กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1211.1 มหานทีไหลเชี่ยว
อาณาเขตมหาบรรพตอุดรแจกันสมบัติทวีป
ภาพเหตุการณ์ผิดปกติที่ท้องฟ้ามืดมิดราวกับม่านราตรีแผ่ปกคลุมเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีแล้วก็หายไป
ฟ้าดินกลับคืนมาสว่างอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ทางฝั่งทะเลสาบเหล่าอิง อินจี้ฮ่องเต้ราชสำนักต้าโซ่วที่ถูกบีบคอแน่น
เพียงชั่วพริบตาเดียวก็หน้าแดงก่ำ แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นหน้าเขียวอย่างรวดเร็ว
“ราชครูเฉิน ล้วนเป็นความเข้าใจผิดกัน”
องค์ชายอินเหมี่ยวคือผู้ฝึกยุทธ ทว่าฮ่องเต้อย่างเขากลับเป็นเพียงคนธรรมดา
ทุกครั้งที่ลูกกระเดือกของอินจี้ขยับขึ้นลงจะรู้สึกเหมือนโดนคมมีดบาด
เจ็บปวดเกินจะทน ทรมานอย่างถึงที่สุด คือความอัปยศอย่างใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตแล้ว
เฉินผิงอันเอ่ย “อินจี้ ข้าถามชื่อเจ้า เรื่องเดิมไม่ทำซ้ำสาม ระวังหน่อย”
ซ่งจี๋ซินตีหน้าเคร่งกลั้นขำ
เงื่อนตายบางอย่างที่อยู่ในใจของอ๋องเจ้าเมืองต้าหลีผู้นี้กลับคลี่คลายลงได้ด้วยวิธีการที่คาดไม่ถึงเช่นนี้
อินจี้ รสชาติยามที่ถูกคนบีบคอเป็นอย่างไร คงไม่ดีเลยสินะ?
ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือถูกคนเรียกชื่อเจ้าพลางถามว่าเจ้าชื่ออะไรไปด้วย?
กงเยี่ยนยกพัดกลมที่ถืออยู่ในมือขึ้นปิดใบหนามงามล้ำครึ่งซีก
โอ้ย อิ่นกวานหนุ่ม ในเวลานี้ช่างหล่อเหลาองอาจเหลือเกิน
แม้ว่าสภาพการณ์ของอินจี้ในเวลานี้จะน่ากระอักกระอ่วนจน…
ทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าตายไปเสียยังดีกว่าก็ตาม
ทว่าหลี่ป๋ากลับมีคำประเมินที่ไม่ต่ำต่ออินจี้
คำพูดไม่กี่ประโยคของลั่วอ๋องซ่งมู่ก่อนหน้านี้ช่างทำร้ายจิตใจกันจริงๆ
หากอ๋องเจ้าเมืองซ่งมู่คิดอยากจะอาศัยเรื่องนี้ขยับเดินหน้าไปอีกขั้น?
ฮ่องเต้ซ่งเหอจะมีความคิดอย่างไร?
จุดที่ร้ายกาจที่สุดก็คือต่อให้ตัวของซ่งมู่เองไม่มีความคิดล้ำเส้นที่อ๋องเจ้าเมืองอยากสวมหมวกขาว
ซ่งเหอเองก็เชื่อว่าตัวเองควรจะมอบอำนาจให้กับเมืองหลวงสำรองต่อไป
สามารถให้ซ่งจี๋ซินอยู่กับท่านอาอย่างซ่งจ่างจิ้งต่อไป
ความสัมพันธ์ของอาหลานสนิทสนมแนบแน่นมากกว่าเก่าก็ยังไม่เป็นไร
แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็น่าจะต้องคอยเดาใจของอีกฝ่าย
ข้าคิดแบบนี้ แต่ส่วนลึกในใจของเขาจะมีความคิดอะไรหรือไม่?
ต้องรู้ว่าความสัมพันธ์ของเมืองหลวงต้าหลีและลั่วจิงเมืองหลวงสำรองนั้นลุ่มลึกถึงเพียงใด
พี่น้องพ่อแม่เดียวกันอย่างฮ่องเต้ ซ่งเหอ และลั่วอ๋อง “ซ่งมู่” ก็ลุ่มลึกถึงเพียงใด?
ต่อให้อำนาจของซ่งมู่อ๋องเจ้าเมืองอย่างเจ้าจะมากแค่ไหน
ชื่อเสียงบนภูเขาในแจกันสมบัติทวีปจะดีเท่าไร บารมีอำนาจในหมู่ชาวบ้านของต้าหลีจะสูงแค่ไหน
ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นแค่อ๋องเจ้าเมือง หาใช่ฮ่องเต้ไม่
หลี่ป๋ารู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากอินจี้หวนกลับไปยังราชสำนักต้าโซ่วเมื่อไหร่
สกุลอินต้าโซ่วกับราชสำนักต้าหลีก็ถือว่าได้ผูกความแค้นกันไว้แล้ว
เดิมทีมาเพื่อเป็นพันธมิตร แต่กลับต้องกลับไปพร้อมความแค้น?
อินจี้ที่ถูกหมิ่นเกียรติครั้งแล้วครั้งเล่าแนะนำตัวเองด้วยความยากลำบาก
เสียงจึงฟังแล้วอู้อี้อยู่บ้าง “ข้าชื่ออินจี้ คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันของราชสำนักต้าโซ่ว”
ฮ่องเต้ดวงตาแดงก่ำ สีหน้าเปลี่ยนจากเขียวไปเป็นม่วง คิดจะหายใจก็ยังเป็นความเพ้อฝัน
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “เข้าใจผิด? เข้าใจผิดบนโต๊ะเหล้า ริมทะเลสาบนอกเรือนก็เข้าใจผิด”
“ตอนนี้ตกอยู่ในมือของข้าก็เป็นความเข้าใจผิดอีก อินจี้”
“ราชสำนักต้าโซ่วของพวกเจ้าเปิดร้านขายความเข้าใจผิดหรือไร?”
คือการตกอยู่ “ในมือ” ของเขาตามความหมายหน้าตัวอักษรจริงๆ
อินจี้พูดไม่ออกแล้ว ลมหายใจของเขารวยริน แน่นอนว่าไม่ได้เสแสร้ง
ผู้ฝึกตนและฝึกยุทธเต็มตัว ขอบเขตถดถอยสองสามขั้นก็ยังออกจากภูเขาหรือไม่ก็ออกท่องยุทธภพได้
ทว่าร่างกายของเขาอินจี้คือร่างของมนุษย์สามัญ มีอะไรให้เสแสร้งได้เล่า
ราชสำนักต้าโซ่วที่อยู่ไกลถึงทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
ผู้ฝึกตนบนยอดเขาทุกคนที่บ้างก็เป็นผู้ประคับประคองมังกรของสกุลอิน บ้างก็พึ่งพามังกร
จิตแห่งมรรคาสะเทือนแล้ว สะเทือนอีก พากันอนุมานด้วยความอกสั่นขวัญแขวน
คนทั่วทั้งกองโหราศาสตร์ก็ยิ่งตกใจจนโง่งม
โชคชะตาแคว้นที่เดิมทีพลังอำนาจพุ่งทะยานฟ้า มั่นคงหนักแน่นดั่งภูผา
ไฉนอยู่ดีๆ ถึงโอนเอนง่อนแง่นได้?!
เฉินผิงอันเหลือบมองไปทางวังหลวงคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา
ดูเหมือนว่าจะหมดความอดทนซึ่งไม่คิดจะปกปิดอารมณ์เลยแม้แต่น้อย
ซ่งจี๋ซินเองก็หงุดหงิดเหมือนกัน
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพื่อนบ้านที่บ้านอยู่ติดกัน นับแต่เด็กก็อยู่ในตรอกหนีผิงมาด้วยกัน
และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ธรรมดามาก แต่อย่างน้อยก็รู้ไส้รู้พุงกันดี
เป็นความรู้ใจประเภทที่ว่าใครผายลมอยู่ในลานบ้าน คนบ้านข้างๆ ก็ได้ยิน
ห่างจากด้านหลังฮ่องเต้อินจี้ไปไม่ไกล เฉาเลวี่ยที่มีท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์มาโดยตลอด
เขาคือคนนอกเพียงหนึ่งเดียวของราชสำนักต้าโซ่ว
เฉาเลวี่ยที่ตอนนั่งกันที่โต๊ะก็นั่งอยู่ข้างกายอินจี้
เดินทางมาเยือนแจกันสมบัติทวีปครั้งนี้ก็เพราะความชื่นชอบส่วนตัวอย่างเดียวเท่านั้น
เขากำลังจะเปิดปากพูดอะไรบางอย่าง
แต่กลับถูกอิ่นกวานหนุ่มปรายตามองมา คล้ายกำลังบอกว่า เจ้ามีสิทธิ์ออกเสียงที่นี่หรือ?
เจ้าที่เป็นคนนอกของราชวงศ์ต้าโซ่ว เวลานี้เป็นแค่นักท่องเที่ยวของแจกันสมบัติทวีป
แน่ใจหรือว่าตัวเองมีน้ำหนักมากพอที่จะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ได้?
เฉาเลวี่ยจึงได้แต่กลืนคำพูดกลับลงท้องไป
ซ่งจี๋ซินลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “ราชครู ทางที่ดีที่สุดอย่าเปิดโอกาสให้เขาได้สละชีพเพื่อชาติ”
“จักรพรรดิสละชีพเพื่อชาติ ในตำราประวัติศาสตร์และในใจของชาวบ้านก็มักจะได้คะแนนนิยมเพิ่มเสมอ”
“สามารถลดโทษหนึ่งสถานตามความผิด มิสู้ให้เขาเป็นจักรพรรดิผู้มีชื่อเสียงในด้านที่ต้องออกประกาศสำนึกผิดต่อตนเองอยู่เป็นระยะจะดีกว่า”
ความแค้นของบ้านเมืองกับความแค้นส่วนตัว หากคิดแยกกันได้ก็ควรแยกกันให้ชัดเจน
แยกไม่ได้ก็อดทนเอาไว้ก่อน
ซ่งจี๋ซินคิดว่าตัวเองเป็นอ๋องเจ้าเมืองของเมืองหลวงสำรองมานานหลายปีขนาดนี้
ในเรื่องของการอบรมบ่มเพาะจิตใจก็พอจะมีการพัฒนาอยู่บ้าง
ซ่งจี๋ซินเอ่ยเตือน “เฉินผิงอัน หากยังบีบต่อไป พี่ชายคนนี้คงตายจริงๆ แล้ว”
เฉินผิงอันปรายตามองลั่วอ๋อง
ซ่งจี๋ซินเอ่ยอย่างมีโทสะ “เจ้าปรายตามองข้าทำไม ข้าคือคนที่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้กับตัวเองมาก่อน มีประสบการณ์มากกว่าเจ้า!”
ดูเหมือนเฉินผิงอันจะอึ้งตะลึงไป แต่จากนั้นเขาก็เก็บอารมณ์กลับคืน
หลุดหัวเราะออกมา เพียงแค่คลายแรงมือออกเล็กน้อยเท่านั้น แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือ
หล่นมาอยู่ในกำมือของข้าแล้วคิดว่าจะหนีไปได้หรือ?
กงเยี่ยนกับหวงม่านต่างก็รู้สึกว่าคำกล่าวนี้น่าสนใจ ส่วนหลี่ป๋ากลับมองอ๋องเจ้าเมืองซ่งมู่สูงขึ้นทันที
ทว่าในใจของซ่งจี๋ซินกลับถอนหายใจโล่งอก เขาตัดใจให้อินจี้ตายไม่ได้จริงๆ
บอกตามตรง หากพูดถึงใจเห็นแก่ตัว เขาก็นึกอยากจะให้เฉินผิงอันบีบคอเจ้าแก่นี่ให้แหลกไปเลย
เฉินผิงอันเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว แล้วเขาซ่งจี๋ซินใจกว้างนักหรือ?
เพียงแต่ว่าไม่ว่าเฉินผิงอันก็ดี หรืออ๋องเจ้าเมืองซ่งมู่ก็ช่าง คิดอยากจะวางแผนทำเรื่องใหญ่ ทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อให้สำเร็จในคราวเดียว
ตอนนี้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ในเวลานี้ ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับทั้งเจ้าและข้า
คิดไม่ถึงว่าไช่อวี้ซ่านจะเป็นถึงเขียนเหริน ถูกราชครูหนุ่มตบปากจนแหลกยับ
เขาไม่มีเรี่ยวแรงให้เอาคืน ยิ่งไม่มีความเคียดแค้น
เพียงแค่ซ่อนมือข้างหนึ่งไว้ในชายแขนเสื้อแล้วทำการมุทราโคจรคาถาลับของตระกูล
ก่อนจะยกมือขึ้นบังใบหน้า เพียงไม่นานก็มีเส้นเลือดเล็กบางขยับเคลื่อนอยู่ตรงบาดแผล
ใช้เส้นชีพจรกระตุ้นกระดูกขาว แล้วจึงทำให้เลือดเนื้องอกขึ้นมาจากบนกระดูก
ผิวกลับคืนมาเป็นดังเดิม เพียงไม่นานปากของเขาก็กลับคืนมาเป็นปกติ
แต่บาดแผลยังคงอยู่ น่าพรั่นพรึงอย่างยิ่ง
เฉินผิงอันขยับสายตาเล็กน้อย มองไปทางสาวใช้ประจำตัวของอินเหมี่ยวที่ใช้นามแฝงว่าชุยจี๋
นางสัมผัสได้ถึงสายตาของราชครูต้าหลี
ชุยจี๋ที่ในใจอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นรีบเก็บความชิงชังในดวงตาของตัวเองลงไป
ใช้ความคิดอย่างว่องไว “ราชครูเฉิน ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”
คงเป็นเพราะชุยจี๋รู้สึกว่าตัวเองพูดขอโทษแค่ปากดูไม่จริงใจมากพอ
นางจึงพูดประโยคว่าข้าผิดไปแล้วจริงๆ พลางตบปากตัวเองไปด้วยหนึ่งที
เฉินผิงอันในเวลานี้มือหนึ่งบีบคอของอินจี้อยู่ ยังมีอีกมือที่ว่าง
เขาจึงทำมือท่าตบหน้าใส่นางไกลๆ
คงเป็นเพราะไม่ทันระวัง ไม่ได้กะน้ำหนักมือให้ดี จึงตบหัวของชุยจี๋จนแหลก
นางตายคาที่ เสียงปังดังหนึ่งครั้ง ศีรษะเหนือเรือนกายอรชรเหมือนแจกันดอกไม้ของสตรีก็ระเบิดกระจาย
ถ้าอย่างนั้นชาติหน้าก็ไปแก้ไขความผิดให้ดีๆ แล้วกัน
ก่อนหน้านี้ชุยจี๋เดินไป “ขอโทษ” เด็กสาว
ถึงอย่างไรเฉินซีก็เป็นแค่เด็กสาวมนุษย์ธรรมดา
นางแค่มองความเย้ยหยัน ความดูแคลนอย่างเข้มข้น และความเวทนาในดวงตาของชุยจื่ออก
ทว่าผู้ฝึกตนหรือคนที่อยู่ในวงการนี้กลับรู้ดีว่าตอนนั้นชุยจี๋ได้บอกความจริงข้อหนึ่งที่นางไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมากับเด็กสาว
เรื่องนี้ยังไม่จบ
การที่ชุยจี๋แสดงสายตาเวทนา แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะนางมีใจสงสารเมตตาอะไร
เพียงแค่เพราะสาวใช้ประจำตัวของอินเหมี่ยวควบนักรบพลีชีพผู้นี้คุ้นเคยกับ “กฎระเบียบ” บางอย่างเป็นอย่างดี
ไม่แน่ว่าเว่ยเจียเจ้าของสวนและผู้ดูแลใหญ่ของสวนซึ่งเป็นคนของฝั่งพวกเจ้า
ตัวพวกเขาเองก็อาจจะใช้วิธีการที่สะอาดเอี่ยมอย่างมาก “ส่งตัวเจ้าออกไป”
ก็แค่จอกแหนไร้รากดอกหนึ่งที่จมดิ่งแหลกเละ ใครจะถามถึง ใครจะสนใจ?
แต่เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้ “ชุยจี๋” รู้สึกพึงพอใจได้อย่างไร จะคลายความแค้นที่คั่งค้างอยู่ในใจได้อย่างไร?
เกาซื่อที่ยืนมื้ออยู่ข้างกายสาวใช้ชุยจี๋ถูกเลือดสาดกระเซ็นมาโดนเต็มใบหน้า
ฝึกยุทธคอขวดขอบเขตเก้าที่เป็นทั้งปรมาจารย์วิถีวรยุทธแล้วยังได้ครอบครองสมบัติหนักตระกูลเขียนชิ้นหนึ่งผู้นี้ไม่กล้าขยับ
เขาถึงขั้นไม่กล้าเช็ดคราบเลือดบนหน้าด้วยซ้ำ
ฝักดาบสีเขียวที่อยู่ตรงเอวของเกาซื่อเคยฆ่าขอบเขตหยกดิบมาแล้วครึ่งหนึ่ง
ที่บอกว่า “ครึ่งหนึ่ง” ก็เพราะอีกฝ่ายอาศัยเวทคาถาหลบหนีไปได้
มีสภาพร่อแร่ปางตาย แต่ยังไม่ตายสนิทก็เท่านั้น
เฉินผิงอันถาม “ไช่อวี้ซ่าน เจ้าพูดเก่งนักไม่ใช่หรือ ทำไมไม่พูดทวงความเป็นธรรมอย่างเปี่ยมไปด้วยความชอบธรรมสักหน่อยล่ะ”
“อย่างเช่นบอกว่าข้าไม่แยกแยะถูกผิด ฆ่าคนบริสุทธิ์พร่ำเพรื่อ?”
“หวังหย่งจินนายอำเภอหย่งไท่เชื่อเจ้า เจ้าก็ลองดูสิว่าข้าจะเชื่อเจ้าหรือไม่?”
“ไช่อวี้ซ่าน มหาบัณฑิตไช่ แม้ว่าความเป็นไปได้จะมีไม่มาก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องลองดูสักหน่อย”
อย่าว่าแต่ไช่อวี้ซ่านเลย นายอำเภอหวังหย่งจินที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาถูกเรียกขานว่าเป็นจิตแห่งบุ๋น
เสาหลักค้ำจุนของเหล่าขุนนางประจำอำเภอต้าหลี เวลานี้ก็ตัวสั่นเป็นตะแกรงร่อนเหมือนกัน
ขุนนางของอำเภอหย่งไท่ทุกคนที่ตามนายอำเภอมาทำงานที่นี่รู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมาแล้ว
ไช่อวี้ซ่านหวาดหวั่นตัวสั่น ไหนเลยจะกล้าพูดถึงเรื่องนี้
เขารีบประสานมือคารวะพูดโน้มน้าวว่า “ราชครูเฉิน ไม่สู้ปล่อยฝ่าบาทของพวกเราลงมาก่อน? เข้าห้องไปพูดคุยกันดีๆ?”
เฉินผิงอันกล่าว “ไช่อวี้ซ่าน จะให้โอกาสเจ้าได้พูดดีๆ อีกครั้ง จำไว้ว่าคิดให้ดีก่อนแล้วค่อยพูด”
ไช่อวี้ซ่านแข็งใจใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ราชครูเฉิน ถึงอย่างไรต่างคนต่างก็รับใช้เจ้านายของตน ข้าบังอาจขอร้องให้ท่านให้อภัยกัน…”
เสียงปังดังลั่น
เลือดเนื้อของไช่อวี้ซ่านแหลกสลายคาที่
เกาซื่อได้เห็นเลือดอีกครั้ง ครั้งนี้เลือดสาดมาโดนเขาทั้งร่าง
ก่อนหน้านี้ยังไม่ทันได้กะพริบตา เกาซื่อในเวลานี้เปลือกตาสั่นระริก
ในฐานะองครักษ์ประจำตัวของอินเหมี่ยว แน่นอนว่าย่อมรู้ทันความคิดคดเคี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจขององค์ชายผู้นี้ดี
และมหาบัณฑิตไช่อวี้ซ่านก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่าจะประคับประคองฮ่องเต้น้อยอินเหมี่ยวให้เป็นมังกร
เป็นโอรสสวรรค์มังกรที่แท้จริงคนถัดไป
อินจี้คือจิ้งจอกเฒ่าที่มีเล่ห์อุบายลึกล้ำ ไม่แน่เสมอไปว่าจะไม่มีความคิดที่จะเลี้ยงพวกลูกชายไว้เป็นพิษร้ายเพื่อใช้ประโยชน์ในภายหลัง
ผู้ที่ชนะ ไม่ว่าวิธีการจะเปิดเผยตรงไปตรงมาก็ดี หรือจะไม่เลือกวิธีการก็ช่าง ก็จะได้เป็นฮ่องเต้ต้าโซ่ว!
สิบราชวงศ์ใหญ่ของใต้หล้าไพศาล ราชวงศ์เส้าหยวนแห่งทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางอยู่ในอันดับที่หก
ราชครูคนปัจจุบันอายุน้อยมาก เขาชื่อว่าหลินจวินปี้ คือผู้ฝึกกระบี่สายของกวานคฤหาสน์หลบร้อน
มีปรมาจารย์แห่งวงการหมากล้อมผู้เคยเรียบเรียงตำราหมากล้อมซึ่งเป็นนักเล่นอันดับหนึ่งของราชวงศ์เส้าหยวนคนหนึ่ง
เคยสอนให้หลินจวินปี้เล่นหมากล้อม แล้วก็เคยสอนเด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ของทวีปอื่นให้เล่นหมากล้อมด้วย
ฝ่ายหลังก็คืออินเหมี่ยวองค์ชายน้อยที่ได้รับความรักและเอ็นดูมากที่สุดของราชวงศ์ต้าโซ่ว
ทุกวันนี้ราชวงศ์ต้าโซ่วอยู่ในอันดับที่สี่ของไพศาล
ทว่านับตั้งแต่ที่หลินจวินปี้รับตำแหน่งราชครูมาจากมือของเฉาผู่อาจารย์ของเขา
ราชวงศ์เส้าหยวนกับราชวงศ์ต้าโซ่วที่เดิมทีความสัมพันธ์ไม่เลวก็ค่อยๆ ห่างเหินกันไป
ค่อยๆ ไม่มีการส่งจดหมายระหว่างแคว้นไปมาหาสู่กันแล้ว
ส่วนราชวงศ์ต้าหยวนแห่งอุตรกุรุทวีปนั้นอยู่อันดับรั้งท้ายสุดของสิบราชวงศ์ใหญ่
ทว่าอยู่รั้งท้ายสุด ถึงอย่างไรก็ยังคงเป็นหนึ่งในสิบราชวงศ์ใหญ่
แล้วนับประสาอะไรกับที่หลูจวินยังเป็นรัชทายาทของราชวงศ์ต้าหยวน
ดังนั้นก่อนหน้านี้อินเหมี่ยวถึงได้ “เกรงใจ” กัน ไม่อยากให้มีปัญหาแทรกซ้อน
ในฐานะราชวงศ์เพียงหนึ่งเดียวของอุตรกุรุทวีปที่ติดอันดับ
เว้นเสียจากว่าอินเหมี่ยวเป็นคนโง่ถึงจะมายั่วยุอีกฝ่าย
นั่นคืออุตรกุรุทวีปที่ทำให้มังกรข้ามแม่น้ำบนภูเขาจำนวนนับไม่ถ้วนต้องจมดิ่งอยู่ใต้ทะเลลึกได้เลยนะ
เฉินผิงอันพลันปล่อยมือ
สองเท้าของอินจี้สัมผัสพื้น ก้มหัวค้อมเอว หอบหายใจเฮือกใหญ่
จักรพรรดิแห่งแคว้นหนึ่งของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
เผชิญหน้ากับราชครูของแคว้นหนึ่งในแจกันสมบัติทวีปดูเหมือนว่าจำต้องก้มหัวให้
ฮ่องเต้ราชวงศ์ต้าโซ่วท่านนี้เหมือนปลาตะเพียนพื้นบ้านตัวหนึ่งที่เพิ่งถูกงมจากทะเลสาบเหล่าอิงแล้วถูกจับโยนขึ้นมาบนฝั่ง
เฉินผิงอันถาม “ถ้าอย่างนั้นข้าสังหารอินเหมี่ยวก็เป็นความเข้าใจผิดด้วยหรือไม่?”
อินจี้ใช้หางตาเหลือบมองอีกฝ่าย ได้แค่ยื่นมือออกมาลูบลำคอที่ปวดแสบปวดร้อนเบาๆ
เงยหน้าขึ้น เปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ต้องเป็นความเข้าใจผิดแน่นอน”
เฉินผิงอันถามต่อ “หากยังคงไม่ใช่ สังหารเจ้า ก็น่าจะเป็นความเข้าใจผิดได้กระมัง?”
อินจี้เอ่ยอย่างอ่อนใจ “ราชครูเฉิน เมื่อครู่นี้ข้าบอกว่าต้องเป็นความเข้าใจผิดแน่นอน”
เฉินผิงอันผงกปลายคางบอกเป็นนัยแก่ฮ่องเต้ราชวงศ์ต้าโซ่วผู้นี้ว่า ชุยจี๋ยอมรับผิดหรือยัง?
ในเมื่อนางยังไม่ยอมรับผิด เจ้าบอกว่าไม่ได้เป็นความเข้าใจผิด จะถือเป็นผายลมอะไรได้?
ถ้าอย่างนั้นข้าสังหารเจ้า จะมีอะไรไม่เหมาะสม?
อินจี้ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะเจ็บปวดอย่างรุนแรง มือข้างหนึ่งกุมลำคออยู่ตลอด
พูดอย่างยากลำบากว่า “ราชครูเฉิน ข้ามาลงนามเป็นพันธมิตรกับราชสำนักต้าหลีของพวกท่านนะ”
ใบหน้าซ่งจี๋ซินเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ราชครู มีเรื่องลับแบบนี้ให้ต้องปรึกษากันด้วยหรือ?”
“หากคืนนี้ในห้องทรงพระอักษรพูดคุยกันเรื่องนี้ ข้าจะเป็นคนแรกที่คัดค้านเลย”
เฉินผิงอันเอ่ย “เจ้าคืออ๋องเจ้าเมืองที่ถูกอินจี้มองว่าไร้อำนาจในการผลักดันให้เป็นพันธมิตรกัน คัดค้านไปก็ไร้ประโยชน์”
ซ่งจี๋ซินยิ้มเอ่ย “ข้าทำเรื่องให้สำเร็จไม่เคยได้ แต่ถ้าจะทำเรื่องให้พังล่ะก็ ข้าถนัดอยู่แล้ว”
เฉินผิงอันกล่าว “ข้ากำลังคุยธุระกับอินจี้ เจ้าอย่ามาขัดจังหวะ”
“อินเหมี่ยวตายไปคือความเข้าใจผิด จะมีชีวิตรอดกลับไปยังราชสำนักต้าโซ่วได้หรือไม่ต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่”
“จะได้เป็นพันธมิตรหรือไม่คือเรื่องเล็กแล้ว”
อินจี้โมโหจนเลือดลมพลุ่งพล่าน พลันรู้สึกเวียนหัวตาลาย
แต่กลับไม่กล้าเอ่ยคำพูดทำนองว่าเจ้าเฉินผิงอันกล้าฆ่าคนจริงๆ หรือออกมา
ได้แต่กล่าวว่า “เรื่องใหญ่ของแผ่นดินอยู่ที่การบวงสรวงและการทหาร”