กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1210.4 ปิ่นดอกไม้อันเล็ก
หวังหย่งจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เว่ยเจีย ว่ามา”
เว่ยเจียทั้งเหงื่อหลั่งเต็มแผ่นหลัง ทั้งอกสั่นขวัญแขวน ริมฝีปากของเขาสั่นระริก ทำท่าจะพูดอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็พูดไม่ออกสักคำ
หวังหย่งจินไม่มองเขาอีก แต่มองไปทางกลุ่มของอินเหมี่ยว ทั้งไม่มีสีหน้าดุดัน แล้วก็ไม่มีรอยยิ้ม เพียงพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า
“พวกเจ้าที่อยู่ที่นี่ มีใครอธิบายเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบได้บ้าง?”
หลูจวินเปิดปากขึ้นมาก่อนใคร “เจ้าเด็กนั่นแซ่อินนามเสี่ยน เหมือนจะชื่ออินเสี่ยนอะไรสักอย่าง เขาดื่มเหล้าเข้าไปแล้วก็เริ่มพูดถึงราช…เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ราชครูต้าหลีของพวกเจ้า”
หยางโฮ่วแจว๋พลันเปิดปากเอ่ยว่า “องค์ชาย พอได้แล้ว”
หลูจวินร้องอ้อ ไหล่ลู่คอตก หมดอารมณ์สนุก
หัวใจหวังหย่งจินสะท้านสะเทือนยิ่ง วิพากษ์วิจารณ์ราชครู?! หันอีไม่ได้เขียนไปในจดหมายลับบอกว่าที่นี่มีคนทะเลาะกัน ใช้อาวุธทำร้ายผู้อื่นหรอกหรือ?
เพราะที่นี่คืออำเภอหย่งไท่ บังเอิญกับที่เขามากินข้าวกับสหายที่นี่พอดี คิดไปคิดมาก็ยังรู้สึกว่าต้องมีการบอกเตือนกันสักหน่อย?
หวังหย่งจินหัวเราะ เจ้าตัวดี กล้ามาวิพากษ์วิจารณ์ราชครูคนใหม่วันนี้ ทั้งยังอยู่ในถิ่นของข้าด้วย?! ข้าผู้อาวุโสต้องขอบคุณบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของพวกเจ้ำจริงๆ!
มือหนึ่งของเด็กสาวกำปิ่นที่แตกเอาไว้ อีกมือหนึ่งกุมท้อง นางพยายามจะลุกขึ้นยืนอยู่หลายครั้ง แต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่ลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
ดวงตาคู่นั้นของนางสว่างเจิดจ้าขึ้นมาทันที
ไไช่อวี้ซ่านหยิบเอกสารผ่านด่านออกมา เปิดปากยิ้มเอ่ย “พวกเรามาจากราชสำนักต้าโซ่วทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ข้าชื่อไช่อวี้ซ่าน คือขุนนางของราชสำนักต้าโซ่ว”
ราชสำนักต้าหลีกับราชสำนักต้าโซ่ว ตอนที่อยู่บนสนามรบของเปลี่ยวร้าง ทั้งสองฝ่ายเกลียดขี้หน้ากันอย่างมาก เคยมีความขัดแย้งกันเกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง แต่ล้วนถูกระงับเอาไว้
การตักเตือนอย่างเป็นทางการและลงโทษของทางฝั่งศาลบุ๋นก็ไม่ถือว่าเบา การที่ถูกระงับเอาไว้ได้ก็หนีไม่พ้นว่าราชสำนักทั้งสองแห่งมีคนรู้เรื่องนี้อยู่แค่ไม่กี่คน
หวังหย่งจินไม่เพียงแต่รับเอกสารผ่านด่านของไช่อวี้ซ่านมา ยังตรวจสอบสถานะของอีกฝ่ายว่าจริงหรือเท็จด้วยตัวเอง คนอื่นๆ ที่เหลือซึ่งมีอินเหมี่ยวเป็นหนึ่งในนั้นต่างก็ถูกเสมียนฝ่ายทะเบียนรับหน้าที่ตรวจสอบไปทีละคน
หวังหย่งจินทอดน้ำเสียงให้อ่อนลงคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา ยื่นเอกสารผ่านด่านคืนให้ “บัณฑิตไช่ ว่ามาเถอะ เรื่องเป็นมาอย่างไรกันแน่?”
มารดามันเถอะ ถึงกับเป็นราชบัณฑิตประจำตำหนักเลยหรือ!
ไช่อวี้ซ่านจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคร่าวๆ หวังหย่งจินสีหน้าไร้อารมณ์ หลูจวินได้ยินแล้วก็ปากอ้าตาค้าง อะไรที่บอกว่าบัณฑิตมีความคิดชั่วร้ายอยู่เต็มท้อง ก็เป็นอย่างพี่ชายที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้นี่เอง!
หยางโฮ่วแจว๋ขมวดคิ้วน้อยๆ คำบรรยายของไช่อวี้ซ่านเรียกได้ว่าจริงเก้าส่วนเท็จหนึ่งส่วน ปัญหาก็อยู่ที่เท็จหนึ่งส่วนนั้น บวกกับคนขี้ขลาดอย่างเว่ยเจียที่อีกเดี๋ยวก็ต้องมีกลวิธีการพูดเป็นของตัวเอง…
หยางโฮ่วแจว๋ส่ายหน้าเบาๆ อย่างไม่เป็นที่จับสังเกต ขุนนางผู้ใกล้ชิดกับราษฎรแห่งอำเภอหย่งไท่ผู้นี้ เห็นได้ชัดว่ามีลางจะระงับเรื่องราวให้ทุกฝ่ายสงบลงแล้ว
ไช่อวี้ซ่านประสานมือเอ่ย “องค์ชายของพวกเราดื่มสุราไม่เก่งจริงๆ ล่วงเกินแล้ว ส่วนค่ายาของเด็กสาวคนนั้น พวกเราก็เพิ่งจะปรึกษากับเจ้าสวนเว่ยไป”
อินเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างเอาสองมือไพล่หลัง ใบหน้าประดับยิ้มน้อยๆ
เด็กสาวเผยอปากกำลังจะพูด เว่ยเจียกลับขยับเท้ามาขวางอยู่ระหว่างเด็กสาวกับหวังหย่งจิน ไม่ต้องให้นายท่านสั่งความ ผู้ดูแลใหญ่ก็ทำให้เด็กสาวเปิดปากพูดไม่ได้แล้ว
เว่ยเจียก้มหน้าค้อมเอว มือกุมเป็นหมัด “นายอำเภอหวัง พวกเราปรึกษากันแล้วจริงๆ จะชดใช้ให้นางเป็นเงินหนึ่งร้อยตำลึง”
อินเหมี่ยวยิ้มเอ่ย “ไม่ใช่เงินหนึ่งพันตำลึงหรอกหรือ?”
เว่ยเจียตบหน้าผากตัวเอง ยิ้มเอ่ย “หนึ่งพันตำลึงจริงๆ ด้วย”
ก็แค่เงินเกล็ดหิมะเหรียญเดียว จะนับเป็นผายลมอะไรได้
หวังหย่งจินจ้องหน้าอินเหมี่ยว เด็กหนุ่มชุดเหลืองลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังกระตุกปากเอ่ยว่ำ “นายอำเภอหวังว่าอย่างไร พวกเราก็จะทำตามอย่างนั้น”
หวังหย่งจินเงียบไม่ตอบ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่ำ “ใครเป็นคนลงมือ?”
อินเหมี่ยวไม่สะทกสะท้าน แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ไช่อวี้ซ่านเอ่ย “คือสาวใช้ชุยจี๋ที่เป็นคนลงมือ”
หวังหย่งจินเอ่ยเสียงดังกังวาน “อินเหมี่ยว ข้าผู้เป็นขุนนางถามเจ้า ไม่ได้ถามบัณฑิตไช่!”
อินเหมี่ยวกลั้นขำ น่าสนใจ น่าสนใจยิ่งนัก เขารีบแสร้งทำท่าขลาดกลัว ถึงขั้นจงใจถอยหลังไปครึ่งก้าว เอ่ยว่ำ “ตอบนายอำเภอหวัง เป็นชุยจี๋ที่ลงมือ”
เกาซื่อกลอกตามองบน องค์ชาย เล่นใหญ่เกินไปแล้ว ทำไมท่านไม่พูดเสียงสั่นไปด้วยเลยเล่า
หวังหย่งจินกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ให้ชุยจี๋ไปขอโทษเฉินซี”
ชื่อ “ชุยจี๋” ที่บันทึกไว้ในเอกสารผ่านด่านของสาวใช้ต้องเป็นชื่อปลอมอย่างแน่นอน แต่สาวใช้ของสวนแห่งนี้ที่ชื่อเฉินซีกลับต้องเป็นชื่อจริง
คนหนึ่งแซ่ชุย คนหนึ่งแซ่เฉิน? ช่างบังเอิญเหมือนเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเลยนะ?
ไช่อวี้ซ่านถอนหายใจอยู่ในใจ อันที่จริงเป็นเมื่อคืนวานที่องค์ชายอินเหมี่ยวเกิดความคิดขึ้นมากะทันหัน ใช้เวลาไปประมาณหนึ่งชั่วยามเพื่อสร้าง “เหตุบังเอิญ” ในวันนี้ขึ้นมา
อินเหมี่ยวโบกมือ “ตีคนอื่นแล้วจะไม่ขอโทษเขาได้หรือ? ไป”
สาวใช้ชุยจี๋จึงเดินอย่างไม่รีบไม่ร้อนไปหาเด็กสาวที่ ปิดปาก ไปแล้ว หันหลังให้กับเหล่าขุนนางของอำเภอหย่งไท่กลุ่มของหวังหย่งจิน
นางกุมหมัดก้มหัว พูดด้วยภาษาทางการของต้าหลีอย่างคล่องแคล่ว “แม่นางเฉินซี ข้าผิดไปแล้ว ขอโทษเจ้าด้วย หากเจ้าโกรธจริงๆ จะตบข้าคืนทีหนึ่งก็ได้”
ทว่าเด็กสาวกลับเห็นว่าในดวงตาของคนผู้นั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย นางส่ายหน้าอย่างแรง
นางไม่ต้องการเงิน! นางต้องการตบคืน!
เว่ยเจียกลับพูดขึ้นมาแล้วว่า “เฉินซี รับคำขอโทษแล้วก็ดี ดีมาก”
หวังหย่งจินพูดเหมือนให้ข้อสรุปแบบตอกปิดฝาโลง “อินเหมี่ยว บัณฑิตไช่ ต่อให้ดื่มเหล้าเยอะไป จะพูดจาอะไรก็ยังต้องระมัดระวัง!”
อินเหมี่ยวพยักหน้า “ข้าย่อมเลื่อมใสอิ่นกวานอย่างถึงที่สุด เพียงแต่ว่าไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ ยิ่งข้านับถือใครก็ยิ่งไม่รู้สึกว่าในฟ้าดินจะมีใครที่ไร้ข้อบกพร่อง”
“ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนผู้นี้ถึงจะมีกลิ่นอายความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เทวรูปที่ปั้นขึ้นมาจากดิน”
ภาษาเป็นทางการที่ใช้ในวงการขุนนางแบบนี้ ใครคือยอดฝีมือก็ยังบอกได้ยาก
หวังหย่งจินโบกมือ ขมวดคิ้วเอ่ย “ชอบดื่มเหล้าก็กลับไปพูดบนโต๊ะเหล้าโน่น”
อินเหมี่ยวหัวเราะ
เกาซื่อคุ้นเคยกับนิสัยขององค์ชายท่านนี้ดี เขาจึงรีบใช้เสียงในใจเอ่ยทันทีว่า “นายอำเภอคนนี้แตะต้องไม่ได้จริงๆ”
เว่ยเจียเดินไปหาเด็กสาว ทรุดตัวลงนั่งยอง ประคองนางขึ้นมา พูดเสียงเบาที่นอกจากน้ำเสียงจะเมตตาอบอุ่นแล้วยังแฝงไว้ด้วยความละอายใจอย่างลึกล้ำ
“เฉินซี ขอโทษด้วยนะวันนี้ทำให้เจ้าตกใจไม่น้อย ข้ายังต้องเขียนเอกสารรายงานให้กับนายอำเภอหวังตามระเบียบ จะให้ผู้ดูแลใหญ่พาเจ้ากลับไปพักก่อนแล้วกัน ในสวนมียาทาอยู่ อีกไม่นานบาดแผลของเจ้าก็จะหายดี…”
เด็กสาวใบหน้านองน้ำตา มองไปยังนายอำเภอหวัง นางพูดไม่ออก ได้แต่ส่งเสียงอ้อแอ้ ดังนั้นจึงเอาแต่ส่ายหน้าแรงๆ อยู่ตลอดเวลา
นางกำปิ่นที่แตกไว้ในมือแน่นจนเลือดหยดติ๋งๆ ลงบนพื้นดิน
หวังหย่งจินมองนางแวบหนึ่ง แล้วเขาก็หันไปถามเว่ยเจีย จะเอาแต่ฟังความจากฝั่งไช่อวี้ซ่านอย่างเดียวไม่ได้ ยังดีคำให้การของเว่ยเจียตรงกับอีกฝ่าย
เด็กสาวรู้สึกเวียนหัวตาลายในทันที ราวกับว่าฟ้าดินทั้งแห่งกลายเป็นสีขาวโพลน โดยไม่ทันรู้ตัว นางก็ปล่อยมือออก
ปิ่นดอกไม้ที่แตกยับไม่เหลือสภาพดีมานานแล้ว ชิ้นนั้นหล่นร่วงลงพื้นเบาๆ คราวนี้แตกละเอียดแล้วจริงๆ
ในห้องแห่งหนึ่ง พวกหลิ่วซ่วยยืนอยู่ตรงระเบียงนอกห้อง มีคนคอยมารายงานสถานการณ์ของเรือนอักษรอี่ที่นี่อย่างต่อเนื่อง
เสิ่นเจิงไม่มีความรู้สึกอะไรมากนัก วิถีทางโลกก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ ความสนใจของเขาอยู่ที่พรมแคว้นไฉ่อีที่ตนเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้ามากกว่า ไม่รู้ว่ะจะขายได้เงินเท่าไร?
หลิ่วซ่วยอกสั่นขวัญผวา เพียงแค่เพราะในห้องที่ปิดประตูมีเสียงขว้างปาข้าวของอย่างรุนแรงดังมาเป็นระลอก
แรกเริ่มเหมือนจะเป็นการพูดคุยกันเบาๆ ภายหลังเริ่มมีการโต้เถียง เสียงของท่านหกดังขึ้นเรื่อยๆ
แต่บุรุษนิ่งขรึมคนนั้นช่างทำให้คนนับถือยิ่งนัก ตั้งแต่ต้นจนจบดูเหมือนว่าเขาจะพูดอยู่แค่ไม่กี่คำเท่านั้น
ในที่สุดก็ไม่มีของให้หวงเหลียนขว้างแล้ว นางตะโกนอย่างโมโห “ท่านพี่ ท่านรู้หรือไม่ว่าตัวเองคือใคร?!”
บุรุษนิ่งขรึมนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงตำแหน่งของ “ท่านหก” ก่อนหน้านี้ เขาก้มหน้าลงปอกส้มผลหนึ่ง ได้ยินคำถามก็เลิกเปลือกตาขึ้น
หวงเหลียนกลัวพี่ชายใหญ่คนนี้มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเพียงแค่ถูกมองก็เหมือนถูกข่มขวัญจนไม่กล้าขยับ
ทว่าเขาก็ใบหน้าแดงก่ำ ตัดสินใจแล้วว่าครั้งนี้จะไม่สนอะไรทั้งนั้น กฎบ้านกฎระเบียบอะไร… เขาเพิ่มระดับน้ำเสียงอีกครั้ง เอ่ยซ้ำประโยคเดิมว่า
“ท่านพี่ ท่านรู้หรือไม่ว่าตัวเองคือใคร?!”
บุรุษนิ่งขรึม เคี้ยวส้มช้าๆ
หวงเหลียนพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ “ในเมื่อรู้ทำไมต้องกลัวเจ้าอินเหมี่ยวของต้ำโซ่วชาติสุนัขนั่นด้วยล่ะ ขนาตข้ายังไม่กลัว ท่านจะกลัวอะไร…”
เสิ่นเจิงใช้นิ้วหัวแม่มือถูกับนิ้วชี้ “ท่านหก’ คือสตรีจริงๆ ด้วย!
ไม่รู้ว่าเหตุใด ต่อจากนั้นในห้องก็ไม่มีเสียงอีก หลิ่วซ่วยรู้ว่ามีคนใช้เวทคาถาทะเลเซียนมาสกัดกั้นฟ้าดิน
โต้วอวี้ที่ถูกเรียกขานว่าเป็นผู้มีอิทธิพลทางการศึกษา ปรายตามองเสิ่นเจิง คนหนุ่มที่มีลักษณะคล้ายปัญญาชนผู้อ่อนแอถึงกับใช้เสียงในใจเอ่ยว่ำ
“เสิ่นเจิง ระวังหน่อย ความคิดบางอย่างทำให้คนตายได้นะ”
เสิ่นเจิงขนลุกชัน
ในศาลาบริมน้ำ สวี่มี่พูดเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “อาจารย์ ข้าจะกลับห้องแล้ว! หากยังดูต่อไปข้าก็นึกอยากจะควักลูกตาตัวเองออกมาแล้ว…”
อาจารย์ผู้เฒ่าที่กลับไปนั่งบนม้านั่งยาวแล้วถอนหายใจ ลุกขึ้นยืน “ไปด้วยกัน”
แม้ว่าจะพูดเช่นนี้ ทว่าสวี่มี่กลับอดไม่ไหวหันไปมองทางด้านนั้นอีกครั้ง จู่ๆ ก็เอ่ยว่ำ “หันอีบุกเข้าไปแล้ว”
คิดไม่ถึงว่าหงฉงเปิ่นจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่ำ “ไม่ได้เกี่ยวพันกับเรื่องใหญ่ กลับกันเถอะ”
สวี่มี่ไม่ขยับเท้า แต่ผู้เฒ่ากลับห้องไปแล้ว เขานั่งลง คีบอาหารที่เย็นชืดยัดใส่ปาก รสชาติเหมือนเคี้ยวเทียนจริงๆ
หันอีเดินก้าวยาวๆ ไปทางหวังหย่งจิน ถามว่า “นายอำเภอหวัง นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
หวังหย่งจินปรายตามองเขา “ปิดคดีแล้ว”
หันอีเอ่ย “ปิดคดีอย่างไร?”
เหวยฉงเตือนตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจว่า อย่าพูด อย่าพูด แค่ยืนอยู่ข้างหลังหันลิ่วเอ๋อร์ก็พอ…
หวังหย่งจินถาม “มีข้อบังคับนี้อยู่หรือ?”
หันอีพยายามอดทนข่มกลั้น “นายอำเภอหวัง ข้าคิดว่าควรต้องรอบคอบสักหน่อย”
หวังหย่งจินย้อนถาม “แล้วนี่ไม่รอบคอบอย่างไร?”
หันอีเอ่ยอย่างเดือดดาล “หวังหย่งจิน ในใจเจ้าไม่รู้เลยหรือ?! ต้องให้ข้าสอนเจ้าหรือไร?!”
หวังหย่งจินกล่าว “เจ้าสามารถแจ้งให้ผู้ตรวจการหงแห่งกองลาดตระเวนพระนครมาที่นี่ได้ และเจ้าก็สามารถทะเลาะกันต่อได้ แต่สรุปคือเจ้าไม่ควรทำอะไรล้ำเส้น”
หันอีชี้หน้าหวังหย่งจิน ก่อนจะชี้ไปที่เว่ยเจีย สุดท้ายจ้องหน้ากลุ่มคนที่มาจากราชสำนักต้าโซ่วนิ่ง เขาสอดมือไปไว้ในชายแขนเสื้อ “ดี พวกเจ้ารอก่อนเถอะ”
เพียงแค่เสี้ยววินาที นอกจากกานชิงลวี่ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมแล้ว ทุกคนที่อยู่ข้างกายอินเหมี่ยว แม้กระทั่งเกาซื่อและไช่อวี้ซ่านเองก็ยังสัมผัสได้ถึงปราณสังหารที่เข้มข้นขุมหนึ่ง
เสียงกีบเท้ามา้ก่อให้เกิดท่วงทำนองอันแปลกประหลาดดังขึ้นจากที่ไกลๆ จากนั้นก็ขยับเข้าใกล้ สุดท้ายบุกเข้ามาในทะเลสาบเหล่าอิง
กองทหารม้าชั้นยอดกว่าร้อยนายนี้ต่างสวมเกราะพกอาวุธครบมือ ทั้งพกดาบสะพายหน้าไม้ ชุดเกราะอันแวววาวบนกายของพวกเขาเปิดเผยอย่างชัดเจนไร้สิ่งใดปกปิด
บนหัวกำแพง บนหลังคาเรือนล้วนมีแต่เงาร่างของคนสวมเสื้อเกราะ ในบรรดานั้นคนส่วนใหญ่ก็คือผู้ฝึกตนติดตามกองทัพของกองทหารม้าลาดตระเวนพระนคร
ผู้บัญชาการหงจี้ขี่ม้านำขบวนมา ถือง้าวยาวไว้เฉียงๆ ม้าตัวนี้ของเขาห่างจากกลุ่มของอินเหมี่ยวไม่ถึงห้าหกก้าวถึงหยุดชะงักในฉับพลัน ทหารม้านับร้อยที่อยู่ด้านหลังก็หยุดกึกตามทันที
หงจี้นั่งสูงอยู่บนหลังม้า ไม่ได้ลงมาจากหลังม้า หลุบตาลงมองมาจากที่สูง เขาหันหัวม้าเดินวนไปรอบหนึ่ง สุดท้ายจ้องมองพวกเขา
“หวังหย่งจิน หลีกไป หันอี หลบไป”
หงจี้เหลือบตามองเจ้าอ้วนร่างเทอะทะ ก่อนที่จะย้ายสายตาไปอยู่ที่อินเหมี่ยวอีกครั้ง พูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า
“พวกเจ้าตามข้าไปยังที่ว่าการเหนือรอบหนึ่ง”
ในใจหวังหย่งจินสะท้านสะเทือนยิ่ง แต่กระนั้นก็ยังไม่เอ่ยอะไรสักคำ เพียงพาเสมียนขุนนางของที่ว่าการอำเภอหลีกทางออกไป
หันอีและเหวยฉงก็ขยับออกไปเช่นกัน แต่ขยับไปฝั่งตรงข้ามกับหวังหย่งจิน
อินเหมี่ยวกระตุกมุมปาก ไช่อวี้ซ่านยิ้มเอ่ย “แม่ทัพที่ว่าการเหนือ ดูเหมือนว่าจะไม่มีกฎระเบียบข้อนี้กระมัง?”
“กฎระเบียบ? กฎระเบียบอะไร?” หงจี้ใช้ง้าวยาวปัดมือของเจ้าคนตุ้งติ้งผู้นี้ออก พ่นเสียงหัวเราะ
“อยู่ในเมืองหลวงต้าหลี นอกจากฮ่องเต้กับท่านราชครูแล้ว กฎระเบียบของข้าหงจี้ก็คือกฎระเบียบของพวกเจ้า”
ดูเหมือนไช่อวี้ซ่านจะโกรธจัดจนขำ เขายื่นนิ้วออกมาตวาดถาม “หงจี้? เจ้ารู้หรือไม่ว่ากักตัวองค์ชายของแคว้นแห่งหนึ่งโดยพลการหมายความว่าอะไร?”
หงจี้ใช้ง้าวยาวปัดนิ้วของไช่อวี้ซ่านออก พ่นลมหายใจหัวเราะ “หมายความว่าพวกเจ้าต้องกินข้าวคุก! แต่จะผสมเยี่ยวด้วยหรือไม่ ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์ของข้าผู้อาวุโส!”
ไช่อวี้ซ่านส่ายหน้า “ในเมื่อเจ้าก็มาแล้ว ถ้าอย่างนั้นกรมพิธีการและศาลหงหลูของต้าหลีจะไม่มาจัดการด้วยหรือไร?”
ในความเป็นจริงแล้ว เวลาเดียวกันนี้ ขุนนางกลุ่มหนึ่งของกรมพิธีการและศาลหงหลูที่ได้ข่าวก็ควบม้ามาถึงอย่างว่องไวเช่นกัน เพียงแต่วาม่าถึงทะเลสาบเหล่าอิงช้ากว่ากองทหารม้า
แต่กลับถูกผู้บังคับกองหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่บนหลังม้าเช่นเดียวกัน ถามพวกเขาสองสามประโยคตามคำสั่งของผู้บัญชาการ คำตอบที่ได้รับล้วนไม่ถูกต้องจึงให้พวกเขารออยู่ข้างนอก อย่าได้เข้าไป
กงเยี่ยนเอนกายพิงราวรั้ว มองไปในห้อง ใช้เสียงในใจกลั้วหัวเราะถาม
“ลั่วอ๋อง หงจี้ก็เป็นท่านที่เรียกมาหรือ?”
“ไม่ใช่”
กงเยี่ยนยิ่งประหลาดใจ “ไม่ควรจะมาถึงเร็วขนาดนี้นี้นำ ที่ว่าการเหนือไม่ได้อยู่ใกล้ที่นี่เลยนะ”
ในอีกห้องหนึ่ง “ท่านหก” ที่เรียกตัวเองว่าหวงเหลียน น้ำเสียงแผดแหลม
“เจ้าคือซ่งเกิง! คือองค์ชายใหญ่ของราชสำนักต้าหลี คือทายาทคนโตของฮ่องเต้!”
ซ่งเกิงโยนเปลือกส้มในมือทิ้ง ถามเสียงเบาว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าในเรือนอักษรอี่ นอกจำกอินเหมี่ยวที่อยู่นอกประตูแล้ว ยังมีใครอีก?”
หวงเหลียนหรือควรจะเรียกว่ำองค์หญิงซ่งเหลียนอึ้งค้างไร้คำพูด “เป็นเขา?”
ซ่งเกิงถอนหายใจ มองห้องที่เละเทะ เงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยว่ำ “เขาเดินทางไกลข้ามทวีปมาด้วยตัวเอง เพื่อมาปรึกษาเรื่องการเป็นพันธมิตรของสองแคว้นกับฝ่าบาท”
ซ่งเหลียนคล้ายถูกสูบเรี่ยวแรงของทั้งร่างออกไป นางเอนกายพิงผนัง ยื่นมือมากุมหัวใจ รู้สึกเพียงว่าในใจวูบโหวง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ซ่งเหลียนเก็บอารมณ์ได้ในชั่วพริบตา ใช้เสียงในใจถามว่ำ “ฉู่ผาน เกิดอะไรขึ้น บอกแล้วไม่ใช่หรือว่า…”
ประตูห้องเปิดออก ซ่งเหลียนขยี้ตาตัวเองแรงๆ ซ่งเกิงสีหน้าเลื่อนลอยไปครู่หนึ่ง รีบลงมาจากตั่งทันที
ซ่งเหลียนเรียกอย่างขลาดๆ ว่า “ท่านอารอง”
ซ่งเกิงกลับกุมมือคารวะ “ซ่งเกิงคารวะลั่วอ๋อง”
บทที่ 1210.5 ปิ่นดอกไม้อันเล็ก
ซ่งจี๋ซินถึงกับคร้านจะยกเท้าก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“มิน่าซ่งเหอถึงได้ไม่แต่งตั้งรัชทายาทเสียที”
ซ่งเกิงเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลับก้มหน้าลงไปเร็วยิ่งกว่า
ซ่งจี๋ซินกล่าว “เรื่องที่องค์ชายใหญ่ของราชวงศ์ต้าหลีไม่กล้าจัดการ ข้าที่เป็นอารองจะช่วยจัดการให้พวกเจ้าเอง”
ซ่งเหลียนอยากจะช่วยพูดแทนพี่ชายของนาง ซ่งจี๋ซินกลับปรายตามองนาง “อย่างเจ้านั่นก็เรียกว่าคลุกคลีอยู่ในยุทธภพได้ด้วยหรือ? ก็แค่เด็กเล่นสนุกเท่านั้น”
ซ่งเหลียนน้อยใจจนน้ำตาไหลอาบแก้ม คราวก่อนที่พบเจอกัน ท่านอารองไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา
ซ่งจี๋ซินตรงดิ่งไปที่เรือนอักษรอี่ ไม่แม้แต่จะมองพวกอินเหมี่ยว เพียงแค่เอ่ยกับคนที่อยู่ในเรือนว่า “ออกมาพูดคุยกัน”
อันที่จริงมีคนสามคนเดินออกมาจากในเรือนแล้ว คนหนึ่งคือบุรุษอายุประมาณครึ่งร้อย ด้านหลังมีผู้เฒ่าร่างสูงใหญ่ที่ทั้งเส้นผมและหนวดเคราล้วนเป็นสีขาว และยังมีคนหนุ่มอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่าเฉาเลวี่ย
บุรุษยิ้มเอ่ย “ข้าแซ่อินนามจี้ คารวะลั่วอ๋อง”
ซ่งจี๋ซินเอ่ย “จะเอาอย่างไร?”
คาดไม่ถึงว่าอินจี้จะยิ้มบางๆ พูดด้วยประโยคเดียวกันทั้งยังน้ำเสียงแบบเดียวกัน “จะเอาอย่างไร?”
หงจี้ลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ยังพลิกตัวลงมาจากหลังม้า
หากนี่ไม่เรียกว่า “ปลาและมังกรปะปนกัน แล้วแบบไหนถึงจะใช่? หากไม่เป็นเพราะซ่งมู่อ๋องเจ้าเมืองปรากฏตัว หงจี้ก็ไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่อง
ต่อให้แทงฟ้าจนทะลุเป็นรูก็ยังไม่เป็นไร คิดว่าน้ำชายามบ่ายมื้อนั้นข้าดื่มไปอย่างเสียเปล่าหรืออย่างไร?!
ซ่งจี๋ซินหรี่ตาเอ่ย “ในเมื่อเจ้าควบคุมไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยเจ้าควบคุมบุตรชายเอง? ไม่ต้องขอบคุณแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะได้เป็นพันธมิตรกันแล้ว”
อินจี้กล่าว “จะได้เป็นพันธมิตรกันหรือไม่ อ๋องเจ้าเมืองของเมืองหลวงสำรองอย่างเจ้าตัดสินใจได้หรือ? หากตัดสินใจได้ ถ้าอย่างนั้นนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ราชสำนักต้าโซ่วกับราชสำนักต้าหลีก็เป็นพันธมิตรกันแล้ว”
ซ่งจี๋ซินสะอึกอึ้งพูดไม่ออก
ผู้ติดตามชั่วคราวอย่างพวกหวงม่าน กงเยี่ยนและซีหมานรู้สึกเหมือนได้เปิดโลกกว้าง มีเพียงหลี่ป๋าเท่านั้นที่ยังเอาแต่จับจ้องสตรีร่างสูงใหญ่ทาผมทรงมวยวิญญาณงูผู้นั้น
เดินผ่านศาลาแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างเรือนอักษรอี่ไปไกลมาก หันอีขมวดคิ้วก้มหน้า เป็นกังวลอยู่ในใจ
เจ้าอ้วนเหวยฉงคือคนใจใหญ่ เหลียวซ้ายแลขวา เขาตาแหลมมาก เพราะมีข้อตกลงกันว่าเขาจะไม่เปิดปากพูดจึงทำเพียงแค่แอบกระตุกชายแขนเสื้อของหันอี
หันอีเงยหน้าขึ้น มองตามนิ้วของเหวยฉงไป พบว่าในศาลามี “คนคุ้นเคย” สองคนที่ยังคงอยู่ที่นี่ อันที่จริงก็เพิ่งจะรู้จักกัน
ตอนที่หันอีตัดสินใจว่าจะเอาหมวกขุนนางไปแลกกับคำอธิบาย เนื่องจากหวังหย่งจินนำกำลังบุกเข้ามาในทะเลสาบเหล่าอิงแล้ว เขาก็เลยมาหยุดอยู่ตรงนี้ชั่วคราว พาเจ้าอ้วนเหวยมารอตรงศาลาแห่งนี้
ผลคือได้เจอกับบุรุษคนหนึ่งที่ดูเหมือนสมองจะไม่ค่อยดีเท่าไร ตอนนั้นเหวยฉงเดินตามหันอีเข้ามาในศาลา เห็นว่าเจ้าอ้วนเหวยปิดปากแน่น หันอีก็เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า
“พวกเรายังไม่ได้ไปถึงตรงนั้นสักหน่อย เจ้าทำตัวตามสบายได้”
เหวยฉงพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด แต่เจ้าอ้วนก็ยังไม่กล้าพูดอะไรส่งเดช เขาคือนกที่หวาดคันธนูแล้ว สิ่งที่ได้เห็นได้ยินมาในวันนี้แม่งช่างเร้าใจเหลือเกิน แล้วก็ยิ่งชวนให้มีโทสะยิ่งนัก
เหวยฉงเห็นว่าในศาลามีบุรุษคนหนึ่งนั่งอยู่ กับสตรีหน้าตางดงามอีกคนยืนอยู่ นางงามจริงๆ สตรีที่เขาเคยเจอมาก่อนหน้านี้เมื่อเทียบกับนางแล้วก็ล้วนงดงามฉาบฉวยธรรมดาสามัญ
หันอีไม่เอ่ยอะไร เพียงแค่จับจ้องมองไปยังทิศไกล ใต้หล้ามีใครเล่าจะไม่ชอบมุงดูเรื่องสนุก
เจ้าอ้วนเหวยไม่กล้ามองสตรีคนนั้นมากนัก แต่มองบุรุษตัวโตๆ คนนั้นกลับไม่มีปัญหาใดๆ ดูเหมือนบุรุษชุดเขียวเองก็อารมณ์ไม่ค่อยดีเหมือนกัน
ก็จริงนะ น่าหงุดหงิดใจเกินไปแล้ว เหวยฉงจึงรู้สึกว่าพี่ชายคนนี้ต้องไม่ใช่คนเลวร้ายอย่างแน่นอน อีกทั้งต้องเป็นคนที่มีเงินด้วย
บุรุษชุดเขียวเป็นฝ่ายเปิดปากยิ้มถามก่อนว่า “เจ้าชื่ออะไร?”
เหวยฉงเห็นบุคลิกของเขาไม่ธรรมดาจึงปลุกความกล้าถามกลับไปว่า “เจ้าคือใคร?”
คนผู้นั้นทำท่าคิด แล้วเอ่ยว่า “ข้ารู้จักกับรองเจ้ากรมเฉาแห่งตรอกอี้ฉือ ความสัมพันธ์ไม่เลว”
คราวนี้เหวยฉงอารมณ์ดีทันใด “บังเอิญยิ่งนัก ข้าเองก็รู้จักรองเจ้ากรมเฉา ข้ายังโตมาพร้อมกับเขาด้วยนะ พี่ชายท่านน่าจะสู้ข้าไม่ได้กระมัง”
บนหัวกำแพงเมือง ซ่งอวิ๋นเจียนตึงเครียดอย่างถึงที่สุด เอ่ยเสียงสั่นว่า “อาจารย์เสี่ยวโม่?”
มีอยู่หลายชั่ววินาทีที่ซ่งอวิ๋นเจียนรู้สึกเหมือนตกลงไปในหลุมน้ำแข็ง จิตแห่งมรรคาของตนถึงกับหยุดชะงัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ราชครูหนุ่มซึ่งเงียบงันไม่เอ่ยอะไรมาตั้งแต่ต้นหดย่อพื้นที่จากไป ซ่งอวิ๋นเจียนเหมือนเพิ่งเดินผ่านด่านประตูผีหวนกลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง
เสี่ยวโม่กล่าว “แค่รอไปก็พอ”
ในใจซ่งอวิ๋นเจียนเป็นกังวล ทะเลสาบหัวใจไม่เคยนิ่งสงบได้เลย เขายังคงยืนอยู่ในอาณาเขตของเมืองหลวงต้าหลี ทว่าไฉนจิตแห่งมรรคาของว่าที่บินทะยานอย่างเขาถึงเกิดความผิดปกติเช่นนี้ได้?
ง่ายมาก นั่นก็เพราะจิตแห่งมรรคาถูกชักนำน่ะสิ!
ทางฝั่งของศาลา เจ้าอ้วนเหวยเห็นบุรุษผู้นั้นพยักหน้า พี่สาวคนงามข้างกายเขาก็หัวเราะ เหวยฉงเป็นคนมองรอบด้านฟังรอบทิศ ระมัดระวังและรับรู้สถานการณ์รอบตัวอยู่เสมอ
เจ้าอ้วนจึงยิ่งฮึกเหิม กดข่มความอัดอั้นในใจที่อดกลั้นเอาไว้จนเขาอึดอัดแทบตายลงไป
เจ้าอ้วนเหวยแสร้งทำท่าผ่อนคลาย หัวเราะร่วนเอ่ยว่า “พี่ชาย แค่เห็นท่านก็รู้สึกถูกชะตาบอกชื่อมาหน่อยได้ไหม? ข้าชื่อเหวยฉง ด้านล่างอักษรโจ่วเพิ่มอักษรจวินเข้าไปอ่านว่าฉง ไม่ใช่ฉงที่แปลว่ายากจน”
“เปิดเหลาสุราไว้ที่ริมลำคลองชางผู หากมีเวลาว่าง พี่ชายก็ไปช่วยให้การสนับสนุนสักหน่อย? ข้าสามารถลดให้ได้สองส่วน”
บุรุษเอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ เขาหันหลังให้เรือนอักษรอี่ตลอดเวลา พูดกลั้วหัวเราะว่า
“ถ้าลดได้สองส่วน เงินเกล็ดหิมะหนึ่งเหรียญสามารถกินได้กี่มื้อ?”
เหวยฉงปรบมือเสียงดัง เอ่ยว่า “ปัดโธ่ มองไม่ออกเลย โปรดอภัยที่ข้าตาถั่ว พี่น้องคือเซียนซือที่ออกจากบ้านมักเคยชินที่จะใช้เงินเทพเซียนในการใช้จ่ายหรือ?”
บุรุษส่ายหน้า “ข้าเองก็กินข้าวหลวงอยู่ในที่ว่าการเหมือนคนข้างกายเจ้านี่แหละ”
ในจวนราชครูที่ตั้งอยู่ในเขตวังหลวง เซี่ยโก่วมีสีหน้าเครียดขรึมอย่างที่หาได้ยาก กระบี่สั้นที่อยู่ในชายแขนเสื้อของนางขยับเคลื่อนอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ
บุรุษชุดเขียวเอ่ยต่ออีกว่า “ชื่อเฉาโม่ เป็นนามแฝงในยุทธภพ”
เหวยฉงเองก็ผ่านงานเลี้ยงบนโต๊ะสุรามานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ก็ยังถูกความ “จริงใจ’ ของพี่ชายคนนี้ทำให้ไปไม่เป็น
หันอีหันไปมองบุรุษคนนั้น แต่ก็ไม่เอ่ยอะไร
ในอาณาเขตของหอบูชากระบี่ภูเขาลั่วพั่ว บนยอดเขาที่ลมปราณบริสุทธิ์พุ่งขึ้นสูงประหนึ่งมุ่งไปยังถิ่นฐานแห่งจักรพรรดิ จิตแห่งมรรคาของหมื่อวี้สั่นสะเทือน หันหน้าไปมองฉีถิงจี้
ฉีถิงจี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ในเมื่อหนิงเหยาก็ยังไม่ได้ไปที่นั่น พวกเราก็ไม่ต้องวาดงูเติมขาแล้ว
หันอีออกไปจากศาลา ลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาก็ยังเอ่ยเตือนว่า
“สหายท่านนี้ เจ้าอย่ามายุ่งเกี่ยวด้วยเลย ตอนนี้ยังมีแค่คนของที่ว่าการอำเภอหย่งไท่ที่มาที่นี่ ฉวยโอกาสตอนที่ทางสวนยังไม่ปิดประตู ยังออกไปได้ก็รีบไป”
“ข้าเดาว่าอีกเดี๋ยวจะต้องมีคนมากกว่านี้มาที่นี่ แน่นอนว่าวันนี้คือวันดีที่ควรค่าแก่การดื่มสุรา แต่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหาเรื่องใส่ตัวเพื่อหวังรอดูเรื่องสนุกมากกว่าเดิม ได้ดูเรื่องสนุกพวกนี้ก็ถือว่าเจ้าได้ทุนคืนกลับมาแล้ว”
บุรุษชุดเขียวไม่ได้เอ่ยอะไร
ได้ทุนคืนกลับมาแล้วหรือ?
สตรีผู้นั้นรีบเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร คุณชายของข้ามีคนรู้จักอยู่ที่กรมอาญา ขอบคุณในความหวังดี”
หันอีขมวดคิ้วน้อยๆ แต่ละคนล้วนแยกแยะกันไม่ได้ขนาดนี้เลยหรือ? คือคนต่างถิ่นที่ไม่เข้าใจวงการขุนนางสักนิดเลยหรือไร?
หรงอวี๋ไม่พูดอะไรอีก นางรู้สึกว่าตัวเองอัดอั้นแทบตายอยู่แล้ว หลังจากนั้นหันอีก็พาเหวยฉงไปทางด้านนั้น
ตอนนี้ย้อนกลับมาที่ศาลาแห่งนี้ บุรุษชุดเขียวและสตรีสวมชุดผ้าแพรต่างก็ยังอยู่ ยังคงเป็นคนหนึ่งนั่งคนหนึ่งยืน แต่สลับตำแหน่งกัน เปลี่ยนเป็นสตรีที่นั่ง บุรุษยืน
หันอีหยุดอยู่นอกศาลาทันใด เหวยฉงไม่ทันระวังจึงชนเข้ากับแผ่นหลังของหันอี เพียงแค่เพราะในศาลามีคนอีกคนเพิ่มมา ก็คือเด็กสาวที่ชื่อว่าเฉินซีคนนั้น
นางนอนงอตัวอยู่บนม้านั่งยาว หญิงสาวลูบหัวของเด็กสาวเบาๆ ด้วยท่วงท่าอ่อนโยนพลางพูดกับนางเสียงแผ่วเบาไปด้วย
แก้ม ฝ่ามือและข้อมือของเด็กสาวล้วนถูกทาทับด้วยยาที่ทำด้วยกรรมวิธีลับแล้ว เลือดเนื้อผุดขึ้นมาจากกระดูกขาวด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
โดยทั่วไปแล้วผู้ฝึกตนและฝึกยุทธล้วนสามารถทนได้ แต่เด็กสาวเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง สีหน้าของนางกลับไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใดๆ
ก่อนหน้านี้ดวงตายังว่างเปล่า ตอนนี้กลับเริ่มมีสีสันขึ้นมาบ้างแล้ว ดูเหมือนเด็กสาวจะพยายามเอ่ยขอบคุณพี่สาวคนนั้น แต่นางกลับไม่อาจเปิดปากได้ นางจึงได้แต่เงียบงัน
บริเวณใกล้เคียงกับภูเขาลั่วพั่ว ลู่เสินที่มาบุกเบิกพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอยู่บนยอดเขาเซียนตู เจ้าประมุขสกุลลู่สำนักหยินหยาง ผู้ฝึกตนใหญ่ที่เป็นขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบมาสามพันปีเต็มท่านนี้ ถึงกับมีสีหน้าตื่นเต้นอยู่หลายส่วน
ทะเลสาบหวนเจี้ยน จิตแห่งมรรคาของจู่ซู่เกือบจะแหลกสลาย นางได้แต่ถอยออกมาจากการปิดด่านอีกครั้ง เดินออกมาจากกระท่อม
หันอีกับเหวยฉงพลันหันมามองสบตากัน ผู้เฒ่าที่เป็นผู้ดูแลใหญ่ของสวนไปไหนแล้วล่ะ?
เหวยฉงพึมพำ หรือว่าชายหญิงคู่นี้เป็นพวกเดียวกับเจ้าชาติสุนัขเว่ยเจีย? เพียงแต่ว่าพอเจ้าอ้วนมองสีหน้าของหญิงสาวอีกครั้งก็รู้สึกว่าไม่เห็นจะเหมือนเลย
บุรุษชุดเขียวสอดสองมือไว้ชายแขนเสื้อ ศาลาทั้งหลังก็คือฟ้าดินแห่งหนึ่ง ชายแขนเสื้อสายไหวเล็กน้อย
หันอีที่ไม่ใช่ผู้ฝึกลมปราณมีความรู้วึกถวงตาอย่างหนึ่งอยู่ตลอดว่า ฟ้าดินทั้งแห่ง โลกมนุษย์ทั้งแห่ง ล้วนเป็นของเขา
หนิงเหยานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ชายคา
บนหัวกำแพงเมืองของเมืองชั้นนอก เสี่ยวโม่มองไปยังทะเลสาบเหล่าอิง หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้เนื่องจากวัตถุแห่งชะตาชีวิตพลันสลายหายวับไป ฟ้าดินในร่างกายมนุษย์จึงอยู่ในสภาวะแรกเริ่มของการบุกเบิกหุนตุ้น ถึงได้เป็นบินทะยานอ่อนแอในสายตาของผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่อย่างเสี่ยวโม่
ถ้าอย่างนั้นต่อจากนี้ บางทีอาจจะไม่เหมือนเดิมแล้ว
หรงอวี๋เอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว คุณชายของข้าคือ….พวกเราจะช่วยกันปกป้องเจ้าให้ดี เชื่อข้าเถอะ”
เด็กสาวมองหรงอวี๋ ดูเหมือนว่านางจะเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาได้แล้ว ดวงตาก็เริ่มเป็นประกายมากขึ้น นางพยายามเค้นรอยยิ้มส่งไปให้ เอ่ยเสียงสั่นว่า
“พี่สาว ข้าไม่เป็นไร ท่านไม่ต้องห่วง บาดแผลเล็กน้อยแค่นี้ ไม่เป็นอะไรเลย เมื่อก่อนตอนติดตามท่านพ่อท่านแม่เดินทางขึ้นเหนือมาก็ลำบากมากมาตลอดทางเลยล่ะ”
หรงอวี๋ตาแดงก่ำ นางอืมรับเบาๆ หนึ่งที ลูบหัวของเด็กสาว “จะต้องดีขึ้นแน่นอน”
บุรุษชุดเขียวหันหน้ามามอง ก่อนจะหันกลับมาทั้งตัว หรงอวี๋จึงหยุดพูดทันที
บุรุษชุดเขียวทรุดตัวลงนั่งยอง มองไปยังเด็กสาว นางหวาดกลัวตามจิตใต้สำนึก บุรุษจึงรีบขยับถอยหลังทันที เขาลังเลอยู่นานมากๆ
ในที่สุดก็คล้ายจะคิดหาคำพูดเปิดฉากสนทนาที่ไม่น่าจะผิดพลาดได้ จึงเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแผ่วเบา “ข้าก็แซ่เฉินเหมือนกัน”
เฉินซีเงียบไม่ตอบ
บุรุษเอ่ยเนิบช้า “ที่บ้านเกิดของข้า….มีลำธารหลงเหว่ยเส้นหนึ่ง ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นลำคลองหลงซวีแล้ว…”
เฉินซีมองใบหน้าของคนแปลกหน้าที่ยับยู่นั้น เด็กสาวไม่ค่อยเข้าใจนัก เจ้าเสียใจอะไรกัน
บุรุษเอ่ยเสียงเบา “เจ้าถูกแล้ว พวกเขาผิด”
หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง บุรุษก็เอ่ยว่า “ชุยฉานและข้า ต่างก็ยังไม่ดีพอ”
เด็กสาวกะพริบตาปริบๆ บุรุษผู้นี้คงไม่ค่อยได้พูดคุยกับใครสินะ? ก็เลยคุยกับคนอื่นได้ยาก เวลาพูดจาถึงได้อึกๆ อักๆ?
บุรุษกล่าวต่ออีกว่า “บางทีพวกเราอาจจะไม่ใช่แค่ไม่ดีพอ ใช่ไหม?”
เฉินซีดิ้นรนลุกขึ้นนั่ง หรงอวี๋รีบขยับมาช่วย นางเอ่ยว่า “ได้เงินตั้งหนึ่งพันตำลึงนะ ทำไมพวกท่านต้องเป็นแบบนี้ล่ะ?”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน ถามว่า “ยังต้องการปิ่นอันนั้นไหม?”
เฉินซีส่ายหน้า
พริบตานั้น เด็กสาวก็รู้สึกเหมือนจะตาลาย นางสังเกตเห็นว่าใบหน้าของบุรุษคล้ายเครื่องกระเบื้องที่ระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วสาดกระเซ็นออกไป แต่เศษกระเบื้องนับพันชิ้นนั้นกลับถูกบังคับรั้งให้กลับคืนมาตำแหน่งเดิม
เฉินซีมองเขาอีกครั้ง ตนน่าจะตาลายไปจริงๆ นั่นแหละ นางเองก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
พลันมีสติกลับมา เอ่ยอย่างร้อนรนว่า “พวกท่านรีบไปเร็วเข้า อย่ามาอยู่กับข้า เดี๋ยวจะเดือดร้อน”
เหวยฉงค้นพบด้วยความตกตะลึงว่า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หันอีก้มหัวค้อมเอว ค้างอยู่ในท่ากุมมือหันไปทางศาลา
เหวยฉงเห็นอีกว่าบุรุษชุดเขียวเดินมาทางพวกเขา เอ่ยว่า “หันอี เจ้าดูที่นี่ให้ดี”
หันอียังคงก้มหัวกุมมือประสาน เอ่ยว่า “ผู้น้อยรับบัญชา”
วินาทีที่เฉินผิงอันเดินออกไปจากศาลาก็หดย่อพื้นที่ ตรงไปยังสถานที่ที่มีปลาและมังกรปะปนกัน
เรือนกายคล้ายกับก้าวข้าม…สิ่งกีดขวางบนมหามรรคาของแม่น้ำแห่งกาลเวลา แสงสีทองเล็กบางจำนวนนับล้านๆ เส้นเกิดเป็นริ้วกระเพื่อมที่พุ่งผ่านบนตัวเขาไป
บินทะยานอ่อนแอ
ตรงกลางระหว่างบินทะยานอ่อนแอกับบินทะยานแข็งแกร่ง
บินทะยานแข็งแกร่ง
เฉินผิงอันตบปากไช่อวี้ซ่านจนแหลกเละแตกยับ ก่อนจะบีบคออินเหมี่ยว ยกเขาขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว
แต่สายตากลับมองอินจี้ฮ่องเต้ของราชวงศ์ต้าโซ่ว “เจ้าชื่ออะไรนะ ลองพูดอีกรอบสิ? พูดให้ข้าได้ยิน เสียง! ดัง! หน่อย!”
ไม่รอให้อินจี้ที่หน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรงได้ทันออกเสียงห้ามราชครูต้าหลีท่านนี้ให้หยุดมือ
ช้าไปแล้ว เสียงกร๊อบดังลั่น อินเหมี่ยวก็ถูกเขาหักคอตายคาที่
เฉินผิงอันถาม “เป็นอย่างไร ยังจะเป็นพันธมิตรกัันอีกไหม?”
สตรีร่างสูงใหญ่ที่มีฉายาคำเดียวว่า “เสี่ยน” ผู้นั้น ได้มายืนอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้อินจี้แล้ว มวยผมวิญญาณงูของนางพลันคลายออก เส้นผมสีนิลส่ายสะบัดอย่างกำเริบเสิบสานยิ่งขับให้สตรีที่เดิมทีก็เรือนกายสูงใหญ่อยู่แล้วยิ่งเหมือนผีร้ายที่ผูกคอตายมานานปี
ชายฉกรรจ์พกดาบที่เป็นฝึกยุทธขอบเขตเก้าเหมือนโดนฟ้าผ่า มองอินโหวที่ตายคาที่ล้มไปกองอยู่กับพื้นในเสี้ยววินาที เกาซื่อก็ลูบคอของตัวเองตามจิตใต้สำนึก ไฉนถึงยังอยู่ล่ะ?
แทบจะเวลาเดียวกันนั้น ทั่วทั้งเมืองหลวงต้าหลี หรือควรจะพูดว่าทั่วทั้งอาณาเขตของมหาบรรพตอุดรแห่งแจกันสมบัติทวีปล้วนถูกพลังตบะที่หนาขันอย่างถึงที่สุดของสตรีผู้นี้แผ่ปกคลุมเอาไว้จนเหมือนม่านราตรี
ทว่าบนท้องฟ้าในจุดที่สูงยิ่งกว่ามีหลุมขนาดยักษ์ถูกแหวกออก แสงกระบี่สีทองที่บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุดพุ่งลงมาเป็นเส้นตรง พริบตาเดียวก็ฟันผ่าม่านราตรีหนาหนัก เส้นผมสีนิลสมบัติหนัก รวมไปถึง…หัว ลำคอ เรือนกายของนาง! ประหนึ่งผ่าลำไม้ไผ่
แสงกระบี่เส้นหนึ่งทำให้ฟ้าและดินเชื่อมโยงถึงกัน
เฉินผิงอันเดินไปข้างหน้าอย่างเนิบช้า ระหว่างเขาและสตรียังมีกระบี่บินเล็กบาง เหมือนเส้นผมสีนิลอยู่อีกนับไม่ถ้วน ปลายกระบี่ชี้ตรงมาที่เฉินผิงอัน
ทว่าทุกครั้งที่เฉินผิงอันก้าวไปข้างหน้า พวกมันก็ถูกพายุหมัดอันรุนแรงแผดเผาราวกับหิมะต้องแสงอาทิตย์แรงกล้า สลายหายไปสิ้นในพริบตา
เฉินผิงอันฟาดแขนออกไปในแนวขวาง สตรีที่ถูกแสงกระบี่เส้นนั้นปักตรึงอยู่ที่เดิมถูกตบกระเด็นออกไปทั้งร่าง ระหว่างนั้นลำคอของนางก็หักกร๊อบโดยตรง หัวและร่างแยกออกจากกัน
เฉินผิงอันสีหน้าไร้อารมณ์ ห้านิ้วงอเป็นตะขอกุมลำคอของอินจี้เอาไว้ “บอกข้ามา เจ้าชื่อว่าอะไร!”