กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1212.2 พลังอันองอาจน่าเกรงขาม
ซ่งจี๋ซินยิ้มเอ่ย “สหายชุ่ยจ่าง สหายที่เตะโดนแผ่นเหล็กขากะเผลกของเจ้าคนนั้น
ก็คือเทพเซียนผู้เฒ่าหวานเหยียน หวานเหยียนเหล่าจิ่ง บินทะยานเฒ่าแห่งเกราะทองทวีปกระมัง?”
หลี่ป๋อพยักหน้า “ลั่วอ๋อง แน่นอนว่าหวานเหยียนเหล่าจิ่งคือคนบาปของเกราะทองทวีป
แต่เขาดีต่อข้าไม่น้อย ปีนั้นแม้ข้าจะไม่ช่วยเขา ไม่ไปสวามิภักดิ์กับเปลี่ยวร้างกับเขา
แต่ทุกวันนี้หากจะข้าด่าเขา เกลียดแค้นเขา ข้าก็ทำไม่ลงเหมือนกัน”
ซ่งจี๋ซินเอ่ย “หลี่ป๋อ ถือว่าเจ้าเป็ นคนซื่อสัตย์คนหนึ่ง”
ซีหมานพูดคุยอย่างลับๆ “ลั่วอ๋อง “เสี่ยน” ผู้นี้ต้องร้ายกาจมากอย่างแน่นอน
ความรู้สึกนี้เหมือนกับ…ครั้งแรกที่ข้าได้เจอหับหวังฝู่ จวิน หวาดกลัวจนไร้เหตุผล”
ซ่งจี๋ซินถาม “นักพรตหยก กงเยี่ยน พวกเจ้าเจอ “เสี่ยน” ผู้นี้แล้วรู้สึกแบบนี้หรือไม่?”
นักพรตหยกส่ายหน้า คลื่นมรสุมในวันนี้ ต่อให้เป็ นในสายตาของเซียนเหรินเก่าแก่
อย่างเขาก็ยังถือเป็ นความประหลาดพิสดาร มีอันตรายรายล้อมอย่างมากแล้ว
หวงม่านยิ่งตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดว่าจะไม่มาลุยน้ำขุ่นของราชวงศ์ต้าหลีเด็ดขาด
ปีนั้นไปตกปลาบนทะเล ก็แค่แย่งตำแหน่งตกปลาเท่านั้น
กลับถูกจางเถียวเสียซ้อมไปรอบหนึ่ง
ครั้งนี้ติดตามฝู่จวินหวังจูมาพบซ่งมู่อ๋องเจ้าเมือง ก็ได้เห็นการลงมืออย่างอำมหิตของราชครูหนุ่มคนนั้นกับตาตัวเอง
ไม่เพียงแต่ฆ่าคนติดต่อกัน ยังจะถอนรากถอนโคน
ให้ดวงวิญญาณของพวกอินจี้ที่ตายไปแล้วกับผีตนนั้นต้องยอมอยู่ในอาณาเขตของแจกันสมบัติทวีปแต่โดยดี?
หวงม่านคิดเป็ นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ
เจ้าเฉินผิงอันผู้นี้คือลูกศิษย์ปิดสำนักของสายเหวินเซิ่งจริงหรือ
คือบัณฑิตที่เคยอ่านตำราอริยะปราชญ์มาจริงๆ หรือไร?
ก่อนหน้า นี้ตอนที่อยู่บนเกาะยวนยางของศาลบุ๋นก็เกิดเรื่องทำนองเดียวกันนี้
ตอนนั้นผู้ฝึกตนบนภูเขาและราชวงศ์ใหญ่ต่างๆ ของไพศาลก็รู้สึกว่าพวกเขาพอจะเข้าใจได้บ้างแล้ว
เมื่อเทียบกับสถานะของสายบุ๋นแล้ว เจ้าขุนเขาหนุ่มของภูเขาลั่วพั่ว
ดูคล้ายจะให้ความสำคัญกับสถานะของอิ่นกวานคนสุดท้ายมากกว่า?
ตอนนี้หวงม่านอยากบอกพวกเขาเหลือเกินว่า ไม่ พวกเจ้ายังไม่เข้าใจมากพอ
เฉินผิงอันคนอำมหิตผู้นี้ ใช่แล้วๆ ในที่สุดนักพรตหยกก็คิดจนเข้าใจถึงจุดเชื่อมโยงที่สำคัญที่สุด…
เฉินผิงอันต้องให้ความสำคัญกับสายสืบทอดฝั่งบุ๋นอย่างถึงที่สุดเป็ นแน่
จุดอ่อนของเฉินผิงอันก็คือใครกล้ามาหาเรื่องเขาก่อน เฉินผิงอันก็จะต้องไม่มีทางใจอ่อนออมมือ
อีกทั้งหากจำนวนครั้งมากเข้า ทางฝั่งของศาลบุ๋นก็มีแต่จะยิ่งกระอักกระอ่วน
บางทีตลอดหลายปีมานี้พวกเขาอาจจะอยากใช้ “วิธีการบางอย่างที่เหมาะสมที่สุด” มาดึงตัวเขาเป็ นพวกก็เป็ นได้
แต่ผลกลับกลายเป็ นว่าพวกเจ้าแต่ละคนพยายามกระชากคนหนุ่มผู้นี้ให้ออกห่างไปจากศาลบุ๋นอย่างสุดกำลัง?
กงเยี่ยนเอ่ย “ไม่รู้สึกอะไรเลยนะ”
หลี่ป๋อกล่าว “หวานเหยียนเหล่าจิ่งเคยมีการคาดเดาว่า ‘เสี่ยน”
เป็ นทั้งผี แล้วก็มีความเป็ นไปได้อย่างมากว่านางอาจจะเป็ นการดำรงอยู่ที่ยาวนานซึ่งเกิดจากการจำแลงของมหามรรคา”
ซ่งจี๋ซินถาม “นางเป็ นตัวสำรองขอบเขตสิบสี่ หรือว่าเป็ นขอบเขตสิบสี่แล้ว?”
หลี่ป๋อส่ายหน้า “ไม่แน่ใจ”
ซ่งจี๋ซินจมสู่ภวังค์ความคิด
กงเยี่ยนโบกพัดกลมในมือ ขับไล่กลิ่นเลือดฉุนแสบจมูกทิ้งไป
ศพไร้หัวของสาวใช้ชุยจี๋นอนจมอยู่ในกองเลือด
หัวเหมือนจะลงไปในทะเลสาบเหล่าอิง
ก่อนหน้า นี้อินเหมี่ยวก็โยนเงินเกล็ดหิมะเหรียญหนึ่งลงไปในทะเลสาบไม่ใช่หรือ
หัวนั้นก็น่าจะลงไปหาเงินแล้ว
บัณฑิตไไช่อวี้ซ่านแห่งราชสำนักต้าโซ่วก็ยิ่งเรือนกายแหลกสลาย
เดิมทีควรมีจุดจบที่จิตวิญาณย่อยยับไปอย่างสิ้นเชิง
แล้วก็ต้องถูกกักเอาไว้ในทะเลสาบเหล่าอิง
ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ได้ถูก “เสี่ยน” ตนนั้นรวบรวมพาจากไปด้วยกันในเสี้ยววินาที
คือวิชาอภินิหารอันยอดเยี่ยมที่น่าเหลือเชื่อ ถึงกับสามารถซ่อมแซมจิตวิญญาณที่แหลกเละให้กลับมาดีได้
แล้วพาหนีไปใต้เปลือกตาของราชครูเฉิน หากเป็ นผีขอบเขตสิบสี่ตนหนึ่ง แจกันสมบัติทวีปจะรั้งตัวนางไว้ได้อย่างไร?
กงเยี่ยนเหลือบมองพื้นดิน ศพขององค์ชายอินเหมี่ยวหายไปแล้ว
แต่ศพของฮ่องเต้อินจี้ยังอยู่ที่เดิม นางพาร่างไปด้วยกันมากกว่านี้ไม่ได้แล้วก็เลยต้องเลือกหนึ่งจากสอง?
หรือเป็ นเพราะศพของฮ่องเต้อยู่ใกล้กับราชครูเฉินมากเกินไป กลัวว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า
เดือดร้อนให้นางถูกกักตัวไว้ในอาณาเขตของเมืองหลวงต้าหลีด้วย
ปล่อยให้เฉินผิงอันได้ครอบครองทั้งฟ้าอำนวยและดินอวยพรไปทั้งหมด?
กงเยี่ยนยังหวาดผวาไม่หาย บนภูเขาช่างอันตรายเหลือเกิน
ซ่งซวี่เปิดปากเอ่ยว่า “ลั่วอ๋อง หากมีการเปิดค่ายกลใหญ่ค่ายที่สอง คาดว่าข้าคงต้องออกไปจากทะเลสาบเหล่าอิงแล้ว”
ซ่งจี๋ซินยิ้มถาม “ทางฝั่งการประชุมเล็กของห้องทรงพระอักษรทะเลาะกันหรือไม่?”
ซ่งซวี่พยักหน้า
ก่อนที่ซ่งซวี่จะมาที่นี่ ในวังหลวงได้มีการเรียกประชุมเล็กของห้องทรงพระอักษรอย่างเร่งด่วน
คนค่อนข้างเยอะ เป็ นเหตุให้ขันที่ผู้คุมตราประทับกองซือหลี่เจียนต้องย้ายเก้าอี้ทั้งหมดออกไป
แม้กระทั่งเสิ่นเฉินเจ้ากรมผู้เฒ่าของกรมกลาโหมที่แก่หง่อมเต็มทีก็ยังไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง
ทว่าการประชุมครั้งนี้ขาดบุคคลสำคัญไปสองคนก็คือราชครูเฉินผิงอันกับลั่วอ๋องซ่งมู่
ซ่งซวี่กับขันที่ผู้คุมตราประทับกองซือหลี่เจียนยืนอยู่ตรงหน้าประตู
ประโยคแรกของซ่งเหอก็ไม่ใช่ท่าทีของการปรึกษาหารืออย่างในการประชุมห้องทรงพระอักษรของอดีตแล้ว
“กว่าเหรินตัดสินใจแล้วว่าจะประกาศศึกกับราชสำนักต้าโซ่วอย่างเป็นทางการ ฮ่องเต้อินจี้ฆ่าได้ จำเป็นต้องฆ่า!”
ประโยคที่ราวกับฟ้าผ่าบนพื้นดินนี้ทำให้ขุนนางบุ๋นบู๊คนสำคัญของต้าหลีที่ไม่เข้าใจ ต้นสายปลายเหตุหันมามองหน้ากันเอง
ภายหลังซ่งเหอถึงได้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลสาบเหล่าอิงให้พวกเขาฟังคร่าวๆ
ซ่งจี๋ซินถาม “สุดท้ายฝืนกระแสคัดค้านทั้งปวง เดินหน้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดได้สำเร็จ? ถือว่าฮ่องเต้ตัดสินชี้ขาดด้วยตัวเอง?”
ซ่งซวี่ยังคงพยักหน้า
ซ่งจี๋ซินมององค์ชายรองซ่งซวี่
ซ่งซวี่เข้าใจความนัยได้ทันที
คนที่มีความเห็นต่าง มีใครบ้าง ไม่ว่ามีเป้าหมายอย่างไร จุดยืนอย่างไร พวกเขาแต่ละคนเอ่ยหลักการเหตุผลแบบใดบ้าง
ซ่งซวี่ล้วนจดจำเอาไว้ได้ทั้งหมด
“คนที่ตั้งคำถามคือซิ่วหูชุยฉาน คนที่อ่านกระดาษคำตอบคือราชครูคนใหม่เฉินผิงอัน”
ซ่งจี๋ซินตบไหล่ของหลานชาย ถามว่า “กระดาษคำตอบนี้ แม้กระทั่งเจ้าและข้า ไม่ว่าใครก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เข้าใจหรือไม่?”
ซ่งซวี่ทำท่าจะพูด เดิมเขาอยากเอ่ยว่า ท่านอารอง อันที่จริงข้าคือข้อยกเว้น
แต่เพียงแค่เพราะองค์ชายรองท่านนี้ยังมีสถานะของสายแผนภูมิดินอยู่ด้วย
ดูเหมือนว่าไม่อาจวางตัวอยู่นอกสถานการณ์ได้จริงๆ ซ่งซวี่จึงเงียบงันไป
ศาลาริมน้ำสองหลัง ในเมื่ออาจารย์บอกแล้วว่าลูกศิษย์ผู้เป็ นที่ภาคภูมิใจอย่างนางไม่อาจทำนายสถานการณ์ใหญ่ไปได้มากกว่านี้
นางจึงคำนวณเรื่องตรงหน้าอย่างเรื่องของตรอกอี้จือและถนนฉือเอ๋อร์ไป
คำนวณไปคำนวณมา เด็กสาวสวี่มี่ก็หน้าซีดขาว
หงฉงเปิ่นถอนหายใจ เอ่ยว่า “ในที่สุดก็คำนวณจนเข้าใจแล้วหรือ?”
สวี่มี่เอ่ยเสียงสั่น “อาจารย์ ข้าควรจะทำอย่างไรดี?”
หงฉงเปิ่นกล่าว “เจ้ายังจะทำอย่างไรได้อีก เจ้าทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น
หลายปีมานี้ติดตามอยู่ข้างกายตาแก่คร่ำครึไร้ประโยชน์อย่างข้า
หลบซ่อนตัวศึกษาเล่าเรียนอ่านตำราอยู่ในภูเขา แค่นี้เท่านั้น”
อาจารย์ผู้เฒ่าเอ่ย “ที่ว่าการสามแห่งในเมืองหลวงต้าหลีที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากจะคบค้าสมาคมด้วย
หนึ่งในนั้นคือกองลาดตระเวนพระนครที่ดูแลกิจธุระยิบย่อยทั้งหมดของเมืองหลวง
ผู้บัญชาการณ์หงจี้ไม่โลภไม่โกง ไม่ฉวยประโยชน์ มีผลงานศึกที่แท้จริงจับต้องได้ติดกาย
หลายปีมานี้รับแค่เงินเดือนที่สะอาดไปส่วนเดียว และเงินส่วนใหญ่ยังส่งกลับไปให้คนในครอบครัว
อีกทั้งหงจี้เองก็ดูแลกองลาดตระเวนพระนครได้ไม่เลว
ทั้งมีภูมิลำเนาอยู่ในสถานที่มังกรลุกผงาดของสกุลซ่งต้าหลี
แล้วยังเป็ นแม่ทัพบู๊คนรู้ใจที่โอรสสวรรค์ไว้วางใจเขาจะกลัวอะไร?
ขอแค่ไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวกับราชครูคนใหม่
ก็เหมือนที่เขาพูดตอนอยู่บนหลังม้านั่นแหละ อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้
นอกจากฮ่องเต้กับราชครูแล้ว ขอแค่เขาไม่ชอบขี้หน้าใคร เขาก็สามารถเข้าไปจัดการได้ทั้งนั้น
นี่ก็คือเมื่อไร้ใจเห็นแก่ตัว การประพฤติตนย่อมเที่ยงตรง
ครั้นตนเที่ยงตรงก็ย่อมมีความกล้า และเมื่อมีความกล้าแล้ว การกระทาทั้งหลายย่อมเด็ดขาดฉับไวไม่ลังเล”
“แต่ว่าต่อให้กองทหารจะทำอะไรกำเริบเสิบสานมากแค่ไหน
ยกตัวอย่างเช่นผู้บังคับกองอายุน้อยคนหนึ่งกล้าขวางกรมพิธีการและศาลหงหลู่ไว้ข้างนอกประตู
ถึงอย่างไรก็เป็ นการรักษาโรคเล็กน้อยต่อหน้าผู้รู้แจ้ง”
“กรมอาญาดูแลเรื่องการลงทัณฑ์ การออกคำสั่งลงโทษ รวมถึงตรวจสอบและพิจารณาคดีความกับโทษทัณฑ์ทั้งปวง
หลายปีมานี้ให้ความสำคัญไปทางบนภูเขาพันธนาการผู้ฝึกบำเพ็ญตน
ทุกวันนี้ในอาณาเขตของต้าหลีมีผู้ฝึกตนบนภูเขาคนใดที่กล้าสังหารมนุษย์ธรรมอย่างพร่ำเพรื่อโดยพลการ?
ป้ายสงบสุขปลอดภัยสามแผ่นที่กรมอาญาเป็ นผู้แจกจ่าย
อย่าว่าแต่ในอาณาเขตของต้าหลีเลย ต่อให้เป็ นทางใต้ของลำน้ำใหญ่หรือแม้กระทั่งใบถงทวีป
ใครกล้าทำเป็ นมองไม่เห็น ก็ยังต้องฝืนใจเป็ นฝ่ายหลีกทางให้อยู่ดีไม่ใช่หรือ?
ถ้าอย่างนั้นในเมื่อกรมอาญาของพวกเขามีความมั่นใจเช่นนี้ แล้วยังจะกลัวอะไร?”
“แต่ว่ากรมอาญาไม่ใช่หมอที่รักษาผู้คน ความรับผิดชอบส่วนใหญ่ของพวกเขาคือการกำหนดโทษให้ผู้คน
มีหน้าที่ถอดถอนยศตำแหน่งและนำตัวผู้กระทำผิดเข้าคุมขังตามกฎหมาย หรือแม้กระทั่งฆ่าคน”
“ศาลต้าหลี่เหมือนกับกรมอาญามาก แค่รับหน้าที่ไต่สวนพิจารณาคดีและทบทวนตรวจสอบคดีใหญ่คดีสำคัญทั้งหลาย”
“ก็เหมือนอย่างที่หม่าหยวนเจ้ากรมอาญาพูดเองว่า ที่ว่าการของเขาเหมือนกับการบอกกล่าวคนบางคนว่าพวกเจ้าไร้ทางเยียวยาแล้วมากกว่า”
พูดถึงกองทหารม้าลาดตระเวนพระนครและกรมอาญาไปแล้ว
ถ้าอย่างนั้นก็เหลือสำนักงานตรวจการแผ่นดินของเมืองหลวงต้าหลีเท่านั้นแล้ว
อีกทั้งยังเป็ นสำนักงานตรวจการแผ่นดินที่หยวนฉงเจ้าประมุขสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้นดูแลมานานหลายปี
สวี่มี่ตะตกตะลึง ความหวาดกลัวค่อยๆ ซึมแผ่ออกมาจากส่วนลึกในหัวใจจนมือเท้าของเด็กสาวเย็นเฉียบ
ราวกับว่าถูกกรอกน้ำบ๊วยใส่น้ำแข็งชามใหญ่เข้าไปติดกันหลายชาม
หงฉงเปิ่นกล่าว “ไม่ต้องคำนวณอะไรแล้ว หน้าที่รับผิดชอบของสำนักงานตรวจการแผ่นดิน
ก็คือตรวจสอบควบคุมขุนนางนับร้อยของต้าหลีอย่างใกล้ชิด
พูดง่ายๆ ก็คือหลักการเหตุผลที่ปีนั้นซิ่วหู่พูดกับท่านปู่ของเจ้า”
“สำนักงานตรวจการแผ่นดินรักษาโรคตั้งแต่ยังไม่ก่อกำเนิด
(เปรียบเปรยว่าป้องกันปัญหาก่อนจะเกิดขึ้นจริง) และต้องเป็ นเช่นนี้เท่านั้น!”
สวี่มี่รู้สึกเหมือนตกลงไปในหลุมน้ำแข็งในชั่วพริบตา
ห้องหนังสือของหยวนฉงท่านปู่ ของนางก็คือ “พื้นที่ต้องห้าม”
จนถึงทุกวันนี้ลูกหลานสกุลหยวนหลายคนก็ยังไม่มีคุณสมบัติจะเข้าไปข้างในสักครั้ง
หยวนฉงก็แทบจะไม่เคยรับรองแขกผู้สูงศักดิ์ที่นี่ ส่วนใหญ่แล้วจะคุยธุระกับสหายหรือไม่ก็เพื่อนร่วมงานที่ห้องโถง
สวี่มี่กลับไม่มีข้อห้ามนี้ นางมักจะไปเปิดอ่านหนังสือที่นั่นบ่อยๆ ห้องหนังสือก็ไม่ใหญ่นัก
บนผนังแขวนภาพอักษรสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กมากไว้ภาพหนึ่ง แล้วก็ไม่มีการลงนามผู้วาด
ตอนเด็กสวี่มี่ก็ถามอยู่หลายครั้งว่าใครเป็ นคนเขียน ท่านปู่เพียงแค่ยิ้ม แต่กลับไม่ยอมบอกนาง
ในเมื่อมีกระบี่ช่วยชีวิต ก็ต้องมีดาบซ่อนไว้เพื่อฆ่าคน ไม่ต้องเอ่ยวาจาใดก็สะกดข่มขุนนางทั้งปวงได้
และยังอาจช่วยผู้คนให้รอดพ้นจากความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สวี่มี่น้ำตาคลอกลบดวงตา จะทำอย่างไรดี
ท่านปู่ ที่ดูแลสำนักงานตรวจการแผ่นดินทั้งแห่งมานานหลายปี
และตระกูลที่ได้ครอบครองแซ่สกุลของเสาค้ำยันแคว้น?
คนนอกอย่างพวกฮ่องเต้อินจี้และองค์ชายอินเหมี่ยวแห่งต้าโซ่วล้วนตายกันไปแล้ว
ต่อจากนี้ก็ต้องมีคนที่ไม่ใช่คนนอกตายไปอีกกี่มากน้อย? เว่ยเจียแห่งตรอกอี้ฉือนั้นถูกลิขิตมาว่าหนีไม่พ้นอยู่แล้ว
หวังหย่งจินแห่งอำเภอหย่งไท่ต้องตายหรือไม่ยังไม่รู้ แต่ต้องเสียหมวกขุนนางไปแน่นอน
ถ้าอย่างนั้นสำนักงานตรวจการแผ่นดินต้าหลีที่ “ช่วยผู้คนให้รอดพ้นจากความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
จะวางตัวอยู่นอกสถานการณ์ได้จริงหรือ จะโชคดีหนีหายนะครั้งนี้พ้นได้เหมือนเกาซื่อผู้ฝึกยุทธที่เป็ นคนนอกของต้าหลีได้หรือ?
หงฉงเปิ่นถอนหายใจ บางทีนอกจากชาวบ้านที่ปล่อยให้เป็ นไปตามยถากรรม
ยอมรับมัน แบกรับความทุกข์และร้องไห้ไปกับมัน
ขุนนางทุกคนของราชสำนักต้าหลีเอง เมื่อเจอกับคำว่า “มัน” นี้ ใครก็ยากจะปฏิเสธความผิดได้
หลายปีมานี้ผู้เฒ่ามองดูการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการตามกาลเวลาของราชสำนักต้าหลีจากในภูเขาอยู่ตลอด
ทุกครั้งที่ออกจากภูเขามาหาประสบการณ์ ล้วนเป็ นการสังเกตผลลัพธ์ของการนำนโยบายราชสำนักไปปฏิบัติจริงในบรรดาเมืองและเขตการปกครองต่างๆ
อาศัยสิ่งนี้มาศึกษาวิเคราะห์และตรวจสอบถึงการแปรเปลี่ยนระหว่างขนบประเพณีใหญ่ที่ปรากฏในตำรากับขนบย่อยที่ดำรงอยู่นอกตำรา
หากจะบอกว่าผลงานเรื่องทฤษฎีชายแดนทั้งหลายพวกนั้นคือเส้นแบ่งแคว้นที่จับต้องได้จริงซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ถ้าอย่างนั้นตลอดหลายปีมานี้หงฉงเปิ่นที่ ตั้งฉายาให้ตัวเอง ว่าอาจารย์อวี๋หลู
สิ่งที่ผู้เฒ่าเห็น คิดและบันทึก ก็คืออาณาเขตของแคว้นราชสำนักต้าหลีที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้
เรื่องนี้หาใช่วิชาความรู้ไร้ประโยชน์ที่นักปราชญ์เฒ่าคร่าครึผู้ยึดติดตำราจะหมกตัวคุ้ยเขี่ยกองกระดาษเก่าๆ ศึกษาอยู่เพียงลำพังไม่
ตรงกันข้ามกันเลยด้วยซ้ำ ความคลาดเคลื่อนของ ‘ภาพแผน” ของชายแดนแคว้นสองส่วนนี้
ไม่อาจไม่ตรวจสอบ ต้องรู้ว่า “การสับเปลี่ยนระหว่างจริงและลวง” ที่มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อสองส่วนนี้
เป็ นทั้งผลลัพธ์ที่ได้มาจากการสั่งสมเป็ นเดือนและปี
วันหนึ่งเมื่อมีการพลิกฟ้าพลิกดิน เปลี่ยนแซ่แคว้น สะบั้นชะตาแคว้น
เพียงแค่เสี้ยววินาที มองดูเหมือนเป็ นเรื่องเล็กแต่กลับสามารถทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสีได้เลย!
หันอีรู้สึกว่าหากซิ่วหูชุยฉานยังคงเป็ นราชครูต้าหลี
เขาก็จะบุกออกไปอย่างไม่ลังเลเพราะเขาไม่กังวลเลยสักนิดว่าตนจะต้องเสียหมวกขุนนางไป
หรือทำให้ตระกูลต้องเดือดร้อนเพราะเรื่องนี้
ซือถูเตี้ยนอู่ผู้บังคับกองหนุ่มนั่งอยู่บนหลังม้าสูง ขวางไม่ให้ขุนนางของกรมพิธีการและศาลหงหลูเข้าไปในทะเลสาบเหล่าอิง
คนหนุ่มมองไปยังทิศที่ตั้งของจวนราชครูแวบหนึ่งด้วยความกังวลใจ
ฉินเปียวเพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างๆ มองขุนนางบุ๋นทั้งหลายที่ทำงานตามกฎระเบียบซึ่งไม่ทำให้คนประหลาดใจเลยสักนิด
ทุกอย่างต้องเป็ นขั้นเป็ นตอน แม้แต่น้ำสักหยดก็ไหลลอดออกไปไม่ได้….
อันที่จริงฉินเปียวตัดสินใจมาได้นานแล้ว นี่เพิ่งจะกี่ปีเอง? ผ่านไปอีกสิบปี หรืออีกยี่สิบสามสิบปี แล้วอย่างไร?
ในเมื่อเป็ นเช่นนี้ ยังไม่สู้กลับไปที่บ้านเกิด หาตำแหน่งขุนนางสูงๆ เงินเดือนเยอะๆ
ไม่แน่ว่าตนอาจจะยังดูแลคนในครอบครัวได้
หากเมืองหลวงมีแต่ขุนนางอย่างหวังหย่งจินแห่งอำเภอหย่งไท่
อีกทั้งตำแหน่งของพวกเขาก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ฉินเปียวก็รู้สึกว่าด้วยมันสมองอันน้อยนิดของตน หากไม่ติดตามพวกเขา
ไม่ช้าก็เร็วต้องมีวันหนึ่งที่ตัวเองถูกปั่นหัวตายอย่างไรก็ยังไม่รู้ตัว
อยู่ที่บ้านเกิด ไม่ว่าจะเป็ นขุนนางใหญ่พื้นที่ศักดินาที่ไม่ทำเรื่องคนทำก็ดี
ขุนนางชั่วที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ระบือไปไกลก็ช่าง ฉินเปียวคิดว่าจะดีจะชั่วก็รู้ว่าพวกเขาจะทำเรื่องชั่วด้วยวิธีการแบบใด
แต่ขุนนางต้าหลีนั้นไม่เหมือนกัน พวกเขาแต่ละคนฉลาดเกินไป
ราชครูขุยฉานดูแลเรื่องการปกครองมาร้อยปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนสงครามและหลังสงคราม
ก็ได้สอนวิสัยทัศน์ ความสามารถและวิธีการให้พวกเขาไปมากมายแล้ว
เมื่อไม่กี่ปีก่อนฉินเปียวยังรู้สึกว่าแคว้นทั้งหลายในแจกันสมบัติทวีปเว้นจากราชวงศ์ต้าหลี
สมควรแล้วที่พวกเจ้าจะรู้สึกว่ากองทัพม้าเหล็กต้าหลีของพวกเราน่ากลัว
เวลาผ่านไปนานเข้า ฉินเปียวก็รู้สึกว่าแม้กระทั่งผู้บังคับกองทหารม้าที่ปีนั้นเป็ นฝ่ายเลือกจะอยู่ต่อในเมืองหลวงต้าหลีด้วยตัวเองอย่างเขา
ก็รู้สึกว่าความน่ากลัวของราชสำนักต้าหลีอยู่ที่การจับต้องไม่ได้ซึ่งอธิบายไม่ถูก
ในศาลา ในใจเด็กสาวคิดว่า “นายอำเภอหันน่าจะเป็ นขุนนางที่ดี” คำว่า “น่าจะ” นี้ ก็คือคำตอบอย่างหนึ่ง
ภรรยาของฉินเปียวผู้บังคับกองทหารม้าลาดตระเวนพระนคร สตรีออกเรือนแล้วที่เป็ นคนในท้องถิ่นของเมืองหลวง
ได้ยินข้อเสนอจากบุรุษของตน นาง อึ้งตะลึงแล้วพูดว่า “ดีสิ” ก็คือคำตอบอีกอย่างหนึ่ง
สิ่งเหล่านี้ และยังมีใจคน คำพูดและการกระทำที่มากกว่านี้ของราชสำนักต้าหลีวงการขุนนาง ชาวประชา และของบนภูเขา
ล้วนเป็ นคำตอบในช่วงเวลาระหว่างที่ซิ่วหูชุยฉานไปจากต้าหลี…
เฉินผิงอันมารับ หน้าที่เป็ นราชครูที่เมืองหลวง!