กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1213.1 ดักปล้นกลางทาง
ราวกับฟ้าดินอีกแห่งหนึ่งที่มีแต่สีดำมืดมิดดั่งสีของน้ำหมึก
พื้นที่ว่างเปล่าราวกับไร้ที่สิ้นสุดมีแสงดาวกะพริบวิบวาวอยู่ตรงพื้นที่ใจกลาง
คือสองฝ่ายที่ลอยตัวคุมเชิงกันอยู่ปราณสังหารเข้มข้น แค่สัมผัสก็ระเบิดได้
เหนือศีรษะของทั้งสองฝ่ายคือม่านฟ้าที่เป็นสีเคลือบเขียวอมฟ้า
ประหนึ่งสายน้ำใหญ่ล้ำลึกที่ไหลรินช้าๆ
ภาพเหตุการณ์มหัศจรรย์เช่นนี้ ราวกับคำกริยาที่บอกว่า “หยกเขียวร่วงหล่นจากฟ้า”
ใต้ฝ่าเท้าคือ “กำแพงดิน” สีเหลืองเส้นหนึ่งที่ทอดขวางอยู่ระหว่างฟ้าและดิน
สูงปานกำแพงเมืองปราณกระบี่ ทอดยาวออกไปไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นลี้
ราวกับแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาที่หยุดนิ่งสายหนึ่ง
ห่างจากจุดที่สองฝ่ายคุมเชิงกันไปไกลมาก จุดแสงสิบสองจุดประหนึ่งวาดวงกลมสีทองบริสุทธิ์ไว้วงหนึ่ง
สร้างค่ายกลไว้ด้านนอกสุด
พวกเขาก็คือสิบสองคนของแผนภูมิดินซึ่งมีผู้ฝึกกระบี่ซ่งซวี่ที่นั่งบัญชาการเมืองหลวงต้าหลีเป็นหนึ่งในนั้น
หลังจากได้รับคำสั่งให้ฆ่าผียามทิวา ทุกคนต่างก็ใช้ยันต์สามภูเขาที่อาจารย์เฉินมอบให้
พวกเขาแยกกันไปอยู่ตามพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งภูเขาสายน้าในอาณาเขตทางเหนือของลำน้ำใหญ่ในแจกันสมบัติทวีป
ตำแหน่งยืนเหมือนห่วงวงกลมราวกับปากขวดของขวดกระเบื้องเคลือบใบหนึ่ง
ผีหญิงที่ใช้นามแฝงว่ากานชิงลวี่ตวัดชายแขนเสื้อเป็นอันดับแรก
ใช้เวทลับห่อหุ้มเอาจิตวิญญาณของพวกฮ่องเต้อินจี้ บวกกับเรือนกายขององค์ชายอินเหมี่ยวหนีมาภายใต้เปลือกตาของราชครูคนใหม่ของต้าหลีที่ลงมืออย่างโหดเหี้ยมทารุณ
ไม่เดินไปบน “ทางสายใหญ่กว้างขวาง” แต่เลือกที่จะเดินไปบนทางเส้นเล็กน้ำพุเหลืองที่มืดและสว่างแยกจากกันอย่างชัดเจน
พยายามที่จะใช้ความเร็วที่มากที่สุดหลบหนีออกไปจากแจกันสมบัติทวีป
ข้ามมหาสมุทรหวนกลับไปยังทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงถูกคนชุดเขียวขัดขวางทางไป
ไอ้หมอนนี่เหมือนวิญญาณร้ายตามติดไม่ยอมจากไปไหน ตามพัวพันไม่ยอมเลิกราเสียทีหรือ?!
วิญญาณของมหาบัณฑิตไช่อวี้ซ่านแห่งราชสำนักต้าโซ่วพลิ้วไหวไม่หยุดนิ่ง
สีหน้าก็ยิ่งมืดทะมึน
เขาที่ถูกตบจนเรือนกายแหลกสลาย อารมณ์ย่อมไม่ดีอยู่แล้ว
เวลานี้ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกลงไปในหลุมน้ำแข็ง
ไช่อวี้ซ่านพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความตำหนิ ถามสตรีร่างสูงใหญ่ที่สีหน้าซีดขาว ชายแขนเสื้อสองข้างยาวเลยหัวเข่า
“เสี่ยน ไฉนเส้นทางปรโลกที่ปูมาไว้เรียบร้อยแล้วเส้นนี้ถึงถูกเขาตามหาพบได้ล่ะ?!”
เห็นได้ชัดว่าเสี่ยนเองก็ประหลาดใจอย่างมาก
ผีร่างสูงใหญ่ที่ดวงตากลวงโบ๋ว่างเปล่า มองมายังเซียนกระบี่หนุ่มที่อายุการฝึกตนนับว่าสั้นมากคนนั้น
ขอบเขตบินทะยานที่อายุน้อยขนาดนี้ อายุต่ำกว่าสามพันปี ถือว่ามีไม่มาก
จุดที่สูงขึ้นไปเหนือศีรษะ มีเจ็ดสำแดงสองอำพราง น้ำวนทะเลเมฆทั้งหมดเก้าลูกแสงกระบี่เก้าเส้นที่ลอยอยู่นอกม่านฟ้าของแจกันสมบัติทวีป
“ปลายกระบี่” ขยับไปด้านข้างเล็กน้อย จับจ้องมาที่นางอยู่ตลอดเวลา
ทำให้ผีที่จิตสัมผัสเฉียบไวตนนี้รู้สึกชาหนังหัวอย่างยิ่ง
“เป่ยโต้ว” กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของลู่จือ ไฉนเขาถึงสามารถควบคุมได้อย่างคล่องมือขนาดนี้?
แล้วกระบี่บินเป่ยโต้วก็เอามาใช้งานแบบนี้ได้ด้วยหรือ?
ไช่อวี้ซ่านเดือดเป็นฟืนเป็นไฟ
“เสี่ยน! ไม่ต้องมัวรีรออยู่แล้ว รีบทำลายค่ายกลกลับไปยังแผ่นดินกลาง
อย่าเปิดโอกาสให้ไอ้หมอนนี่จัดวางค่ายกลไปมากกว่านี้ รากฐานของราชสำนักต้าหลี มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าถูกเจ้าคนแซ่เฉินรับมาจัดการทั้งหมดนานแล้ว
งานพิธีแต่งตั้งราชครูก็แค่ทำให้เห็นพอเป็นพิธีเท่านั้น…”
เสี่ยนไม่สะทกสะท้าน แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ผู้ฝึกตนสำนักจาเจียคนหนึ่งที่เดินบนเส้นทางของการประคับประคองมังกร ไม่อาจบงการนางได้
ในเมื่อนกมีทางของนก งูก็มีทางของงู
นางเดินอยู่บนเส้นทางปรโลกมาจนชินแล้ว
ตัวนางเองก็ย่อมมี “เส้นทางสำหรับนายพรานเฉพาะของตัวนางเองให้เดินได้”
เป็นทางที่สามารถซ่อนตัวจากการสำรวจตรวจสอบของเทพแห่งภูเขาสายน้าและเทพอภิบาลเมืองของพื้นที่ต่างๆ
อินเหมี่ยวที่จิตวิญญาณถูกยัดกลับเข้าไปในเนื้อหนังมังสาเดินอ้อมออกมาจากด้านหลังของนาง
ด้านหลังยังมีผีใหม่อีกตนที่เป็นสุนัขไร้บ้านเหมือนกันตามมาด้วย ก็คืออินจี้ฮ่องเต้ของราชวงศ์ต้าโซ่ว
เฉินผิงอันยิ้มถาม
“อินจี้ เจ้าที่เป็นฮ่องเต้ได้รับการปฏิบัติสู้องค์ชายที่ยังไม่ใช่รัชทายาทคนหนึ่งยังไม่ได้เลยนะ?”
อินจี้ที่กลายเป็นผีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น
“เป็นลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อสายเหวินเซิ่งกลับบังอาจสังหารจักรพรรดิของโลกมนุษย์
กว่าเหรินอยากจะเห็นนักว่าเจ้าจะทำตัวกร่างไปได้ถึงเมื่อไหร่”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ
“ระหว่างที่มีการประชุมที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ข้าเคยมองเจ้าอยู่สองสามที ความทรงจำค่อนข้างลึกซึ้ง”
อินจี้ถามอย่างสงสัย
“เคยเห็นข้าตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เฉินผิงอันกล่าว
“เจ้าคือคนที่ปรารถนาความเป็นอมตะไม่เสื่อมสลายมากที่สุดในบรรดาฮ่องเต้และจักรพรรดิมนุษย์ธรรมดาที่ข้าเคยพบเจอมา ไม่มีหนึ่งใน”
ดูเหมือนจะถูกเปิดโปงความในใจ อินจี้ถึงอึ้งพูดไม่ออก
เงียบไปพักใหญ่ก็เอ่ยว่า
“เจ้าเหนือหัวคนหนึ่ง ละโมบอยากครอบครองอำนาจ ปรารถนาความเป็นอมตะไม่ตายดับมีอะไรควรค่าพอให้อิ่นกวานหนุ่มประหลาดใจด้วยเล่า?”
ใช่แล้ว ในสายตาของเซียนกระบี่และอาจารย์หล่อหลอมที่หวังอยากจะมีชีวิตยาวนานเคียงคู่ฟ้าดินอย่างพวกเขา
โอรสสวรรค์ของราชวงศ์โลกมนุษย์ก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่เนื้อหนังมังสาเสื่อมโทรมลงทุกวัน อายุขัยสั้นลงทุกวัน
เฉินผิงอันกล่าว
“รักตัวกลัวตาย คือความรู้สึกทั่วไปของมนุษย์
แต่คนที่ความละโมบกลายเป็นความยึดติดอย่างเจ้า ถึงอย่างไรก็มีอยู่น้อยนัก
ในจำนวนน้อยนั้น คนที่กล้ามองข้ามกฎระเบียบที่ศาลบุ๋นเป็นผู้กำหนด
ก้าวข้ามบ่อสายฟ้าอย่างลับๆ ฝึกเวทคาถาตระกูลเซียนด้วยตัวเองโดยพลการ
เจ้าคือคนที่สอง ทำไม จะเอาอย่างสกุลซ่งต้าหลีทุกเรื่องเลยหรือ?”
อินจี้หัวเราะดังลั่น
“ยังดีที่เจ้าไม่ได้บอกว่าเป็นคนแรก ก็จริงนะ
อดีตฮ่องเต้ต้าหลีของพวกเจ้าต่างหากที่เป็นคนแรก
เฉินผิงอัน เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ดีนะ หากพวกเรารู้จักกันเร็วกว่านี้ ไม่แน่ว่า…”
เฉินผิงอันกล่าว
“ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะไม่มีโอกาสมาเยือนเมืองหลวงต้าหลีแล้ว
ค่าอาหารที่ทะเลสาบเหล่าอิงมื้อนั้น จ่ายเงินหรือยัง?
จ่ายเงินไว้ก่อนแล้วหรือว่าให้เฉาอิงช่วยจ่ายให้?”
อินจี้กวาดตามองไปรอบด้าน เอ่ยว่า
“ไช่อวี้ซ่านพูดถูกจริงเสียด้วย
เจ้ากำลังถ่วงเวลากำลังหาวิธีไขวิชาแห่งเส้นทางที่เป็นผีบังตาระหว่างกันและกันเส้นนี้อยู่หรือ?”
เฉินผิงอันกล่าว
“คนตายควรได้รับความเคารพ เจ้าจะพูดอะไรก็ตามใจ พวกเจ้าว่าอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น”
อินจี้ฝืนข่มกลั้นไฟโทสะที่อยู่ในใจลงไป เอ่ยว่า
“เฉินผิงอัน ที่นี่ก็ไม่มีคนนอกเสียหน่อยกว่าเหรินจะพูดกับเจ้าอย่างชัดเจนก็แล้วกัน
ขอแค่เจ้าปล่อยพวกเรากลับไปยังต้าโซ่ว เรื่องลงนามเป็นพันธมิตรจะยังคงมีผลเหมือนเดิม
ถึงขั้นที่ว่าสกุลซ่งต้าหลีกับสกุลอินต้าโซ่วยังสามารถแบ่งหลักแบ่งรอง ปล่อยให้พวกเจ้าเป็นประมุขแห่งพันธมิตรก็ยังได้
นอกจากต้าโซ่วแล้ว กว่าเหรินยังสามารถช่วยเจ้าดึงแคว้นที่แข็งแกร่งของแผ่นดินกลางมาได้อีกสี่ห้าแคว้นร่วมกันสร้างวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่
ถือเสียว่าเป็นของขวัญที่กว่าเหรินมอบให้เจ้า เป็นอย่างไร?
เส้นทางการบินทะยานของเจ้าแปลกใหม่อย่างมาก เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ทั่วทั้งใต้หล้าไพศาลจะต้องหันมามองเจ้าเสียใหม่
จะกลายมาเป็นทิศทางที่ใจประชาชนของต้าหลีเอนเอียงไป
เจ้ารีบร้อนทำขอบเขตให้มั่นคงก็จะต้องมีคนคอยช่วยเหลือ
ทำสำเร็จได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงใดๆ เป็นเรื่องดีใหญ่เทียมฟ้าที่พริบตาเดียวก็สามารถช่วงชิงพลังตบะร้อยกว่าปีมาครองได้…”
ไช่อวี้ซ่านมีสีหน้าร้อนรนอยู่บ้าง เขาเอ่ยเสียงเบาว่า
“ฝ่าบาท ไม่ได้นะ…”
เฉินผิงอันหัวเราะหยัน
“พวกเจ้าสามคนยังมัวแสดงละครให้ข้าดูอีกหรือ ได้เงินรางวัลหรือไร?”
อินจี้ขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอย่างไร?”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ผงกปลายคาง
“อินจี้ ตัวหลักอย่างเจ้ารีบส่งเสียงเห่าสักสองสามทีสิ”
สีหน้าของไช่อวี้ซ่านเปลี่ยนไปเล็กน้อย ปรายตามองเสี่ยนอย่างว่องไว
มีเจ้าคอยใช้วิชาลับยุคโบราณอำพรางภาพเหตุการณ์เอาไว้ ไฉนถึงเผยพิรุธได้เล่า?
เฉินผิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ในเมื่อกลัวตายขนาดนี้ ก็มีแต่จะยิ่งอยากมีชีวิตรอด
ผีขอบเขตสิบสี่อย่างเสี่ยนผู้นี้ เจ้าแห่งแคว้นหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะสุราในเรือน
มีแค่เฉาอิงรัชทายาทแห่งราชสำนักต้าตวนที่อยู่ด้วย องค์ชายอินเหมี่ยวอยู่นอกเรือน แต่กลับมีเสี่ยนคอยอยู่ใกล้ชิดไม่ห่างกาย
ถ้าอย่างนั้นความจริงเป็นเช่นไร เดายากนักหรือ?
ตอนนั้นที่ข้าถามคำถาม ข้ามองใครกันแน่ ถูกไหม อินจี้?”
อินเหมี่ยวเด็กหนุ่มชุดเหลือง พูดให้ถูกต้องก็คืออินจี้ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโซ่ว
เขายื่นมือมาเช็ดคราบเลือดที่ติดอยู่บนชุดคลุมอาคม เงยหน้าขึ้น ไม่ปิดบังสีหน้าชื่นชมของตัวเองไว้แม้แต่น้อย
เอ่ยชมเชยจากใจจริงว่า
“ไม่เสียแรงที่เป็นศิษย์น้องของซิ่วหู กลอุบายล้ำลึกจริงเสียด้วย”
อินจี้พูดโน้มน้าวว่า
“ไม่อยากรู้บ้างเลยหรือว่าทำไมเสี่ยนถึงทำได้ขนาดนี้?
เจ้าชำนาญการขโมยเรียนที่สุดไม่ใช่หรือ หากเรียนรู้เอาไปก็ไม่ใช่ว่ามีวิชาอภินิหารใหญ่ติดตัวเพิ่มมาอีกบทหนึ่งหรืออย่างไร?
ทฤษฎีผลงานอันเป็นรูปธรรมของชุยฉานยังไม่ได้บรรลุถึงขีดสูงสุด
ต่อให้อำนาจของอดีตราชครูเช่นเขาจะมีมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรก็เรียกตัวเองด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นขุนนางผู้คอยให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด
เฉินผิงอัน เจ้าสามารถเป็นศิษย์ที่เก่งกว่าครู ไม่สู้ควบคุมชะตาแคว้นของสกุลซ่งต้าหลีไว้ในมือตัวเองอย่างเต็มที่
หากฮ่องเต้เชื่อฟัง เจ้าก็ให้การสนับสนุน หากฮ่องเต้ไม่เชื่อฟัง เจ้าก็เปลี่ยนมังกรตัวใหม่”
เฉินผิงอันโบกมือ เห็นเพียงว่าบนฝ่ามือของมือขวามีห้าอสนีมารวมตัวกัน
สายฟ้าแลบปลาบถักทอเหมือนงูสีทองที่เลื้อยส่งเสียงดังฟ่อๆ
ภายใต้แสงตะวันสาดส่อง ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งมืด ครึ่งหนึ่งสว่าง
“แค่คนไม่ชำนาญที่เรียนรู้มาอย่างผิวเผินก็อย่าพูดถึงทฤษฎีผลงานอันเป็นรูปธรรมอย่างพล่อยๆ
ไม่อาจทำให้ศิษย์พี่สะอิดสะเอียนได้ แต่กลับทำให้ข้าสะอิดสะเอียนได้
ทำให้ข้าสะอิดสะเอียน ก่อนที่เรือนกายและจิตวิญญาณของเจ้าจะดับสูญข้าจะให้เจ้าได้ว่ายน้ำรอบหนึ่ง
เว่ยเจียว่ายน้ำอยู่ในทะเลสาบเหล่าอิง แต่เจ้าอินจี้จะต้องแช่อยู่ในกระทะน้ำมันเดือดทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ
เหมือนหม้อไฟที่แค่จ้วงตะเกียบลงไปก็สามารถคีบเอาเครื่องในที่ต้มจนเปื่อยยุ่ยขึ้นมาได้หลายชิ้น
ดังนั้นต่อจากนี้จะพูดจาอะไรก็ระวังหน่อย พูดให้เปิดเผยตรงไปตรงมาหน่อย”
“ฮ่องเต้เด็กหนุ่ม” ที่ได้ถ่ายโอนจิตวิญญาณส่วนใหญ่ให้กับ “อินเหมี่ยว” ไปแล้วเขี้ยวเคี้ยวฟันพูด
“ขอบเขตสิบสี่ รู้หรือไม่ว่าอะไรคือขอบเขตสิบสี่?
คนอื่นไม่เข้าใจ อิ่นกวานหนุ่มที่เห็นโลกกว้าง เห็นสถานการณ์ใหญ่มาจนชินอย่างเจ้ากลับรู้ถึงความร้ายกาจของผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ดีที่สุด
แล้วทำไมถึงยังต้องทำอะไรโดยใช้อารมณ์เช่นนี้?!”
เฉินผิงอันกล่าว
“ข้ารู้ดีมากเลยล่ะ ดังนั้นจึงรู้ว่าขอบเขตสิบสี่ใหม่เอี่ยมหลัง ‘ฝนตก’ มีน้ำผสมอยู่ไม่น้อย
ดังนั้นข้าถึงได้กล้าชั่งน้ำหนักว่ามีน้ำอยู่กี่มากน้อยกันแน่
เพื่อที่จะเอาไว้เป็นตัวอ้างอิงสำหรับการไปเยี่ยมเยือนป๋ายอวี้จิงเป็นครั้งที่สองในอนาคต
ถ้าพูดตามคำกล่าวของสหายถวนหนีก็คือ…เรื่องดีสามเรื่องมาเยือนถึงบ้าน”
อินจี้ยิ้มเหี้ยม
“คนบ้า เจ้ามันคนบ้าจริงๆ”
อินเหมี่ยวที่มีรูปโฉมเป็นผู้เฒ่าถอนหายใจแผ่วเบา เอ่ยด้วยน้ำเสียงวิงวอนว่า
“อิ่นกวาน หลุดพ้น ขอให้ข้าได้หลุดพ้นเถอะ”
อินจี้ตวัดมือตบฉาดไปที่ใบหน้าของอินเหมี่ยว
“ไฉนถึงได้มีลูกไร้ประโยชน์อย่างเจ้าได้!”
ไช่อวี้ซ่านประสานมือคารวะ เอ่ยทัดทาน
“ฝ่าบาท มัวรอต่อไปไม่ได้แล้ว
เสินจวินห้ามหาบรรพตของแจกันสมบัติทวีปก็สร้างค่ายกลกันเสร็จแล้ว”
อินจี้พยักหน้า
“เสี่ยน รีบรบรีบจบ หากกำจัดเขาได้ก็ทำ ไม่อาจถอนรากถอนโคนก็ถอยออกไปจากแจกันสมบัติทวีปก่อน”
ผีร่างสูงใหญ่พยักหน้ารับ นางแค่ฟังคำสั่งจาก “องค์ชายหนุ่มน้อยอินเหมี่ยว” จริงๆ
นาทีถัดมา ตำแหน่งที่เฉินผิงอันยืนอยู่ก็เหมือนถูกเสี่ยนใช้วิชาอภินิหารอันสูงส่งเลิศล้ำหล่อหลอมให้กลายเป็นแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาสายหนึ่ง
จากนั้นตัดแบ่งออกมาเป็นแท่งแก้วปลายแหลมชิ้นหนึ่ง
เฉินผิงอันที่ถูกกักตัวไว้ข้างในถึงขั้นไม่มีโอกาสจะออกกระบี่ด้วยซ้ำ หรือแม้กระทั่งความคิดที่จะออกกระบี่ก็ยังไม่มี?
แก้วใสห้าสีแถบใหญ่นี้ก็พลันหายวับไป จมเข้าสู่กระแสน้ำไหลย้อนกลับของแม่น้ำแห่งกาลเวลา
สามารถกักตัวไว้ได้นานเท่าไร หนึ่งเค่อ? หรือครึ่งชั่วยาม? อันที่จริงเสี่ยนก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก
เพราะถึงอย่างไรวิธีการเช่นนี้ก็แค่เคยเอามาใช้ทดสอบกับบินทะยานหนุ่มของทวีปอื่นที่เหมือนจะแซ่หวานเหยียน
อีกฝ่ายไม่ใช่บินทะยานแข็งแกร่ง แล้วก็ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่อะไร
ดูเหมือนว่าปีนั้นจะกักตัวเขาไว้ได้หลายเดือนเลยทีเดียว?
สิบสองคนของแผนภูมิดินพลันสูญเสียการเชื่อมโยงกับราชครูหนุ่มไปในทันใด
เห็นว่าราชครูหนุ่มติดกับแล้ว ไช่อวี้ซ่านกำลังจะส่งเสียงพูดเย้ยหยันสักสองสามประโยค
คิดไม่ถึงว่าใต้ฝ่าเท้าจะพลันว่างเปล่า และเสี่ยนก็ไม่มีท่าทีว่าจะลงมือช่วยเหลือเขา
ไช่อวี้ซ่านพลันเข้ามาอยู่ในดินแดนพิสดารแห่งหนึ่ง ประหนึ่งขี่ม้าชมโคมไฟ
ทุกๆ วินาทีเหมือนมีภาพเหตุการณ์นับหมื่นภาพถูกบังคับยัดเข้ามาในหัวสมองเขา
ล่องลอยอยู่ในระเบียงแห่งฟ้าดินที่บิดเบี้ยว เวลาสิบปีร้อยปีผ่านไปอย่างเชื่องช้า?
ลำแสงระยิบระยับนับล้านพุ่งผ่านเบื้องหน้าไปอย่างว่องไว
ไช่อวี้ซ่านปวดหัวราวหัวจะแตก เหมือนกับมีมือข้างหนึ่งคอยบีบเค้นสมองเขาให้ปั่นป่วน
ในที่สุดเมื่อเซสะดุดหนึ่งที ไช่อวี้ซ่านก็ไม่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางภาพมายาเหล่านั้นอีกต่อไป
เขาสะบัดศีรษะแรงๆ ก่อน แล้วจึงก้มตัวลงอาเจียนแห้งๆ แต่เพราะเป็นดวงวิญญาณจึงอาเจียนอะไรไม่ออก
ไช่อวี้ซ่านกวาดตามองไปรอบด้าน เขาค้นพบว่าตัวเองยืนอยู่บนคันนาแห่งหนึ่ง
มองไปเห็นแต่ต้นกล้าสีเขียวอ่อน เหนือศีรษะคือแสงแดดแรงกล้า
เขาก้มหน้าลงมอง ในมือเขายังถือต้นกล้าไว้หนึ่งกำมือ
รู้สึกว่าแผ่นหลังถูกแสงแดดแผดเผาจนผิวหนังแทบจะปริแตก
ดินโคลนในต้นกล้าร้อนลวก บนน่องสีขาวนวลที่ชายกางเกงถูกม้วนขึ้นมีปลิงเกาะดูดเลือด
นอกจากใบหน้าจะเต็มไปด้วยเหงื่อแล้ว ในดวงตาก็มีน้ำหนองไหลออกมา
ไช่อวี้ซ่านคำรามด้วยความเดือดดาล ตะโกนเรียกชื่อของเฉินผิงอันเสียงดัง
ก่นด่าสาปแช่งครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงไม่นานก็หอบหายใจฮักๆ ลำคอแสบร้อนปวดปร่า
เขาอยากจะร่ายเวทคาถา ทำลายเวทอำพรางตาที่อยู่ในคันนาใกล้ๆ แต่กลับสะดุดล้มลงในนา
เขารีบปีนขึ้นไปบนคันนา ทั้งน่าอนาถ ทั้งลำบากยากเข็ญ
ฟ้าดินต้องเป็นของปลอมแน่นอน ความเจ็บปวดที่เผชิญอยู่กลับสมจริงอย่างถึงที่สุด
เขาคิดไม่ตก พยายามที่จะหยิบปลิงตัวหนึ่งที่กัดอยู่บนน่องออกอย่างระมัดระวัง
ผลคือมันขาดครึ่งคาอยู่ ไช่อวี้ซ่านเจ็บปวดร้องโหยหวน ลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่กับพื้น
บัณฑิตไม่รู้ถึงความทุกข์ยากของชาวนา ผู้ที่ไร้ประโยชน์ก็คือบัณฑิตนั่นเอง
ไช่อวี้ซ่านเพิ่งจะคลายจากอาการเจ็บปวดก็ถูกมีดฟันลงมาบนแขน
เขาอึ้งงันไปก่อนแล้วก็พลันสะดุ้งโหยง จากนั้นก็ร้องโหยหวนขึ้นมาอีก
คงเป็นอย่างที่กองทัพชายแดนต้าหลีว่าไว้
คนเป็นบัณฑิตมีความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีหรือไม่ แค่ฟันเขาไปสักทีก็จะรู้ได้เอง
เห็นได้ชัดว่าความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของไช่อวี้ซ่านมีไม่มากนัก
ตอนนี้สิบสองคนของแผนภูมิดินราชสำนักต้าหลี นอกจากผู้ฝึกยุทธโจวไห่จิ้งที่เข้ามาทีหลังสุดแล้ว
คนอื่นๆ ที่เหลือล้วนเป็นชุยฉานที่เลือกมาเอง
ซ่งซวี่ อยู่ในตำแหน่งเหม่า ผู้ฝึกกระบี่คอขวดขอบเขตโอสถทอง
องค์ชายรองสกุลซ่งต้าหลี น้องชายแท้ๆ ของซ่งเกิง พี่ชายรองขององค์หญิงซ่งเหลียน
หยวนฮว่าจิ้ง อยู่ในตำแหน่งจื่อ ผู้ฝึกกระบี่คอขวดขอบเขตก่อกำเนิด
ลูกหลานสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้น
พื้นที่ประกอบพิธีกรรม นครและภูเขาที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา ต่างก็จำแลงออกมาเป็นตัวอักษรตัวหนึ่งของแผนภูมิดิน
ก่อนหน้านี้อาจารย์เฉิน “พูดคุยยิ้มแย้ม” กับพวกเขา เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างก็คร้านจะใช้เสียงในใจ
ดังนั้นพวกเขาจึงได้ยินอย่างชัดเจน
ตอนที่อินจี้เป็นฝ่ายพูดถึงเวทลับนั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง
พวกหันโจ้วจิ่นและลู่ฮุยต่างก็มองซ่งซวี่องค์ชายต้าหลีที่อยู่ข้างกายด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
ซ่งซวี่เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ถอยไปพูดหนึ่งก้าว หากอาจารย์เฉินจะควบคุมโชคชะตาแคว้นของต้าหลีจริงๆ ข้าสามารถพูดคำว่าไม่ ได้หรือ?”
อวี๋อวี๋ใช้เสียงในใจถามกลั้วหัวเราะ
“เร็วเข้า กฎเดิม ทำนายกันหน่อยสิ ดูระดับความอันตรายคร่าวๆ หน่อยสิ”
นางได้รับคำตอบที่ค่อนข้างจะกระชับเข้าใจง่าย
“อีกฝ่ายไม่ได้แสร้งข่มขวัญให้กลัวแต่เป็นผีขอบเขตสิบสี่จริงๆ”
หลวงจีนน้อยพนมสองมือเข้าด้วยกัน ร้องภาษาธรรมว่า
“ขอให้พระพุทธองค์ทรงปกป้องคุ้มครองด้วยเถิด พรุ่งนี้ศิษย์จะไปทำบุญถวายค่าน้ำมันตะเกียงที่วัด”
นับตั้งแต่ที่แจกันสมบัติทวีปเสนอเรื่อง “ปรมาจารย์ผู้ได้รับการจัดอันดับในยุทธภพ” ขึ้นมาก่อน
ตลอดทั้งใต้หล้าไพศาลก็เกิดกระแสนิยมตามมาทันใด แต่ละทวีปต่างก็มีการจัดอันดับเลียนแบบกันเกิดขึ้น