กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1212.5 พลังอันองอาจน่าเกรงขาม
ที่แท้ศึกชี้ขาดในสงครามครั้งนั้น ผู้ฝึกกระบี่กลุ่มใหญ่ของแคว้นศัตรูล้วนตัดสินใจไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่อย่างเด็ดเดี่ยว
ทิ้งไว้เพียงผู้ฝึกกระบี่กลุ่มน้อยที่ยังอยู่บนสนามรบ
ผู้ฝึกกระบี่สองกลุ่มของแคว้นศัตรูที่จำนวนต่างกันอย่างลิบลับ
ฝ่ายแรกไปตายที่ต่างบ้านต่างเมือง ฝ่ายหลังก็อาจจะต้องรอความตายอยู่ที่บ้านเกิด
ย้อนกลับมามองราชสำนักต้าหยวน คงเป็ นเพราะโชควาสนาล้วนถูกหน่วยฉงเสวียนยึดครองไปแล้วเกินครึ่ง
เซียนกระบี่ของลัทธิเต๋าก็มีจำนวนค่อนข้างมาก เนื่องจากปณิธานการฝึกตนล้วนอยู่ที่การเป็ นอมตะไม่เสื่อมสลาย
ดังนั้นจึงมีคนน้อยมากที่จะลงสนามรบ
เมื่อสิ่งหนึ่งมีลด อีกสิ่งย่อมมีเพิ่ม สถานการณ์ในสนามรบเกิดการเปลี่ยนแปลงทันใด
เป็ นเหตุให้อยู่ดีๆ กองทัพชายแดนราชสำนักต้าหยวนก็มีความได้เปรียบอย่างที่คาดไม่ถึงปรากฏขึ้นมา
สามารถบุกสังหารกองทัพศัตรูให้สิ้นซากได้ในรวดเดียว
หลูฮ่วนกลับเกิดความลังเล สองจิตสองใจอยู่นาน สุดท้ายก็ถ่วงโอกาสในการทำสงคราม
ในทางส่วนตัวแคว้นศัตรูได้ทุ่มเงินจำนวนมหาศาล ใช้ความเร็วที่มากที่สุดเชิญผู้ฝึกตนและปรมาจารย์วิถีวรยุทธกลุ่มใหญ่มา
อันที่จริงทั้งสองฝ่ายที่คุมเชิงกันอยู่บนสนามรบ สถานการณ์ยังคงสูสี
แต่ราชสำนักต้าหยวนกลับถูกการตัดสินใจขององค์ชายหลูฮ่วน บวกกับการแอบผลักดันคลื่นลมอย่างลับๆ จากคนมีเจตนาบางคน
ชักนำให้ขวัญกำลังใจของกองทัพแตกสลาย พ่ายแพ้ยับเยินไม่เหลือชิ้นดี
หากไม่เป็ นเพราะเจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นหยางชิงข่งรับผิดชอบคุ้มกันท้ายขบวน
ไม่แน่ว่ากองทัพชายแดนที่ถอยร่นของราชสำนักต้าฮ่วนอาจเหลือไม่ถึงสามในสิบส่วน
สงครามแห่งการขึ้นครองราชย์ที่แค่เอื้อมมือก็คว้ามาครองได้กลับถูกหลูฮ่วนทำให้พ่ายแพ้จนแทบจะเป็ นสงครามสิ้นชาติ
ฮ่องเต้เฒ่าตบที่วางแขนเก้าอี้ “บัญชีนี้ เจ้าคิดต่อไปก็แล้วกัน จะข้ามผ่านไปได้หรือไม่ก็เป็ นเรื่องของเจ้าเองแล้ว
แต่ตอนนี้เก้าอี้ตัวนี้ แม้จะยกให้เจ้านั่งช้าไปสักหน่อย
ต่อให้คืนนี้กว่าเหรินต้องสิ้นลมก็ยังวางใจได้มาก วางใจมากๆ!
เอวของหลูฮ่วนยืดแข็งขึ้นได้ทันใด ตอบกลับไปว่า “พูดความในใจพวกนี้กับข้าเร็วหน่อย
ไปเป็ นไท่ซ่างหวงที่ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขเร็วกว่านี้ไม่ดีหรอกหรือ?”
ฮ่องเต้เฒ่าก่นด่าหยาบคาย เ..ดแม่เจ้า
หลูฮ่วนที่ยังไม่ได้เป็ นฮ่องเต้องค์ใหม่ อย่างน้อยคืนนั้นก็ยังคงเป็ นองค์ชาย หน้าดำทะมึน
ฮ่องเต้เฒ่าพูดอย่างขุ่นเคือง ไม่ได้ใช้ถ้อยคำด่าคนอะไร แค่เอ่ยว่าหากไม่เป็ นเช่นนี้จะมีเจ้าได้อย่างไร
ใช่หลักการเหตุผลข้อนี้หรือไม่
หลูฮ่วนหน้าดำยิ่งกว่าเดิม
ไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายหลูฮ่วนก็ได้เป็ นฮ่องเต้ของราชวงศ์ต้าหยวน
เรื่องส่วนใหญ่เขาล้วนคิดจนเข้าใจแล้ว แต่เรื่องบางอย่างรู้แล้วแต่ก็ยังคิดไม่เข้าใจ สะสางบัญชีได้ไม่ชัดเจน
ดังนั้นหลูฮ่วนจึงคิดอยากจะหาโอกาสพูดคุยกับอาจารย์เฉินท่านนั้นต่อหน้ามาโดยตลอด
คุยกันโดยที่ไม่มีคนนอก มีแค่เขากับเขา ขอความรู้จากนักบัญชีท่านนั้น เพื่อที่จะทำให้ในใจของตัวเองรู้สึกดีขึ้นหน่อย
ในห้องทรงพระอักษรคืนนั้น หลูฮ่วนที่เป็ นฮ่องเต้มานานหลายปี รัชทายาทก็มีแล้วมองนักพรตสองคนแล้วเอ่ยว่า
“จำไว้ว่าวันหน้าเมื่อตำราประวัติศาสตร์กล่าวถึงเรื่องนี้ก็ให้บอกไปว่าเป็ นคำแนะนำของรัชทายาทหลูจวิน!!
นักพรตสองคนของหน่วยฉงเสวียนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น พยักหน้าตอบตกลงอย่างไม่มีลังเล
ที่อุตรกุรุทวีปของพวกเรา หน้าตาใหญ่ยิ่งกว่าแผ่นฟ้า!
ไม่มีทางที่ว่าพบหน้ากันครั้งแรกบนโต๊ะสุราแล้วปากบอกว่าดีๆๆ
แต่พอออกจากโต๊ะสุราแล้วกลายเป็ นว่ายากๆๆ สุดท้ายถ่วงรั้งให้เรื่องหนึ่งต้องจบลงอย่างค้างคาเด็ดขาด
มีเพียงอุตรกุรุทวีปของพวกเราเท่านั้นที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ของพวกเจ้าไม่เห็นเป็ นคนนอกใช่ไหม?
ถ้าอย่างนั้นอุตรกุรุทวีปของพวกเราก็ไม่มีทางมอบโอกาสให้พวกเจ้าเห็นพวกเราเป็ นคนนอกเด็ดขาด!
นี่แหละที่เรียกว่าหน้าตาของอุตรกุรุทวีป
หลูฮ่วนส่งนักพรตทั้งสองออกจากห้องทรงพระอักษร
ต่อให้เจ้าเฉินผิงอันเป็ นราชครูต้าหลีแล้วก็ยังคงเป็ นอิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่อยู่ดี ใช่ไหม?
บนขั้นบันไดในลานบ้าน หลูจวินยิ้มกว้าง “ราชครู เป็ นอย่างไร
ลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่ออย่างข้า เป็ นได้อย่างไรบ้าง?
ต้าหยวนมีข้าเป็ นรัชทายาทก็เหมือนมีควันเขียวผุดขึ้นจากหลุมศพบรรพบุรุษแล้วจริงๆ”
หยางโฮ่วแจ๋วเอ่ยว่า “เรื่องในบ้านของสกุลหลูพวกเจ้า ผินเต้าไม่ขอวิจารณ์”
หลูจวินเอ่ย “อย่าสิ ราชครูท่านยังหนุ่มขนาดนี้ ข้าเองก็เป็ นเด็กหนุ่มร่าเริงสดใสที่ไร้เดียงสา
ท่านคิดดูนะ วันหน้าถึงอย่างไรพวกเราก็น่าจะต้องใช้เวลาร่วมกันเกือบร้อยปีกระมัง
หาแม่นางที่ดีแต่งมาเป็ นชายารัชทายาท ทนจนท่านพ่อข้าจากไป
นั่งครองบัลลังก์มังกรสวมชุดคลุมมังกรเป็ นฮ่องเต้ ตั้งชื่อให้ลูกๆ
สอนให้พวกเขาอ่านตำรารู้จักตัวอักษร แล้วค่อยจับตามองพวกเขาแต่ละคนว่าได้ดิบได้ดีหรือไม่
จากนั้นพวกเขาก็แต่งภรรยาให้กำเนิดบุตร หรือไม่ก็ออกเรือนช่วยเหลือสามีสั่งสอนบุตร
เลือกรัชทายาทไว้ในใจก่อน หรืออาจจะปลดรัชทายาทไปหลายคน
ใช่ไหม แต่ละเรื่องแต่ละราว มีเรื่องไหนบ้างที่ไม่ใช่เรื่องในบ้านราชครูท่านต้องคอยเป็ นห่วงเป็ นใยหลายเรื่อง
ยังไงก็ช่วยเห็นอกเห็นใจและอดทนรับภาระสักหน่อย”
หยางโฮ่วแจ๋วเงียบงัน ปวดหัวนัก นี่คือคำพูดที่รัชทายาทหนุ่มน้อยคนนี้สมควรพูดหรือ?
เจ้าเด็กหน้าเหม็น ตอนนี้ผินเต้ายังเป็ นราชครูของบิดาเจ้าอยู่นะ!
อันที่จริงองค์ชายหลูจวินนิสัยค่อนข้างหนักแน่น ทว่านับตั้งแต่ที่นับอาจารย์เฉินเป็ นอาจารย์สอนวรยุทธแล้ว
เจ้าเด็กนี่ก็…ร่าเริงขึ้นมาทันที เหมือนม้าพยศที่หลุดจากบังเหียนอย่างไรอย่างนั้น
รอกระทั่งได้เป็ นรัชทายาทแล้วก็ยิ่งมีนิสัยเหมือนท่านปู่ ของเขาตอนที่ยังหนุ่ม
กลับกลายเป็ นว่าไม่เหมือนกับบิดาของเขา โอรสสวรรค์คนปัจจุบันนี้สักเท่าไร
เห็นว่าราชครูหยางโฮ่วแจ๋วอาจจะถูกคำพูดที่มาจากใจจริงของตนทำให้หวั่นไหวไปแล้ว
แบบนี้แหละถูกต้องแล้ว ภูเขาลั่วพั่วของอาจารย์ก็ปฏิบัติกับคนอื่นอย่างจริงใจมาโดยตลอดไม่ใช่หรือ?
หลูจวินจึงหยิบสมุดสีเหลืองซีดเล่มหนึ่งซึ่งถูกม้วนไว้ออกมาจากชายแขนเสื้อ
เอานิ้วจิ้มน้ำลาย เปิดไปสองสามหน้าก็พึมพากับตัวเองว่า
“นี่คือตำราลับที่สามารถทำให้ข้าเปลี่ยนไปเป็ นยอดฝีมือผู้เก่งกาจได้เลยนะ”
หยางโฮ่วแจ๋วทนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงเอ่ยเตือนว่า “รัชทายาท
นั่นก็คือตำราหมัดเขย่าภูเขาที่มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย
ท่านไปที่ท่าเรือตระกูลเซียนแห่งใดก็ล้วนสามารถหาซื้อมาได้ จ่ายเงินแค่ไม่กี่แดงเท่านั้น”
หลูจวินส่ายหน้า “ราชครูหยางท่านคือผู้ฝึกตน ไม่เข้าใจวิถีของการใช้หมัดเท้าของผู้ฝึกยุทธเต็มตัวอย่างพวกเรา
ไม่รู้ว่าตำราหมัดที่ถูกอาจารย์แก้ไขตัวอักษรเล่มนี้น่ากลัวมากแค่ไหนกันแน่”
หยางโฮ่วแจ๋วนวดคลึงหว่างคิ้ว
หลูจวินอ่านคาถาวิชาหมัดไปสี่ห้าหน้าก็รู้สึกว่าพรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธของตัวเองพัฒนาไปอีกหลายส่วนแล้ว
เขาพยักหน้าอยู่กับตัวเอง เก็บตำราใส่ไว้ในชายแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง ถามว่า “ตอนนี้เดินออกไปจากเรือนได้แล้วกระมัง?”
หยางโฮ่วแจ๋วพยักหน้า
หลูจวินจึงเดินออกมาจากเรือน กวาดตามองซ้ายมองขวา
สุดท้ายตัดสินใจเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนสองคนที่ถูกทำโทษให้ยืนติดกำแพง ถามว่า “พี่ชายปรมาจารย์ เจ้าชื่อว่าอะไร?”
เกาซื่อรู้สึกชาไปทั้งหนังหัว ตอนนี้พอเขาได้ยินประโยคนี้ก็เหมือนถูกทิ่มแทงจิตใจ
ส่วนที่เกินกว่าเหตุยิ่งกว่าก็คือเจ้าตะพาบเฉาอิงผู้นี้ถึงกับขยับเท้าห่างออกไป
ทำไม กลัวว่าเลือดบนร่างข้าจะกระเด็นไปโดนหรือ?
หลูจวินผงกปลายคางไปทาง ‘เฉาอิง” ที่เดินขยับห่างออกไป
ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ต้องตื่นเต้นข้าเองก็เหมือนกับเขา ล้วนเป็ นคนนอก”
เกาซื่อรีบพูดเสียงดังทันใด “ข้าก็เป็ นคนนอกเหมือนกัน!”
หลูจวินถามอย่างใคร่รู้ “ดาบเล่มนี้ชื่อว่าอะไร? ขายหรือไม่? ราคาเท่าไร?”
เกาซื่อหรี่ตาลง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ทำไม ราชสำนักต้าหยวนซื้อไหวหรือ?”
หลูจวินโบกมือ “ดูถูกกันหรือไร ข้ากับเจ้าอินเหมี่ยวผู้นั้นจะเหมือนกันได้หรือ?
พวกเขาก็แค่ฉลาดแกมโกง ทำการค้าก็ซื้อทั้งดาบซื้อทั้งคน
แต่ข้ากลับไม่เหมือนกัน แค่อยากรู้ราคาของดาบเล่มนี้เท่านั้นจริงๆ เจ้าเปิดราคามาเลย
หากข้าซื้อไหวก็ซื้อ ซื้อไม่ไหวก็ช่างแล้ว”
เกาซื่อถาม “หนึ่งหมื่นเหรียญเงินฝนธัญพืช ซื้อไหวหรือไม่?”
หลูจวินย้อนถาม “เจ้าคนนี้พูดจาค่อนข้างน่าขำนะ
หากว่าข้ามีเงินฝนธัญพืชหนึ่งหมื่นเหรียญ จะยังต้องเป็ นรัชทายาทอีกทำไม?
เป็ นฮ่องเต้ไปเลย โน้มน้าวให้บิดาข้ารีบสละราชบัลลังก์ให้ข้าไม่ดีกว่าหรือ”
เกาซื่ออึ้งตะลึง รีบขยับเท้าออกห่างในทันที เจ้าเด็กนี่ต้องสมองมีรูอย่างแน่นอน
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง
เหล่าผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสถานศึกษากำลังอ่านฉบับร่างเขียนมือสองฉบับนั้น
ทว่ารองเจ้าลัทธิหลักรองสามท่านกลับกำลังอ่านเอกสารแผนที่ของเก้าทวีปแห่งไพศาล
แต่ดูเหมือนว่าจะถูกหลี่เซิ่งร่ายตราผนึกกั้นเอาไว้
หย่าเซิ่งคลี่ยิ้มน้อยๆ มองเหวินเซิ่ง
ซิ่วไฉเฒ่าไม่มองอะไรทั้งนั้น ข้ากำลังโมโหอยู่นะ
……
ฮ่องเต้ซ่งเหอเชื้อเชิญเฉินผิงอันให้มารับหน้าที่เป็ นราชครูต้าหลี
ครั้งหนึ่งคือตอนอยู่ในเมืองหลวงต้าหลี ตอนที่เฉินผิงอันไปร่วมงานแต่งของบ้านสือเจียชุนที่เป็ นคนบ้านเดียวกันนั่นคือครั้งแรก
ตอนนั้นบุรุษชุดเขียวที่เป็ นแขกในงานแต่ง นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่วงท่าเกียจคร้านสีหน้าเย่อหยิ่ง
ยกขาไขว่ห้าง เผยให้เห็นรองเท้าผ้าคู่หนึ่ง ราวกับว่ารอให้ฮ่องเต้มาขอร้องเขา
ภายหลังฮ่องเต้และฮองเฮาอวี๋เหมี่ยนออกมาจากเมืองหลวง ไปที่หมู่บ้านเล็กซึ่งเฉินผิงอันเป็ นครูสอนหนังสืออยู่ที่นั่น นั่นคือครั้งที่สอง
อีกทั้งครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายยังพูดคุยกันค่อนข้างมาก
หากเทียบกับครั้งแรกที่เจอหน้ากันในเมืองหลวงต้าหลี บรรยากาศก็ดีขึ้นเยอะมาก
แต่หากจะบอกว่าพวกเขาคือสหายหรือคนรู้ใจกัน ดูเหมือนว่ายังอยู่ไกลเกินกว่าคำว่าพอมากนัก
ซ่งเหอและเฉินผิงอันเคยเดินเล่นไปด้วยกัน เดินอยู่บนทางสายเล็กระหว่างหมู่บ้านสองแห่ง
พวกเขาทั้งคุยเรื่องใหญ่อย่างเรื่องการทหารและบ้านเมือง แล้วก็คุยเรื่องน่าสนใจบางอย่าง
สรุปก็คือพูดคุยได้ทุกเรื่องไม่มีข้อห้ามใดๆ จริงใจอย่างมาก
สุดท้ายพวกเขาไปนั่งกันอยู่บนม้านั่งยาว” ที่ทำจากแผ่นหินใต้ต้นไม้แห้งเหี่ยวต้นหนึ่งในหมู่บ้านด้วยกัน
พูดคุยกันต่อ คุยกันนานมาก
ด้านข้างก็คือคนแก่ คนหนุ่มสาวในหมู่บ้านที่บ้างก็ถือชามข้าว กำลังกินข้าว บ้างก็สูบยาสูบ
พวกเขากำลังคุยเรื่องสัพเหระในบ้าน เรื่องของบ้านเมือง
พวกเด็กๆ เล่นสนุกกัน เดี๋ยวก็ขยับเข้ามาใกล้ เดี๋ยวก็วิ่งห่างออกไป
เนื่องจากหมู่บ้านตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกล จึงพอจะฟังภาษาราชการของต้าหลีเข้าใจได้อย่างถูไถ
ส่วนพูดนั้นพูดไม่ได้อยู่แล้ว
บางครั้งเฉินผิงอันก็ต้องช่วยอธิบายภาษาถิ่นที่พวกชาวบ้านพูดให้ฮ่องเต้ฟัง
ถึงได้ชักนำให้เกิดเสียงหัวเราะฮาครืน หรือไม่อยู่ดีๆ พวกชาวบ้านก็หันมาด่ามาทะเลาะกันเอง
ซ่งเหอสนใจอย่างมาก ยังบอกให้เฉินผิงอันช่วย ‘อธิบาย’ แทนด้วยการแปลความเห็นของเขาเป็ นภาษาท้องถิ่น
บ้างก็ถามคำถามบางอย่างจากพวกชาวบ้าน
ซ่งเหอมองออกว่า หากไม่เป็ นเพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับสถานะอาจารย์ในโรงเรียนของเฉินผิงอันก็คงไม่มีใครมาสนใจตน
คร้านจะตอบคำถามประหลาดของเขาด้วยซ้ำ
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกอิจฉาในบรรยากาศกลมเกลียวยามที่…เฉินผิงอันอยู่กับพวกเขาอย่างมาก
ฮ่องเต้จึงรู้สึกว่าหากตนอยู่ที่นั่นนานกว่านี้อีกสักหน่อยก็ต้องทำได้เหมือนกันแน่นอน
ผลคือดูเหมือนว่าจะเดาความคิดเล็กๆ น้อยๆ นี้ของฮ่องเต้ออก เฉินผิงอันจึงบอกว่าเขาคิดมากเกินไปแล้ว
คิดอยากจะได้ฝีมือห้าส่วนของตนไป อย่างน้อยเจ้าก็ต้องไปช่วยดึงหมูกลับเข้ามาในเล้าหมู
ต้องลงนาไปทำนาปลูกต้นกล้า ต้องสะพายตะกร้าไม้ไผ่ไปเด็ดใบชาในไร่ชา
ต้องยิ้มด่าคนเป็ น แล้วถ้าถูกด่าก็ต้องเถียงกลับได้
ต้องรู้จักหยอกเย้าสตรีออกเรือนแล้วที่นิสัยเผ็ดร้อนบางคน แล้วก็ต้องหลบไม่ให้โดนพวกนางข่วนหน้าลาย
ต้องทายหมัดดื่มเหล้าอยู่บนโต๊ะสุรากับพวกเขาได้ วิ่งออกไปอาเจียนเสร็จแล้วกลับมาดื่มต่อ
สรุปก็คือห้ามทำตัวขี้ขลาดเด็ดขาด…หาไม่แล้วอย่างมากสุดเจ้าก็เป็ นได้แค่คนสอนหนังสือในโรงเรียน
เป็ นบัณฑิตที่ช่วยเขียนกลอนคู่ให้กับผู้อื่น ดังนั้นเจ้าน่ะห่างชั้นกับข้าอีกไกลนัก
ตอนนั้น “บัณฑิตบ้านนอกจากต่างถิ่น” หัวเราะเสียงดังลั่น ผินตัวหันข้างกุมหมัดบอกว่าร้ายกาจ ร้ายกาจ นับถือ นับถือ
“คนสอนหนังสือในโรงเรียนของท้องถิ่น” ลำพองใจอย่างมาก กุมหมัดคารวะกลับคืน ยิ้มเอ่ยว่า ขอบคุณ ขอบคุณ ธรรมดา ธรรมดา
พวกชาวบ้านในหมู่บ้านแยกย้ายกันไป สุดท้ายเหลือแค่เฉินผิงอันกับซ่งเหอที่คุยกันอยู่ที่นั่นต่อ
เฉินผิงอันเอ่ยมาประโยคหนึ่งว่า “ใต้หล้านี้ไม่มีเรื่องที่สามารถเสวยสุขได้โดยไม่ต้องลำบาก ซ่งเหอ เจ้าต้องคิดให้ดี”
ซ่งเหอกล่าว “อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ข้าก็สามารถรับรองเรื่องหนึ่งได้
เรื่องของการประเมินของราชสำนักต้าหลีจะมอบให้จวนราชครูเป็ นผู้จัดการตลอดไป
ขอราชครูเฉินโปรดทำให้ชาวบ้านของต้าหลีมีความสุขกันมากกว่าเดิม!”
เฉินผิงอันยื่นมือมาตบฝ่ามือของฮ่องเต้ซ่งเหอหนักๆ ยิ้มเอ่ยว่า
“จักรพรรดิตรัสแล้วไม่คืนคำ บัณฑิตก็เช่นเดียวกัน ฟ้าดินเป็ นพยาน ตกลงตามนี้
ฮ่องเต้กำฝ่ามือของอาจารย์เฉินเอาไว้แน่น ‘อาจารย์เฉิน ตกลงตามนี้!”
และนับตั้งแต่นาทีนั้นมา เฉินผิงอันก็ได้ตอบตกลงว่าจะรับหน้าที่เป็ นราชครูคนใหม่ของต้าหลือย่างเป็ นทางการแล้ว
……
หนิงเหยาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ชายคาที่หอบูชากระบี่ลุกขึ้นยืน
แต่กลับไม่ได้ไปที่เมืองหลวงต้าหลี แต่หดย่อพื้นที่มายังยอดเขาจี๋หลิงในก้าวเดียว
นางสะพายกระบี่ยืนอยู่ขั้นบนสุดของบันได มองไปยังตีนเขา
ตรงซุ้มหน้าประตูภูเขามีนักพรตหนุ่มปักปิ่นไม้อยู่คนหนึ่ง เขาเก็บตำราลงไปนานแล้ว
สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ คนเฝ้าประตูของภูเขาลั่วพั่ว ไม่รู้ว่าเวลานี้กำลังคิดอะไรอยู่
ลมเย็นพัดโชยผ่านผืนนาบนภูเขามาเป็ นระลอก ผ่านประตูภูเขา
เลียบขั้นบันไดเส้นทางเทพที่ตรงดิ่งไปยังศาลเทพภูเขาเก่าวัดใหม่ที่อยู่บนยอดเขา
ลมเย็นประหนึ่งควันประหนึ่งหมอกที่ลอยขึ้นสูง
แต่กลับถูกปณิธานกระบี่ยิ่งใหญ่มหาศาลขุมหนึ่งสกัดขวางเอาไว้
เหมือนชนกำแพงที่มองไม่เห็น ลมเย็นหยุดชะงักมิอาจเดินหน้า
จึงรวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งนานก็ยิ่งเข้มข้นพื้นที่ใจกลางของบันไดเส้นทางเทพก่อเกิดเป็ นม่านหมอกแผ่ปกคลุม
หนิงเหยาหรี่ตาลง สีหน้าเฉยเมย
อย่าว่าแต่ใต้หล้าห้าสีเป็ นอย่างไรเลย นี่เกี่ยวข้องอะไรกับข้าด้วย?
ข้าก็คือผู้ฝึกกระบี่ที่บริสุทธิ์คนหนึ่งของกำแพงเมืองปราณกระบี่เท่านั้น
ต่อให้ตลอดทั้งโลกมนุษย์เป็ นอย่างไร แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับข้าหนิงเหยาด้วย?!
ข้าก็แค่คนรักที่ยังไม่แต่งเข้าบ้านของเฉินผิงอันเท่านั้น
แล้วข้าก็ไม่สนใจด้วยว่าเจ้าเป็ นใคร จะใช่นักพรตอันดับหนึ่งของโลกมนุษย์ในยุคบรรพกาลอันห่างไกลที่กลับชาติมาจุติใหม่หรือไม่
ขอแค่วันนี้เจ้ากล้าสยบกำราบเฉินผิงอัน ข้าก็จะสังหารเจ้า!