กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1212.3 พลังอันองอาจน่าเกรงขาม
อาจารย์ผู้เฒ่าลุกขึ้นยืน แม้ว่าความกลัดกลุ้มจะเต็มใบหน้า ยังคงเป็ นกังวลใจ
แต่สายตากลับฉายประกายเจิดจ้า ไม่กลัวว่าเจ้าจะเดือดดาลปานฟ้าผ่า กลัวก็แต่ว่าเจ้าจะปล่อยผ่านอย่างเลอะเลือน
ยิ่งกลัวว่าเจ้าจะเชือดไก่ให้ลิงดู ฟ้าร้องดังฝนตกเบา ตอนนี้ดีมากแล้ว ดีไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว!
แต่กลับยังไม่พอ อยู่ไกลเกินกว่าจะพอมากนัก
หลังจากนี้ถึงจะเป็ นการทดสอบว่าเจ้าที่เป็ นราชครูต้าหลีมีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่ต่างหาก
ซิ่วหู เป็ นข้าที่ผิดไปจริงๆ เจ้าต่างหากที่ถูก!
ปีนั้นจงใจมอบป้ายห้องหนังสือคำว่า “อวี๋หลู” ให้ข้า ด่าได้ดี ด่าข้าทีหนึ่งก็ด่ามาได้นานหลายปีขนาดนี้
เจ้ามันแน่มาก!
หวังเพียงว่าเมืองหลวงต้าหลีต่อจากนี้ ในวงการขุนนางในราชสำนัก ไปจนถึงกองทัพชายแดนต้าหลี
เจ้าจะกล้าลงดาบ กล้าทำให้คนทั้งราชสำนักอย่าได้เข้าใจผิดในเรื่องหนึ่ง
เจ้ากล้าออกมารับหน้าที่เป็ นราชครูไม่ใช่เพราะทุกคนอยู่บนเรือลำเดียวกันอะไร
แต่เป็ นเพราะเจ้าต้องการให้พวกเขาเข้าใจหลักการเหตุผลที่เป็ นจริงมากที่สุดข้อหนึ่ง
นั่นก็คืออะไรกันแน่ที่เรียกว่า “ศัตรูร่วมเรือ!
……
องครักษ์กลุ่มที่อินเหมี่ยวพาเดินออกมาจากบ้านด้วย
นอกจากเกาซื่อที่ยืนอยู่ตรงมุมกำแพงแล้ว อันที่จริงยังมีคนรอดชีวิตอีกสามคน
แต่พวกเขาล้วนไม่มีสิทธิ์พูด เวลานี้กลับยังยืนได้อยู่ ยังมีชีวิตอยู่
ตอนนี้พวกเขาต่างก็อิจฉาเกาซื่อที่ได้ ”ไปยืนอีกด้านหนึ่ง” อย่างมาก
เฉาเลวี่ยลังเลเล็กน้อย รู้สึกว่าเขาเป็ นทั้งคนนอกของราชสำนักต้าโซ่วแล้วก็ทั้งของสกุลซ่งต้าหลี
ยืนอยู่ที่เดิมอย่างนี้ไม่ค่อยเข้าท่า คิดไปคิดมาก็เลยจะไปยืนเป็ นเพื่อนเกาซื่อเพื่อหลบเลี่ยงปัญหา
เกาซื่อใช้สายตาห้ามปรามแขกผู้สูงศักดิ์อันดับหนึ่งของราชสำนักต้าโซ่วผู้นี้ แต่ไม่ได้ผล
เฉาเลวี่ยหมุนตัวกลับ เอนหลังพิงกำแพง เกาซื่อจนใจเพราะทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้
เฉาเลวี่ยยิ้มถาม “ปรมาจารย์เกา เบื้องหลังสะอาดจริงหรือ?”
เกาซื่อเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “คุณชายเฉา เจ้าไม่ต้องมาพูดจาเหน็บแนมข้าหรอก
อยู่ในราชสำนักต้าโซ่วที่เต็มไปด้วยมลพิษสกปรกแห่งนั้น สถานะของข้าเป็ นอย่างไร
เค่อชิงอันดับหนึ่งของสกุลอินต้าโซ่วเชียวนะ!
จะดีจะชั่วก็เป็ นขอบเขตยอดเขาคอขวดของขอบเขตเก้าแล้ว
ประเด็นสำคัญคืออายุยังไม่มาก แล้วองค์ชายอินเหมี่ยวล่ะมีสถานะอย่างไร
หากมีเรื่องสกปรกที่บอกใครไม่ได้ จะถึงคราวที่ข้าต้องไปลงมือทำเองหรือ?
ไช่อวี้ซ่านก็ไม่ใช่คนที่คอยจัดการหาใครให้ไปทำเรื่องพวกนี้อยู่แล้วหรอกหรือ?
เฉาเลวี่ยพยักหน้า “ในตำราไม่ได้เขียนความรู้เรื่องพวกนี้เอาไว้ แต่ก็พอจะเคยได้ยินมาบ้าง”
ด้านหนึ่งเกาซื่อก็ใช้ฝ่ามือเช็ดคราบเลือดที่อยู่บนฝักดาบ
ด้านหนึ่งก็ถามอย่างสงสัยว่า “คุณชายเฉา เจ้ามาลุยน้ำขุ่นอะไรที่นี่?”
เฉาเลวี่ยเอ่ย “ข้าตามมาเที่ยวภูเขาสายน้ำด้วย ไหนเลยจะเดาได้ว่าต้องมาลุยน้ำขุ่น”
เกาซื่อเอ่ย “ข้ายังนึกว่าคนฉลาดที่มีสถานะอย่างพวกเจ้า นอกจากนั่งบนโถส้วมในห้องส้วมแล้ว
อยู่ในสถานที่อื่นๆ แค่ผายลมก็ยังมีเป้าหมาย มีการวางแผนเสียอีก”
เฉาเลวี่ยยิ้มเอ่ย “ข้าไม่ใช่คนฉลาดอย่างอินเหมี่ยวหรอกนะ แล้วก็ยิ่งไม่ใจกล้าเหมือนเทพเซียนอย่างไหวเฉียน”
เกาซื่อเคยได้ยินว่าไหวเฉียนเคยสะดุดล้มหัวทิ่มอยู่ที่อุตรกุรุทวีป
ต้องจุดตะกียงแห่งชะตาชีวิตในศาลบรรพชนถึงจะได้ต่อชีวิต เปลี่ยนเรือนกายที่มีเลือดเนื้อใหม่
กลับมาฝึกตนได้อีกครั้งอย่างถูไถ
ส่วนเฉาเลวี่ยที่อยู่ข้างกายผู้นี้ ความประทับใจที่เกาซื่อมีต่อเขานับว่าพอใช้ได้
คนหนุ่มเลื่อมใสราชสำนักต้าหลีและอิ่นกวานหนุ่มอย่างมาก
หากจะบอกว่าคำพูดสามารถหลอกกันได้ แต่สีหน้าท่าทางกลับยากที่จะเสแสร้ง
แววตาแค่นี้เกาซื่อยังพอจะมีอยู่บ้าง
“เฉาเลวี่ย” ที่มาจากราชวงศ์ต้าตวน ชะตาชีวิตของเขาดีมาก
ชื่อจริงคือเฉาอิง อิงคำนี้เป็ นคำที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก
ว่ากันว่าท่านปู่ของเขาต้องเปิดพจนานุกรมตัวอักษรอยู่หลายคืนกว่าจะเลือกออกมาได้
เขาถูกเลี้ยงอยู่ข้างกายท่านปู่ มาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าอะไรก็สอน
ทั้งเรื่องการวางตัวในสังคม เรื่องการลงมือทำสิ่งต่างๆ อ่านตำรา วิชาหมัด
สามอย่างแรก ท่านปู่ล้วนมีความความคิดเห็นเฉพาะตัวที่ยอดเยี่ยม มีเพียงวิชาหมัดที่…ทนมองไม่ได้เลยจริงๆ
เนื่องจากท่านปู่ ชอบอ่านนิยายการต่อสู้ในยุทธภพมากเป็ นพิเศษ
เฉาอิงจึงใฝ่ฝันถึงเรื่องราวเปี่ยมสีสันตระการตาที่มีแค่แสงดาบเงากระบี่
ไม่มีการขี่เมฆทะยานหมอกพวกนั้นอย่างมาก
ดังนั้นสองปู่หลานจึงมักจะอ่านบันทึกท่องเที่ยวที่มีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เล่มหนึ่งด้วยกันเป็ นประจำ
สรุปก็คือต่างก็มีความชื่นชอบและความคิดเห็นเป็ นของตัวเอง
อย่างท่านปู่ มักจะชอบบ่นว่าตัวเอกอย่างเฉินผิงอันขี้ขลาดเกินไป
สตรีผู้นี้หน้าตางามล้ำขนาดนี้ สตรีผู้นั้นงามเย้ายวนขนาดนั้น
รับไว้สิ ทำไมไม่รับเอาไว้ทั้งหมดเลยล่ะ สายน้ำมีน้ำมากมายไยต้องตักดื่มแค่ไม่กี่กระบวยด้วย
ทำร้ายให้เหล่าคนงามมากมายต้องเสียใจน้ำตาหลั่งริน
เฉาอิงใฝ่ฝันหาถึงยุทธภพตั้งแต่เด็กแล้ว แล้วก็อยากจะรู้จักจอมยุทธหญิงในยุทธภพหลายๆ คน
ท่านปู่ บอกว่าอยากจะออกไปท่องยุทธภพ ดื่มเหล้าไม่เป็ นย่อมไม่ได้
เฉาอิงรู้สึกว่ามีเหตุผล แต่เขาดื่มเหล้าไม่ได้จริงๆ ตอนเป็ นเด็กหนุ่มก็เคยฝึกดื่มอย่างจริงจังมาก่อน
นอกจากจะอาเจียนไปหลายรอบแล้วก็ไม่มีประโยชน์อย่างอื่นอีก แม่ดื่มยากจริงๆ
เขามีสหายคนหนึ่งที่แซ่เดียวกัน ชื่อว่าเฉาสือ อายุมากกว่าเฉาอิงหนึ่งรอบพอดี
เมื่อก่อนท่านปู่ชอบหลอกเฉาอิง บอกว่าอันที่จริงเฉาสือคือบุตรนอกสมรสของเขา
แล้วยังจงใจให้เฉาอิงเดาว่าใครคือมารดาของเฉาสือ…
พอเฉาอิงคิดถึงราชครูหญิงที่ท่วงท่าองอาจน่าเกรงขาม ความงามเป็ นเอกไม่เป็ นรองใครผู้นั้นแล้ว
เด็กหนุ่มก็รู้สึกว่าคำตอบนี้เดาได้ง่ายมากเลยนะ
โอ้โห ที่แท้เขาก็มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับสหายรักเฉาสือด้วยหรือนี่!
มิน่าเล่าถึงได้ถูกชะตากัน สนิทสนมแนบแน่นขึ้นไปอีก!
ดูเหมือนว่าเฉาสือก็คือบุคคลที่เกิดมาก็ทำให้ทุกคนวางใจได้
เฉาอิงออกไปข้างนอกกับเฉาสือที่เป็ น “ท่านอาน้อยบ้านตน”
แค่ไปเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ก็ไม่เป็ นไร ท่านปู่ไม่เป็ นห่วง
แต่เคยติดตามเฉาสือออกเดินทางไปหาประสบการณ์รอบหนึ่ง แล้วต้องคอยอธิบายชื่อของตัวเองให้คนอื่นฟัง
การเดินทางครั้งนี้เขาจึงใช้นามแฝงว่าเฉาเลวี่ยเสียเลย
ราชวงศ์ต้าตวนคือราชวงศ์ใหญ่อันดับที่สองของใต้หล้าไพศาล แซ่เฉา
ราชครูหญิงเผยเปย บุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธของใต้หล้าไพศาล
เฉาสือคือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของนาง
และเฉาสือยังเป็ นศัตรูคู่แค้นบนเส้นทางการเรียนวรยุทธกับ “เฉินผิงอัน” ด้วย
คนวัยเดียวกันที่อายุห่างกันไม่ถึงสามเดือน ตอนที่ต่างก็เป็ นเด็กหนุ่ม
พวกเขาเคยถามหมัดกันที่กำแพงเมืองปราณกระบี่มาก่อน
ในวัยสี่สิบปีเมื่อไม่นานมานี้ ก็เคยถามหมัดที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางกันมาอีกรอบ
เฉาอิงหลอกง่ายแค่ตอนอายุน้อยเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนขาดไหวพริบ
เพียงไม่นานก็รู้ว่าท่านปู่ กับราชครูเผยไม่มีอะไรต่อกัน คาดว่าท่านปู่คงอยากจะมี แต่ไม่กล้าก็เท่านั้น
ท่านปู่ ของเขาตายไปแล้ว สำหรับราชวงศ์ต้าตวนแล้ว นั่นเรียกว่าอดีตฮ่องเต้เสด็จสวรรคตแล้ว
เฉาอิงจึงเปลี่ยนจากพระราชนัดดาสกุลเฉาต้าตวน กลายมาเป็ นรัชทายาทของราชวงศ์ต้าตวน
เป็ นรัชทายาทแล้ว มีความสุขอยู่นิดหน่อย แต่กลับต้องเสียใจอย่างสุดแสน เฉาอิงคิดถึงท่านปู่อย่างมาก
ก่อนหน้า นี้ไม่นาน สตรีเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งของสกุลอิน ราชวงศ์ต้าโซ่วได้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับชนชั้นสูงคนหนึ่งของราชวงศ์ต้าตวน
ฮ่องเต้อินเหมี่ยวทรงเสด็จเข้าร่วมงานด้วยพระองค์เอง
แน่นอนว่าความตั้งใจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้
อินจี้อยากอาศัยโอกาสนี้ไปเจอหน้าฮ่องเต้ของสกุลเฉาต้าตวน
พูดคุยเรื่องการจัดวางกำลังทัพที่สนามรบของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง
ดูว่าจะสามารถเป็ นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้หรือไม่
บนโต๊ะสุราที่ไม่มีคนนอกอยู่ด้วย บิดาของเขามองดูเหมือนเมากรึ่มๆ
ถือโอกาสพูดโน้มน้าวอินจี้ว่าไม่สู้ผ่อนความสัมพันธ์กับราชสำนักต้าหลีสักหน่อย
ไม่จำเป็นต้องให้ตึงเครียดกันขนาดนั้น สงครามใหญ่สงครามยากที่แท้จริงใกล้จะมาถึงแล้ว
กองทัพฝีมือดีของพวกเขาสองตระกูลต่างก็มีชื่อเสียงอย่างมาก
หรือว่าจะยังต้องคอยป้องกันกันเองบนสนามรบ
จะกลายเป็ นว่าฝ่ายหนึ่งรบจนตัวตายไม่ยอมถอย
อีกฝ่ายหนึ่งจงใจถ่วงเวลาล่าช้าไม่ยอมไปให้ความช่วยเหลือหรือไม่?
เฉาอิงย่อมต้องอยู่ด้วย เพียงแต่ว่าเขาอายุน้อยจึงไม่มีสิทธิ์พูด
อย่างน้อยที่สุดภายนอกฮ่องเต้อินจี้ของต้าโซ่วก็แสดงออกว่าฟังเข้าหู
พูดอย่างผึ่งผายว่าสามารถอาศัยโอกาสที่ต้าหลีจัดงานพิธีแต่งตั้งราชครูไปพูดคุยกับฮ่องเต้สกุลซ่งต้าหลีอย่างลับๆ ด้วยตัวเองได้
พยายามให้ทั้งสองฝ่ายละวางอคติที่มีต่อกันก่อนหน้า มาผูกสัมพันธ์เป็ นพันธมิตรกัน
เป็ นเพราะอินจี้แห่งต้าโซ่วมีความคิดเช่นนี้อยู่ก่อนแล้ว หรือเป็ นความคิดที่เกิดขึ้นกะทันหัน
เฉาอิงไม่แน่ใจ จิตใจของจักรพรรดิยากจะคาดเดา
ตัวเฉาเลวี่ยเองก็เป็ นคนที่เกิดในตระกูลของจักรพรรดิ
เรื่องนี้เขาจึงรู้ดียิ่งกว่าใคร
พูดถึงแค่ฮ่องเต้ราชวงศ์ต้าตวน หรือก็คือบิดาของเฉาเลวี่ย
ช่วงท้ายของงานเลี้ยงสุรามื้อนั้น ไม่ใช่ว่าพูดเรื่องสัพเพเหระแล้วพูดไปถึงเรื่องนี้โดยบังเอิญอะไร
เจ้ามาเป็ นแขกที่ต้าตวน ข้าก็ดื่มเหล้ากับเจ้าดีๆ อย่างเกรงใจ
ถ้าอย่างนั้นข้าดื่มเหล้าบอกกล่าวความในใจกับเจ้าอินจี้ไปแล้ว เจ้าก็ควรจะต้องให้คำตอบข้ามาเลย
เฉาอิงเอนกายพิงพนัง เห็นได้ชัดว่าว่างงานอย่างมาก
เกาซื่อถามอย่างลับๆ ว่า “รัชทายาท ต่อจากนี้จะเอาอย่างไรต่อดี?”
เฉาอิงยิ้มเอ่ย “เจ้าน่ะจัดการง่าย ข้ากลับจัดการได้ยากแล้ว”
เกาซื่อถาม “แต่ท่านดูเหมือนไม่ร้อนรนกระวนกระวายเลยนะ”
เฉาอิงเอ่ย “ปรมาจารย์เกาเองก็พูดเองไม่ใช่หรือว่า “ดูเหมือน”
วันนี้ในสวนของทะเลสาบเหล่าอิง นอกจากฮ่องเต้ต้าโซ่ว ราชครูคนใหม่ของต้าหลี
รัชทายาทเฉาอิงของราชวงศ์ต้าตวน และยังมีลั่วอ๋องซ่งมู่แห่งต้าหลี
รวมไปถึงผู้ฝึกกระบี่หนุ่มที่พลิ้วกายลงบนหัวกำแพง เขาไม่มีทางเป็ นองค์ชายใหญ่ซ่งเกิง
ถ้าอย่างนั้นก็คือซ่งซวี่แล้ว ดูเหมือนว่ายังสามารถเพิ่มเด็กสาวคนก่อนหน้านี้ที่…ไปกลับอย่างรีบร้อนได้ด้วย?
นั่นคือองค์หญิงสามแห่งสกุลซ่งต้าหลี หวงเหลียน?
เกาซื่อถามหยั่งเชิง “สกุลเฉาต้าตวนของพวกท่านจะเป็ นพันธมิตรกับสกุลซ่งต้าหลีหรือ?”
เฉาอิงกล่าว “เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน อธิบายแค่สองสามประโยคก็ยังอธิบายได้ไม่ชัดเจน”
เกาซื่อหัวเราะชอบใจทันใด “รัชทายาท ถ้าอย่างนั้นตอนนี้พวกเราเหมือนคนว่างงานอย่างนั้นหรือ?”
เฉาอิงเองก็หลุดขำอย่างอดไม่อยู่ “ก็จริงนะ ถ้าอย่างนั้นก็จะคุยเล่นกับเจ้าเพิ่มอีกสักสี่ห้าประโยค?”
เกาซื่อเอ่ย “คุยสิ ทำไมจะไม่คุยล่ะ ไม่คุยกันก็ง่ายที่จะคิดโน่นคิดนี่ ยิ่งคิดยิ่งหวาดกลัวไม่หาย
ข้าสามารถอดกลั้นไม่ฉวยโอกาสตอนที่เฉินอิ่นกวานออกนอกเมืองไปสังหารศัตรูปืนข้ามกำแพงหนีไปก็ถือว่ามีความหนักแน่นมากพอแล้ว”
เฉาอิงเอ่ย “นอกจาก “ศึกเขียวขาว” ระหว่างเฉินอิ่นกวานกับเฉาสือครั้งนั้นแล้ว
เจ้ายังเคยได้ยินเรื่องวงในเรื่องอื่นมาอีกหรือไม่?”
เกาซื่อพยักหน้า “มีครั้งหนึ่งตอนที่ฟังอินเหมี่ยวกับไช่อวี้ซ่านพูดคุยเรื่องแผ่นดินด้วยกัน
เคยได้ยินอยู่เรื่องหนึ่ง ดูเหมือนว่าก่อนที่ราชครูเฉินจะถามหมัดกับเฉาสือ
เขาได้ไปหาพวกหม่าฉวีเซียนมาก่อนแล้ว แล้วก็ต่อสู้กันอย่างดุเดือดไปรอบหนึ่ง
เล่นงานจนหม่าฉวีเซียนขอบเขตถดถอย ทำให้เขาหมดสิ้นความคิดที่จะเดินไปบนยอดสูงสุดของวิถีวรยุทธอย่างสิ้นเชิง?”
เกาซื่อสะบัดมือแรงๆ สลัดคราบเลือดบนมือทิ้ง นวดคลึงปลายคาง
“ดังนั้นราชวงศ์ต้าตวนย่อมไม่มีทางเป็ นฝ่ายมาขอผูกมิตรกับสกุลซ่งต้าหลีก่อนเด็ดขาด
เสียศักดิ์ศรีเกินไป หน้าตาของชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเราไม่มีค่า
ทว่าหน้าตาของฮ่องเต้กับราชวงศ์กับคือหน้าตาของบ้านเมือง
แม่ทัพใหญ่หม่าฉวีเซียนเพิ่งจะถูกราชครูคนใหม่ของราชวงศ์อื่นซ้อมปางตาย
บิดาท่านเป็ นฮ่องเต้คนใหม่ขึ้นครองราชย์ได้แค่ไม่กี่วัน
หากสวมชุดคลุมมังกรแล้วก็ให้รัชทายาทอย่างท่านเปิดเผยตัวตนมาเยือนแจกันสมบัติทวีป
ก็ไม่เข้าท่าเลยจริงๆต้องพิจารณาถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนในราชสำนักด้วย”
เฉาอิงยิ้มเอ่ย “มีเหตุมีผล ต้องหันมามองเจ้าเสียใหม่แล้ว
ก็แค่ว่าประโยค “ชางบ้านธรรมดาอย่างพวกเรา” ของปรมาจารย์เกา
ดูเหมือนว่าจะเป็ นที่ต้องสงสัยว่ายิ่งอยากปกปิดยิ่งเน้นให้เห็นชัดเจนขึ้นนะ?”
เกาซื่อกลับมาพูดคุยอย่างลับๆ อีกครั้ง “เฉาอิง ท่านให้ข้าไปสวามิภักดิ์กับราชวงศ์ต้าตวนได้หรือไม่
ให้ไปเป็ นพวกแม่ทัพที่นำพากองทัพอะไรทำนองนั้น?”
เฉาอิงพยักหน้า “จะได้เป็ นแม่ทัพหรือไม่ ข้าก็เป็ นแค่รัชทายาทไม่กล้ารับรอง
ทว่าพาเจ้าออกไปจากเมืองหลวงต้าหลีกับแจกันสมบัติทวีปกลับพอจะทำได้”
เกาซื่อเอ่ย “แค่นี้ก็พอแล้ว!”
“ก่อนหน้าที่ข้าจะพาศพของเกาซื่อออกไปจากเมืองหลวงต้าหลีด้วยกัน”
เฉาอิงยิ้มเอ่ย “ไม่สู้ปรมาจารย์เกาลองบอกมาก่อนว่าได้เลือกสุสานเอาไว้หรือยัง?
ค่าฝังศพข้าสามารถช่วยออกให้ได้นะ”
เกาซื่ออึ้งค้างอยู่กับที่ ด่ามารดาไปคำหนึ่ง พวกลูกหลานเชื่อพระวงศ์ที่แซ่เดียวกับแซ่แคว้นอย่างพวกเจ้าล้วนไม่ใช่คนดีอะไรเลยจริงๆ!
เฉาอิงถาม “ยังจะคุยกันต่ออีกไหม?”
เกาซื่อยกสองมือกอดอก แล้วก็เริ่มหลับตาทำสมาธิ เฉาอิงพูดกลั้วหัวเราะอยู่กับตัวเอง
“แม้ว่าข้าจะไม่ฉลาด แต่ก็ไม่ถือว่าเป็ นคนขาดไหวพริบ ในเมื่อเจ้าเกาซื่อคิดจะอาศัยอำนาจของข้า
แต่ยามพูดคุยกับข้ากลับใช้เล่ห์เหลี่ยม ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องให้เจ้าจดจำไว้ให้ดี
เกาซื่อ เห็นแก่ที่ภูมิหลังของเจ้ายังนับว่าสะอาด และตลอดทางมานี้ก็ถือว่าเกรงใจกัน
ฟังคำแนะนำจากข้าสักคำ เวลาที่ต้องคบค้าสมาคิดกับคนที่ฉลาดกว่าเจ้าสิบเท่าร้อยเท่า ควรต้องโง่สักหน่อยถึงจะดี”
เกาซื่อถอนหายใจ ขยี้ซีกหน้าแรงๆ “กลัวพวกเจ้าแล้วจริงๆ”
เฉาอิงยิ้มถาม “รวมพวกเราเข้าด้วยกันแล้วก็ยังไม่กลัวเท่าราชครูเฉินคนเดียวเลยกระมัง?”
เกาซื่อคิดแล้วก็ใช้เสียงในใจพูดคุยอย่างลับๆ ว่า
“สำหรับพวกเจ้าแล้ว ข้ากลัวก่อนแล้วค่อยเคารพพวกเจ้า
แต่สำหรับเฉินอิ่นกวาน ข้าเคารพเขาก่อนแล้วค่อยหวาดกลัวเขาไม่เหมือนกัน”
เฉาอิงหัวเราะ “ความในใจนั้นไม่เหมือนคำพูดอย่างอื่นจริงๆ”
ขอแค่เกิดมาในครอบครัวจักรพรรดิ คนอื่นพูดอะไร พวกเราต้องคอยดู คนอื่นทำอะไรพวกเราต้องคอยเดา
เพียงแต่ว่า “วิชาที่สืบทอดในตระกูล ประเภทนี้ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเชื้อพระวงศ์ เหล่ากิ่งทองใบหยกทั้งหลายจะได้ยินและคิดจนเข้าใจ
ราชวงศ์สามแห่งที่กำลังอยู่ในช่วงกองกำลังแคว้นรุ่งโรจน์ ล้วนมีรายชื่อติดอันดับต้นๆ ของสิบราชวงศ์ใหญ่แห่งไพศาล
แคว้นที่แข็งแกร่งสามแห่ง หากสามารถเป็ นฝ่ายลงนามเป็ นพันธมิตรกันภายใต้เงื่อนไขที่ศาลบุ๋นไม่ได้ว่ากล่าวอะไร
ก็ยังพอจะยกระดับขวัญกำลังใจของกำลังพลให้ฮึกเหิมและมั่นคงยิ่งขึ้นได้
เชื่อว่าทางฝั่งของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางก็ต้องยินดีที่ได้เห็นอย่างแน่นอน
ก่อนที่เฉาอิงจะมาแจกันสมบัติทวีป เสด็จพ่อบอกให้เขามองให้มากพูดให้น้อย
ทางที่ดีที่สุดคือแสร้งทำเป็ นหูหนวกเป็ นใบ้ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น
ดื่มเหล้าเคล้านารีได้ แต่อยู่ข้างนอกอย่าให้มีลูกชายหญิงนอกสมรสอะไร หากว่ามีจริงๆ เขาก็ต้องยอมรับลูกของตัวเอง
คุยกันไปคุยกันมาก็เริ่มค่อยๆ ออกนอกประเด็นกันไปแล้ว
ฮ่องเต้ต้าตวนยังพูดด้วยว่าท่านปู่ของเจ้าโหดเกินไปแล้ว ข้าเรียนรู้เอาอย่างเขาไม่ได้หรอก
ไม่มีทางมอบโอกาสให้เจ้าในอนาคตได้พูดประโยคเดียวกันว่า “ท่านปู่ของเจ้าโหดเกินไป”
ที่ข้าพูดก็คือเจ้าน่ะ ถึงเวลานั้นน่าจะด่าข้าเสียมากกว่า