กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1212.1 พลังอันองอาจน่าเกรงขาม
เรือนกายของเฉินผิงอันทะยานขึ้นจากพื้นดิน
แสงสีเขียวสว่างเจิดจ้าอยู่บนฟ้าครามสาดประกายแสงดึงดูดสายตา
แสงกระบี่ทรงพลังน่าครั่นคร้าม ปณิธานกระบี่หนาแน่นเปี่ยมล้น
มากพอจะสร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับผู้ฝึกตนที่อยู่เหนือกึ่งกลางภูเขาของทั้งทวีปได้
บนชั้นวางกระบี่ในห้องหนังสือของจวนราชครูเมืองหลวงต้าหลี
บนผนังในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวเนินฝูเหยา
ต่างก็มีกระบี่พกเล่มหนึ่งส่งเสียงดั่งมังกรคำรามอยู่ในฝักเนิ่นนาน
“เย่โหยว” ที่ใช้ปลายกระบี่ของกระบี่เซียนไท่ป๋ายมาหลอมเป็นกระบี่ยาว
ใช้ชุดคลุมอาคมของหลงจวินมาหลอมเป็นฝัก
และกระบี่ยาว ‘ฝูผิง” ที่แปรเปลี่ยนมาจากซากปรักของกำแพงเมืองปราณกระบี่ครึ่งหนึ่ง
ล้วนติดตามเฉินผิงอันผู้เป็นเจ้าของมาด้วยตัวเอง
ติดตามมือกระบี่ชุดเขียวทะยานไปยังฟ้าคราม
กลางอากาศเหนือแจกันสมบัติทวีป ทะเลเมฆพลิกตลบปั่นป่วนอีกครั้ง
สุดท้ายมีน้ำวนขนาดใหญ่มหึมาเจ็ดลูกที่ขยับเคลื่อนที่ต่อเนื่องโผล่ขึ้นมา
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “เป่ยโต้ว” จำแลงออกมาเป็นแสงกระบี่สีทองเจ็ดเส้น
ชี้มายังโลกมนุษย์อยู่นอกฟ้า รอจังหวะโจมตี
สายแผนภูมิดินของต้าหลี เรือนกายทั้งหลายล้วนกลายร่างเป็นรุ้งยาวติดตามราชครูหนุ่มของต้าหลีไป
เฉินผิงอันผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยาน ออกจากเมืองหลวงต้าหลีไปด้วยกัน
พวกเขาใช้วิชาหลบหนีขยับเคลื่อนไปตามค่ายกล
ต่างก็ไปประจำตำแหน่งอยู่ในภูเขาสายน้ำจุดหนึ่งของแจกันสมบัติทวีป
นอกจากนี้แล้ว ห้าบรรพตของแจกันสมบัติทวีปก็ล้วนมีการเคลื่อนไหว
ก่อนหน้านี้ อิงตามการคำนวณของกรมอาญาต้าหลีและกองโหราศาสตร์
ขอแค่สายแผนภูมิดินได้เติมเต็มส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนสมบูรณ์
ก็จะสามารถสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่งที่ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ได้
น่าเสียดายที่ใจกลางค่ายกลยังขาดผู้ฝึกยุทธเต็มตัวมาโดยตลอด
นี่จึงเป็นเหตุให้พลังพิฆาตของแผนภูมิดินต้าหลีที่มีผู้หลอมลมปราณแค่สิบเอ็ดคน ถูกหักลบอยู่ตลอด
ก็เหมือนกับจอกเทพีบุปผาสิบสองเดือนครบชุดของพื้นที่มงคลร้อยบุปผา
ที่ต่อให้จะขาดแก้วไปแค่ใบเดียว ระดับขั้นและราคาก็จะต่างจากเดิมเยอะมาก
หลักการเดียวกัน แผนภูมิดินต้าหลีที่มีแค่สิบเอ็ดคน
กับแผนภูมิดินต้าหลีที่มีโจวไห่จี้งมาเติมเต็มช่องว่าง
ก็ต่างกันราวก้อนเมฆกับดินโคลนเช่นกัน
ในอาณาเขตของทวีปแห่งหนึ่ง ผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์หาได้ง่าย
ปรมาจารย์วิถีวรยุทธกลับหายาก
ก่อนหน้าโจวไห่จิ้ง ราชสำนักต้าหลีก็เคยคิดถึงเผยเฉียนแห่งภูเขาลั่วพั่วมาก่อน
หรือแม้กระทั่งผู้ฝึกยุทธนามว่าซิ่วเหนียงของอุตรกุรุทวีป
อันที่จริงฝ่ายแรกนั้นเหมาะสมที่สุด
ในสงครามของเมืองหลวงสำรอง ”เจิ้งเฉียน” ฉายประกายเจิดจ้า
ไม่ว่าจะในกองทัพชายแดนต้าหลีหรือบนภูเขาของแจกันสมบัติทวีปก็มีชื่อเสียงอย่างมาก
ทว่าทางฝั่งของราชสำนักต้าหลีไม่มีคนกลางช่วยเจรจาที่เหมาะสม
ทางฝั่งของเมืองหลวงเคยบอกเป็นนัยแก่ลั่วอ๋องซ่งมู่
ลั่วอ๋องยังระเบิดอารมณ์โกรธออกมาอย่างรุนแรง
จอมยุทธพเนจรสวี่รั่วที่รับผิดชอบนำความมาบอกต่อก็ได้แต่ล้มเลิกความคิด
ไอ้หมอนั่นอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ เป็นหรือตายก็ยังไม่รู้
แต่ข้าที่อยู่แจกันสมบัติทวีปกลับมาขุดมุมกำแพงบ้านเขาอย่างนั้นหรือ?
ต่อให้เขาไม่มาบีบคอข้าตาย ข้าผู้อาวุโสก็ทำเรื่องที่ผิดต่อมโนธรรมในใจแบบนี้ไม่ลง!
แม่งไม่ต้องมาพูดเรื่องสถานการณ์ใหญ่ในแจกันสมบัติทวีป
พูดเรื่องที่มากพอจะส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินไปบนสนามรบกับข้าหรอก
ข้าก็แค่ลั่วอ๋องบ้านนอกที่เดินออกมาจากตรอกหนีผิง
ช่วยเฝ้าประตูแคว้นแทนโอรสสวรรค์ เป็นคนคุมเรื่องการศึกมาจนถึงวันนี้
ทั้งรบทั้งถอยจากสนามรบของนครมังกรเฒ่ามาจนถึงลำน้ำใหญ่ภาคกลาง…
ดังนั้นตอนนั้นสีหน้าของลั่วอ่องจึงมืดทะมึน
บอกให้สวี่รั่วนำความกลับไปยังเมืองหลวงว่าไม่สู้ให้ฮ่องเต้มาปรึกษาเรื่องนี้กับข้าต่อหน้าที่นี่เลยดีกว่า!
เมื่อเทียบกันแล้ว ซิ่วเหนียงยังหารือได้ง่ายกว่า
แต่ทางฝั่งของเมืองหลวงรู้สึกว่าผู้ฝึกยุทธหญิงคนนี้ไม่ใช่คนในท้องถิ่นของแจกันสมบัติทวีป
สองก็คือตอนนั้นขอบเขตวิถีวรยุทธของนางยังไม่สูงมากพอ
สุดท้ายหลังจากชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียแล้วก็เลยปล่อยผ่านไป
และคนสิบสองคนของแผนภูมิดินต้าหลีที่ไม่มีผู้เป็นเสาหลักคอยยึดเหนี่ยวจิตใจ
และประคับประคองสถานการณ์โดยรวมไว้ทั้งหมด
ก็คือ “แผนภูมิดิน” สองประเภทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เสาหลักที่เป็นผู้นำของทุกคนคนนี้ หากแค่ขอบเขตสูง อายุการฝึกตนยาวนาน ก็ยังไม่มากพอ
ผู้ฝึกตนสิบเอ็ดคนของแผนภูมิดินกับปรมาจารย์วิถีวรยุทธหญิงคนหนึ่ง
จะต้องยอมรับแต่ปาก แต่ใจไม่ยอมรับอย่างแน่นอน
แล้วนับประสาอะไรกับที่ก็ยังไม่แน่เสมอไปว่าปากของพวกเขาจะยอมรับ
แต่กลับมีคนคนหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้น
พวกเขาไม่เพียงแต่ยอมรับคนผู้นี้ทั้งกายและใจ แต่ต้องเรียกว่ากลัวไปถึงกระดูก
ทั้งเคารพทั้งยำเกรง ก็คือ “เฉินผิงอัน” ที่ปั่นหัวพวกเขาสิบเอ็ดคนเล่นอยู่ในกำมือถึงสองครั้ง
อดีตเจ้าขุนเขาแห่งภูเขาลั่วพั่ว ทุกวันนี้คือราชครูคนใหม่ของต้าหลี
ถ้าอย่างนั้นเฉินผิงอันจะเป็นสายแผนภูมิดินใหม่เอี่ยมขอบเขตบินทะยานหรือไม่
ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่พลิกฟ้าพลิกดินอีกครั้งหนึ่ง
เฉินผิงอันที่สามารถใช้งานกระบี่บินสิบสองเล่มของป๋ายอวี้จิงจำลองได้
การวางกลยุทธ์อยู่หลังม่าน ควบคุมและสั่งการภาพรวมจากศูนย์กลางอย่างรอบคอบของเขา
ก็คือการส่งถ่านท่ามกลางหิมะที่แท้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกจากเฉินผิงอันแล้ว ในเมืองหลวงของราชสำนักต้าหลี
ยังมีนักพรตสวมกวานสีทอง นามว่าซ่งอวิ๋นเจียนฉายาอิงหนิง
ว่าที่บินทะยานที่เรียกได้ว่าเป็นการปักบุปผาลงบนผ้าแพรอีกคนหนึ่งเพิ่มมา
ในเมื่อทุกเรื่องล้วนมีการเตรียมการไว้พร้อมหมดแล้ว
ถ้าอย่างนั้นก็ขาดแค่การเข่นฆ่าอย่างถึงพริกถึงขิงครั้งหนึ่ง
ขาดแค่การพาตัวมาตายของใครบางคนเท่านั้น
ก่อนหน้าวันนี้พวกเขาที่รับผิดชอบป้องกันควบคุมงานพิธีการของเมืองหลวงต้าหลีอย่างลับๆ
ยังเคยปลีกเวลาว่างมารวมตัวพูดคุยกัน
คุยกันจนถึงท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นคำถามที่พวกเขาให้ความใส่ใจมากที่สุด
พวกเขาต่างก็อยากรู้คำตอบ หากอาจารย์เฉินยอมปรากฏตัวบัญชาการสายแผนภูมิดินของพวกเขาด้วยตัวเอง
ไม่ใช่ให้เฉาเกิงซินรองเจ้ากรมผีขี้เหล้ามาคอยออกคำสั่งให้ทำงานจิปาถะอย่างการจับตามองเฝ้าระวัง
ถ้าอย่างนั้นพวกเราสิบสองคนของแผนภูมิดินจะสังหารขอบเขตบินทะยานคนหนึ่งที่ล้ำเขตแดนมาโดยพลการ
ทั้งยังมาท้าทายต้าหลีของพวกเราได้หรือไม่?!
นอกจากซ่งซวี่กับหยวนฮว่าจิ้งที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นแล้ว
แต่ละคนมีความคิดต่างกันไป ทว่าคำตอบกลับเหมือนกัน ฆ่าได้ง่าย ฆ่าได้ตามสบาย
นี่ก็เหมือนการหั่นผักผ่าแตงไม่ใช่หรือ
ทว่าซ่งซวี่โยนคำถามออกมาข้อหนึ่งที่ทำให้ทั้งสิบเอ็ดคนเงียบงัน
ในเมื่อพวกเจ้าต่างก็รู้สึกว่าขอบเขตบินทะยานฆ่าได้ง่าย แล้วฆ่าขอบเขตสิบสี่ได้หรือไม่?!
ไม่มีใครกล้าพูดว่าได้หรือไม่ได้ หากบอกว่าได้ ก็ดูเหมือนว่าจะทะนงตนเกินควร
อาจเป็นที่ต้องสงสัยว่าไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ บอกว่าไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าเปิดปาก
บอกตามตรง ต่ำกว่าขอบเขตบินทะยานลงไป
คิดอยากจะเจอกับขอบเขตสิบสี่คนหนึ่งก็ยากยิ่งกว่าเดินขึ้นสวรรค์แล้ว
คิดอยากจะทำร้ายขอบเขตสิบสี่ให้บาดเจ็บ ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ามีแค่คนสองประเภทเท่านั้นที่ทำได้
ทั่วทั้งโลกมนุษย์ นอกจากขอบเขตบินทะยานที่มีน้อยจนนับนิ้วได้แล้ว
ก็มีเพียงขอบเขตสิบสี่เท่านั้น ต้องเป็นขอบเขตสิบสี่เหมือนกัน!
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คิดจะฆ่าขอบเขตสิบสี่?
พวกเขาต่างก็ประหลาดใจอย่างมาก ไม่ว่าใครก็ไม่กล้ารับประกันเต็มปากอย่างมั่นอกมั่นใจ
แต่พวกเขาต่างก็คาดหวังอย่างยิ่งที่จะเห็นการปรากฏขึ้นของโอกาสนี้
แต่ตอนนั้นพวกเขาต่างก็รู้สึกคำถามข้อนี้ของซ่งซวี่น่าสนใจอย่างมาก
แต่กลับไม่มีความหมายอะไร เพราะถึงอย่างไรช่วงเวลาอันใกล้นี้จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ใครเล่าจะคิดว่าวันนี้ โอกาสที่พันปีก็ยากจะพานพบได้มาถึงแล้ว!
อีกทั้งอาจารย์เฉินก็บอกแล้วว่าให้ติดตามเขาไป ‘สังหารผียามทิวา” ในอาณาเขตของแจกันสมบัติทวีป
นี่ก็คือการทดสอบครั้งใหญ่ที่มอบให้กับสายแผนภูมิดินของพวกเขา!
ต่อให้สังหารผีได้สำเร็จ แต่ขอแค่ผ่านเวลานี้ไป
ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็คือคนไร้ค่าที่เอามาใช้ในงานใหญ่ไม่ได้ ก็คือเศษสวะ!
แรงกดดันมากหรือไม่? มากถึงที่สุด!
ถ้าอย่างนั้นมีความมั่นใจหรือไม่? ต้องมั่นใจมากยิ่งกว่าอยู่แล้ว!
พวกเราไม่ได้เป็นศัตรูกับอาจารย์เฉินเสียหน่อย จะกลัวบ้าอะไร?!
ต้องฆ่าให้ได้!
บนหัวกำแพงเมือง ซ่งอวิ๋นเจียนได้รับคำสั่งลับจากราชครูเฉิน
หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือโองการฉบับหนึ่ง เหมือนได้รับอภัยโทษ
เรือนกายพุ่งทะยานไปยังป๋ายอวี้จิงจำลองที่อยู่เหนือลำน้ำใหญ่ของแจกันสมบัติทวีปทันที
เจตจำนงแห่งมรรคาที่รวมตัวกันไม่สลายหายไปส่วนนี้ถึงกับลากเป็นแสงสีรุ้งที่ยาวมากอยู่ระหว่างฟ้าดิน
เนิ่นนานก็ไม่สลายหายไป ประหนึ่งสะพานพาด
ประหนึ่งปูเส้นทางประหนึ่งเจียวยักษ์เดินลงน้ำ ประหนึ่งมังกรสวรรค์โฉบทะยานขึ้นฟ้า
เสี่ยวโม่ยังคงอยู่ที่เดิม มองไกลๆ ไปยังเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่อยู่ในจวนราชครู
ไม่ว่าจะเพราะเขาคืออิ่นกวานคนสุดท้ายก็ดี คือเจ้าขุนเขา เจ้าสำนักก็ช่าง
ขอแค่เป็นผู้บรรลุมรรคาที่มีความเกี่ยวพันกับเฉินผิงอันลึกซึ้งเท่าไร
ก็ยิ่งสามารถสัมผัสได้ถึงปราณสังหารพลุ่งพล่านของจิตแห่งมรรคาที่ผิดปกติขุมนั้นได้มากเท่านั้น
ภูเขาใต้อาณัติจำนวนมากในอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่ว
ในบรรดานั้นคืออาณาเขตของหอบูชากระบี่ที่สัมผัสได้ชัดเจนที่สุด
ฉีถิงจี้ด่าอย่างขำๆ เจ้าหลิวทุ่ยนี่มันร้ายจริงๆ ในใจทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง เจ้าหลิวทุ่ยพูดได้ถูกเผงเลย
หมี่อวี้ถาม “ฉีถิงจี้ เจ้าต้องบอกมาให้ชัดเจนหน่อย ไม่ให้พวกเราลงมือจริงหรือ แค่ช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดีนะ?”
ฉีถิงจี้ส่ายหน้า “ไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ส่วนช่วยมากก็ช่วยไม่ได้อยู่ดี
นับประสาอะไรกับที่นี่คือเรื่องในบ้านของเฉินผิงอันกับราชสำนักต้าหลี
เจ้าและข้าเป็นคนนอกไยต้องสอดมือเข้าแทรก”
หมี่อวี้ถามอย่างสงสัย “จะเป็นคนนอกได้อย่างไร เจ้าฉีถิงจี้ใช่ แต่ข้าหมื่อวี้กลับไม่ใช่นะ
แม้ว่าข้าจะไม่เคยมีความคิดที่จะ “เลื่อนขั้นขุนนาง
อยู่ในศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่อแต่ก็ไม่อยากต้องเสียใจภายหลังเพราะว่าวันนี้ไม่ได้ลงมือ
หาไม่แล้วคราวหน้าพวกป๋ายเสวียนและซุนชุนหวังด่าข้าไปด้วย ข้าจะเถียงคืนอย่างไร?”
ฉีถิงจี้เอ่ย “คนโง่ที่ยอมฟังคนฉลาดก็คือไม่ได้โง่อย่างแท้จริง”
หมี่อวี้สะอึกอึ้งไปทันใด รู้สึกคิดไม่ตก แต่ในที่สุดก็เอ่ยว่า “จะเชื่อเจ้าสักครั้งก็แล้วกัน”
ทะเลสาบเหล่าอิงที่กลับมานิ่งสงบชั่วคราว
ซ่งจี๋ซินเห็นว่าซ่งซวี่หนึ่งในผู้ฝึกตนแผนภูมิดินไม่ได้จากไป ลั่วอ๋องก็ขมวดคิ้วน้อยๆ
ซ่งซวี่ที่อยู่บนหัวกำแพงเมืองพลิ้วกายลงพื้น ใช้เสียงในใจอธิบายว่า
“ลั่วอ๋อง ข้าอยู่ต่อที่นี่ไม่ใช่เพื่อปกป้องใคร แต่เพราะเป็นหน้าที่ของข้า
เนื่องจากเมืองหลวงต้าหลีก็คือหนึ่งในแกนกลางของค่ายกลใหญ่ ข้าจึงรับหน้าที่เฝ้าพิทักษ์ที่แห่งนี้”
ซ่งจี๋ซินพยักหน้ารับ สีหน้าคลายลงได้หลายส่วน ยิ้มถามว่า
“เจ้าโผล่มาทันเวลาขนาดนี้ ฝ่าบาทคำนวณไว้เรียบร้อยแล้วหรือ?”
แน่นอนว่าหลี่ป๋อได้ร่ายมรรคกถาสกัดกั้นฟ้าดินเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ “กำแพงมีหู”
นักพรตหยกหวงม่านก็ถูกหลี่ป๋อลากตัวมาให้ช่วยเพิ่มตราผนึกภูเขาสายน้ำชั้นหนึ่งเพิ่มเติม
อย่าเห็นว่ากงเยี่ยนที่ถือพัดกลมไว้ในมือคลี่ยิ้มราวดอกไม้ผลิบาน
แท้จริงแล้วในใจของนางตื่นเต้นอย่างมาก
ส่วนซีหมานที่เป็นเผ่าพันธ์ของเจียวพสุธา ก็ยิ่งยืนอยู่ตรงกลางระหว่างลั่วอ๋องกับผู้ฝึกยุทธเกาซื่อ
ไอ้หมอนนี่มีดาบที่ดีเล่มหนึ่งอยู่จริง ทำให้เหมือนพยัคฆ์ติดปีก
มิน่าเล่าก่อนหน้า นี้มองหลี่ป๋อก็มีพลังอาจที่ว่า “นักพรตเฒ่ายังไม่เข้าตา
น่าเสียดายนัก ไอ้หมอนนี่ขาดมาดของปรมาจารย์ไปสักหน่อย
ปากไม่แข็งมากพอทำไมเจ้าไม่สู้กับใต้เท้าอิ่นกวานสักรอบล่ะ?
หาไม่แล้วศาสตราวุธเทพชิ้นนี้ก็ไม่ใช่ว่าไร้เจ้าของแล้วหรอกหรือ?
เกาซื่อที่ตรงเอวพกดาบยาวฝักสีเขียวถือว่าเรือนกายกายาใหญ่โตมากพอแล้ว
คิดไม่ถึงว่าจะเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่า เกาซื่อยืนอยู่ตรงมุมกำแพง
สัมผัสได้ถึงสายตาไม่เป็นมิตรของผู้ติดตามที่อยู่ข้างกายลั่วอ๋องซ่งมู่
หัวใจของเกาซื่อบีบรัดตัว จับคู่เข่นฆ่าเขาไม่กลัว
กลัวก็แต่คนผู้นี้จะเป็นคนประเภทเดียวกับลั่วอ๋องผู้เป็นนาย
เห็นได้ชัดว่าซ่งมู่ไม่ใช่คนที่อยู่ร่วมด้วยง่าย ต้องไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน
ประโยคสองประโยคที่พูดออกมาจากปากโทษทัณฑ์ร้ายแรงที่บอกว่าสมคบคิดกับป๋ายอวี้จิงทำร้ายต้าหลี
ก็เหมือนซ่งมู่เอาดินเหลืองป้ายหน้าฮ่องเต้อินจี้ต่อหน้า ต่อให้ไม่ใช่อาจมก็เหมือนอาจม
มารดามันเถอะ ก่อนหน้านี้แค่เคยได้ยินว่าคนรุ่นเยาว์ที่เดินออกมาจากถ้ำสวรรค์หลีจูแต่ละคนพูดเก่งไม่แพ้กัน
วันนี้ถือว่าได้สัมผัสกับตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว ไม่อ่อนด้อยเลยจริงๆ พลังตบะลึกล้ายิ่ง!
ซีหมานอยากได้ดาบคาดเอวเล่มนั้นจริงๆ จึงใช้สายตาบอกเป็นนัยแก่อีกฝั่งว่า
พี่ชายอยู่ว่างๆ ก็ไม่มีอะไรทำ ไม่สู้หาพื้นที่ว่างๆ พวกเราสองคนมาซ้อมมือกันหน่อยดีไหม?
เกาซื่อรีบส่งสายตากลับไปทันใด ซ้อมมือกับมารดาเจ้าสิ
ตอนนี้ข้าผู้อาวุโสคือหนึ่งในทหารชายแดนต้าหลี
มีตำแหน่งขุนนางติดตัว กำลังยุ่งอยู่กับงานหลวงนะ
ใครจะมีเวลาว่างมาประลองวิชาหมัดพูดคุยเรื่องส่วนตัวกับเจ้า
ซ่งจี๋ซินแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เพียงมองซ่งซวี่ผู้เป็นหลานชายที่คลี่ยิ้มชั่วร้าย
แต่ไม่คิดจะเปิดปากพูด ซ่งจี๋ซินก็ไม่โกรธ กลับยังขำ
สมกับเป็นลูกหลานตระกูลซ่งของพวกเราร้ายจริงๆ
ซ่งซวี่ค่อนข้างทำตัวตามสบายเมื่ออยู่กับท่านอารอง
ในอดีตตอนที่ยังเป็นเด็ก เขาก็เคยใช้สถานะของผู้ฝึกกระบี่สายแผนภูมิดิน
ไปมาหาสู่กับลั่วอ่องซ่งมู่ด้วยเรื่องของงานหลวงที่เมืองหลวงสำรอง
ซ่งซวี่เคารพท่านอารองจากใจจริง ซ่งจี๋ซินเองก็ชอบหลานคนนี้มาก
ในใจมีความใกล้ชิดกับผู้เยาว์คนนี้ค่อนข้างมาก
เมื่อครู่นี้ตอนที่ซ่งซวี่มาที่นี่แล้วพูดคำว่า “ฆ่าได้”
อันที่จริงในใจของซ่งจี๋ซินเดือดดาลอย่างหนัก แค่ ฆ่าได้ เท่านั้นเองหรือ?
ราชสำนักต้าหลีและเจ้าฮ่องเต้ซ่งเห่อก็ยังมอบปัญหายากว่าจะฆ่าหรือไม่ฆ่าให้กับเฉินผิงอันอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
ดี วันนี้เจ้าชนะแล้ว แต่ข้าซ่งจี๋ซินก็ไม่ได้แพ้เหมือนกัน
รอให้ข้ากลับไปสนามรบที่เปลี่ยวร้าง วันใดสงครามสิ้นสุดลง
หวนกลับมายังแจกันสมบัติทวีปอีกครั้ง นั่งบัญชาการณ์อยู่ที่จวนอ่องของเมืองลั่วจิง
ลำน้ำใหญ่สายนั้นยังคงแซ่ซ่ง แต่กลับไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็ นของเจ้าแล้ว
เพราะข้าจะเอาชื่อจริงว่า “ซ่งเหอ” นี้กลับคืนมา
เจ้าต้องยอมรับว่าตัวเองคือซ่งมู่ หรือไม่ก็ลองมาแย่งกับข้าดู
ดูสิว่าใครกันแน่ที่เป็ นบุตรชายคนโตของอดีตฮ่องเต้อย่างแท้จริง?!
เพียงแต่ว่าซ่งจี๋ซินคิดไม่ถึงว่าที่วังหลวง
ฮ่องเต้ถึงกับสามารถพูดโน้มน้าวขุนนางคนสำคัญของต้าหลีทุกคนที่เข้าร่วมการประชุมเล็กให้คล้อยตามได้
ไม่เพียงแต่ฆ่าอินจี้ได้ ยังต้องเปิดศึกกับราชสำนักต้าโซ่วในสองสถานที่ไปพร้อมกันด้วย!
กระทั่งบัดนี้ ซ่งจี๋ซินถึงได้ไม่มีความคิดที่จะ
“แยกเอาลำน้ำมาปกครองก่อน แล้วค่อยรวบรวมราชสำนักต้าหลีและตลอดทั้งแจกันสมบัติทวีปให้เป็นปึกแผ่น” อย่างสิ้นเชิงแล้ว
ซ่งจี๋ซินถาม “สหายชุ่ยจ่าง ผีตนนั้นเป็ นมาอย่างไร? เจอกระบี่นั้นไปก็ยังไม่ตายสนิท
หลี่ป๋อตอบ “ลั่วอ๋อง ข้าแค่เคยได้ยินสหายพูดว่าทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางมีผีขอบเขตบินทะยานตนหนึ่งที่ตบะสูงมาก
มีฉายาคำเดียวว่า “เสี่ยน” ร่องรอยถูกอำพรางไว้เป็นอย่างดี
เพียงแต่ว่าร่อนเร่อยู่ราชสำนักต้าโซ่วมาอย่างยาวนาน
ประหลาดนัก ศาลบุ๋นก็ไม่พันธนาการนาง และนางเองก็ไม่รบกวนโลกคนตาย
แต่ผู้ฝึกตนบนยอดเขาที่รู้ถึงการดำรงอยู่ของนางกลับมีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น”
ซ่งจี๋ซินยิ้มเอ่ย “เจ้ารู้ได้อย่างว่ามีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น
นางไม่ใช่บุคคลที่คนทั่วทุกหัวถนนล้วนรู้จัก? เจ้าคือผู้ฝึกตนบนยอดเขาหรือ?”
หลี่ป๋อไม่สนใจคำเหน็บแนมของลั่วอ๋อง เอ่ยต่อว่า
“สหายคนนั้นของข้าในอดีตได้เดินทางไปเยือนแผ่นดินกลาง ระหว่างนั้นก็บังเอิญผ่านราชวงศ์ต้าโซ่ว
เขายังต้องใช้สมบัติหนักสะสมบุญกุศลยุคบรรพกาลที่มีติดตัวชิ้นหนึ่งถึงจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันบางเบาของผีหญิงตนนี้
ก็เลยอยากจะ…ฆ่าผีเพื่อสะสมบุญกุศล ลองท้าทายหลายครั้ง
ในที่สุดผีตนนั้นก็ปรากฏตัว สองฝ่ายประลองวิชากันไปรอบหนึ่ง กลับสู้ไม่ได้แม้แต่น้อย
สหายคนนั้นของข้าพ่ายแพ้หมดรูป แม้กระทั่งสมบัติหนักสะสมบุญที่มีระดับขั้นเป็ นอาวุธเซียนชิ้นนั้นก็ยังถูกทำลายไปด้วย
ได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้ เดิมนึกว่าทั้งร่างกายและจิตวิญญาณจะต้องตกเป็ นเสบียงบนมหามรรคาของอีกฝ่ายแล้ว
แต่อีกฝ่ายกลับปล่อยให้เขาจากมาอย่างง่ายๆ
ถึงขั้นที่ว่ายังปล่อยให้เขาเก็บเศษซากของสมบัติหนักชิ้นนั้นมาด้วย
แค่เตือนเขาว่าชีวิตนี้อย่าได้เหยียบมายังแผ่นดินของต้าโซ่วอีกแม้แต่ครึ่งก้าว”