กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1211.2 มหานทีไหลเชี่ยว
ซ่งจี๋ซินหัวเราะหยัน “ราชสำนักต้าโซ่วของพวกเจ้าใจกล้าไม่น้อยเลยนะ”
“อ้างว่าจะมาผูกมิตร แต่ถึงกับแอบติดต่อกับป๋ายอวี้จิงแห่งใต้หล้ามืดสลัวอย่างลับๆ”
“ลอบทำร้ายชะตาแคว้นต้าหลี ไม่กลัวว่าจะทำให้พลาดโอกาสทางการรบกับเปลี่ยวร้างเลยหรือ?”
ซ่งจี๋ซินกล่าวต่อ “เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว คิดอยากจะให้ราชครูคนใหม่ของราชสำนักต้าหลีบินทะยานในวันนั้นแล้วขอบเขตถดถอยในวันนั้น”
“กลายเป็นตัวตลกของผู้คน นั่นก็ถือเป็นเรื่องเล็กจริงๆ”
ร่างของอินจี้เซถลา ยื่นมือมากุมศีรษะ ถลึงตาใส่ซ่งจี๋ซินอย่างดุดัน “ลั่วอ๋องซ่งมู่ เจ้าอย่าได้ใส่ร้ายผู้อื่น!”
ซ่งจี๋ซินพ่นเสียงหัวเราะดังพรืด “แสดง แสดงละครต่อไปสิ”
“ก็แค่กำลังถ่วงเวลา คิดอยากจะให้ผีหญิงที่ถูกฟันแยกร่างมาช่วยเจ้าไม่ใช่หรือ?”
ฝีมือการแสดงน้อยนิดแค่นี้ของเจ้ากับอินเหมี่ยว ไปอยู่ที่บ้านเกิดของข้า
อย่าว่าแต่ปลายแถวเลย ไม่ได้เข้าขั้นเลยด้วยซ้ำ
หากจะพูดถึงการทะเลาะโต้เถียงก็ไม่ต่างอะไรกับวิญญาณที่ยังไม่ได้มาเกิด
เฉินผิงอันหันไปมองเกาซื่อ
เกาซื่อกลืนน้ำลาย เฉินอิ่นกวาน แค่กลืนน้ำลายจริงๆ นะ ข้าไม่ได้ขยับ!
เฉินผิงอันถาม “รู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงไม่ได้จัดการเจ้าเป็นคนแรก?”
เกาซื่อส่ายหน้า ข้าดวงแข็งหรือ?
เฉินผิงอันขมวดคิ้วไม่พูดจา
มีปราณสังหาร! เกาซื่อรีบเอ่ยทันใด “เว่ยเจียแห่งตรอกอี้ฉือสมควรโดนซ้อม”
“ร่วมมือกับคนนอกมารังแกคนของตัวเอง ซ้อมเขาแล้วโยนลงทะเลสาบเหล่าอิงก็ยังถือว่าเบาไป”
เฉินผิงอันถาม “ถ้าอย่างนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองผิดตรงไหน?”
เกาซื่อรีบตอบทันใด “ไม่ควรให้คนนอกอย่างข้าเป็นคนลงมือ!”
เกาซื่อรู้สึกว่าชีวิตนี้ตัวเองไม่เคยหัวไวขนาดนี้ ไม่เคยฉลาดเท่านี้มาก่อน
ไม่เป็นปรมาจารย์วิถีวรยุทธมากพอ ไม่หยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีมากพอ ไม่ซื่อสัตย์ภักดีมากพอ…
เจ้าก็มาลองเจอกับตัวเองดูสิ?
ข้าเกาซื่อจะโต้เถียงกับราชสำนักแห่งใดก็ได้
แต่ข้าจะมางัดข้อเอาอะไรกับอิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่?!
เฉินผิงอันหรี่ตาถาม “ต่อจากนี้จะเอาอย่างไร?”
เกาซื่อรีบพูดโดยไว “จะออกจากราชสำนักต้าโซ่วทันที มาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักต้าหลี”
“ข้าสามารถไปเข้าร่วมกองทัพของเมืองแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมชายแดนใกล้กับลำน้ำใหญ่ได้”
“บุกตะลุยอยู่ในแนวหน้า ทำความดีชดใช้ความผิด จะไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ!”
ไปเปลี่ยวร้าง ไม่กล้าจริงๆ หากท่านราชครูจับข้าโยนไปที่นั่น
วันนี้ข้าอาจจะพยักหน้าตอบตกลงก็จริง แต่หากมีโอกาสจะต้องเผ่นหนี
แอบดอดกลับมาที่ใต้หล้าไพศาลแน่นอน
เฉินผิงอันกล่าว “เบื้องหลังสะอาดหรือไม่?”
“คิดอยากจะเข้าร่วมกองทัพชายแดนต้าหลี ตามระเบียบแล้วต้องตรวจสอบประวัติให้เรียบร้อย”
“อย่าให้ข้าต้องไปตามตัวเจ้าออกมาจากคุกกรมอาญาหรือคุกของที่ว่าการเหนือล่ะ”
เสียงของเกาซื่อดังปานฟ้าผ่า “ต้องไม่ค่อยสะอาดอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่พวกคนชั่วช้าสามานย์อย่างแน่นอน”
“ข้าคือคนลุ่มหลงในวรยุทธที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ชอบถามหมัดแล้วก็ชอบจัดการกับเทพเซียน”
“ข้อมูลของข้าตรวจสอบได้ง่าย”
เฉินผิงอันกล่าว “ไปยืนอีกด้านหนึ่ง”
เกาซื่อก้าวยาวๆ ออกไป ไปยืนอยู่มุมกำแพงจริงๆ
กระทั่งบัดนี้ เกาซื่อถึงได้กล้ายกมือเช็ดคราบเลือดบนใบหน้าลวกๆ
เกาซื่อที่รอดตายจากหายนะมาได้ ความรู้สึกนับร้อยนับพันประดังประเดเข้าใส่
ในที่สุดก็รอดแล้ว
ทางฝั่งของศาลาริมน้ำ เด็กสาวที่รูปลักษณ์คล้ายเด็กหนุ่มรูปงาม
นางกระโดดขึ้นมาบนม้านั่งยาวแล้ว เอามือจับเสาชะเง้อมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางฝั่งนั้น
สวี่มี่หน้าบานเป็นกระดัง สะใจจริงๆ!
ประหนึ่งได้ดื่มน้ำบ๊วยใส่น้ำแข็งเย็นชื่นใจในวันที่อากาศร้อนแผดเผายากจะทานทน
เกี่ยวกับบุญคุณความแค้นพัวพันระหว่างสกุลลวี่นครลมเย็นกับภูเขาลั่วพั่วและสำนักกระบี่หลงเฉวียน
นางรู้ชัดเจนดี ก่อนหน้านี้นางยังรู้สึกว่านิสัยการกระทำของภูเขาลั่วพั่ว
ทั้งเผด็จการเกินไป และวิธีการก็อำมหิตโหดเหี้ยมเกินไป ถึงกับขุดเอาแคว้นหูทั้งแห่งไปใต้เปลือกตาของสกุลสวี่
เวลานี้สวี่มี่มาคิดดูแล้ว หากนางเป็นเจ้าประมุขสกุลสวี่นครลมเย็น ถูกบุคคลประเภทนี้รังแกจนมีสภาพอเนจอนาถเช่นนั้น
นางก็ยอมรับชะตากรรมแล้ว ต่อให้แพ้ก็แพ้อย่างมีเกียรติ
จะดีจะชั่วพวกเราก็เคยงัดข้อกับเขาจริงๆ มาก่อน คนอื่นกล้าไหม?
ว้าว วันนี้สกุลอินแห่งราชวงศ์ต้าโซ่วก็เป็นคนบนเส้นทางเดียวกัน
ผลกลับกลายเป็ นว่ามีคนตายไปคนหนึ่ง แล้วก็ยังต้องตายอีกคนหนึ่ง
มองปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่ก่อนหน้านี้สีหน้าเย่อหยิ่ง มองไปรอบด้านด้วยท่าทีโอหังเชื่อมั่นในตนเอง
ชายฉกรรจ์พกดาบ เวลานี้ไปยืนอยู่ในมุมกำแพง เหมือนเด็กนักเรียนประถมในโรงเรียนที่ทำผิด… สวี่มี่ก็ปิดปากหัวเราะคิกคัก
หงฉงเปิ่นเอ่ยเตือน “อย่าเอาแต่ปลงอนิจจังและสมน้ำหน้าผู้อื่น”
“นี่คือหนึ่งในรากฐานของทฤษฎีผลงานอันเป็นรูปธรรม ควบกับการใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ”
สวี่มี่ถามอย่างสงสัย “อาจารย์ ใช้พระเดชไปอย่างสุดๆ แล้ว แล้วพระคุณล่ะอยู่ไหน?”
หงฉงเปิ่นกล่าว “อยู่ที่เจ้า อยู่ที่ข้า อยู่ที่พวกเรา อยู่ที่ใจของปวงประชาที่ราชสำนักต้าหลีมองไม่เห็น”
“สัมผัสไม่ได้ แต่กลับจริงแท้แน่นอนยิ่งกว่าอะไร”
อาจารย์ผู้เฒ่ากำหมัดเบาๆ แต่กลับอดไม่ไหวทุบลงตรงหน้าอกตัวเองหนักๆ “ล้วนอยู่ตรงนี้ของพวกเขา”
เมื่อครู่นี้หากไม่เป็นหรงอวี๋แห่งจวนราชครูชิงลงมือไปก่อน
อย่างมากสุดผู้เฒ่าก็คงยอมยกสถานะเค่อชิงของสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้นออกมาอย่างไม่เสียดาย
เพื่อไปดักเอาตัวของแม่นางน้อยมาจากมือเว่ยเจียและผู้ดูแลใหญ่ พานางกลับไปที่ภูเขา ปกป้องนางให้ดี
หากแม่นางน้อยอยู่ต่อในเมืองหลวง ต่อให้อยู่ในจวนสกุลหยวนของตรอกอี้ฉือก็ยังไม่มั่นคงมากพอ
ทว่าก็ไม่แน่เสมอไปว่าสกุลหยวนจะกล้าเก็บตัวนางไว้ ผู้เฒ่าเองก็เข้าใจได้ เรื่องนี้เกี่ยวพันเป็นวงกว้าง
ด้วยนิสัยของหยวนฉงแล้ว เกินครึ่งก็น่าจะยอมรับตัวนางไว้ แต่ทางตระกูลจะทำอย่างไร
เปิดการประชุมของศาลบรรพชนในตระกูลหรือ? เขาคงไม่ทำให้หยวนฉงต้องลำบากใจขนาดนั้น
ต่อให้เมื่อครู่นี้ตนช่วยนางเอาไว้
ทว่าในอาณาเขตของราชสำนักต้าหลี ร้อยกว่าเมืองบวกกับแคว้นใต้อาณัติยี่สิบกว่าแห่ง
เมื่อวานและวันพรุ่งนี้ หรือในเวลานี้ตอนนี้จะมี “นาง” ที่ชาติกำเนิดยากลำบาก แต่กลับไม่กล้าส่งเสียงร้องไห้อยู่อีกกี่มากน้อย?
เจ้าเฉินผิงอันคือราชครูคนใหม่ของราชสำนักต้าหลี เจ้าควรทำอย่างไร? เจ้าจะทำอย่างไร?!
อาจารย์ผู้เฒ่าพึมพำกับตัวเอง “ตอนที่ข้าอายุยังน้อย อันที่จริงก็มีนิสัยใจร้อนฉุนเฉียวเหมือนกัน”
“ก็แค่ว่าเมื่อเทียบกับราชครูเฉินแล้ว ความอดทนของข้าน้อยกว่าหน่อย แล้วก็พูดจาไม่ถึงหน้าประตูเช่นนั้น?”
สวี่มี่หันหน้ามายิ้มกล่าว “อาจารย์ท่านชอบบอกว่าคนเราไม่ควรมีคำพูดติดปาก จะทำให้ดูว่ามีวิชาความรู้ไม่มากพอ”
“แต่ท่านกลับยังพูดคำว่า “ถึงหน้าประตู” นี่ไม่ใช่ภาษาถิ่นของถ้ำสวรรค์หลีจูหรอกหรือ?”
หงฉงเปิ่นยิ้มเอ่ย “ก็แค่เรียนรู้แล้วเอามาปรับใช้ทันที วิถีทางโลกทุกวันนี้ต่างก็พูดกันว่าคำพูดของบัณฑิตเจ้าก็เชื่อด้วยหรือ ไม่ใช่หรือ?”
สวี่มี่เอ่ยเสียงเบา “ทำไมจะไม่เชื่อล่ะ”
หงฉงเปิ่นถอนหายใจ “ถึงอย่างไรก็ไม่ถูกต้อง”
ก็เหมือนอย่างคลื่นมรสุมในวันนี้ ในฐานะราชครู เขาใจร้อนไม่ได้
แต่หากคิดอยากจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ก็จำเป็นต้องมองสิ่งเล็กให้เห็นสิ่งที่ใหญ่กว่า
มองสิ่งเล็กให้เห็นสิ่งที่มากกว่า แม่นางน้อยต้องช่วยเหลือ ใจคนและอำนาจของแคว้นก็ต้องกอบกู้เช่นกัน!
ทว่าสำหรับขุนนางที่กำลังอยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์อย่างหันอี หวังหย่งจิน
รวมไปถึงคนหนุ่มสาวของต้าหลีทุกคนที่อยู่ในเรือนอยู่ในลานบ้านทั้งหลาย พวกเจ้าจะช้าไม่ได้นะ
สวี่มี่กล่าว “อาจารย์ ให้ข้าคำนวณอีกครั้งไหม?”
หงฉงเปิ่นยิ้มเอ่ย “คำนวณอะไรกัน สถานการณ์ใหญ่ต่อจากนี้เจ้าสามารถคำนวณได้หรือ? แค่ดูเรื่องสนุกของเจ้าไปก็พอ”
สวี่มี่ส่ายหัวโคลงเคลง เรื่องสนุกครั้งนี้ ในที่สุดก็ไม่ต้องอัดอั้นตันใจแล้ว ช่างน่าดูจริงๆ!
หลี่ป๋ายืนอยู่ตรงกลางระหว่างซ่งมู่อ๋องเจ้าเมืองและ ‘ซากศพ’ ของผีสาวตนนั้นตลอดเวลา
เมื่อครู่นี้หลี่ป๋าคิดอยากจะใช้เสียงในใจเอ่ยเตือนราชครูหนุ่ม
ผลคือเขาต้องค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าไม่สามารถทำได้เลย เหมือนฟ้าดินมีสิ่งกีดขวาง ภูเขาและสายน้ำแตกต่างไปจากเดิม
หลี่ป๋าใช้เสียงในใจเอ่ย “ลั่วอ๋อง ต้องระวังผีหญิงตนนี้ ความเป็นมาของนางร้ายกาจอย่างยิ่ง”
“ขนาดตะขาบร้อยขาตายแล้วยังตัวไม่แข็ง นับประสาอะไรกับนาง”
ซ่งจี๋ซินตอบกลับ “ก่อนหน้านี้สหายชุ่ยจ่างเตือนข้าไปรอบหนึ่งแล้ว”
หลี่ป๋ากล่าว “ไม่แน่ว่าอีกเดี๋ยวข้าอาจจะยังต้องเตือนท่านอีกรอบ”
ซ่งจี๋ซินเอ่ย “ไม่ต้องแล้ว ข้าสามารถเดินหนีไปหรือเผ่นหนีไปได้หรืออย่างไร?”
กงเยี่ยนปิดปากหัวเราะคิกคัก เวลาอย่างนี้นางย่อมไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
นางก็แค่รู้สึกจากใจจริงว่าลั่วอ๋องพูดจาน่าฟังยิ่งนัก ทั้งแก้เบื่อแล้วก็แก้เลี่ยนได้ด้วย
ส่วนอิ่นกวานหนุ่มผู้นั้น นางไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้เขาหรอก บุรุษที่เป็นเช่นนี้อันตรายเกินไปแล้ว
พูดถึงแค่ในเวลานี้ก็ดูเหมือนว่าจิตแห่งมรรคาของเขาได้สร้างฟ้าดินแห่งหนึ่งที่กว้างขวางไร้ที่สิ้นสุด
แต่กลับซุกซ่อนปราณสังหารไว้ทั่วทิศขึ้นมา หากคนอื่นใจกล้ามาแตะก็จะต้องแหลกสลายไปในทันที
นี่คือสัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่มีเฉพาะในสตรี
หลี่ป๋าที่เคยเป็นราชครูมาก่อน เขารู้ดีถึงความร้ายแรงของปากคนหมู่มาก รู้ดีมากๆ
เพราะถูกคนในวงเหล้าปิดประตูด่าไม่กี่ประโยค เห็นแม่นางน้อยคนหนึ่งได้รับความอยุติธรรมก็ลงมือด้วยความเดือดดาลทันใด
เจ้าจะตบหน้าพวกเขาดี หรือว่าจะตัดมือของสาวใช้ชุยจี๋ดี? หรือจะเชิญให้พวกเขาไปกินข้าวคุกที่กรมอาญาถึงจะสาแก่ใจ?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภายหลังที่สังหารอินเหมี่ยวองค์ชายของแคว้นหนึ่ง ตามมาด้วยสาวใช้ประจำตัว และบัณฑิตไช่อวี้ซ่านติดต่อกัน?
เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร? ราชสำนักต้าหลีของพวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร?
นี่ก็คือราชสำนักของราชวงศ์ต้าหลีหรือ? นี่ก็คือคนที่อยู่เบื้องหลังกองทัพม้าเหล็กต้าหลีแห่งใต้หล้าไพศาลหรือ?
หัวของฮ่องเต้ราชวงศ์ต้าโซ่วที่ไม่ถูกใจ ก็จะต้องโดนเด็ดทิ้งไปเหมือนกันด้วยหรือไม่?
ดังนั้นจะต้อง จะต้องล่อฮ่องเต้อินจี้ออกมาก่อน หงจี้แห่งกองทหารม้าลาดตระเวนพระนครชิงความได้เปรียบด้วยการข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามก่อน
ซ่งมู่อ๋องเจ้าเมืองตามหลังมาติดๆ สุดท้ายก็ทำได้สำเร็จ
ขอแค่ฮ่องเต้อินจี้เผยกาย นั่นก็เท่ากับว่า “เท่าเทียม” กัน นั่นไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว!
นั่นก็คือเรื่องของแคว้นที่เกี่ยวพันไปถึงสองราชวงศ์ใหญ่อย่างแท้จริง!
ไม่เคยอยู่ในวงการขุนนางก็ยากจะเข้าถึงแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่ภายใน
หวังหย่งจินที่มีชาติกำเนิดจากชาวบ้านธรรมดา อาศัยการศึกษาเล่าเรียนก้าวหน้าในวงราชการอย่างรวดเร็วกำลังคิดว่าควรจะทำอย่างไรถึงจะช่วยตัวเองได้
เว่ยเจียนอนตัวอ่อนยวบอยู่กับพื้น เขาไม่อาจจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในศาลบรรพชนของตระกูลในตรอกอี้ฉือได้เลย
ซ่งจี๋ซินกำลังรอคำตอบที่แน่ชัดอย่างหนึ่ง
ลั่วอ๋องกำลังรอฟังผลสรุปสุดท้ายที่ได้จากการประชุมเล็ก
มาตรการทั้งหลายของฮ่องเต้ซ่งเหอ ต่อให้จะเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างที่ชุยฉานจากไปและตอนที่เฉินผิงอันยังไม่มารับตำแหน่งราชครู
เขาก็มีพลังองอาจกล้าหาญประหนึ่งว่า “ข้าไม่ใช่จักรพรรดิผู้ไร้ความสามารถ หากเจ้าก่อกบฏแล้วทำสำเร็จ ก็ควรเป็นเจ้าที่ได้ขึ้นนั่งบัลลังก์มังกร”
เจ้าคือคนที่ท่านอาซ่งจ่างจิ้งพาออกจากถ้ำสวรรค์หลีจูมายังเมืองหลวงต้าหลีด้วยตัวเอง
ข้าไม่เพียงให้เจ้าเป็นอ๋องเจ้าเมืองของเมืองหลวงสำรอง ให้เจ้าได้สั่งสมคุณความชอบด้านการสู้รบและชื่อเสียงจากบนภูเขา จากในกองทัพและจากปวงประชาอย่างต่อเนื่อง!
เฉินผิงอันเป็นเพื่อนบ้านกับเจ้า ข้าก็ยังเชิญให้เขามาเป็นราชครูแห่งราชสำนักต้าหลี!
ซ่งจี๋ซินหรือควรจะพูดให้ถูกต้องคือ “ซ่งมู่” ที่ถูกสำนักกิจการภายในราชวงศ์สกุลซ่งต้าหลีเปลี่ยนชื่อให้
ฮ่องเต้ “ซ่งเหอ” อย่างเจ้าทำถึงขนาดนี้แล้ว ข้าจะยังมีหน้ามาพลิกคดีอะไรอีก?
เจ้าก็เป็นฮ่องเต้ของเจ้าต่อไป เป็นพี่ชายคนโตของเจ้าต่อไป
แต่เรื่องราวในวันนี้คือโอกาสพลิกผันที่เป็นกุญแจสำคัญอย่างมาก ซ่งจี๋ซินถูกประโยคนั้นของอินจี้ “โน้มน้าวให้คล้อยตาม” จริงๆ
หากการตอบสนองของฮ่องเต้ต้าหลีซ่งเหอและการประชุมในห้องทรงพระอักษรต่อจากนี้ทำให้ซ่งจี๋ซินรู้สึกว่า “ก็มีแค่นั้นเอง”
อนาคตจะเป็นอย่างไร เกรงว่าคงบอกได้ยากแล้ว!
ยามนี้บารมีฮ่องเต้ของอินจี้กลับคืนมาได้หลายส่วนแล้ว เขาเอ่ยว่า “ราชครูเฉิน หยุดมือแต่เพียงเท่านี้ ทุกเรื่องก็ยังสามารถพูดคุยกันได้”
เฉินผิงอันถาม “หาไม่แล้ว?”
อินจี้ตอบ “หาไม่แล้วนับแต่นี้ไปสองแคว้นจะกลายเป็นศัตรูกัน ไม่มีความเป็นไปได้อย่างที่สองอีกแล้ว”
เฉินผิงอันเหมือนจะเงียบเสียงไป
แต่คาดว่าคงมีเพียงฮ่องเต้อินจี้ที่เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเท่านั้นที่สามารถมองเห็นความเย้ยหยัน รวมไปถึงความรำคาญหงุดหงิดที่พยายามจะข่มกลั้นเอาไว้
แต่กระนั้นก็ยังยากจะปกปิดได้หมดในดวงตาของอีกฝ่าย
ซ่งจี๋ซินมองเฉินผิงอัน
หักคอขององค์ชายอินเหมี่ยวไปแล้ว ตบหัวสาวใช้ชุยจี๋จนแหลกไปแล้ว ทำลายเรือนกายที่มีเลือดเนื้อของบัณฑิตไช่อวี้ซ่านไปแล้ว
สังหารคนสามคนของราชสำนักต้าโซ่วติดต่อกัน
ตอนนี้มีความคิดประหลาดอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของซ่งจี๋ซิน
ดูเหมือนว่าตอนเด็กๆ ตนจะไม่ได้พูดผิด เขามีชะตาที่ถูกลิขิตมาให้ต้องลำบากจริงๆ
ยกตัวอย่างเช่นในเมื่อเลือกเส้นทางบินทะยานเส้นนี้ เขาก็จะต้องแบกรับความสุขความทุกข์ ความเศร้า ความยินดี การพบ การพราก การจากลาของชาวบ้านต้าหลีและสรรพชีวิตของทั้งแคว้นเอาไว้
ซ่งจี๋ซินรู้สึกวู่วาม เกือบจะหลุดปากพูดออกไปว่า เฉินผิงอัน หากข้าได้เปลี่ยนตำแหน่งเจ้าก็เป็นราชครูของเจ้าต่อไป ทำทุกเรื่องที่เจ้าอยากทำให้เต็มที่
ปีนั้นสิ่งที่ซิ่วหูทำได้ เจ้าก็ทำได้ สิ่งที่ซิ่วหูทำไม่ได้ เจ้าก็ทำได้!
แต่สุดท้ายอ๋องเจ้าเมืองซ่งมู่ก็ข่มกลั้นความวู่วามเอาไว้ได้ กลืนคำพูดที่เป็นกบฏเนรคุณประโยคนี้กลับลงท้องไปทีละคำ
บนหัวกำแพงเมืองของเมืองชั้นนอก ซ่งอวิ๋นเจียนไม่ใช่แค่ไม่อาจควบคุมจิตแห่งมรรคาได้แล้ว แม้กระทั่งเรือนกายก็ยังส่ายไหวอย่างที่ไม่เป็นตัวของตัวเองด้วย
โชคดีที่เสี่ยวโม่ใช้ปราณกระบี่บังคับ “ปักตรึง” เขาเอาไว้ที่หัวกำแพงเมือง หาไม่แล้วซ่งอวิ๋นเจียนก็จะต้องถูกบังคับกระชากไปที่ทะเลสาบเหล่าอิง
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ใต้หล้าไพศาล
การประชุมฉุกเฉินครั้งหนึ่งที่มีระดับและความสำคัญสูงสุดเท่าที่จะสูงได้
ไม่เพียงแค่เหวินเซิ่งที่เป็นผู้จัดการกิจธุระของศาลบุ๋นไพศาลเท่านั้น ยังมีเจ้าลัทธิหลักรองอีกสามท่านของศาลบุ๋น ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการของสถานศึกษาแห่งต่างๆ ก็อยู่ด้วย
แม้กระทั่งหย่าเซิ่งที่รับผิดชอบดูแลเรื่องการรบของเปลี่ยวร้างก็ยังใช้เวทลับเผยกายในศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง
ถึงขั้นที่ว่าแม้กระทั่งหลี่เซิ่งที่จับตามองทิศทางการโคจรของชิงเต้าเส้นนั้นก็ยัง “เผยกาย” อยู่ที่นี่
ตั้งแต่ต้นจนจบ ซิ่วไฉเฒ่าไม่เอะอะโวยวาย ไม่ได้พูดอะไร
แต่ไม่ว่าใครก็รู้ดีว่า ซิ่วไฉเฒ่าที่หน้าด้านดื้อดึง อาละวาดตีโพยตีพาย อย่าเห็นว่าเขาด่าโน่นด่านี่ด้วยความโมโห
แท้จริงแล้วยังปรึกษาพูดคุยกันได้ง่าย แต่ซิ่วไฉเฒ่าที่ไม่เอ่ยอะไรสักคำ ก็คือเหวินเซิ่ง!
แน่นอนว่าพวกเขามารวมตัวกันก็ไม่ได้พูดถึงใครหรือเรื่องอะไรมากนัก ถึงขั้นที่ว่าไม่ได้เอ่ยถึงชื่อบุคคลอย่างเป็นรูปธรรมด้วยซ้ำ
บัณฑิตของใต้หล้าไพศาลที่คุณูปการสูงที่สุดกลุ่มนี้ ภาพเหตุการณ์ที่พวกเขามองดูอยู่ในเวลานี้ก็ไม่ใช่ทะเลสาบเหล่าอิงที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงต้าหลีแจกันสมบัติทวีป
แต่เป็นโต๊ะหนังสือตัวหนึ่ง
บนโต๊ะมีบันทึกลับด้านภูมิศาสตร์จากเมืองต่างๆ ที่ถูกรวบรวมมาไว้ชั่วคราว พร้อมด้วยต้นฉบับลายมือสองกองใหญ่ซึ่งเตรียมไว้นานแล้ว แต่ยังคงมีการขีดเขียนปรับแก้ถ้อยคำอยู่ตลอด