กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1210.3 ปิ่นดอกไม้อันเล็ก
อินเหมี่ยวเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง แบบนี้สิถึงจะถูก”
“ตอนนั้นข้าก็เอ่ยเสริมไปประโยคหนึ่งด้วยไม่ใช่หรือว่า นักบัญชีคนนั้นไม่ใช่วีรบุรุษผู้กล้าอะไร แต่ต้องเป็นสิงห์ร้ายเห่อเหิมอย่างแน่นอน”
“ถอยไปพูดหมื่นก้าว ข้าก็ไม่ได้บอกชื่อแซ่ออกมานี่นา เป็นแม่นางน้อยในสวนของพวกเจ้าที่อยู่ดีๆ ก็โกรธขึ้นมา นางเหมือนประทัดที่ถูกจุดอย่างไรอย่างนั้น”
“คุณชายใหญ่เว่ยเจ้ามีสาวใช้ ข้าเองก็มีสาวใช้เหมือนกัน แต่ละคนต่างก็ต้องทำไปตามหน้าที่ ดังนั้นนางก็เลยทะเลาะกับแม่นางน้อยไปไม่กี่คำ แม่นางน้อยใจกล้ากว่าเจ้ามากนัก นางยืนกรานจะพูดให้ได้ว่าใครคนนั้นแซ่…”
เว่ยเจียเข่าอ่อนยวบ เกือบจะทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงก็เดินก้าวออกไปหลายก้าว เงื้อมือตบหน้าเด็กสาวหน้าตาหมดจดคนนั้นอย่างแรง
พละกำลังนั้นเยอะมาก เสียงตบดังชัดเจน เด็กสาวเซถอยแล้วล้มลงไปกองกับพื้น ใบหน้าครึ่งซีกเปลี่ยนจากแดงมาเป็นเขียวในเสี้ยววินาที
ปิ่นดอกไม้ที่เก็บเงินมานานกว่าจะตัดใจซื้อได้ก็หล่นร่วงลงพื้น แตกหัก
เด็กสาวที่นั่งอยู่บนพื้นคล้ายถูกตบจนโง่งมไปแล้ว นางสะบัดศีรษะ คืนสติกลับมา แต่ไม่ได้จะพูดอะไรกับเจ้านายตระกูลเว่ย นางแค่อยากจะไปเก็บปิ่นดอกไม้ที่หล่นแตกอยู่บนพื้นมาเท่านั้น
อินเหมี่ยวหรี่ตาลงคล้ายมีโทสะ เขาผงกปลายคาง เว่ยเจียที่ตบเด็กสาวไปแล้วก็ไม่ได้มองนางอีก ยามนี้มองตามสายตาของเด็กหนุ่มชุดเหลืองไปก็เห็นเด็กสาวที่กำปิ่นดอกไม้ไว้แน่น
เว่ยเจียเดือดดาลสุดขีด ใบหน้าแสดงความเกรี้ยวกราด ก้าวยาวๆ ไปหานังแพศยาที่ไม่รู้จักดีชั่วผู้นั้น
เด็กสาวเอามือที่กำปิ่นดอกไม้อ้อมไปหลบไว้ข้างหลัง นางที่สองแก้มแดงฉึ่งน้ำตาไหลอาบหน้า มองเว่ยเจียแล้วส่ายหน้าอย่างแรง
เว่ยเจียกล่าว “ปล่อยมือ!”
เด็กสาวทำเพียงส่ายหน้า
เว่ยเจียคำรามอย่างเดือดดาล “ข้าบอกให้ปล่อยมือ!”
เด็กสาวยังคงส่ายหน้า
เว่ยเจียยกเท้าถีบนางอย่างแรงจนนางกลิ้งไปกับพื้น เขาเดินตามไป ยกเท้าขึ้นแล้วกระทืบแรงๆ นึกอยากจะกระทืบให้ทั้งมือและปิ่นดอกไม้แหลกเละไปพร้อมกัน
มีแต่ของชั้นต่ำ คนก็ชั้นต่ำ ของในมือก็ยิ่งชั้นต่ำ ไฉนเจ้าถึงไม่ตายๆ ไปซะ?!
เว่ยเจียคล้ายกับเป็นบ้าไปแล้ว ดวงตาของเขาแดงก่ำ ยกเท้ากระทืบลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เด็กสาวขดตัว กัดฟันแน่น นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายังยืนหยัดไปเพื่ออะไร ให้ตายอย่างไรเด็กสาวที่ชาติกำเนิดยากลำบากก็ไม่ยอมส่งเสียงร้อง
อินเหมี่ยวกระแอมสองสามที พูดเตือนเหมือนหวังดีว่า
“คุณชายเว่ย คุณชายใหญ่เว่ยพอแล้ว พอได้แล้ว หากยังกระทืบอีก ข้อมือของแม่นางน้อยคงถูกเจ้ากระทืบจนหักจริงๆ อย่าทำแบบนี้เลย ไม่ต้องให้ถึงขนาดนี้หรอก”
เว่ยเจียหยุดเท้า เห็นว่าหลังมือของนางแพศยามีกระดูกขาวโผล่ออกมา มือโชกไปด้วยเลือดสด ปิ่นดอกไม้ก็แตกไปแล้ว
เว่ยเจียที่หอบฮักๆ เดินกลับไปทางเด็กหนุ่มชุดเหลือง อินเหมี่ยวยื่นแขนออกมา กางมือออก
ในขณะที่เว่ยเจียยังมึนงง ปัญญาชนวัยกลางคนก็ยิ้มพลางควักเงินเกล็ดหิมะเหรียญหนึ่งออกมา ตบลงบนมือเด็กหนุ่ม “เจ้าชนะแล้ว ข้ากล้าเดิมพันก็กล้ายอมรับความพ่ายแพ้”
เด็กหนุ่มชุดเหลืองขยับห่วงกิ่งหลิวไปไว้ตรงข้อมือ สองนิ้วคีบเงินเกล็ดหิมะเหรียญนั้นเอาไว้ชูขึ้นสูง ยิ้มกว้างมองมัน
เด็กสาวนอนงอตัวอยู่บนพื้นดินโคลน แก้มแนบพื้น นางเจ็บมากจนส่งเสียงครางเบาๆ แต่กระนั้นก็ยังรวบรวมปิ่นดอกไม้ที่แตกละเอียดเก็บมา
ท่านพ่อท่านแม่เคยบอกว่า หากไม่เป็นเพราะราชสำนักต้าหลีโจมตีให้เผ่าปีศาจพวกนั้นถอยร่นออกไปได้ พวกเราก็ไม่มีทางรอดชีวิต หน่วนหน่วน เจ้าไปอยู่เมืองหลวงแล้วต้องมีชีวิตที่ดียิ่งกว่าเดิมนะ
เด็กสาวที่ชื่อเล่นว่าหน่วนหน่วนมาถึงเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแปลกใหม่ เรื่องน่าสนใจ เวลานี้ที่นางมีเวลาว่าง นางก็มักจะได้ยินเรื่องราวของคนมากมายที่อยู่สูงบนแผ่นฟ้า
มีราชครูที่มีฉายาว่าซิ่วหู มีอ๋องเจ้าเมืองซ่งมู่ของเมืองหลวงสำรองต้าหลี แล้วก็มีแม่ทัพที่นำทัพทำสงครามอีกมากมาย และวันนี้นางก็ยังได้ยินชื่อชื่อหนึ่งมาจากสหาย อีกทั้งเขายังมีสถานะมากมาย
ได้ยินว่าเขาอายุน้อยมาก ว้าว ถ้าอย่างนั้นเขาก็เก่งเกินไปแล้ว อายุน้อยขนาดนี้กลับมีสถานะที่ร้ายกาจมากมายขนาดนี้ เป็นขุนนางใหญ่เหมือนกับซิ่วหูชุยฉานเลย ฮ่าๆ
ตอนที่นางเพิ่งมาถึงเมืองหลวง ยังขอให้คนช่วยสอนอยู่เลยว่าอักษรคำว่าฉานเขียนอย่างไร…
เด็กสาวหน้าตาหมดจดที่นอนคุดคู้อยู่บนพื้น เวลานี้นางคิดเพียงว่าปิ่นดอกไม้ชิ้นนี้จะยังซ่อมได้อีกไหม?
อินเหมี่ยวเหลือบมองไปทางประตูเรือนอย่างว่องไว ในใจรู้สึกสาแก่ใจสุดขีด
ฮ่าๆ เฉาเลวี่ยหนอเฉาเลวี่ย นี่น่ะหรือราชสำนักต้าหลีที่เจ้าคิดถึงอยู่ตลอด นี่น่ะหรือราชวงศ์ต้าหลีที่เจ้าเลื่อมใสอย่างถึงที่สุด! ที่ข้าปั่นหัวเล่น มีแค่เว่ยเจียเท่านั้นหรือ?
คือเหล่าผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงที่อยู่ในสวนทะเลสาบเหล่าอิงแห่งนี้ทุกคนต่างหาก
อินเหมี่ยวโยนเงินเกล็ดหิมะเหรียญนั้นลงไปในทะเลสาบเหล่าอิง
เหอะ เงินเดือนราชครูทั้งปีก็แค่เงินเกล็ดหิมะเหรียญเดียว? ซิ่วหูย่อมคู่ควรจะได้รับ แต่เด็กบ้านนอกขาเปื้อนโคลนที่แม้กระทั่งทะเลสาบซูเจี่ยนเล็กๆ แห่งหนึ่งก็ยังอยู่ไม่ได้ คู่ควรหรือ?
“คุณชายใหญ่เว่ยสั่งสอนคนของตัวเองเข้มงวดหรือไม่เข้มงวด ข้าก็งงไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร อาหารสูตรเฉพาะของพ่อครัวเจ้าไม่เลว ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้ข้าอาจจะมากินดื่มที่นี่อีกรอบ”
อินเหมี่ยวเก็บอารมณ์บางอย่างลงไป ยิ้มเอ่ยว่า “โดยเฉพาะกุ้งเมาจานนั้น ได้ยินมาว่าเป็นของหายากที่ส่งมาจากเส้นทางมังกรเดินเส้นนั้น? อร่อยจริงๆ แม้กระทั่ง…ผู้อาวุโสในตระกูลข้าก็ยังรู้สึกว่ารสชาติยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
อินเหมี่ยวชี้ไปยังสตรีร่างอวบอิ่มที่อยู่ข้างกายเด็กสาว “เจ้าเป็นคนพูด ข้าจำไม่ผิดใช่ไหม?”
นางยอบกายคารวะ ยิ้มหวานเย้ายวน พยักหน้ารับแรงๆ
อินเหมี่ยวกวาดตามองไปรอบด้านแล้วยืดแขนบิดขี้เกียจ หันไปมองทางเรือนอักษรอี่หลายครั้ง
“น่าเบื่อจริงๆ เดิมยังนึกว่าจะสนุกเหมือนราชวงศ์ต้าตวน ไปแล้วๆ”
ทางฝั่งของศาลาริมน้ำ สวี่มี่ถลึงตากว้าง โมโหจนหน้าเขียว ไม่สนใจที่จะทำนายครั้งที่สามแล้ว นางกำลังจะเปิดปากพูดอะไรบางอย่าง
อาจารย์ผู้เฒ่ากลับเอ่ยด้วยเสียงในใจ “ทนไว้”
สวี่มี่พูดเสียงสั่น “อาจารย์ ข้าทนไม่ไหวแล้ว…”
หงฉงเปิ่นถาม “ทนไม่ไหวแล้วอย่างไร? คนต่างถิ่นกลุ่มนี้ก็แค่ปิดประตูวิพากษ์วิจารณ์กันบนโต๊ะสุราไม่กี่คำ คือเรื่องใหญ่ หรือว่าเรื่องเล็ก? เว่ยเจียก็ให้คำตอบไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
สวี่มี่ตาแดงก่ำ ยกหมัดทุบลงไปบนเสาของศาลา
หงฉงเปิ่นลังเลอยู่เล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยประโยคนั้นออกมา
ร้อยปีที่ผ่านมา ราชสำนักต้าหลีของพวกเราก็เดินผ่านกันมาอย่างนี้
อยู่ดีๆ หงฉงเปิ่นก็นึกถึงบทสนทนาลับๆ ในห้องหนังสือระหว่างตนกับสหายรักหยวนฉง
สุภาพอ่อนโยนมีมารยาท แต่ลังเลไม่เด็ดขาด แม้จะมีตำหนิอยู่บ้าง ทว่าตำหนิเหล่านั้นก็ไม่อาจกลบคุณงามความดีได้ สุดท้ายแล้วก็ยังสามารถเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาและใจกว้างได้
แล้วนับประสาอะไรกับที่คำว่าลังเลไม่ค่อยเด็ดขาดนี้ก็ยังเป็นเพราะบิดาและท่านปู่ของเขาเปี่ยมด้วยสติปัญญาและวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่เกินไป โดดเด่นสะดุดตาเกินไป
อีกอย่างก็คือนี่ยังเป็นช่วงตั้งต้นของสถานการณ์ในใต้หล้า ต่อให้จะเกิดความผันผวนหรือการพลิกผันครั้งใหญ่ขึ้นอีก ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่สิบปีนี้
ซ่งเกิงจะใช่รัชทายาทหรือไม่ ราชสำนักต้าหลีจะมีว่าที่จักรพรรดิหรือไม่ อันที่จริงไม่ได้มีความหมายมากนัก ทุกวันนี้ฮ่องเต้เพิ่งจะอายุสี่สิบต้นๆ ถ้าอย่างนั้นเจ้าหยวนฉงจะรอไม่ไหวได้อย่างไร?
ทว่าต่อให้รอไม่ไหวก็ต้องรออยู่ดีไม่ใช่หรือ? หยวนฉงคือเจ้าประมุขของสกุลหยวนเสาค้ายันแคว้น แล้วก็เป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดของสำนักตรวจการแผ่นดิน
ตอนนั้นคำตอบที่ผู้เฒ่ามอบให้กับอาจารย์อวี๋หลูเรียบง่ายอย่างมาก เขารอไม่ไหว แต่เด็กรุ่นเยาว์นั้นรอได้
หงฉงเปิ่นถอนหายใจ ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ก็ดี อาศัยเรื่องหนึ่งมาเป็นข้ออ้างเพื่อเล่นงานเรื่องอื่นก็ช่าง ถึงอย่างไรก็ควรต้องมีใครสักคนหยัดยืนขึ้นมาถึงจะได้
และเวลานี้เอง ในลานบ้านของเรือนอักษรเจี่ยก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาเช่นกัน แต่เขากลับแต่งกายอย่างเรียบง่าย สวมแค่เสื้อสีเขียวกับรองเท้าผ้า
เขาเบิกตาโตจ้องมองมายังอินเหมี่ยว “เจ้าคนแซ่อินนามเหมี่ยว ปากเจ้าเหม็นขนาดนี้ ไปเรียนรู้จากใครมา เมื่อครู่นี้คุณชายใหญ่เว่ยยกอาจมยกผายลมมาให้เจ้ากินหรือ? เจ้าถึงได้ก่อเรื่องงี่เง่าอย่างนี้?”
เด็กหนุ่มสวมรองเท้าผ้า ข้างกายมีแค่ชายวัยกลางคนแต่งกายเป็นนักพรตติดตามมาคนเดียว เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีขบวนใหญ่โตอย่างอินเหมี่ยว
เขาหัวเราะร่วน “อินเหมี่ยว ฟังภาษาคนไม่เข้าใจใช่ไหม?”
ที่แท้เด็กหนุ่มคนนี้ก็ใช้ภาษาทางการของต้าหลีด่าคน
อินเหมี่ยวดวงตาเป็นประกายวาบ เขาย่อมต้องพูดภาษากลางของแจกันสมบัติทวีปเป็น หากจะบอกว่าเว่ยเจียก็คืออาหารเรียกน้ำย่อยจานเล็ก ถ้าอย่างนั้นคนวัยเดียวกันที่พูดภาษาทางการของต้าหลีได้อย่างคล่องแคล่วผู้นี้ก็มีนัยชวนให้ขบคิดแล้ว
ปัญญาชนวัยกลางคนที่อยู่ข้างกายเขาใช้เสียงในใจพูดเตือน “เขามาจากราชวงศ์ต้าหยวนของอุตรกุรุทวีป แต่เป็นใครกันแน่ องค์ชายก็ลองเดาดูเอง”
อินเหมี่ยวใช้เสียงในใจตอบกลับ “ไไช่อวี้ซ่าน อย่ามัวอมพะนำอยู่สิ สรุปแล้วเขาแซ่หลูหรือไม่ ข้าไม่อยากให้เกิดเรื่องใหญ่เกินไปถึงขั้นลากสกุลหลูต้าหยวนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตอนนี้ทุกอย่างกำลังอยู่ในการควบคุม เจ้าก็รู้ดีว่าข้ารำคาญคำว่าเรื่องไม่คาดฝันมากที่สุด”
ไช่อวี้ซ่านตอบ “เขาชื่อหลูจวิน”
อินเหมี่ยวครุ่นคิด ก่อนเอ่ยว่า “ถึงกับเป็นรัชทายาทของราชวงศ์ต้าหยวนเลยหรือ? เขามาทำอะไรที่นี่”
“ในเมื่อเขาคือหลูจวิน ถ้าอย่างนั้นคนที่อยู่ข้างกายเขาก็ต้องเป็นนักพรตแห่งหน่วยฉงเสวียนตำหนักนภากาศ ทางที่ดีที่สุดขออย่าให้เป็นหยางชิงข่งที่ควบตำแหน่งราชครูของต้าหยวนเลย”
“ถึงอย่างไรเจินเหรินผู้เฒ่าก็เคยเข้าร่วมการประชุมของศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ไม่เป็นไรๆ ขอแค่มีกานชิงลวี่อยู่ด้วย ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดใดๆ”
ไช่อวี้ซ่านไม่ได้หันไปมองสตรีร่างสูงใหญ่ผิดปกติคนนั้น นางใช้นามแฝงว่ากานชิงลวี่ ฉายาในการฝึกตนของนางมีแค่คำเดียวว่า เสี่ยน
อินเหมี่ยวพูดภาษากลางของอุตรกุรุทวีป “ข้ารู้จักเจ้า เจ้ารู้จักข้าไหม?”
หลูจวินกะพริบตาปริบๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเจ้าหาบิดาเจอแล้ว”
อินเหมี่ยวหน้ามืดคล้ำทันใด “เจ้าลองพูดอีกรอบสิ”
สาวใช้ข้างกายของอินเหมี่ยวกำลังจะลงมือ แต่กลับถูกเกาซื่อใช้เสียงในใจห้ามไว้
ชายฉกรรจ์พกดาบก้าวเดินไปข้างหน้าสองก้าว แต่กลับไม่ได้มองหลูจวิน จ้องไปที่เจินเหรินวัยกลางคนแห่งหน่วยฉงเสวียนต้าหยวนแทน
“เจ้าแซ่หยางใช่ไหม? ในเมื่อพวกเราสองฝ่ายต่างก็รู้สถานะกันแล้ว ไฉนนายน้อยของเจ้าถึงปากไร้หูรูดเช่นนี้อีก ว่าอย่างไร? ควรมีคำอธิบายหน่อยกระมัง?”
คลื่นลูกหนึ่งสงบ คลื่นอีกลูกก็ผุดขึ้นมาแทน?
ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น อันที่จริงกับหลูจวินนี้ หากเจอกันบังเอิญบนถนนก็ยังสามารถพูดคุยกันอย่างสบายๆ ได้ ทางฝั่งองค์ชายไม่มีปัญหาใดๆ แต่เป็นเจ้าเด็กหลูจวินที่ควบคุมปากตัวเองไม่ได้
ต่อให้หน่วยฉงเสวียนของเจ้าพูดจนฟ้าทะลุ ฟ้องร้องไปถึงทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางก็เป็นราชวงศ์ต้าหยวนของพวกเจ้าที่ไร้เหตุผล
“นักพรตวัยกลางคน” ผู้นั้นถอนเวทอำพรางตาหลายชั้นออกทันที เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงที่เป็นคนหนุ่ม เขาเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า
“ผินเต้าคือหยางโฮ่วแจว๋ ฉายาถวนหนี คุณสมบัติย่ำแย่ เป็นแค่ขอบเขตหยกดิบ”
เกาซื่อเอ่ย “พูดเรื่องเป็นการเป็นงาน”
แน่นอนว่าเขาต้องเคยได้ยินชื่อนี้ ต่อให้กวาดตามองไปทั่วใต้หล้าไพศาล หยางโฮ่วแจว๋ก็ยังเป็นขอบเขตหยกดิบที่อายุน้อยมาก คือผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนตามความหมายที่แท้จริง
ราชวงศ์ต้าหยวนมีคำกล่าวอย่างหนึ่งมาโดยตลอด หน่วยฉงเสวียนเป็นของสกุลหลู ตำหนักนภากาศเป็นของสกุลหยาง นี่แสดงให้เห็นว่าตำแหน่งของสกุลหยางในหน่วยฉงเสวียนสูงส่งอย่างมาก และหยางโฮ่วแจว๋ก็ต้องเป็นนักพรตผู้สูงส่งที่หลุดพ้นจากโลกโลกีย์คนหนึ่งอย่างแน่นอน….
ผลกลับกลายเป็นว่าหยางโฮ่วแจว๋ดันเปิดปากพูดว่า “อินเหมี่ยวเจอบิดาของเขาแล้ว สุนัขอย่างเจ้าก็หาเจอแล้วเหมือนกัน บังเอิญยิ่งนัก เรื่องดีมาเยือนเป็นคู่”
หลูจวินกุมท้องหัวเราะก๊าก
เสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มสวมรองเท้าผ้าดังก้องอยู่ริมทะเลสาบ นกกระยางขาวหลายตัวกระพือปีกบินแต่งแต้มสีสันให้กับฟ้าคราม กิ่งหลิวสายไหวอยู่ท่ามกลางแรงลม
คนส่วนใหญ่ในทะเลสาบเหล่าอิงค่อนข้างจะสะใจ แต่ก็มีคนส่วนน้อยที่กลับรู้สึกว่านี่คือการเย้ยหยันที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง
หันอีพลันลุกขึ้นยืน “เจ้าอ้วนเหวย กล้าเดิมพันกับข้าสักครั้งไหม?! วางใจเถอะ ข้าเป็นคนเดิมพัน เจ้าต้องได้กำไรไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน”
“ไม่แน่ว่าวันพรุ่งนี้ หรืออาจจะเป็นคืนนี้ทั่วทั้งเมืองหลวง ขอแค่เป็นคนที่ข่าวสารว่องไวสักหน่อยจะต้องรู้จักเหวยฉง วันหน้าคนอย่างเว่ยเจียเจอเจ้าบนโต๊ะสุราก็ยังต้องเป็นฝ่ายดื่มสุราคารวะเจ้าเหวยฉง!”
“แต่เจ้าต้องรับปากข้าว่าจะไม่พูดอะไรสักคำ สักประโยค แค่ยืนอยู่ข้างหลังข้าก็พอ จำไว้ว่าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าจะต้องยืน ยืนอยู่ที่เดิมให้ข้าแต่โดยดี!”
เหวยฉงเอ่ยอย่างไม่ลังเล “นี่จะยากตรงไหน หันลิ่วเอ๋อร์ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง!”
หันอีก้าวยาวๆ ออกมาจากห้อง เดินตรงดิ่งไปที่เรือนอักษรอี่ เจ้าอ้วนเหวยก้าวยาวๆ ตามไป แต่จู่ๆ ก็หมุนตัวกลับ ยกกาเหล้าขึ้นมาดื่มเหล้าที่เหลืออยู่เกือบครึ่งกาจนหมด ยกชายแขนเสื้อเช็ดปาก ก่อนจะตามหันลิ่วเอ๋อร์หันอีไป!
หันอีสีหน้าเหี้ยมเกรียมอยู่บ้าง วันนี้นายท่านจะทุ่มตำแหน่งนายอำเภอฉางหนึ่งนี่ออกไป ต่อให้เส้นทางขุนนางในชีวิตนี้จะต้องเดินมาถึงปลายทาง ต้องหยุดอยู่ตรงนี้แล้ว ก็อยากจะเห็นนักว่าพวกชาติหมาอย่างพวกเจ้าจะกล้าอวดเบ่งใส่ข้าหรือไม่?!
เห็นเด็กหนุ่มสวมรองเท้าสานหน้าทะเล้นปรากฏตัว แล้วยังมีนักพรตหนุ่มอีกคนคอยคุมเชิงกับชายฉกรรจ์ถือดาบ สวี่มี่ก็ยกมือทุบลงไปบนเสาคานอีกครั้ง ไม่มีคนของต้าหลีเองบ้างเลยหรือ?!
แล้วนางก็พลันอึ้งตะลึง เพราะมองเห็นเงาร่างของคนที่คุ้นเคย
หงฉงเปิ่นพยักหน้า ลุกขึ้นยืน ไม่เสียแรงที่เป็นหันอี ในที่สุดเจ้าเด็กนี่ก็ยอมตัดใจ กล้าที่ไม่จะทำตัวหนักแน่นสักครั้งแล้ว
บริเวณใกล้เคียง สตรีหน้าตางดงามที่โบกพัดกลมอยู่ตรงราวรั้ว ใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย
“ซีหมาน ดูเหมือนว่าหลี่ป๋าจะถูกใครสยบเอาไว้ ไม่กล้าแม้แต่จะผายลม เจ้าล่ะ เป็นฝึกยุทธขอบเขตเก้าเหมือนกัน คันมือหรือไม่?”
ซีหมานพูดคุยอย่างลับๆ “ลั่วอ๋องมองมาที่ข้าอีกทีแล้ว ข้าก็เลยไม่กล้าขยับ ไม่ได้ดีไปกว่าหลี่ป๋าสักเท่าไร”
กงเยี่ยนถามอย่างสงสัย “ทำไมเขาถึงเปลี่ยนใจล่ะ? ไหนบอกแล้วว่าจะให้เจ้าปล่อยหมัดต่อยติดๆ กันต่อยทะลุกำแพงหลายชั้น แสร้งทำเป็นลอบฆ่าหวงเหลียนไม่ใช่หรือ?”
ซีหมานตอบ “อาอู่ เจ้าถามถูกคนแล้ว”
กงเยี่ยนพูดไม่ออก
ซีหมานเงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยว่า “เมื่อครู่นี้ลั่วอ๋องให้หวงม่านเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง อาศัยช่องทางลับเฉพาะของต้าหลีส่งไปให้ที่ว่าการอำเภอหย่งไท่”
กงเยี่ยนเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “หมายความว่าอย่างไร?”
ซีหมานตอบ “ยังต้องถามอีกหรือ?”
กงเยี่ยนใช้พัดตีหน้าผากตัวเอง
และในขณะที่หันอีพาเจ้าอ้วนเหวยก้าวเร็วๆ ไปทางด้านนั้น ทหารม้ากองหนึ่งก็ควบตะบึงบุกเข้ามาในสวนของทะเลสาบเหล่าอิงโดยตรง
มองออกว่านอกจากมือปราบของที่ว่าการแล้วยังมีทหารสวมเกราะผู้แข็งแกร่งและช่ำชองอีกหลายคน
ผู้นำก็คือหวังหย่งจินนายอำเภอหย่งไท่ สีหน้าของเขามืดทะมึน มองไกลๆ ไปเห็นหันอีนายอำเภอฉางหนิงที่แสร้งทำท่าประหลาดใจ ขบวนม้าก็ฉวยทางลัดระยะใกล้บุกพุ่งเข้ามา
มาถึงนอกเรือนอักษรอี่ หวังหย่งจินพลิกกายลงจากหลังม้า ทั้งๆ ที่เป็นขุนนางบุ๋นน้ำใสที่ไม่เคยลงสนามรบมาก่อน แต่กลับเชี่ยวชาญการขี่ม้าอย่างยิ่ง
เขาก้าวเดินไปหาอินเหมี่ยวด้วยฝีเท้าหนักแน่น ยกป้ายตรงเอวขึ้นมาถือไว้ในมือ เอ่ยว่า “หวังหย่งจินนายอำเภอหย่งไท่ เว่ยเจียอธิบายมาสิ”
เว่ยเจียเหมือนถูกฟ้าผ่า สองขาอ่อนยวบทันใด โชคดีที่มีผู้ดูแลใหญ่ข้างกายคอยช่วยประคองเจ้านายเอาไว้
หัวสมองของเว่ยเจียว่างเปล่าขาวโพลน ใครเป็นคนแพร่ข่าวออกไปใครกัน!