กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1212.4 พลังอันองอาจน่าเกรงขาม
อันที่จริงก่อนราชครูเฉินผิงอันจะปรากฏตัว เฉาอิงก็มีการตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแล้ว
ดูท่าราชวงศ์ต้าตวนคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็ นพันธมิตรกับสกุลซ่งต้าหลีแล้ว
สกุลเฉาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทั้งเสียหน้าแล้วก็ทั้งไม่เหลือศักดิ์ศรีใดๆ
เดิมทีบิดาที่เป็ นฮ่องเต้ของต้าตวน ตอนที่อยู่บนโต๊ะสุราตัวนั้น
ได้มอบโอกาสให้กับราชวงศ์ต้าโซ่ว ขอแค่สกุลอินต้าโซ่วของพวกเจ้าสามารถเป็ นพันธมิตรกับสกุลข่งต้าหลีได้
ถ้าอย่างนั้นสกุลเฉาต้าตวนของพวกเราก็จะพิจารณาเรื่องการเป็ นพันธมิตรกับสกุลอินของเจ้า
ส่วนอินเหมี่ยวนั้นคิดอย่างไร แล้วอินจี้วางแผนไว้อย่างไร
เฉาอิงที่เป็ นคนนอกล้วนไม่สนใจเขาดูแค่ผลลัพธ์เท่านั้น
ผลลัพธ์ก็คือเป็ นพันธมิตรกับสกุลซ่งต้าหลีที่เป็ นเช่นนี้ยังไม่สู้ร่วมมือกับราชสำนักต้าโซ่วโดยตรง
จะดีจะชั่วฝ่ายหลังก็ทำอะไรตรงไปตรงมา แต่ฝ่ายแรกกลับเป็ นชั้นวางว่างเปล่าที่สีสันฉูดฉาดเท่านั้น
หากผูกพันธมิตรผิดคู่ สนามรบที่เปลี่ยวร้างจะต้องมีคนตาย อีกทั้งจะมีคนตายไปเปล่าๆ เยอะมาก
แต่ว่าตอนนี้เฉาอิงที่ยืนพิงผนังรู้สึกว่าตัวเองต้องขอลองดูอีกสักหน่อย
ไม่เพียงแต่ต้องกระโดดข้ามสกุลอินต้าโซ่วไปโดยตรงหรือไม่
นอกจากสองแคว้นจะเป็ นพันธมิตรกันแล้ว ขณะเดียวกันยังต้องประกาศศึกกับต้าโซ่วด้วยหรือไม่?!
ถึงอย่างไรเกาซื่อก็เป็ นผู้ฝึกยุทธที่ขาดอีกแค่ครึ่งก้าวก็จะเป็ นขอบเขตปลายทาง
พริบตาเดียวเขาก็สัมผัสได้ว่าดูเหมือนในใจองค์รัชทายาทต้าตวนที่อยู่ข้างๆ
จู่ๆ ก็มีปราณสังหารที่ไม่บางเบาเลย
……
หยางโฮ่วแจ๋วลากตัวรัชทายาทบ้านตนที่กลัวว่าใต้หล้าจะไม่วุ่นวายมากพอผู้นั้นกลับไปบนบันไดของลานเรือนอักษรเจี๋ยนานแล้ว
เพราะไม่ได้ปิดประตูใหญ่จึงสามารถมองเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านนอกได้
ก่อนจะพาหลูจวินมาท่องเที่ยวที่แจกันสมบัติทวีปด้วยกันเคยมีการพูดคุยอย่างลับๆ ที่จำนวนคนไม่เกินหนึ่งมือนับ
หยางโฮ่วแจ๋วกำลังจะรับหน้าที่เป็ นราชครูของราชสำนักต้าหยวน
แต่หยางชิงข่งกลับยังคงรักษาสถานะเจินเหรินผู้นำของตำหนักนภากาศหน่วยฉงเสวียนเอาไว้ชั่วคราว
ฮ่องเต้หลูฮ่วน รัชทายาทหลูจวิน หยางชิงข่ง หยางโฮ่วแจ๋ว สองแซ่ สองต่อสอง
นี่แสดงให้เห็นว่าสกุลหลูและสกุลหยางของราชสำนักต้าหยวนร่วมกันปกครองใต้หล้าไม่ใช่คำลวงอะไร
หยางโฮ่วแจ๋วพาหลูจวินมาเยือนเมืองหลวงต้าหลี ไม่มีอะไรให้ต้องพูดคุย
ก็หนีไม่พ้นว่าให้หลูจวินได้ปรับเปลี่ยนนิสัยสักหน่อย อย่าให้ทำลายความปรองดองกับแจกันสมบัติทวีป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนกันเองอย่างราชวงศ์ต้าหลี
หากเจอกับเรื่องอยุติธรรมอะไรก็ไม่ต้องรีบร้อน สามารถไปหาอาจารย์ของเจ้าเพื่อปรึกษากันได้
ในเมื่ออีกเดี๋ยวเขาจะได้เป็ นราชครูคนใหม่ของราชวงศ์ต้าหลีแล้ว
ลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่ออย่างเจ้า ขอแค่เป็ นฝ่ายมีเหตุผลก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเข้าข้างคนนอก
หลูจวินถามคำถามที่เป็ นกุญแจสำคัญ
หากข้าเป็ นฝ่ายมีเหตุผล แต่อาจารย์ของข้ายังคงเข้าข้างคนบางคนหรือเรื่องบางเรื่องของต้าหลีล่ะ จะทำอย่างไร?
ดูเหมือนจักรพรรดิหลูฮ่วนจะอึ้งไปกับคำถามข้อนี้ เขาจึงยื่นนิ้วออกมาชี้หยางโฮ่วแจ๋ว
เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ เจ้าไปปรึกษากับราชครูเองเถอะ
จุดสำคัญในการพูดคุยในห้องทรงพระอักษรอย่างแท้จริงยังคงเป็ นปัญหาเรื่องอันดับ ของราชสำนักต้าหยวน
หลูฮ่วนถาม “เจินเหรินผู้เฒ่าหยาง ราชครูหยาง ในฐานะแคว้นที่แข็งแกร่งเป็ นอันดับหนึ่งของอุตรกุรุทวีป
ในเวลาสั้นๆ ราชสำนักต้าหยวนของพวกเราจะช่วงชิงห้าอันดับแรกมาครอง คาดว่าน่าจะมีความยากอยู่
อย่างน้อยที่สุดก็ต้องข้ามราชสำนักเส้าหยวนที่อยู่ในอันดับหกไปให้ได้ก่อนกระมัง?
เจินเหรินผู้เฒ่าเหมือนจะหลับไปแล้ว เขานั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้
เรื่องใหญ่อย่างเรื่องแคว้นและสงครามที่สำคัญมากเช่นนี้ ฝ่าบาทท่านไปคุยกับราชครูคนใหม่เองเถอะ เขายังหนุ่มอยู่มาก
หยางโฮ่วแจ๋วรู้สึกอ่อนใจยิ่งนัก “ฝ่าบาท ไม่ว่าจะเป็ นความห่างของอันดับใดๆ
ก็ล้วนเป็ นความห่างของกองกำลังแคว้นที่สำคัญมาก
หากฝ่าบาทบอกว่าจะพยายามอย่างเต็มที่ข้าถึงจะกล้าพูดจาใหญ่โตได้บ้าง
หลูฮ่วนเอ่ย “ถวนหนี เจ้าลองดูราชครูของราชสำนักเส้าหยวนพวกเขาสิ
หลินจวินปี้เพิ่งจะอายุเท่าไรเอง แล้วเจ้าราชครูหยางโฮ่วแจ๋วอายุเท่าไร
ไม่ว่าจะด้วยเหตุด้วยผลก็ล้วนไม่เข้าท่าเลยนะ ตัวเจิ้น (คำเรียกแทนตัวของจักรพรรดิ) เองยังไม่เท่าไรหรอก
ก็แค่รู้สึกขายหน้าแทนเจ้ากับหน่วยฉงเสวียนก็เท่านั้น
เจินเหรินผู้เฒ่าหัวเราะหึหึ แต่ก็ไม่ได้ลืมตา
ตระกูลสกุลหยางของหน่วยฉงเสวียนราชสำนักต้าหยวน
แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็ นที่ยอมรับในอุตรกุรุทวีปว่ารู้คุณคนและตอบแทนบุญคุณอย่างยาวนาน
เช่นเดียวกัน พวกเขาก็จดจำความแค้นยาวนาน และแก้แค้นอย่างอำมหิตมากเหมือนกัน
ชอบถามกระบี่กับศาลบรรพจารย์ นี่คือเรื่องปกติของผู้ฝึกกระบี่ของอุตรกุรุทวีปแล้ว
หากไม่เคยถามกระบี่กับศาลบรรพจารย์บ้านคนอื่น เจ้าก็เป็ นผู้ฝึกกระบี่ได้อย่างจืดชืดไร้รสชาติยิ่งแล้ว
ทว่าจวนตระกูลเซียนที่อยู่ในอาณาเขตของราชสำนักต้าหยวน พื้นที่ประกอบพิธีกรรมน้อยใหญ่
แม้ว่าจะเคยถูกถามกระบี่มาเหมือนกัน แต่ประมาณครึ่งหนึ่งต่างก็ต้องมอบของขวัญตอบแทนกลับคืนไปให้กับนักพรตสกุลหยางของหน่วยฉงเสวียน
ส่วนที่เหลืออีกครั้งหนึ่ง ตำหนักนภากาศทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่สนใจเลยสักนิด
ศาลบรรพจารย์ถูกรื้อก็แค่จ่ายเงินซ่อมแซม ถึงอย่างไรก็มีประสบการณ์โชกโชน คุ้นเคยดีอยู่แล้ว
มีจวนเซียนแห่งหนึ่งที่หยางโฮ่วแจ๋วทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองแล้วก็ไปถามกระบี่ชดเชยด้วยตัวเองมารอบหนึ่ง
แค่รื้อศาลบรรพจารย์ออกครึ่งเดียว คราวนี้ดีแล้ว สามารถสร้างใหม่ได้ทั้งหมดแล้ว
หลูฮ่วนเอ่ย “พวกเจ้าไม่รู้ถึงความอัดอั้นของข้าหรอก
อย่างเจ้าพวกคนที่เป็ นฮ่องเต้ของแคว้นอื่นเหมือนกัน และเวลาปกติก็มีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวพวกนั้น
ช่วงนี้ส่งจดหมายมาให้ข้า ชอบพูดจาให้ข้าโมโห แล้วยังตั้งฉายาให้ข้าด้วย
พวกเจ้าเดาดูสิว่าคือฉายาอะไร “หลูอันดับท้าย!”
“พวกเจ้าลองฟังดูสิ นี่ใช่คำพูดของคนไหม?
แรกเริ่มข้ายังจรดพู่กันเขียนด่ากลับไปบอกว่าพวกเจ้าแน่จริงก็คว้าอันดับสิบของไพศาลมาสิ
อย่ามัวมาพูดประชดประชันกันอยู่พวกเจ้าลองเดาดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น
พวกเขาไม่เพียงแต่ทำหน้าหนาบอกว่าตัวเองไม่มีความสามารถนั้นจริงๆ แต่เจ้าหลูฮ่วนก็อยู่อันดับท้ายสุดอยู่ดี
ในบรรดานั้นมีเจ้าตะพาบอยู่คนหนึ่งที่บอกว่าข้ามาเก่งในโปงผ้าห่มอะไร อันดับสุดท้ายของไพศาล!”
“ต่างก็พูดกันว่าเจ้านายได้รับความอัปยศ ขุนนางต้องตาย ช่างเถอะๆ
ข้าไม่มีความสามารถมากขนาดที่จะสามารถตัดสินได้ว่าเทพเซียนที่ปณิธานอยู่ที่การบินทะยานอย่างพวกเจ้าสองคนเป็ นอย่างไร
แต่ข้าที่เป็ นฮ่องเต้ใกล้จะอัดอั้นตายอยู่แล้ว
พวกเจ้าไม่ใช่ราชครูก็เป็ นเจ้าประมุขสกุลหยางตำหนักนภากาศ ก็น่าจะต้องช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีหน้าตากลับคืนมาให้ข้าหน่อยกระมัง?
เอาเป็ นว่าตอนนี้ข้ามีข้อเรียกร้องอยู่สองข้อ หากพวกเจ้าไม่ว่าใครก็ตามที่ไม่รีบพิสูจน์มรรคาบินทะยานภายในปีนี้ปีหน้า
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องช่วยให้ราชสำนักต้าหยวนช่วงชิงอันดับที่แปดมาครอง!
อันที่เจ็ดก็ได้ อันที่หกก็ไม่เลว อันที่ห้าย่อมดีที่สุด อันที่สี่ตัวข้าเองก็ไม่ค่อยกล้าคิด
อันที่สามนั้นอย่าดีกว่า พวกเรากับสกุลซ่งต้าหลีคือคนครอบครัวเดียวกัน อย่าให้ต้องทำลายความปรองดอง…’
หลูจวินสังเกตเห็นว่าเจินเหรินผู้เฒ่าหยางที่อายุมากแล้วถึงกับส่งเสียงกรนออกมา
ราชครูหนุ่มหยางโฮ่วแจ๋วยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็จะพยายามพิสูจน์มรรคาบินทะยานให้ได้โดยเร็ว
หลูฮ่วนตบโต๊ะน้ำชาเสียงดังสนั่นฟ้า
“คนนอกร่วมมือกันมาทำให้ข้าโมโหก็ช่างเถอะพวกเจ้าก็ยังทำให้ข้าโมโหแบบนี้
ถึงกับไม่ไว้หน้าโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันต่อหน้ารัชทายาทขนาดนี้เลยหรือ?!!
ฟังจนหลูจวินกลอกตามองบนโดยตรง
หลูฮ่วนบอกให้เขาออกมาจากห้องก่อน หลูจวินเองก็ยินดีที่จะได้เดินออกมา
ออกไปฝึกวิชาหมัดล้ำโลกที่ตัวเองคิดว่ายิ่งนานก็ยิ่งบริสุทธิ์จนแทบจะใกล้เคียงกับคำว่าชำนาญถึงขีดสุด
หลูฮ่วนเอ่ย “เมื่อครู่มีหลูจวินอยู่ด้วย บางเรื่องก็ไม่สะดวกจะพูดมาก
ในความเป็นจริงแล้วคราวก่อนที่หลูจวินไปเมืองหลวงต้าหลีก็คือจะให้โฮ่วแจ๋วนำความไปบอกต่ออาจารย์เฉิน
ฝ่ายของข้ามีแค่สามคำเท่านั้น ไม่มีปัญหา!
ในที่สุดเจินเหรินผู้เฒ่าหยางก็ไม่งีบหลับอีกต่อไป เขาลืมตาขึ้นถามว่า “คิดดีแล้วจริงๆ หรือ?”
หลูฮ่วนเอ่ยอย่างสงสัย ‘คำนวณได้เรื่องอะไรล่ะ?”
หยางชิงข่งส่ายหน้า “ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องอะไรกับข้า
ผินเต้าขอถามฝ่าบาทแค่คำถามเดียว คิดดีแล้วจริงๆ หรือ?”
หลู่ฮ่วนพยักหน้า
หยางชิงข่งหลับตาลง ‘ถ้าอย่างนั้นก็ตกลง ให้โฮ่วแจ๋วไปเมืองหลวงต้าหลีกับองค์รัชทายาทสักรอบหนึ่งก็พอ
หลูฮ่วนเอ่ย “เป็ นข้าที่เดือดร้อนให้เจินเหรินไม่อาจบินทะยาน
หยางชิงข่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “คนสองบ้านไม่พูดจาสามบ้าน”
หลูฮ่วนนิ่งอึ้งไปทันใด
ปีนั้นมีสงครามใหญ่ที่ตัดสินโชคชะตาแคว้น หยางชิงข่งที่เป็ นราชครูได้ลงมือบนสนามรบ
แม้ว่าจะแค่คอยคุ้มกันปิดท้าย แต่กลับยังคงถ่วงรั้งจิตแห่งมรรคา
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจพิสูจน์มรรคาบินทะยานได้
ต้องรู้ว่าฮ่องเต้หลูฮ่วนเป็ นองค์ชายที่เป็ นบุตรอนุภรรยา ไม่ใช่ลูกชายคนโตด้วยซ้ำ
ทว่าฮ่องเต้เฒ่ากลับไม่ปกปิดเลยสักนิดว่าตัวเองเห็นดีในตัวเขามากที่สุด
ใจคิดอยากจะสนับสนุนให้เขาเป็ นว่าที่รัชทายาท
ฮ่องเต้ผู้เฒ่าเองก็เป็ นคนเด็ดขาดคนหนึ่ง ปีนั้นได้เปิดศึกกับเพื่อนบ้านที่รับมือได้ยากอย่างถึงที่สุด
สองแคว้นทำสงครามต่างก็เดิมพันไว้ด้วยโชคชะตาแคว้นของตัวเอง
ควันดินปืนผุดขึ้นที่ริมชายแดน สงครามติดพันยืดเยื้อ ไม่ว่าใครก็อาจจะแพ้อาจจะชนะได้ทั้งนั้น
แรกเริ่มเขาแสร้งทำเป็ นป่วยหนัก แค่มองก็รู้ว่ามีชีวิตอยู่ได้แค่ไม่กี่วัน
ภายหลังเขาเรียกผู้เฒ่าเชื้อพระวงศ์ทุกคน องค์ชายกลุ่มใหญ่และขุนนางคนสำคัญในราชสำนักอีกสิบกว่าคนมาพบ
ตอนนั้นฮ่องเต้เฒ่ามอบทางเลือกให้พวกเขาสองอย่าง
หากไม่ให้เขาสวมเสื้อเกราะลงสนามรบ กรีฑาทัพไปยังสนามรบที่ตั้งอยู่ชายแดนด้วยตัวเอง
ให้หลูฮ่วนเป็ นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อยู่ในเมืองหลวง
ก็ต้องให้หลูฮ่วนพากองทัพฝีมือดีไปจากเมืองหลวง เป็ นผู้ควบคุมสถานการณ์ใหญ่
หากว่าแพ้ เขาที่เป็ นผู้บัญชาการณ์ตามเหตุผลแล้วก็ควรต้องรับโทษ
หากว่าชนะก็ค่อยว่ากัน ถึงเวลานั้นพวกเจ้าก็สามารถปรึกษากันแล้วตัดสินใจกันเองได้
มารดามันเถอะ แบบนี้ก็เรียกว่าทางเลือกด้วยหรือ?
ด้วยสภาพของฮ่องเต้เฒ่าที่ตอนนั้นนอนป่วยอยู่บนเตียง ลมหายใจออกมากกว่าลมหายใจเข้า
ป่วยหนักจนไร้ทางเยียวยา จะสวมเสื้อเกราะจริงๆ ก็อย่าว่าแต่เดินทางไปถึงชายแดนเลย
จะมีชีวิตรอดเดินออกไปจากเขตของเมืองหลวงได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่เลยกระมัง?
ถึงตอนนั้นก็ไม่ใช่ว่าใครที่เป็ นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คนนั้นก็มีสิทธิ์ตัดสินใจหรอกหรือ?
รัชทายาทยังจะสำคัญอีกหรือ?
ตอนนั้นก็มีกั๋วจิ้วเหย่ (พี่หรือน้องชายของพระมเหสีหรือพระพันปี) ที่มีคุณูปการด้านการสู้รบเลิศล้ำคนหนึ่ง
เขาก็คือน้องชายแท้ๆ ของฮองเฮาเหนียงเนียง
แล้วก็เป็ นพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมยากกับฮ่องเต้เฒ่าที่สวมกางเกงเปิดก้นโตมาด้วยกัน
เขาระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรง
“เจ้าคนแซ่หลู เจ้าอย่ามาเล่นมุกนี้กับข้านะ
ให้หลูฮ่วนเป็ นรัชทายาทผู้สำเร็จราชการไปตรงๆ เลยก็ไม่สิ้นเรื่องแล้วหรือ
เจ้าวางใจได้เลย ถึงแม้ข้าจะเป็ นท่านน้าแท้ๆ ขององค์ชายใหญ่และองค์ชายรอง
แต่ข้าก็ยิ่งเป็ นขุนนางของราชสำนักต้าหยวน ทุกเดือนรับเงินเดือนกินข้าวหลวง
ใครเป็ นฮ่องเต้ ข้าก็ขายชีวิตให้เขา! ดี เป็ นมิตรสหายที่ร่วมเป็ นร่วมตายกันมาทั้งชีวิต
ยังไม่เชื่อใจข้า ถึงเวลากลับมาเล่นมุกนี้กับข้าใช่ไหม?
คงเป็ นเพราะเขาถูกฮ่องเต้เฒ่าทำให้สะอิดสะเอียนอย่างถึงที่สุดแล้ว จึงอดไม่ไหว โพล่งประโยคหนึ่งออกไป
“ทำไมเจ้าไม่สละราชบัลลังก์ไปเลยล่ะ?! หา?”
ทำเอาฮ่องเต้เฒ่าที่นอนป่วยอยู่บนเตียงโมโหจนยื่นนิ้วที่สั่นระริกออกมาชี้หน้าเจ้าหมอนั่น
พูดเสียงอู้อี้ว่าเจ้าคนสารเลว เจ้าคนสารเลว มองดูแล้วคล้ายจะสวรรคตเต็มที
และในเวลานี้เอง ราชครูผู้เฒ่าหยางชิงข่งก็เป็ นคนแรกที่เปิดปากพูดเรื่องนี้
บอกว่าอันที่จริงสามารถทำได้ แต่ต้องพูดคุยกันไว้ให้เรียบร้อยก่อน
หากองค์ชายหลูฮ่วนแพ้สงครามชั่วชีวิตนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้นำทัพอีก
กั๋วจิ้วเหย่นิ่งคิดไปพักใหญ่ หันไปมองฮ่องเต้เฒ่าที่คล้ายฟื้นมาสดใสช่วงสุดท้ายก่อนสิ้นลม
จ้องเขม็งมาที่ตน พยักหน้าบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ทำตามนี้
คนแซ่หลู หากเจ้ายังพูดบ่นไม่เลิก ข้าจะให้พวกเขาถอยออกไปให้หมด แล้วบีบคอเจ้าให้ตายเสีย
ฮ่องเต้เฒ่าโมโหจนหมดสติไปโดยตรง เจินเหรินผู้เฒ่ารีบก้าวเดินเร็วๆ ไปที่เตียง
สองนิ้วประกบกันไปวางไว้ใต้รูจมูกของฮ่องเต้เฒ่า บอกว่าวางใจเถอะ ยังมีลมหายใจ
ตอนนั้นองค์ชายหลูฮ่วนเหมือนคนเมาที่ไม่มีสติ เดินออกมาจากห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาอย่างมึนๆ งงๆ
สวมเสื้อเกราะไปนำทัพแทนฮ่องเต้ที่ริมชายแดน
แต่สงครามครั้งนั้น เขาพ่ายแพ้ เดือดร้อนให้กองทัพชายแดนต้าหยวนบาดเจ็บกระเทือนไปถึงเส้นเอ็นและกระดูก
ได้รับความเสียหายอย่างหนัก คนทั้งราชสำนักประณามทั้งด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษร
ความโกรธแค้นเอ่อล้นเต็มอก ด่าองค์ชายหลูฮ่วนและแม้กระทั่งฮ่องเต้เฒ่าโง่เขลาเลอะเลือนก็ยังถูกด่าไปด้วยกัน
บางครั้งก็มีคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ความเห็นต่างกัน แต่สุดท้ายก็ถูกคำวิพากษ์วิจารณ์อันดุเดือดกลบทับจนไร้เสียงไป
สองแคว้นที่เดิมทีศักยภาพเท่าเทียมกัน นับแต่นั้นมาราชสำนักต้าหยวนก็ตกเป็ นรองเล็กน้อย
ในห้องทรงพระอักษรวันนั้น ราวกับว่าไม่ใช่บิดาและบุตรอีกต่อไป แต่เป็ นแค่จักรพรรดิกับขุนนาง
ฮ่องเต้เฒ่าสวมเสื้อคลุมใช้พู่กันสีชาดตรวจฎีกา ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ไม่มองหลูฮ่วนที่นั่งคุกเข่าอยู่ในห้องทรงพระอักษรเนิ่นนาน
ถึงท้ายที่สุดฮ่องเต้เฒ่าก็นึกขึ้นได้ว่าในห้องมีแม่ทัพผู้พ่ายสงครามอยู่ด้วย
เขาจึงเงยหน้าขึ้น เอ่ยเนิบช้าว่า “บัญชีก้อนนี้ เจ้าลองไปทบทวนดูให้ชัดเจน
วันใดคิดจนเข้าใจแล้วก็ค่อยมาอธิบายกับเจิ้น หลูฮ่วน จำไว้ว่าชีวิตนี้เจ้ามีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
ตอนนั้นฮ่องเต้เฒ่าไม่ได้เอ่ยประโยคหนึ่งออกมา บางทีเจิ้นเองก็คงมีโอกาสแค่ครั้งเดียวเหมือนกัน
นับแต่นั้นมาองค์ชายหลูฮ่วนก็หมดอาลัยตายอยาก อดทนมาสามปี แล้วก็ทนอีกสามปี ทนแม่งมาอีกสามปี
แต่ก็ยังเป็ นบุคคลที่อยู่ริมขอบสุดของราชสำนักอยู่ดี
ในเมื่อชีวิตนี้ไม่อาจนำทัพได้อีกก็ออกจากเมืองหลวงไปปกครองพื้นที่ศักดินาก็แล้วกัน
ถือเป็ นท่านอ๋องที่สงบสุขอยู่ในพื้นที่แห่งหนึ่ง
ยังดีที่ฮ่องเต้เฒ่าไม่ได้ป่วยหนักแล้วลุกไม่ขึ้น คงเป็ นเพราะรู้สึกว่าว่าที่รัชทายาทที่ตัวเองเลือกมาไว้อย่างเขาพึ่งพาไม่ได้
คนอื่นๆ ที่เหลือก็ยิ่งไม่ได้ความ ในความเป็นจริงแล้วช่วงสี่ห้าปีสุดท้าย ฮ่องเต้เฒ่าฝืนทนอย่างมากแล้วจริงๆ
คืนที่หลูฮ่วนถูกเรียกกลับมาที่เมืองหลวงกะทันหัน ผู้เฒ่าที่เขาเห็น
ฮ่องเต้ต้าหยวนที่เหมือนตะเกียงหมดน้ำมันยิ่งแก่มากกว่าเดิม แก่แล้วจริงๆ
กั๋วจิ้วเหย่ที่จงรักภักดีต่อแคว้นอย่างแท้จริงท่านนั้นก็ได้ตายไปแล้ว
องค์ชายใหญ่กับองค์ชายรองไม่มีความอดทนมากพอ ต่างก็ถูกลดฐานันดรใหักลายเป็ นเพียงสามัญชนทั่วไป
ต่างก็พูดกันว่าในที่สุดองค์ชายสามก็อดทนจนลืมตาอ้าปากได้แล้ว
ตัวของหลูฮ่วนเองกลับไม่สนใจอะไรแล้ว
ท่ามกลางม่านราตรี ฮ่องเต้เฒ่าที่เป็ นดั่งแสงเทียนท่ามกลางแรงลมเหยียบย่างเข้าไปในห้องทรงพระอักษรเป็ นครั้งสุดท้าย
เรียกให้หลูฮ่วนมาเข้าเฝ้า
คนที่ไปรับหลูฮ่วน เดินเข้าไปในห้องทรงพระอักษรพร้อมกันกับองค์ชายพระองค์นี้ ก็คือราชครูหยางชิงข่ง
ฮ่องเต้เฒ่าไอไม่หยุด หายใจหอบหนักหน่วง ทว่าดวงตากลับฉายประกายเจิดจ้า
เขาเอ่ยว่า “หลูฮ่วน เจ้ารู้หรือไม่ว่าปีนั้นต่อให้เจ้าออกคำสั่งทางทหารข้อนั้นไป
เจิ้นก็จะให้ทุกคนปิดปากให้สนิท แล้วให้เจ้ามารับตำแหน่งอย่างราบรื่นต่อไป
เพราะเจิ้นรู้ดีอย่างยิ่งว่า ในเมื่อให้เจ้าไปนำทัพที่ชายแดน เจ้าก็จะต้องโดนด่าอย่างแน่นอน
ก็หนีไม่พ้นโดนคนเป็ นขุนนางด่า หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็ นพวกเทพเซียนบนภูเขาอย่างหยางชิงข่งที่ด่า
ถึงอย่างไรก็ไม่ได้สำคัญอะไร เจิ้นที่เป็ นฮ่องเต้ของราชวงศ์ต้าหยวนล้วนช่วยจัดการให้เจ้าได้!”
หลูฮ่วนเพียงแค่เงียบงันไม่เอ่ยอะไร
ฮ่องเต้เฒ่าถาม “ผลกลับกลายเป็ นว่าให้เจ้าอดทนไปอีกเก้าปี คือสิ่งที่เจ้ารนหาที่เองเสียใจภายหลังหรือไม่?
วันนี้กลับมาพบความหวังใหม่อีกครั้ง แล้วก็ได้ในสิ่งที่ปรารถนาแล้วดีใจหรือไม่?
หลูฮ่วนส่ายหน้า ไม่เสียใจภายหลัง หากเสียใจภายหลัง ข้าก็คงยอมรับผิดกับฝ่าบาทนานแล้ว
และไม่ได้ดีใจด้วย ถึงอย่างไรชีวิตนี้ข้าก็ไม่รู้สึกดีใจอีกแล้ว