กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1211.3 มหานทีไหลเชี่ยว
ต้นฉบับเขียนมือสองฉบับนี้
ฉบับแรกเป็นคำเชิญที่ได้รับจากวิญญูชนใหญ่เกาเสวียนตู้รองเจ้าขุนเขาสถานศึกษาไหลหยวนของฝูเหยาทวีป
เชิญให้เขาไปบรรยายผลได้ผลเสีย รายละเอียดความถูกและความผิดของศึกเฝ้าพิทักษ์และโจมตีของกำแพงเมืองปราณกระบี่
อีกฉบับหนึ่งคือใครบางคนกำลังจะไปเยือนสถานศึกษาชุนซานของราชสำนักต้าหลี
เขาต้องการใช้สถานะของราชครูคนใหม่ของต้าหลี ช่วยบรรยายในคาบเรียนให้กับเหล่าลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อที่ไปขอศึกษาต่ออยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง
เขาต้องการอธิบายความรู้สายเหวินเซิ่งของตัวเอง และความเหมือนความแตกต่างกับสายหย่าเซิ่ง
เจ้าของลายมือเขียนไว้เรียบร้อยแล้วว่าบทเปิดฉากสนทนาจะพูดถึงเนื้อหาอะไรบ้าง แต่ใช้วงเล็บวงครอบเอาไว้
เห็นได้ชัดว่าเขายังลังเลว่าพูดเปิดเช่นนี้จะเหมาะสมหรือไม่ เป็นเหตุให้ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป
ในฐานะลูกศิษย์คนสุดท้ายของสายเหวินเซิ่ง บทเริ่มต้นกลับไม่ได้พูดถึงสายบุ๋นของตัวเอง
ไม่ได้พูดถึงเหวินเซิ่งผู้เป็นอาจารย์ของตน แต่กลับเกี่ยวข้องกับหย่าเซิ่ง
และถึงกับไม่ใช่ถ้อยคำที่ดูหมิ่นลดคุณค่าของอีกฝ่าย
เขาต้องการถามเหล่าลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อที่ศึกษาวิชาความรู้อยู่ที่สถานศึกษาชุนซานพวกนั้นคำถามหนึ่ง
“สมมติว่าไม่พูดถึงผู้หลอมลมปราณที่สามารถฝึกตนได้ พวกเจ้าคิดว่าบัณฑิตที่หยิ่งทระนงที่สุด พวกเขามองความร่ำรวย ความสูงศักดิ์และเกียรติยศศักดิ์ศรีอย่างไร”
“ตามหลักแล้วสภาพจิตใจของผู้รอบรู้ควรเป็นอย่างไร?”
“บัณฑิตคนหนึ่ง ควรใช้วิชาความรู้ที่มีตระเวนสร้างอิทธิพลไปทั่วแผ่นดิน”
“หากจักรพรรดิโง่เขลา ข้าย่อมเป็นครูชี้นำจักรพรรดิ หากจักรพรรดิทรงปรีชาญาณ ข้าก็เป็นสหายของจักรพรรดิ!”
“อาจารย์ของข้า แน่นอนว่าต้องมีความรู้สูงมากๆ มีเพียงในเรื่องของการ “ตั้งปณิธานตั้งแต่อายุน้อย” ที่ยังด้อยกว่าหย่าเซิ่งอยู่มาก”
“ต่อให้อาจารย์อยู่ที่นี่ด้วย ข้าก็จะยังพูดอย่างนี้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้อยู่”
หลังจากนั้นก็คือเนื้อหาหลักของต้นฉบับปีกนี้แล้ว
ระหว่างนั้นยังมีการเขียนคำอธิบายนอกเหนือจากเนื้อหาไว้บนพื้นที่ว่างอีกมากมาย
ควรจะหยุดตอนไหน ควรจะถามพวกนักเรียนอย่างไร รวมไปถึงสมมติว่าพวกเขาจะถามอะไร ตนควรจะตอบอย่างไร
ประโยคสุดท้ายของต้นฉบับ ไม่มีการเขียนวงเล็บ เห็นได้ชัดว่าไม่มีความลังเลอีกแล้ว
“ปราชญ์กล่าวว่า การเรียนรู้ไม่อาจหยุดยั้ง เราพึงบ่มเพาะพลังคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ให้มั่นคง จนทั่วหล้าไม่อาจสั่นคลอน ดำรงชีวิตก็ด้วยสิ่งนี้ ตายก็ด้วยสิ่งนี้”
ขอยกถ้อยคำของบัณฑิตผู้ทรงธรรมนี้มาเตือนใจและเป็นกำลังใจแก่ทุกท่านร่วมกัน
ทางฝั่งศาลบุ๋นแผ่นดินกลางในเวลานี้มีทั้งคนที่มองซิ่วไฉเฒ่าแล้วก็มีทั้งคนที่มองหย่าเซิ่ง
พวกเขาต่างรู้ชัดเจนดี
เจ้าของต้นฉบับนี้ เขาอยากจะลองดู อย่างน้อยก็ลองทำดู
เขาต้องการอาศัยสถานะลูกศิษย์คนสุดท้ายของสายเหวินเซิ่ง ไปซ่อมแซมแก้ไขความแตกแยกของ “สองตระกูล’
หลังจากจบศึกตรีจตุในปีนั้นและหลังจากนั้นก็ไม่เคยถูกคลี่คลาย
นั่นคือรอยร้าวครั้งใหญ่ฝ่ายในของศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ถึงขั้นกระเทือนไปยังระบบสืบทอดลัทธิขงจื๊อทั้งสาย
เฉินผิงอันยินดีจะเป็นคนที่เดินนำออกก่อนไปก้าวแรก
เหมาเสี่ยวตงรองผู้อำนวยการสถานศึกษาหลี่จี้เงียบงัน
ต่อให้มอบยศวิญญูชนอะไรให้ศิษย์น้องเล็ก เฉินผิงอันก็ไม่ต้องการ
นี่ไม่ใช่ความคิดของเขาคนเดียวเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว แม้กระทั่งอาจารย์ผู้เฒ่าลี่ก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ถึงขั้นที่ว่าแม้กระทั่งฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นของราชวงศ์ต้ายงชุยเจี่ยนผู้ปกป้องบุปผาของพื้นที่มงคลร้อยบุปผา ฯลฯ
พวกเขาต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจ
ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่บนขั้นบันได อาจารย์ผู้เฒ่าลี่ถึงได้สูบยาพลางมองดูเหมือน “พูดจาเกรงใจตามมารยาท” กับซิ่วไฉเฒ่า
เพราะคำกล่าวของ “รองเจ้าลัทธิศาลบุ๋น” อันที่จริงก็คือคำกล่าวที่แฝงเจตนาลึกซึ้ง
ขอแค่ตำแหน่งในศาลบุ๋นแผ่นดินกลางของลูกศิษย์ปิดสำนักของเจ้าสูงมากพอ
ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไม่เพียงแต่เป็นบัณฑิตของสายเหวินเซิ่งพวกเจ้าเท่านั้น
กลับกลายเป็นว่าเขาจะมีอิสระมากกว่าเดิม ประหนึ่งบนพื้นที่ราบสูงกว้างขวางมียอดเขาสูงอีกลูกผุดขึ้นมา
ถึงอย่างไรก็ยังคงอยู่บนพื้นแผ่นดินของสายสืบทอดวิชาความรู้นั้น
แต่กลับไม่ต้องให้เจ้าซิ่วไฉเฒ่าไปช่วยบังลมบังฝนแทนเขาแล้ว เพราะตัวเขาเองก็คือมหาบรรพตลูกหนึ่ง!
ชุยเจี่ยนที่ติดตามฉีฟางเจ้าแห่งบุปผามาเยือนศาลเทพีบุปผาเมืองหลวงต้าหลีก็เคยมีคำกล่าวประโยคหนึ่งที่ดูคล้ายจะเป็นคำล้อเล่น
“หากข้าเป็นผู้ดูแลกิจธุระของศาลบุ๋นอย่างแท้จริง จะต้องให้เฉินอิ่นกวานได้เข้าไปอยู่ ทั้งในศาลบุ๋นและศาลบู๊เวลาเดียวกัน”
ภายหลังไปถึงศาลเทพอัคคี ไปเจอกับเฟิงอี๋ ชุยเจี่ยนก็ยังคงพูดเหมือนเดิม
การเดินทางครั้งนี้ของชุยเจี่ยน นอกจากเป็นความต้องการส่วนตัวเพราะอยากปกป้องพื้นที่มงคลร้อยบุปผาแล้ว
ไยจะไม่ใช่การตักเตือนทางอ้อมอย่างหนึ่ง ถือว่าเป็นใจเห็นแก่ตัวที่ต้องการจะบอกเตือนเฉินผิงอันด้วยความหวังดี?
ขอแค่เฉินผิงอันเข้าไปอยู่ในศาลบู๊ ต่อให้จะต้องรักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับศาลบุ๋นและอาจารย์ของเจ้า
แต่กระนั้นก็ยังสามารถรักษาสถานะของสายเหวินเซิ่งเอาไว้อย่างผึ่งผาย
ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องถูกมัดมือมัดเท้ามากเกินไป ใครพูดคุยกับเจ้าดีๆ เจ้าก็ใช้เหตุผลกับเขา
ใครไม่มีเหตุผลกับเจ้า ชอบเอาคำว่าคุณธรรมยิ่งใหญ่มากดข่มเจ้า
ถ้าอย่างนั้นเจ้าเฉินผิงอันก็เปลี่ยนสถานะใหม่ ใช้สถานะของอริยะผู้มีเทวรูปในศาลบู๊มาอธิบายเหตุผลที่เหมาะสมกับสถานะของตัวเองกับอีกฝ่าย!
ชุยเจี่ยนเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ต้ายงทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
แม้ว่าจะไม่ได้เลื่อนติดอันดับสิบราชวงศ์ใหญ่ แต่ก็คือแคว้นแข็งแกร่งอันดับหนึ่งที่มิอาจดูแคลนได้ สามารถเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวสำรอง
ซิ่วไฉเฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พวกเจ้าจะให้ทำอย่างไร ข้าก็จะทำอย่างนั้น”
ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายของข้า คนที่อยากเรียนหนังสือมากที่สุดมาตั้งแต่เด็ก
คือชุยฉานที่ถูกขังไว้ในห้องหนังสือหรือ? คือฉีจิ้งชุนที่วาดฝันถึงยุทธภพตั้งแต่เด็กหรือ? คือจั่วโย่ว คือหลิวสือลิ่วหรือ?
ดี ตอนนี้เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะเป็นราชครูแห่งราชสำนักที่ใช้กำลังทหารอย่างสิ้นเปลืองและบ้าสงคราม
มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเดินไปบนเส้นทางของผลงานอันเป็นรูปธรรมของชุยฉานที่เดินไปจนสุดทางไม่หันหลังกลับอีกแล้ว
นี่ก็คือวิสัยทัศน์ของศาลบุ๋น คือเจตนารมณ์ดั้งเดิมของศาลบุ๋น ใช่ไหม? ใช่หรือไม่ใช่?!
ซิ่วไฉเฒ่าแค่นเสียงดังหึ แล้วก็หัวเราะอยู่กับตัวเอง
เสี่ยวฉีหนอ เสี่ยวฉี บางทีเจ้าไม่ควรรับลูกศิษย์แทนอาจารย์เลย…. ใช่หรือไม่
จู่ๆ อินจี้ก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขายิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ไม่คิดจะสนใจสถานการณ์ใหญ่ในใต้หล้าแล้วหรือ?”
เฉินผิงอันยื่นมือมาลูบปาก
สถานการณ์ใหญ่ในใต้หล้า?
กำแพงเมืองปราณกระบี่ การประชุมของศาลบุ๋น และยังมี “บนฟ้า” มีส่วนของเจ้าอินจี้ด้วยหรือไร?
ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็วางท่าชัดเจนว่าไม่อาจคุยเรื่องสถานการณ์ใหญ่อะไรกันได้ถึงได้คุยแต่ “เรื่องเล็ก” กับเจ้าอย่างไรเล่า
เฉินผิงอันยกคอของอินจี้ขึ้นสูงอีกครั้ง ไม่คิดจะรออีกแล้ว
เกี่ยวกับเจ้าอินจี้ คือเรื่องเล็กที่ไม่มีค่าพอให้ถือสาอะไรเลยสำหรับโลกใบนี้
ในห้องแห่งหนึ่ง ซ่งเหลียนถามหยั่งเชิง “ท่านพี่ ไม่ตามออกไปดูหน่อยหรือ?”
ซ่งเกิงกลับไปนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งอีกครั้ง “ในเมื่อเมื่อครู่นี้ไม่กล้าพอจะเผยตัว ตอนนี้จะเดินออกไปทำอะไร?”
“นอกจากจะถูกท่านรองกับราชครูเฉินดูแคลนมากกว่าเก่า ก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว”
ซ่งเหลียนสีหน้าหม่นหมอง
ต่อให้ท่านอารองจะโมโหแค่ไหน พูดว่า “ไม่แต่งตั้งรัชทายาทนั้นถูกต้องแล้ว” ต่อหน้าซ่งเกิง ก็พูดแรงเกินไปแล้ว
ซ่งเกิงหยิบส้มลูกหนึ่งมาปอกเปลือกอีกครั้ง ยิ้มเอ่ยว่า “แต่เจ้ากลับออกไปดูได้ ไปเถอะ ปิดประตูให้ข้าด้วย”
ซ่งเหลียนถามเสียงเบา “ท่านพี่ ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
ซ่งเกิงชี้ไปยังสภาพเละเทะทั่วห้อง ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่รู้จักเก็บของสักสองสามชิ้นไว้ให้ข้าขว้างบ้าง”
“ตอนนี้ดีแล้ว ข้ายังจะขว้างอะไรได้อีก?”
ซ่งเหลียนเอ่ยอย่างละอายใจ “ต้องโทษข้า หากไม่เป็นเพราะข้าลากท่านออกมาผ่อนคลายอารมณ์ข้างนอกก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้แล้ว”
ซ่งเกิงส่ายหน้า “สิ่งที่ดูเหมือนเกิดขึ้นโดยบังเอิญไม่ทันตั้งตัว แท้จริงแล้วต้องมีปัจจัยจำเป็นนับไม่ถ้วนที่ก่อหลอมมาก่อนหน้า”
เคี้ยวส้มช้าๆ สภาพจิตใจของซ่งเกิงในเวลานี้ แน่นอนว่าไม่ได้นิ่งสงบอย่างสีหน้าที่แสดงออกมา
เมื่อก่อนข้ารู้สึกว่าตัวเองเข้าใจหลักการเหตุผลข้อนี้ดีมากแล้ว ใคร่ครวญจนกระจ่างแล้ว
กระทั่งวันนี้ถึงเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองไม่เข้าใจอะไรเลย