความในใจกับสหายแค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น อีกอย่างก็อยู่ในห้อง อยู่บนโต๊ะอาหาร อยู่นอกเมือง ไม่ได้อยู่บนถนนใหญ่ ไม่ได้อยู่ตรอกอี้ฉือถนนฉือเอ๋อร์อะไรทั้งนั้น!”
“ปีนั้นอยู่ที่ทะเลสาบซูเจี่ยน นักบัญชีคนหนึ่งก็คือคนที่เข้มงวดกับคนอื่นผ่อนปรนกับตัวเอง ก็แค่เพื่อนบ้านที่เห็นเขาเติบโตมา ก็เลยฆ่าไม่ลงอย่างนั้นหรือ?”
“เวลาที่เขาฆ่าคนอื่นไม่เห็นจะเลอะเลือนเลยสักนิด ทำไม อยากจะโอ้อวดว่าตัวเองมีน้ำใจ มีคุณธรรม รู้จักบุญคุณอย่างนั้นหรือ อ้อ ก่อนหน้านี้อยู่บนโต๊ะเหล้าข้าพูดผิดไป เพิ่งจะคิดได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับคำว่า “มีคุณธรรม””
แค่ได้ยินไม่กี่ประโยคนี้ เว่ยเจียก็ทำหน้าเหมือนเห็นผี สายตาฉายแววหวาดกลัวอย่างรุนแรง เอ่ยเสียงสั่น “หุบปาก”
เว่ยเจียตวาดกร้าวเสียงดัง “เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!”
ผู้ดูแลใหญ่ขอบเขตชมมหาสมุทรที่อยู่ข้างกันก็รู้สึกชาไปทั้งหนังหัวเช่นกัน
อินเหมี่ยวกลับยังพูดอย่างมาดมั่นว่า “โชคดีที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางของพวกเราไม่ได้มอบยศวิญญูชนอะไรให้เขา ไม่อย่างนั้นก็น่านสนุกแล้วจริงๆ หากยังมอบตำแหน่ง วิญญูชนผู้เที่ยงตรง” ให้อีกเพราะคุณความชอบ ฮ่าๆ นั่นก็ยิ่งน่าสนใจแล้ว”
เว่ยเจียส่งเสียงไปสองครั้งก็คล้ายกับว่าใช้ความกล้าและพลังใจจนหมดสิ้นแล้ว ได้แต่พึมพำด้วยสีหน้าซีดขาว “ถือว่าข้าขอร้องเจ้าล่ะ เลิกพูดได้แล้ว อย่าพูดอีกเลย”
อินเหมี่ยวยิ้มเอ่ย “เฮ้อ คุณชายใหญ่เว่ย ข้ายังคงมองผิดไป เดิมนึกว่าเจ้ามีไอ้จ้อนกลับกลายเป็นว่าไม่ใช่ เพราะแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าจะสู้ไม่ได้?”
เว่ยเจียส่ายหน้าราวกับกลองป๋องแป๋ง “เดิมทีก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว ไม่แม้แต่จะเข้าใจผิดด้วยซ้ำ จะต่อสู้อะไรกันเล่า”