กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1211.4 มหานทีไหลเชี่ยว
ศาลาริมน้ำ
คล้ายจะตั้งใจไม่ให้เด็กสาวได้เห็นเหตุการณ์นองเลือดทางฝั่งนั้น
บนพื้นผิวของทะเลสาบด้านนั้นจึงมีไอหมอกแผ่อบอวลอยู่ตลอด ทำให้คนมองเห็นภาพเหตุการณ์ได้ไม่ชัดเจน
หรงอวี๋นั่งเคียงไหล่อยู่กับเด็กสาวบนม้านั่งยาวในศาลา
เฉินซีอาการดีขึ้นบ้างแล้ว ตอนนี้นางแค่เป็นห่วงว่าบุรุษชุดเขียวที่บอกว่าตัวเองแซ่เฉินคนนั้นจะเดือดร้อนเพราะนางหรือไม่
แล้วก็แอบคิดว่า หากได้เงินค่ายามาก้อนหนึ่งจริงๆ ล่ะ?
หนึ่งพันตำลึงนั้นไม่กล้าคิดแน่นอน แต่ถ้าห้าสิบตำลึง สามสิบตำลึงล่ะ?
แค่นั้นก็มากพอแล้ว นางก็จะสามารถส่งไปให้น้องชายที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียน
และน้องสาวที่หัดเรียนงานบ้านงานเรือนพร้อมกับเงินที่สะสมไว้ได้แล้ว แล้วยังมีเงินเหลืออีกนิดหน่อยด้วยนะ
หรงอวี๋เองก็ไม่ได้พูดเรื่องสกปรกโสมมบางอย่างให้เด็กสาวฟัง นางไม่อยากจะพูดถึง
ไม่ต้องให้เว่ยเจียเปิดปากพูด ลูกหลานจากตรอกอี้ฉือที่เชี่ยวชาญกับวงในของวงการขุนนางดีอย่างเขาย่อมไม่มีทางทิ้งจุดอ่อนของตัวเองเอาไว้
ผู้ดูแลใหญ่ของสวนส่วนตัวริมทะเลสาบเหล่าอิงย่อมต้องลงมือเอง แน่นอนว่าฝ่ายหลังตายไปแล้ว
หรงอวี๋มองไปอีกด้านของศาลา พูดกลั้วหัวเราะเบาๆ ว่า “เข้ามานั่งข้างในเถอะ ยืนอยู่ข้างนอกดูไม่เหมาะเท่าไร”
หันอีส่ายหน้า เขาไม่กล้า
เหวยฉงก็ยิ่งไม่กล้า กระทั่งถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
“เฉาโม่” ผู้นั้นกินข้าวหลวง ต้องไม่ใช่เรื่องโกหกแน่นอน หาไม่แล้วหันอีก็ไม่มีทางเรียกตัวเองว่าผู้น้อย
หรือจะเป็นลูกหลานสกุลเฉาเสาค้ำยันแคว้น?
แต่ตระกูลเหวยของเขาแม้จะตกอับ มักจะถูกคนวัยเดียวกันอย่างพวกเว่ยเจียพูดเยาะเย้ยลับหลังเป็นประจำ
ว่าเป็ นหวังเสี่ยวเอ้อร์ที่ยิ่งนับวันยิ่งตกต่ำ ปีใหม่แต่ละปี แย่กว่าปีก่อนๆ
แต่ถึงอย่างไรตระกูลของเหวยฉงก็ยังมีรากฐานอยู่ ตระกูลอื่นนั้นเหวยฉงอาจจะรู้ไม่มาก
แต่ลูกหลานสกุลเฉาหากใครได้ดิบได้ดี ไปเป็นขุนนางอยู่ในที่ว่าการใดหรืออยู่เมืองใด เหวยฉงกลับรู้ดี
หรงอวี๋กุมมือของเด็กสาวไว้เบาๆ อยู่ตลอด นางถอนสายตากลับมา ไม่มองพวกเขาอีก
เพียงแค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ข้าบอกให้นายอำเภอหันกับเถ้าแก่เหวยเข้ามานั่งข้างใน”
หันอีรู้สึกชาไปทั้งหนังหัวทันใด ไม่พูดจาไร้สาระอีก รีบก้าวเร็วๆ เข้ามาในศาลา แล้วนั่งลงตรงมุมในสุดติดกับบันไดเงียบๆ
คำกล่าวที่ว่าคนเฝ้าประตูจวนอัครเสนาบดีเทียบเท่าขุนนางชั้นสาม คิดว่าเป็นคำล้อเล่นหรืออย่างไร?
แล้วนับประสาอะไรกับที่หรงอวี๋หนึ่งในสองสาวใช้ของจวนราชครู
บิดาของนางคือใคร? คือแม่ทัพผู้มีคุณูปการที่ขอแค่รอดชีวิตกลับมาจากสนามรบก็สามารถได้รับยศแต่งตั้งเป็นทูตผู้ตรวจการ!
คนของตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ่อร์ใครที่ไม่รู้เรื่องนี้บ้าง?
เหล่าท่านขุนนางบุ๋นของตรอกอี้ฉือทั้งหลาย ใครที่กล้าตำหนิวิจารณ์นาง ถนนฉือเอ่อร์ก็จะมีศัตรูคนเดียวกัน
หากคนของถนนฉือเอ๋อร์ที่เต็มไปด้วยลูกหลานแม่ทัพกล้าว่าอะไรนางแม้แต่คำเดียว ก็ต้องเจอกับการทำความสะอาดตระกูล!
ช่วงไม่กี่ปีมานี้กองทัพชายแดนต้าหลีมีคำกล่าวหนึ่งที่แพร่หลายกันในทางส่วนตัว
การที่ทูตผู้ตรวจการชูเกาซานรบตายก็เพื่อบุกเบิกเส้นทางอนาคตยาวไกลที่ทอดยาวไปยังราชสำนักให้กับลูกหลานคนจนชนชั้นล่างสุดของต้าหลี
ขอแค่รู้จักพลิกแพลงสักหน่อย แม่ทัพใหญ่หรงอี้ผู้ได้ครองอักษรเจิงก็ไม่จำเป็นต้องตาย
บุตรชายของหัวหน้าจุดพักม้าคนหนึ่ง ทำให้เหล่าเสมียนทั่วแผ่นดินที่ตลอดชีวิตยากจะก้าวเข้าสู่ชนชั้นขุนนางน้ำใส ต่างก็กล้าฝันและมีความหวังขึ้นมา
ทูตผู้ตรวจการชูเกาชานเปิดทางให้กับพวกเราแล้ว
หรงอี้ก็คล้ายจะทิ้งคำสั่งเสีย ประโยคหนึ่งไว้ให้กับราชสำนักต้าหลีว่า
ให้เส้นทางการไต่เต้า เส้นทางการเลื่อนขั้นเป็นขุนนางที่พวกเราทุกคนอาศัยคุณูปการก้าวเดินผ่านมา ขยับให้ข้าผู้อาวุโสกว้างขึ้นอีก!
ถึงอย่างไรข้าหรงอี้ก็ไม่ได้เห็นแล้ว แต่ราชสำนักต้าหลีของพวกเรา
ไม่ว่าจะเป็นขุนนางบุ๋นหรือแม่ทัพบู๊ พวกเจ้าก็อย่าได้ทำให้คนผิดหวัง
หลังจากที่ภรรยาจากโลกนี้ไป หรงอี้ก็ไม่ได้แต่งงานใหม่
ดังนั้นเมื่อเขาตายไปจึงทิ้งบุตรสาวกำพร้าไว้เพียงลำพัง นางก็คือหรงอวี๋
ถูกชุยฉานพามาอยู่ที่จวนราชครู นางเติบโตขึ้นทุกวันอยู่ที่นั่น
เหวยฉงที่ไม่ได้ขยับเท้าเหลือบมองหันอี ข้าเหมาะจะเข้าไปจริงๆ หรือ?
หันอีพยักหน้าเบาๆ เหวยฉงถึงได้เดินย่องเบาๆ เข้ามาในศาลา มานั่งติดกับหันอี
หรงอวี๋ชี้ไปยังหันอีที่นั่งตัวตรงอย่างสำรวมอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วจึงหันมาพูดเสียงอ่อนโยนยิ้มอธิบายกับเด็กสาวเฉินซี
“หวังหย่งจินผู้นั้นคือนายอำเภอของอำเภอหย่งไท่”
“คนผู้นี้ชื่อหันอี คือรักษาการนายอำเภอของอำเภอฉางหนิง ระดับขั้นเท่ากัน แต่กลับเป็นขุนนางไม่เหมือนกัน”
“หันอีดีกว่าหน่อย เมื่อครู่นี้เจ้าถูกผู้ดูแลใหญ่บังคับพาตัวไป หันอีก็บุกเข้าไป”
“ต่อให้เสี่ยงที่จะเสียหมวกขุนนาง ก็ยังต้องทวงความเป็นธรรมคืนแทนเจ้าให้ได้”
เด็กสาวตกตะลึง นางเอามือที่ได้รับบาดเจ็บอ้อมไปไว้ข้างหลัง
ก่อนจะทำท่าจะลุกขึ้นอย่างลนลาน หมายจะขอบคุณนายอำเภอหันท่านนี้
แต่กลับถูกหรงอวี๋ดึงกลับมานั่งที่เดิมเบาๆ เป็นการบอกกับเด็กสาวว่าไม่ต้องทำเช่นนี้
เฉินซีกลับยืนกรานจะลุกขึ้นยืน นางดิ้นรนเล็กน้อย หรงอวี๋จึงยอมปล่อยมือ
หรงอวี๋ปล่อยมือแล้วหันไปมองหันอี
ถึงอย่างไรเด็กสาวก็ทำงานปรนนิบัติคนอื่นอยู่ในสวนแห่งนี้
เวลาปกติแขกที่ได้พบเจอหากไม่ใช่คนรวยก็เป็นคนสูงศักดิ์
ดังนั้นนางจึงเคยได้ยินคำกล่าวในวงการขุนนางที่บอกว่านายอำเภออันดับหนึ่งของใต้หล้า
นางยอบกายคารวะ เอ่ยขอบคุณนายอำเภอหัน
เห็นภาพนี้แล้ว หัวของหันอีก็เหมือนจะระเบิด เขารีบลุกขึ้นยืน
หันอีเงียบงัน เอ่ยเนิบช้าว่า “แม่นางเฉินซี หากข้าเป็นแค่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย ไม่ได้เป็นขุนนาง วันนี้ข้าก็คงสามารถรับคำขอบคุณของเจ้าได้อย่างผึ่งผาย”
“แต่ในเมื่อข้าเป็นรักษาการนายอำเภอของอำเภอฉางหนิง ข้าก็รู้สึกละอายใจยิ่งนัก”
เฉินซีมึนงง เฮ้อ คนที่เป็นขุนนางชอบพูดจาวกวนอ้อมค้อมเช่นนี้เสมอ
ชาวบ้านฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่นางสัมผัสได้ว่านายอำเภอหันท่านนี้ไม่ค่อยเหมือนกับนายอำเภอหวังผู้นั้น
คงเพราะเขาคือขุนนางที่ดีจริงๆ กระมัง?
หรงอวี๋กล่าว “หันอี นั่งลงคุยกันเถอะ”
หันอีไม่กล้ารู้สึกโล่งอก นั่งลงแล้วก็ยังกลัดกลุ้มไม่หาย รู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนพรมเข็ม
หรงอวี๋ลังเลเล็กน้อย แต่นางก็ยังตัดสินใจเอ่ยว่า “เฉินซี อันที่จริง …คุณชายของพวกเราเห็นเหตุการณ์ของที่นี่ได้อย่างรวดเร็ว”
“เห็นมาตั้งนานแล้ว แต่ทำไมถึงไม่ได้ปรากฏตัวทันที สาเหตุของเรื่องนี้ ข้าจะต้องอธิบายให้เจ้าฟังสักหน่อย…”
เฉินซีได้ยินแล้วก็ตื่นตระหนกอยู่บ้าง นางรีบแย่งพูดว่า “พี่หญิงหรงอวี๋ ข้ารู้ดี”
“มักจะได้ยินคนอื่นพูดกันบ่อยๆ ว่าผู้สูงศักดิ์มักจะพูดช้า พูดน้อย เสียงก็ไม่ดัง ทำอะไรก็ยิ่งต้องคิดพิจารณาให้มากๆ”
บอกตามตรง สภาพการณ์ในเวลานี้ทำให้เด็กสาวมึนงงอย่างยิ่งแล้ว
รู้สึกเหมือนตอนเด็กที่ติดตามพ่อแม่ไปเยี่ยมญาติในเดือนที่หนึ่ง
ญาติคนนั้นคือคนที่ได้ดิบได้ดีที่สุดในตระกูลและในที่ว่าการอำเภอ เกรงใจพวกนางมาก
และดีกับพวกนางมาก แต่ความกระตือรือร้นของผู้อาวุโสที่เป็นญาติกันกลับทำให้นางรู้สึกตึงเครียด
อย่างเช่นตอนที่มอบของแดงของใหญ่ใส่เงินหนึ่งตำลึงให้กับนาง
นางอยากได้ แต่พ่อแม่กลับไม่กล้ารับไว้ เพราะหากรับไว้ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะชดใช้คืนอย่างไร
หรงอวี๋ยิ้มเฝื่อนส่ายหน้า ตอนนี้นางกลับไม่รู้แล้วว่าควรจะอธิบายอย่างไรถึงจะดี
คำกล่าวที่ฟังเหมือนไร้เหตุผลของเด็กสาวกลับฟังดูมีเหตุผล อันที่จริงก็ถูก แต่ก็ไม่ถูกเหมือนกัน
เรื่องราวที่เกี่ยวพันอยู่ในเหตุการณ์นี้ซับซ้อนอย่างมาก
ต่อให้จะเป็นนายอำเภออันดับหนึ่งแห่งราชสำนักต้าหลีที่มาจากตระกูลชนชั้นสูงจากตรอกอี้ฉืออย่างหันอี
สิ่งที่เขารู้ก็คือมุมหนึ่งของม้วนภาพยาวเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำนำได้ด้วยซ้ำ
เหวยฉงรู้สึกว่าชื่อ “หรงอวี๋” นี้ช่างคุ้นหูเหลือเกิน เพียงแต่ไม่ว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
คนวัยเดียวกันของตรอกอี้ฉือไม่มีใครที่ชอบพาเขาไปเล่นด้วย
อย่างเรื่องที่หันลิ่วเอ๋อร์ได้เป็นรักษาการนายอำเภอของอำเภอฉางหนิง เขาเองก็ต้องไปดื่มสุราคารวะคนอื่นในเหลาสุราบ้านตนถึงจะได้ข่าวมาจากวงเหล้า
แต่ว่าตอนนั้นหลังจากดื่มสุราคารวะแล้ว วันนั้นเหวยฉงก็ยังดื่มเองจนเมามาย
ขอแค่สหายได้ดิบได้ดี ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีชีวิตที่ดี เขาก็รู้สึกดีใจจากใจจริง
ต่อให้พวกเขากับตนจะกลายเป็นว่ายิ่งนานวันก็ยิ่งไม่มีเรื่องให้พูดคุยกันก็ตาม
เหวยฉงถามหยั่งเชิง “แม่นางหรง คุณชายบ้านเจ้ามีตำแหน่งสูงอยู่ในที่ว่าการใดของระเบียงพันก้าวหรือ?”
หันอีสูดลมหายใจดังเฮือก ยกเท้าเหยียบลงไปบนรองเท้าของเจ้าอ้วนเหวย
เพราะรีบร้อนเกินไป ไม่ได้กะน้ำหนักให้ดี เจ้าอ้วนเหวยทนรับความเจ็บไม่ได้จึงร้องครางอยู่ในลำคอแต่เขาก็กลั้นไว้ เกร็งไหล่ให้นิ่ง
เขารู้ว่าไม่ควรเอะอะเสียงดังอยู่ที่นี่ อย่าเดือดร้อนให้หันลิ่วเอ๋อร์ต้องวางตัวลำบาก
แต่เป็นเพราะทนไม่ไหวจริงๆ เท้าข้างนั้นของหันอีกระทืบมาเสียเต็มแรง เจ็บจริงๆ
เหวยฉงเก็บอาการไม่อยู่จึงหลุดเสียงร้องเหมือนหมูถูกเชือด จากนั้นเจ้าอ้วนก็รีบยกมืออุดปาก
ได้แต่กล้ายกเท้าข้างนั้นขึ้นมา แอบเอามาถูกับน่องให้คลายเจ็บปวด
เด็กสาวมองปากอ้าตาค้าง บนใบหน้ามีรอยยิ้มน้อยๆ ราวกับว่าภาพเหตุการณ์เช่นนี้ถึงจะคุ้นตาสำหรับนาง
ใจของนางจึงพอจะสงบลงได้บ้าง
หรงอวี๋สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพจิตใจของแม่นางน้อยได้อย่างเฉียบไว
มองเหวยฉงแล้วก็รู้สึกสบายตาขึ้นมาหน่อย จึงเป็นฝ่ายเปิดปากยิ้มเอ่ยว่า
“ได้ยินว่าเจ้าเปิดร้านเหล้าอยู่ที่ลำคลองชางผูกิจการค่อนข้างธรรมดา”
เหวยฉงมองหันอีด้วยสีหน้าน่าสงสาร หันอีไม่แสดงสีหน้าใดๆ
เหวยฉงมองอีกที หันอีจึงได้แต่บากหน้าเอ่ยเสียงเบาว่า “แม่นางหรงอวี๋ถามเจ้า เจ้าก็ตอบไปตามตรงเถอะ”
เหวยฉงวางใจได้แล้วจึงตอบว่า “กิจการเทียบกับสวนส่วนตัวของทะเลสาบเหล่าอิงไม่ได้ แย่กว่าเยอะเลย”
“ท่านลุงใหญ่ของข้าเป็นห่วงว่าเหลาสุราจะเปิดต่อไปไม่ไหว คงกลัวว่าข้าจะกลับบ้านไปเกาะบิดาแก่ๆ กิน”
“ช่วยไม่ได้ บอกตามตรง บรรพบุรุษของพวกเราสะสมบุญกุศล แต่ไม่เคยสะสมเงินเอาไว้”
“ท่านลุงใหญ่ของข้าจึงช่วยออกความคิดแย่ๆ บอกให้ข้าสวมชุดงิ้วไปร้องงิ้ว”
“หนังหน้าข้าย่อมหนาพออยู่แล้ว แต่หุ่นแย่ไปสักหน่อย”
“ไม่อันนั้นได้เงินมาอย่างสุจริตเช่นนี้ แค่ร้องงิ้วจะเป็นไรไป อาศัยความสามารถได้เงินตกรางวัลมา ไม่น่าอาย!”
เด็กสาวไม่กล้าหัวเราะเจ้าอ้วนที่พูดจาน่าสนใจ ได้แต่หรี่ตาทั้งคู่ลง พยักหน้ารับแรงๆ
เจ้าอ้วนเหวยยักไหล่ ขยิบตาส่งไปให้เด็กสาว
แม่นางน้อยเจ้าเข้าใจดีอยู่แล้ว หากมีเวลาว่างก็ไปให้การสนับสนุนที่เหลาสุราของข้าด้วยล่ะ
กินข้าวดื่มเหล้า พี่ชายจะไม่เก็บเงินเจ้าสักเหวินเดียว…
หันอีที่เหงื่อแตกเต็มแผ่นหลังใกล้เป็นบ้าเต็มทีแล้ว เจ้าอ้วนเหวย นายท่านใหญ่เหวย บรรพบุรุษเหวย เจ้าหุบปากเสียทีเถอะ
เจ้าไม่รู้หรือว่าทั่วทั้งตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ่อร์มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะต้องโกลาหลวุ่นวายภายในคืนนี้?!
ระหว่างเพื่อนบ้านใกล้เคียง อย่างน้อยที่สุดพวกหน้าเก่าก็ต้องหายไป แล้วมีพวกหน้าใหม่เพิ่มมามากขึ้น?!
เจ้าอ้วนเหวยย่อมไม่รู้อยู่แล้ว
หรงอวี๋คอยกุมมือของเด็กสาวไว้เบาๆ อยู่ตลอดเวลา นางตบหลังมือของอีกฝ่าย
“เขาชื่อเหวยฉง เป็นคุณชายจากตรอกอี้ฉือเหมือนกัน มองดูไม่เหมือนคนดี แต่มโนธรรมในใจมีมากพอๆ กับน้ำหนักตัว?”
กองกำลังแคว้นแข็งแกร่งหรืออ่อนแอแล้วอย่างไร ถึงอย่างไรก็ต้องพบความเป็นความตาย แบ่งแพ้ชนะบนสนามรบ
นี่ชัดเจนจนไม่ว่าใครก็สามารถมองเห็นความจริงได้แจ่มแจ้ง ทำสงครามชนะหรือพ่ายแพ้ ชาวบ้านก็น่าจะพอรู้ได้
บนสนามรบโบกดาบแทงใส่กองทัพของแคว้นศัตรู นอกจากแข่งกันว่าดาบของใครมีมากกว่า แน่นอนว่าการชักดาบก็ต้องเร็ว แม่นยำ และอำมหิต
นอกจากนี้ปลายดาบก็ต้องหันเข้ามาข้างใน และในข้อนี้ บังเอิญว่ายากมากที่ชาวบ้านจะชำระล้างเบื้องหลังอันสกปรกและความคดเคี้ยวซับซ้อนที่อยู่ภายในได้
นอกประตูใหญ่ในสวนของทะเลสาบเหล่าอิง
ผู้กองหนุ่มนั่งอยู่บนหลังม้า มองขุนนางของสองที่ว่าการที่เหมือนมดบนกระทะร้อนพวกนั้นด้วยสายตาเย็นชา
ขุนนางบุ๋นนี่นะ เจอเรื่องนิดหน่อยก็เหมือนถูกไฟลนก้นอย่างไรอย่างนั้น
ขุนนางสองกลุ่มจากศาลหงหลูและกรมพิธีการร้อนใจกันมากจริงๆ
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เจอกับแม่ทัพของที่ว่าการเหนือ พวกเขาก็จนปัญญาจริงๆ
“เสมียนขุนนาง” ของที่ว่าการเหนือ เป็นทั้ง “ขุนนางผู้ใกล้ชิดปวงประชา” ที่ไม่ว่าเรื่องอะไรบนพื้นแผ่นดินของเมืองหลวงก็ล้วนเข้าไปควบคุมได้
นอกจากเลขาธิการฝ่ายบุ๋นจำนวนไม่มากในที่ว่าการ คนอื่นๆ ที่เหลือก็ยิ่งเป็นแม่ทัพผู้กล้าทหารผู้เย่อหยิ่งที่ถูกดึงตัวมาจากสนามรบ
แน่นอนว่าหากจะพูดให้แรงหน่อยก็เรียกได้ว่าพวกเขาคือสมุนรับใช้โอรสสวรรค์
ยอมถูกด่าอยู่ที่ระเบียงพันก้าว แต่อย่าได้ไปดื่มน้ำชาในสามสถานที่ นี่คือความรู้ที่เห็นพ้องต้องกันของวงการขุนนางต้าหลี
สามสถานที่นี้ก็คือกรมอาญาที่แม้กระทั่งเรื่องของเทพเซียนบนฟ้าก็ยังควบคุมได้
และยังมีสำนักผู้ตรวจการที่หยวนฉงดูแลมานานหลายปี นอกจากนี้ก็คือที่ว่าการเหนือของหงจี้
ก่อนที่ทหารม้ากองนี้จะบุกออกมาจากที่ว่าการกองทหารม้าลาดตระเวนพระนคร
ผู้บัญชาการหงก็บอกแล้วว่า ด้วยนิสัยเดิมๆ ของศาลหงหลูและกรมพิธีการจะต้องพล่ามหลักการเหตุผลยิ่งใหญ่ให้เจ้าฟังอย่างแน่นอน
แค่ขวางพวกเขาไว้หน้าประตูก็พอ นายท่านขุนนางบุ๋นอย่างพวกเขา ท้ายที่สุดก็ไม่เอาไหนอยู่ดี
ถึงเวลานั้นเจ้าก็ถามพวกเขาไปตรงๆ เลยว่าเข้ามาทำอะไรที่สวน
หากบอกว่ามาช่วยที่ว่าการเหนือจับคนก็ปล่อยตัวมา แต่หากพูดพล่ามไม่เข้าประเด็น ก็มอบน้ำแกงประตูปิดให้พวกเขากิน
มีขุนนางวัยกลางคนของศาลหงหลูคนหนึ่งที่ร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด
“ผู้กองซือถู หากด้านในทะเลาะกันใหญ่โต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดมีคนตายขึ้นมา”
“จากเดิมเป็นเพียงข้อพิพาทกลายเป็นการปะทะกันด้วยอาวุธ ก็อาจถูกยกระดับความร้ายแรงขึ้นไปอีกหลายชั้น กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสองแคว้น แบบนั้นจะดีหรือ?”
“ในเมื่อพวกเจ้าคือคนของที่ว่าการเหนือก็ช่วยทำให้ฮ่องเต้เป็นกังวลให้น้อยหน่อยเถอะ…”
ขุนนางหนุ่มของกรมพิธีการที่อยู่ข้างกันก็เดือดดาลไม่น้อย
“ต่อให้ที่ว่าการเหนือจะจับคนก็ต้องทำตามระเบียบข้อบังคับให้ครบขั้นตอนกระมัง?”
“ขอแค่พวกเราอยู่ด้วย ที่ว่าการเหนือก็จะลดทอนขั้นตอนการทำเอกสารและบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงไปได้มาก”
ผู้กองหนุ่มยื่นมือไปแตะดาบคาดเอวตามรูปแบบของที่ว่าการเหนือ
“ไม่ต้องมาพูดเรื่องระเบียบขั้นตอนยิบย่อยพวกนี้กับข้า ข้าฟังคำสั่งจากผู้บัญชาการหงคนเดียวเท่านั้น”
“ตอนนี้ก็คือต้องเฝ้าหน้าประตูใหญ่ หากเฝ้าไว้ไม่ได้ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังทำไม่ได้ พรุ่งนี้ข้าก็ต้องไสหัวออกไปจากที่ว่าการเหนือแล้ว”
ขุนนางศาลหงหลูคนนั้นโกรธจัดจนกลายเป็นขำ “ซือถูเตี้ยนอู่ ถ้าอย่างนั้นให้ข้าโขกหัวให้เจ้าเลยไหม?”
“ขอร้องนายท่านใหญ่อย่างเจ้าให้ช่วยเหลือ โปรดเมตตาผ่อนปรน ปล่อยให้พวกเราเข้าไปเถอะ?”
ซือถูเตี้ยนอู่กำแส้โบยม้าห่อด้ามด้วยผ้าแพรต่วนลายเมฆสีเหลืองสว่างที่ทำขึ้นพิเศษเฉพาะของที่ว่าการเหนือเอาไว้แน่น
พูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “เอาสิ”
จากนั้นผู้กองหนุ่มท่านนี้ก็กระตุกมุมปาก เอ่ยเสริมมาอีกประโยคหนึ่งว่า “ต่อให้โขกหัวก็ไม่ได้เข้าไป”
คนผู้นั้นเอ่ยอย่างเดือดดาล “ซือถูเตี้ยนอู่ เจ้าลูกกระต่าย ตอนที่ข้ากับบิดาเจ้าล้อมปราบโจรด้วยกันที่อวิ้นโจว เจ้ายังสวมกางเกงเปิดก้นเล่นดินโคลนอยู่เลยนะ…”
ผู้กองหนุ่มแผ่ปราณสังหารดุดัน หรี่ตาเอ่ยว่า “ไสหัวไปหามารดาเจ้าเสีย ยามถึงวันปีใหม่ติดตามท่านพ่อแวะเวียนไปเยี่ยมเยือน เรียกเจ้าว่าท่านลุง ได้เปรียบไปพอสมควรก็พอได้แล้ว อยู่ที่นี่เจ้าคิดจะมาตีสนิทอ้างความเป็นญาติกับใคร?!”
นอกประตูใหญ่ของทะเลสาบเหล่าอิง บรรยากาศเงียบสงัดไร้สรรพสำเนียง
ซือถูเตี้ยนอู่ไม่กังวลว่าจะถูก “ท่านลุง” ผู้นี้คิดบัญชีย้อนหลัง
ผู้กองหนุ่มแค่ทั้งรอคอยทั้งเป็นกังวล มองไกลๆ ไปทางจวนราชครูที่ตั้งอยู่ในเขตวังหลวง
เจ้าเพิ่งได้เป็นราชครูต้าหลี อย่าได้เป็นเต่าหดหัว ชอบทำตัวเลอะเลือนเหมือนขุนนางบุ๋นพวกนี้เด็ดขาดเชียว!
แม่ทัพจากที่ว่าการเหนือ นอกจากขุนนางบุ๋นจำนวนน้อยนิดแล้ว ทุกคนแทบจะมาจากกองทัพชายแดนต้าหลีทั้งสิ้น
เหมือนอย่างเขาซือถูเตี้ยนอู่เองก็เดินออกมาจากกองคนตายเช่นกัน และยังมีคนมากกว่านั้นที่ไม่ได้เดินออกมา
ใกล้เคียงมีม้าตัวหนึ่ง คนบนหลังม้าอายุมากกว่าซือถูเตี้ยนอู่สองสามปี ชื่อว่าฉินเปียว
คือผู้บังคับกองระดับขั้นเดียวกันที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยให้กับซือถูเตี้ยนอู่
ฉินเปียวมาจากสถานที่ที่อยู่ทางใต้ของลำน้ำใหญ่ มาแล้วก็ไม่ได้กลับไปอีก
ไม่เพียงแต่ตัวเขาเองที่ไม่ได้กลับไป เขายังพาคนในครอบครัวมาอยู่เมืองหลวงต้าหลีด้วยกัน
มาลงหลักปักฐานอยู่นี่ เจ้าหมอนี่คือคนดังข้างกายผู้บัญชาการหง แทบไม่ต่างจากลูกนอกสมรสที่แอบนับญาติกันข้างนอก
แม้กระทั่งภรรยาของฉินเปียวเองก็ยังเป็นผู้เยาว์ในตระกูลของสหายรักที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันบนสนามรบ
หงจี้เป็นผู้เฒ่าจันทราสานด้ายแดงให้ด้วยตัวเอง ภายหลังฉินเปียวซื้อบ้าน เขาก็เป็นพยานในงานแต่งไปพร้อมกันเลย…
ทำสงครามเสร็จแล้ว พวกเราต่างก็เป็นคนของราชสำนักต้าหลีแล้ว
ฉินเปียวไม่ได้พูดอะไรสักคำ เมื่อเทียบกับซือถูเตี้ยนอู่แล้วก็เหมือนว่าจะเป็นแค่เครื่องประดับของที่ว่าการเหนือที่จะมีหรือไม่มีก็ได้
พวกเรายอมรับสหายในกองทัพชายแดนต้าหลีที่ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมา
และยอมรับสกุลซ่งต้าหลีของพวกเจ้าว่ามีความสามารถในการปกครองบ้านเมืองและต้านทานเผ่าปีศาจได้
แต่ว่าหลายปีมานี้ ในวงการขุนนางของต้าหลีพวกเจ้าเองก็มีคำเรียกว่าคนท้องถิ่นและคนต่างถิ่น
ถ้าอย่างนั้นก็อย่าแปลกใจที่ทำไมพวกเราจำต้องเกาะกลุ่มสามัคคีกัน ในที่ว่าการเหนือนั้นยังดี ล้วนเป็นพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน
แต่ที่ว่าการแห่งอื่นล่ะ? ในบรรดาลูกหลานขุนนางและข้าราชการท้องถิ่นของเขตและเมืองต่างๆ ล่ะ?
หลายปีมานี้ฉินเปียวก็ได้รู้จักกับสหายนอกที่ว่าการเหนือหลายคนที่ค่อนข้างถูกชะตากัน
พวกเขาแทบจะถามคำถามแบบเดียวกัน ทำไมเจ้าถึงไม่อยู่ต่อที่บ้านเกิด คาดว่าตอนนี้น่าจะเลื่อนขั้นขุนนางได้หลายขั้นแล้ว
ต้องได้พบฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรในท้องพระโรงทุกวันแน่นอน
ในการประชุมที่คล้ายการประชุมเล็กของพวกเรา เจ้าฉินเปียวก็ต้องมีเก้าอี้อยู่ตัวหนึ่ง
ทุกครั้งฉินเปียวมักจะพูดว่าในเมื่อภรรยาของเขาคือคนที่นี่ เขาก็กลัวว่านางไปอยู่ที่บ้านเกิดของตนแล้วจะไม่ชิน ปรับตัวไม่ได้ เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
ทว่าเหตุผลที่แท้จริงก็เพราะฉินเปียวชอบแรงมุ่งมั่นแบบกัดไม่ปล่อยที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกของราชวงศ์ต้าหลี
เหมือนสุราดีที่ร้อนแรงที่สุด!
แม่ทัพผู้คุมทหารย่อมไม่ขายลูกหลานของตนเอง ดาบของแม่ทัพย่อมไม่หันแทงกันกลางสนามรบ
และขุนนางฝ่ายบุ๋นก็ย่อมไม่ใช้พู่กันต่างมีดแทงขุนศึกจากด้านหลังในท้องพระโรงหรือที่ว่าการ
หากวันใดข้าฉินเปียวรบตายอยู่บนสนามรบ นั่นก็เพราะความสามารถในการนำทัพของข้าไม่ได้เรื่อง
ข้าไม่มีทางถามว่า “ทำไม” ให้มากความ ไม่เป็นห่วงว่าราชสำนักที่อยู่เบื้องหลังจะลืมข้าและทหารของข้าหรือไม่
ไม่กังวลว่าญาติผู้ใหญ่ของข้าจะไม่มีคนดูแลยามแก่เฒ่า ไม่กังวลว่าบุตรชายหญิงของข้าหลังจากไม่มีบิดาแล้วจะถูกคนดูแคลนหรือไม่
ข้าฉินเปียวชอบราชสำนักต้าหลีที่เป็นเช่นนี้!
แต่เมื่อปลายปีของปีก่อน เขาลองถามหยั่งเชิงภรรยาว่าอยากไปดูบ้านเกิดของเขาบ้างหรือไม่
แค่ไปเที่ยวเล่นชมภูเขาสายน้ำของที่นั่นก็พอ ภรรยาเงียบไปนาน ก่อนจะบอกว่าดีสิ
ดวงตาของซือถูเตี้ยนอู่แดงก่ำในทันที
สังหารศัตรูบนสนามรบก็ดี ลาดตระเวนเมืองหลวงก็ช่าง ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเราสมควรทำ!
แต่พวกเจ้าก็ควรจะมีเหตุผลในการวางตัวสักหน่อย อย่าเอาแต่อยากจะเป็นขุนนาง เป็นขุนนางใหญ่!
นาทีที่เฉินผิงอันกำลังจะบีบคออินจี้ให้หัก
คนหนุ่มสะพายกระบี่คนหนึ่งพลันเผยกายบนหัวกำแพง “ราชครู ฝ่าบาทบอกแล้วว่าฆ่าได้”
ผู้ฝึกกระบี่ซ่งซวี่ ผู้นำของผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดิน องค์ชายรองของฮ่องเต้ราชวงศ์ต้าหลี
เขายังมีสหายร่วมเส้นทางและเพื่อนร่วมอาชีพอีกสิบเอ็ดคน ในบรรดานั้นมีโจวไห่จิ้งคนเดียวที่เป็นผู้ฝึกยุทธ
หนึ่งในสี่ปรมาจารย์ใหญ่วิถีวรยุทธของราชสำนักต้าหลี แม้ว่าตอนนี้จะยังอยู่ในตำแหน่งรั้งท้าย แต่นางก็อายุยังน้อย
รอให้นางจัดการตาเฒ่าอวี่หงนั่นได้ มารดามันเถอะ ดูเหมือนว่าก็ยังอยู่ท้ายสุดอยู่ดี
ซ่งจี๋ซินถอนหายใจเบาๆ ดี ฮ่องเต้ เจ้าชนะแล้ว
ซ่งจี๋ซินสีหน้าสดใส เพิ่มน้ำหนักเสียงว่า “ฆ่าได้”
ซ่งซวี่กล่าวต่ออีกว่า “ฝ่าบาทตรัสแล้วว่า หากมีการประกาศการสู้รบ”
“ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าจะอยู่ในใต้หล้าไพศาลหรือใต้หล้าเปลี่ยวร้างก็ต่อสู้กับราชสำนักต้าโซ่วไปพร้อมกัน เอาให้ตายกันไปข้าง!”
ดูเหมือนว่าในที่สุดเวลานี้อินจี้ก็สิ้นหวังอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เสียงกร๊อบดังลั่น
คอของฮ่องเต้ราชสำนักต้าโซ่วหักไปทั้งอย่างนี้
ในจุดลึกของหมู่เมฆมีเทพเซียนอยู่มากมาย ระหว่างฟ้าและดินมีความสุขความทุกข์การพบการพราก
ปิ่นดอกไม้อันเล็กอันหนึ่งที่แตกไปแล้วยังซ่อมได้ แต่หากหล่นหายไปแล้วกลับไม่คิดจะหวนกลับไปเก็บมาอีก
บางทีก็อาจเป็นใจของประชาชนส่วนหนึ่งของราชวงศ์ต้าหลี
มันทั้งสามารถเป็นคลื่นยักษ์เชี่ยวกรากคำรามท่วมฟ้า แล้วก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นมหานทีไหลเชี่ยวอย่างโอ่อ่าผ่าเผยได้เช่นกัน
และในขณะที่ทุกคนคิดว่าเหตุการณ์นี้จะจบลงแล้วนั้นเอง
ชายแขนเสื้อใหญ่ของเฉินผิงอันพลิ้วไสว ปราณกระบี่แผ่อบอวลไปทั่วฟ้าดิน เอ่ยอย่างเฉยเมยว่า
“ผู้ฝึกกระบี่แผนภูมิดินฟังคำสั่ง ติดตามข้าไปสังหารผียามทิวา”
จะหนีก็เชิญ เชิญหนีได้ตามสบาย
ไม่รังแกเจ้าที่เป็นผีของต้าโซ่ว แต่จะใช้ศักยภาพของต้าหลีสังหารขอบเขตสิบสี่ของต้าโซ่วในอาณาเขตของต้าหลี