กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1213.2 ดักปล้นกลางทาง
ขอแค่เป็นปรมาจารย์ผู้ได้รับการจัดอันดับในยุทธภพ ก็จะมีโชคชะตาบู๊ของทวีปติดตัวไม่ต้องสงสัยเลย
นี่ก็คือความรู้ทั่วไปของไพศาล
ทว่าผู้ฝึกลมปราณคิดจะพูดว่าบนร่างของตัวเองแบกรับโชคชะตาของแคว้นใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งของทวีปแห่งใด
กลับค่อนข้างจะลุ่มลึกแล้ว
เพราะว่าจำนวนมีน้อยมากจริงๆ อย่างเช่นหลิวทุ่ยเจ้าแห่งทวีปที่ช่วยคลี่คลายปัญหาให้กับฝูเหยาทวีปได้
หรือจะเป็นอย่างซ่งพิ่น เซียนกระบี่แห่งเกราะทองทวีปที่ได้ครอบครองกระบี่พก “ฝูเหยา”
พวกเขาล้วนดำรงตำแหน่งได้อย่างไร้ข้อครหา
ทางฝั่งของแจกันสมบัติทวีปที่เป็นพื้นที่พยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนแห่งนี้ ภายนอกอย่างมากก็มีแค่สองคน
พันปีที่ผ่านมานี้ก็มีแค่เว่ยจิ้นแห่งสวนลมฟ้าที่เป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์คนแรกของแจกันสมบัติทวีปที่ได้เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน
และหลิวเหล่าเฉิงผู้ฝึกตนอิสระแห่งทะเลสาบซูเจี่ยนเท่านั้น
นอกจากนี้ต่อให้เจ้าจะเป็นเจ้าประมุขของสกุลเจียงอวิ๋นหลิน เป็นฉีเจินเทียนจวินแห่งสำนักโองการเทพ
หรือแม้กระทั่งเฉาหรงที่พิสูจน์มรรคาบินทะยานแล้วใครเล่าจะกล้าพูดว่าตัวเองมีโชคชะตาติดกาย?
ต่อให้คนอื่นพูดอย่างนี้ ตัวพวกเขาเองก็ไม่กล้ายอมรับ
ดูเหมือนว่าขอแค่มีใครที่ยอมรับหนี้ ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นก็ย่อมมีบัญชาจากสวรรค์และชะตาลิขิตบนมหามรรคาที่ต้องคิดบัญชีกับพวกเขา
เพียงแค่เพราะในเมื่อพวกเขาโชคไม่เลว แล้วไยต้องยังเดิมพันกำไรขาดทุนบนหน้าบัญชีที่เลื่อนลอยพวกนั้นอีกเล่า?
ทว่าผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินของราชสำนักต้าหลี หากจะบอกว่าพวกเขาแต่ละคนจะต้องแบกรับโชคชะตาส่วนหนึ่งของแจกันสมบัติทวีปไว้อย่างแน่นอน
นี่กลับเป็นเรื่องจริง
แล้วนับประสาอะไรกับที่พวกเขาต่างก็เคยไปเยือนสนามรบที่เมืองหลวงสำรอง เคยผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นเรื่องจริง
มีทั้งคุณความชอบด้านการสู้รบที่จับต้องได้จริง และพวกเขาก็ไม่กลัวจะถูก “คิดบัญชี”
แน่นอนว่าซิ่วหูที่สร้าง “สายแผนภูมิดินแห่งแจกันสมบัติทวีป” ขึ้นมากับมือตัวเองผู้นั้นก็ไม่ยอมให้พวกเขาขลาดกลัว
ได้ผลประโยชน์ที่ใหญ่เทียมฟ้าไปแล้วยังจะกล้าไม่ออกแรงทำงานอีกหรือ
ในอดีต กองกำลังของหนึ่งแคว้นก็คือรากฐานของหนึ่งทวีป
ทรัพยากรบนมหามรรคาที่มากมายจนมิอาจประมาณการณ์ได้พากันโน้มเอียงเข้าหาพวกเขา
ซิ่วหูไม่กลัวว่าพวกเขาจะกินอิ่มเกินไป กลัวแต่ว่าพวกเขาจะกินไม่อิ่มพอ
อวี๋อวี๋ที่ห้อยป้ายอักษร “ชวี” ไว้ตรงเอวเอ่ยว่า
“การประเมินครั้งใหญ่ที่ราชครูเตรียมไว้ให้พวกเราเริ่มต้นขึ้นแล้ว”
ก่ายเยี่ยนยิ้มหวาน
“คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอกับคนบนเส้นทางเดียวกัน หากว่าสังหารอีกฝ่ายได้สำเร็จก็จะได้รับการบำรุงครั้งใหญ่แล้ว”
คนสอนหมัดของพวกเขามีซ่งจ่างจิ้งที่อยู่ในอันดับหนึ่งของสี่ปรมาจารย์ใหญ่
นักพรตพเนจรสวี่รั่วแห่งสำนักโม่ก็เคยสอนเวทกระบี่ให้กับพวกเขา
อดีตซานจวินของราชสำนักต้าหลีถ่ายทอดเวทการมองลมปราณ
และยังมีเฟิ๋งอี๋ที่มักจะสอนวิชานอกรีตแปลกประหลาดบางอย่างให้กับพวกเขาเป็นประจำ
ส่วนตำราลับตำราวิเศษที่กองกันเป็นภูเขาอยู่ในคลังสมบัติของต้าหลี พวกเขาก็ยิ่งสามารถเปิดอ่านและฝึกฝนตามได้ตามใจชอบ
ในอดีตกองทัพม้าเหล็กต้าหลีกรีฑาทัพลงใต้ ได้รวบรวมและจัดระเบียบตำราบนภูเขามานับไม่ถ้วน
บ้างก็เป็นผลงานจริงที่ถูกเก็บไว้เป็นความลับในศาลบรรพจารย์ของจวนตระกูลเซียนทั้งหลาย
บ้างก็มีฉบับสำเนาที่เจ้าของเป็นฝ่ายส่งมอบมาให้ด้วยตัวเอง บอกว่าเป็นภูเขาตำราก็ไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
สังหารเซียนดินสังหารหยกดิบ พวกเขาคุ้นเคยอย่างถึงที่สุด ฆ่าจนชินมือแล้ว
เพียงแต่ว่ายังไม่เคยมีประสบการณ์ในการสังหารเซียนเหรินหรือท้าทายบินทะยานมาก่อน
แต่พวกเขาสังหารเผ่าปีศาจบนสนามรบของเมืองหลวงสำรอง ตอนนั้นแผนภูมิดินต้าหลีเพิ่งจะถูกก่อตั้งมาได้ไม่นาน
คนที่อายุน้อยสุดอย่างพวกอวี๋อวี๋ยังไม่ได้มารวมกลุ่มด้วยซ้ำ นั่นจึงยิ่งทำให้ชื่อเสียงไม่สมคำเล่าลือ
ดังนั้นสายแผนภูมิดิน ตอนนั้นไม่ว่าจะเป็นของภูเขาลูกใดก็ล้วนลำพองใจกันอย่างมาก
อย่าว่าแต่เมืองหลวงต้าหลีเลย พวกเขารู้สึกด้วยซ้ำว่าไม่ว่าจะ เป็นสถานที่แห่งใดในแจกันสมบัติทวีป พวกเขาก็เดินกร่างกันได้แล้ว
ดังนั้นผู้ฝึกตนสิบเอ็ดคนที่ขาดแค่ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวคนหนึ่งมานั่งพิทักษ์ตาค่ายกล
เคยมี “ประสบการณ์” สามครั้งที่ระยะห่างระหว่างกันสั้นมากอยู่ในเมืองหลวงต้าหลี
ผลคือล้วนต้องได้เจอกับ “อาจารย์เฉิน” ผู้นั้น
ใจกลางของฟ้าดิน อินจี้ใช้เสียงในใจเอ่ยเตือน
“เสี่ยน ต้องไม่มีทางถ่วงเวลาได้เกินหนึ่งเค่อแน่ เจ้าคนแซ่เฉินผู้นั้นขึ้นชื่อว่ามีทางหนีทีไล่มากมาย
เจ้าเล่ห์เพทุบายนัก เจ้าต้องรีบทำลายค่ายกลให้ได้โดยเร็ว อย่าประมาทเด็ดขาด”
ผีร่างสูงใหญ่พยักหน้า
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ฟ้าดินมืดสลัวแห่งนี้ก็เป็นนางที่ใช้เส้นผมสีนิลจำนวนนับไม่ถ้วนปกคลุมเอาไว้
แผ่กลิ่นอายวังเวงน่าสะพรึงกลัว เป้าหมายที่สยบการาบก็คือสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
ประหนึ่งถ้วยทรงหมวกงอบใบหนึ่งที่วางคว่ำไว้บนโต๊ะ ปิดทับเฉินผิงอันและสายแผนภูมิดินของต้าหลีเอาไว้
เสี่ยนเผยกายธรรมใหญ่โตมโหฬารที่สูงถึงหมื่นจิ้ง
รวบเก็บทั้งฮ่องเต้อินจี้ที่เป็นนกพิราบยึดรังนกกางเขนและองค์ชายอินเหมี่ยวที่เป็นผีตัวตายตัวแทนมาไว้ในชายแขนเสื้อพร้อมกัน
ตัวอักษรสิบสองตัวส่องแสงเจิดจ้าอยู่ริมอาณาเขตของพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
ประหนึ่งดวงจันทร์ดวงแล้วดวงเล่าที่ลอยขึ้นบนนภากาศ
แสงใสกระจ่างกับเงาดำทมิฬเกี่ยวกระหวัดสลับฟันปลาเข้าหากัน ราวกับกำลังฉีกกระชากต่อสู้กัน
ก็ไม่เห็นว่าผีตนนั้นลงมืออย่างไร เหนือวงกลมขนาดใหญ่ถึงได้มีเสียงระเบิดเหมือนเสียงประทัดดังขึ้นสิบสองครั้ง
เสี่ยนถึงกับสังหารสิบสองคนของแผนภูมิดินได้ในชั่วพริบตาเลยหรือ?
อินจี้นั่งดูดายอยู่ในชายแขนเสื้อ
องค์ชายอินเหมี่ยวที่มีรูปโฉมเป็นฮ่องเต้ซึ่งอยู่ข้างกันมองเห็นภาพนี้แล้ว เขาก็รู้สึกประหลาดใจเป็นทบทวี
สามารถคลี่คลายปัญหาได้อย่างง่ายดายหมดจดขนาดนี้เลยหรือ?
เขาเห็นกับตาตัวเองว่าเรือนกายของสมาชิกสิบสองแผนภูมิดินแหลกสลายกลายเป็นผุยผงกันไปหมด
นั่นไม่ใช่ภาพลวงตาอย่างแน่นอน
เพียงแต่คาดไม่ถึงว่านาทีถัดมา คนทั้งสิบสองคนก็กลับคืนมาเป็นดังเดิมอยู่ในตำแหน่งเดิม
ทุกคนล้วนมีสีหน้าเป็นปกติ ระหว่างกันยังใช้เสียงในใจพูดคุย แต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองไป ลงมือเปิดค่ายกลใหญ่ค่ายกลที่สอง
ดูเหมือนเสี่ยนจะคาดเดาถึงผลลัพธ์นี้ได้นานแล้ว
ครั้งนี้จึงลงมือด้วยพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่น่าเกรงขามมากกว่าเดิม
บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวสิบสองแห่งมีเมฆหมอกสีดำกลิ้งหลุนๆ ประหนึ่งเจียวสีหมึกที่กลิ้งตัวพลิกตลบ
แต่ละคนรับหน้าที่สังหารคนคนหนึ่ง รื้อทำลายพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของอีกฝ่าย
ด้านในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของผีขอบเขตสิบสี่ที่มันบุกเบิกขึ้นมาด้วยตัวเอง มีการโคจรวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิต
ยังคงบดขยี้สังหารอีกฝ่ายอย่างที่ไม่หยุดคิดใดๆ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาแต่ละคนก็ไม่มีใครเป็นห้าขอบเขตบนเลยสักคน
เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับพลังอำนาจดุจผ่าลำไม้ไผ่อย่างในครั้งแรกแล้ว
การสังหารสิบสองคนติดในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าเสียเวลาไปค่อนข้างนาน
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งมีสีหน้าสงบเยือกเย็น ยื่นมือไปหยิบเศษชิ้นส่วนร่างทองชิ้นหนึ่งที่ถูกกลึงจนมีรูปลักษณ์เหมือนไข่มุกออกมาจากชายแขนเสื้อ
ยัดใส่ปากเคี้ยวอย่างละเอียดคล้ายกับกินถั่วเหลืองโรยเกลือ เสียงเคี้ยวดังกร้วมๆ
อวี๋อวี๋ถาม
“ไหวไหม?”
เขาตอบด้วยสีหน้าเฉยเมย
“ไหวมากๆ”
เขาชื่อสุยหลิน ตำแหน่งอิ๋น
สุยหลินคือผู้ฝึกตนที่เชี่ยวชาญหยินหยางห้าธาตุและศาสตร์ฮวงจุ้ยตามตำราสายชิงอู
เขาถือว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างยิ่งคนหนึ่ง
สามารถทำให้แม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาช่วงหนึ่งในฟ้าดินเล็กไหลย้อนกลับได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งของนอกกาย
นี่คือความสามารถติดตัวแต่กำเนิดคล้ายเทพประทานมาให้
เพียงแต่ว่าการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการเนรคุณอย่างใหญ่หลวง ง่ายที่จะถูกสวรรค์ชิงชัง
ทัณฑ์จากสวรรค์อยู่ในที่แจ้ง ความชิงชังจากสวรรค์อยู่ในที่มืด
ฝ่ายแรกจะเผยกายตอนที่ผู้ฝึกตนต้องการจะฝ่าทะลุคอขวดใหญ่
ฝ่ายหลังกลับอยู่ไปทั่วทุกหนแห่ง ไม่รู้ว่าจะฉวยจังหวะเผลอเข้าจู่โจมผู้ฝึกตนเมื่อไหร่
จุดที่น่ากลัวอย่างยิ่งก็คือเมื่อสวรรค์ชิงชังมากเข้าก็จะกลายเป็นทัณฑ์สวรรค์ร้ายแรงอย่างที่เล่าลือในตำนาน
ดังนั้นสุยหลินอยากจะร่ายวิชาอภินิหารบทนี้จึงมีข้อห้ามอยู่มากมาย ราคาที่ต้องจ่ายก็สูงมาก
หากไม่เป็นเพราะถูกราชครูชุยพาเข้ามาอยู่ในสายแผนภูมิดิน
สุยหลินที่อยู่ในขอบเขตของเซียนดินอย่างมากก็ได้แค่ใช้ไปหนึ่งครั้งอย่างเต็มที่
นั่นก็น่าจะทำให้สะพานแห่งความเป็นอมตะแหลกสลาย กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปแล้ว
สุยหลินแค่อ่านเจอคำกล่าวที่น่าอกสั่นขวัญผวานี้จากในตำราโบราณ เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก และยิ่งไม่อยากจะเข้าใจ
ทางที่ดีที่สุดชีวิตนี้ก็อย่าเข้าใจความหมายแฝงที่แท้จริงของคำกล่าวนี้เลย
ก็เหมือนอย่างที่คำโบราณบอกไว้ว่าสวรรค์ไม่ไร้หนทางให้คนเดิน
ชุยฉานช่วยหาวิธีการหลีกเลี่ยงหายนะให้กับเขา นั่นก็คือกินเศษชิ้นส่วนร่างทอง
เหมือนกับการสวมรอยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาเลือดเนื้อไว้ได้องค์หนึ่ง
นอกจากนี้พูดถึงแค่ “อี้ลู่” (จุดพักม้า) หนึ่งในสองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของซ่งซวี่ก็สามารถทำให้พวกเขาสิบเอ็ดคนช่วยกันแบ่งเบาบาดแผลของสุยหลินไปได้
ร่วมกันแบกรับการแว้งกลับบนมหามรรคา
ดังนั้นถึงได้บอกว่าสิบสองคนของสายแผนภูมิดินก็คือคน “ร่วมเส้นทาง” ตามความหมายหน้าตัวอักษรจริงๆ
พวกเขาสิบสองคนสร้างค่ายกลขึ้นมา เวลานี้ไม่ใช่แค่ความคิดจิตใจเท่านั้นที่เชื่อมโยงกัน แม้กระทั่งมหามรรคาก็ยังเชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่น
สุยหลินสัมผัสได้ถึงไฟโทสะของคนผู้หนึ่งจึงยิ้มเอ่ยสัพยอกว่า
“ด่าคนก็ไม่รู้จักเอาอย่างอาจารย์เฉินที่เป็นยอดฝีมือ ไม่มีนัยชวนให้ขบคิดเลยแม้แต่นิดเดียว”
ผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดิน เดิมทีก็เป็นลูกรักสวรรค์ที่ “คาบซ้อนทองมาเกิด” แต่ละคนต่างก็ใช้จ่ายกันมือเติบมาจนชินแล้ว
ทว่ารอกระทั่งก่อนหน้านี้ไม่นานสุยหลินถูกหรงอวี๋หนึ่งในสาวใช้จวนราชครูพาไปที่คลังลับแห่งหนึ่ง
พอนางเปิดประตูออก สุยหลินก็เบิกตากว้างทันใด ในสายตาเห็นแต่แสงสีทอง ‘เยอะขนาดนี้เลยหรือ?! ล้วนเป็นของข้าทั้งหมดหรือ?!’
หรงอวี๋พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เรื่องของการฝึกตน รบกวนทุกท่านมานะพยายามให้มาก
ท่านราชครูบอกแล้วว่าจะให้พวกท่านได้เห็นฟ้าสูงแผ่นดินกว้างอย่างแท้จริง
ทุกท่านจะทำตัวเป็นกบอยู่ใต้บ่อ เอาแต่ทะเลาะกันเองไม่ได้อีกแล้ว”
สุยหลินเอ่ยเตือน
“น้ำขึ้นบนมหามรรคาโถมซัดสาดกระทบฝั่งอีกครา อาจารย์เฉินกำลังมองดูอยู่นะ
อย่าเอาแต่โดนซ้อมไม่รู้จักเอาคืน ข้าน่ะยังไงก็ได้ แต่ “ลูกสมุน” ทั้งหลายลองตรองดูเอาเองเถิด”
ตามแผนการที่อวี๋อวี๋กำหนดไว้ จะลองทนถูกซ้อมก่อนสามรอบ
ถึงอย่างไรก็จะพยายามถ่วงเวลาไว้ให้ได้นานที่สุด นี่ก็คือทิศทางใหญ่
เพราะข้างนอกก็ยังมีเสินจวินห้ามหาบรรพตและกงโหวของลำน้ำใหญ่คอยเฝ้าด่านที่สองให้
แน่นอนว่าอย่าถ่วงเวลาไปถึงตอนกลางคืน อาจารย์เฉินบอกแล้วว่าต้องสังหารผียามทิวา!
เชือกสีดำทะมึนหนาเหมือนยอดเขาเส้นหนึ่งฟาดโบยลงบนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของอาจารย์ค่ายกลหญิงของสายแผนภูมิดินเต็มแรง
หันโจ้วจิ่นอาจารย์ค่ายกลอักษร “อู่” เดินออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รอบกายนางก็มีภาพเหตุการณ์ผิดปกติของฟ้าดินบังเกิดขึ้น
ไม่ต้องทำมุทราท่องคำสาปแช่ง แล้วก็ไม่ต้องเหยียบพายุย่างดารา ก็มีภูเขาลูกหนึ่งที่ดินเป็นสีชาดทั้งลูกผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า
ตำหนักตระกูลเซียนที่ปราณสีม่วงเข้มข้นประหนึ่งเมฆคล้อย ตำหนักโบราณเรียบง่ายถูกสร้างขึ้นเรียงรายอิงแนวภูเขา
สลับสล้างซ้อนลดหลั่น มีเจินเหรินลัทธิเต๋าหลายคนกำลังฝึกวิชา
เสียงสวดสรรเสริญคัมภีร์หลิงเป่าแว่วกังวานต่อเนื่องไม่ขาดสาย ประสานสะท้อนก้องร่วมกับฟ้าดิน
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งนี้คือซากปรักจวนเซียนที่หันโจ้วจิ่นซึ่งมีวาสนายิ่งใหญ่
บังเอิญได้มาเป็นเจ้าของตอนขึ้นเขาเมื่ออายุยังน้อย ก็คือส่วนหนึ่งของพื้นที่มงคลถงป่ายยุคบรรพกาล
คือหนึ่งในที่พำนักของเจินเหรินแห่งใต้หล้าไพศาลในยุคโบราณ
เชือกเส้นนั้นฟาดโบยลงบนค่ายกลใหญ่เสียงสวรรค์ที่สร้างขึ้นจากเสียงสวดสรรเสริญเสียงท่องภาษาธรรมคำเขียวของเจินเหริน
พริบตาเดียวพื้นดินก็สั่นคลอน ภูเขาโยกไหว สิ่งกีดขวางบนค่ายกลใหญ่ที่คล้ายกับแก้วใสสีขาวหิมะชั้นนั้นปรากฏเป็นรอยแตกร้าว
หันโจ้วจิ่นเงยหน้ามองปราการกีดขวางที่โดนโบยไปแค่ทีเดียวก็เกือบจะแหลกสลายในใจอดตกตะลึงไม่ได้
ปราการคำเขียวนี้นางเพิ่งจะหลอมมาจากตำราเต๋าเล่มหนึ่งได้สำเร็จนางไม่ใช่พวกคนที่หลงระเริงลำพองตน
แต่กระนั้นในใจก็ยังมีความภาคภูมิใจในตัวเอง คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะเปราะบางขนาดนี้
ดูเหมือนเสี่ยนจะนึกอะไรขึ้นได้ การฟันภูเขาลูกนี้เป็นการกระทำตามจิตใต้สำนึกเท่านั้น
ดวงตาที่เดิมทีเย็นชาไร้ประกายชีวิต เวลานี้กลับฉายความเคียดแค้น
ผีตนนี้โบกชายแขนเสื้อโคจรวิชาอภินิหาร กายธรรมใหญ่โตมโหฬารเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถือแส้ฟันภูเขาทำลายศาล
ต้องการจะถล่มพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่บาดตาอย่างถึงที่สุดนี้ให้แหลกลาญกลายเป็นผุยผงให้จงได้
แส้จึงฟาดโบยติดๆ กันครั้งแล้วครั้งเล่า ทำลายสิ่งกีดขวางที่สร้างขึ้นจากโองการคำเขียวซึ่งแฝงไว้ด้วยปณิธานแห่งตัวอักษรจนแหลกสลาย
แต่กระนั้นก็ยังไม่หายแค้น จึงทุบทำลายตำหนักหอเรือนมากมายทิ้งไปด้วย ทำให้เสียงสวดมนต์เสียงร้องสรรเสริญทั้งหลายเงียบหายไป
เพียงพริบตาเดียวภูเขาโบราณลูกหนึ่งก็ตกอยู่ในสภาพน่าหวาดกลัวที่ร่องลึกตัดสลับกันไปทั่ว
ของเหลวเหมือนน้ำหมึกเอ่อล้นเต็มร่อง ประหนึ่งลำธารที่ไหลไปทั่วภูเขา
อาจารย์ค่ายกลหญิงไม่มีเรี่ยวแรงให้เอาคืนแม้แต่น้อย ถูกแส้ฟาดลงมากลางกระหม่อมในเสี้ยววินาที
ถูกทำร้ายจนมีจุดจบที่ต้องกายดับมรรคาสลาย ในภูเขาก็แค่มีท้องน้ำเพิ่มขึ้นมาอีกเส้นหนึ่งเท่านั้น
เสี่ยนไม่มองภูเขาเซียนที่เต็มไปด้วยร่องรอยบอบช้ำพังพินาศ หันไปโจมตีด่านที่สองต่ออีกครั้ง
นักพรตหน้าตาหล่อเหลาที่ยืนอยู่บนเนินเขาลูกเล็ก ภูเขาลูกน้อยทั้งลูกถูกรุนกระแทกจนปริแตก
ราวกับเต่าอ๋าวพลิกหลังดันผืนดินขึ้นมา นักพรตหนุ่มทะยานร่างพุ่งขึ้นไป
พลิกตัวกระโดดพลิ้วเหมือนกบกระโดดแตะผิวน้ำไปตามหินภูเขาที่แตกย่อยยับ
เสี่ยนแค่ขยับดวงจิตเล็กน้อย ภูเขาลูกเล็กที่แตกยับไม่เหลือชิ้นดีก็ประกบเข้าหากันในเสี้ยววินาทีบดขยี้ร่างอีกฝ่ายให้ตายดับ
จุดที่สาม แส้ที่ฟาดลงไปกลับโดนเพียงความว่างเปล่า
ท่ามกลางฟ้าดินที่กว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดมีเสียงแส้ดังเป็นระลอก ฉีกกระชากให้เกิดร่องยาวหลายพันจิ้ง
ด้านในเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้โหยหวน โครงกระดูกขาวจำนวนนับไม่ถ้วนเบียดเสียดกันอยู่ข้างใน
พยายามจะหนีออกมาจากร่องไร้น้ำที่เป็นดั่งทะเลทุกข์ไร้ขอบเขตนั้น
เสี่ยนประหลาดใจเล็กน้อย เพ่งสายตามองไปให้ชัด
นั่นคือสตรีขอบเขตโอสถทองคนหนึ่งที่ตบะตื้นเขินจนแทบจะมองข้ามไปได้เลย นางเองก็เป็นผีเหมือนกัน
ก็แค่โอสถทองตัวเล็กๆ แต่กลับสามารถร่ายเวทอำพรางตาด้วยพลังตบะเช่นนี้ออกมาได้เลยหรือ?
ใช่แล้ว เสี่ยนกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ คือนักวาดขนคิ้วบนภูเขา ขอบเขตไม่สูง แต่พรสวรรค์ใช้ได้
สตรีที่รูปโฉมงดงามเย้ายวนใจคนเหลือบตามองกระดูกขาวโพลนที่อยู่ในร่องอย่างว่องไว
ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกขนพองสยองเกล้า กลับกันยังน้ำลายสอ
ในใจนางปีติยินดียิ่งนัก ตนพูดถูกแล้วจริงๆ ด้วย ขอแค่ร่วมแรงร่วมใจกันสังหารอีกฝ่ายได้
สำหรับนางแล้วก็จะต้องเป็นของบำรุงชิ้นใหญ่!
ไม่แน่ว่าชีวิตนี้อาจจะไม่จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการตามหาเสบียงบนมหามรรคาอีกแล้วก็เป็นได้?
โชควาสนาบนมหามรรคาที่ชุยฉานพูดถึงในอดีต
โชควาสนาที่ต้องใช้วิชานอกรีตในการเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน ก็คือผีขอบเขตสิบสี่ตนนี้ คือวันนี้เองหรือ?!
ก่ายเยี่ยน ประจำอักษรไฮ้แห่งแผนภูมิดิน
นางคือผู้ฝึกตนผีคนหนึ่ง ตอนนี้ยังเป็นแค่ขอบเขตโอสถทอง
เป็นทั้งจิตรกรนักวาดขนคิ้วบนภูเขา แล้วยังเป็นเจ้าของที่อยู่เบื้องหลังของโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนที่ “มีชื่อเสียงเลื่องลือ” ในเมืองหลวงแห่งนั้นด้วย
ทุกวันนางจะต้องแต่งตัวสวยงาม กระทั่งเมื่อนางได้เจอกับโจวไห่จิ้งที่ทั่วร่างประดับประดาไปด้วยไข่มุกอัญมณีเหมือนกัน
นางถึงได้เจอกับศัตรูตัวฉกาจ ก็ไม่แปลกที่ตอนแรกพวกนางจะไม่ชอบขี้หน้ากัน
อาจารย์เสี่ยวโม่ผู้นั้นมอบชุดคลุมอาคมที่บรรจุอยู่ในกระบอกไม้ไผ่เขียวชิ้นหนึ่งให้กับนาง
หากคิดว่านางจะปฏิเสธอย่างละมุนละม่อมล่ะก็ ผีคงหลอกเข้าแล้วจริงๆ
คราวก่อน “ตามตอแย” อาจารย์เฉินที่ให้เกียรติมาเยือนโรงเตี๊ยม นางก็เป็นแค่ขอบเขตโอสถทองเท่านั้น
แต่กลับสามารถทำให้สายตาของเฉินผิงอันที่เป็นทั้งปรมาจารย์วิถีวรยุทธและเป็นทั้งเซียนกระบี่คลาดเคลื่อนไปได้
หากในอนาคตเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน นางก็ถึงขั้นสามารถทำให้คน “มองด้วยตาเห็นเป็นของจริง”
ส่วนจะประคับประคอง “ความจริง” นี้ได้นานแค่ไหน ก็ต้องดูว่าตบะของนางตื้นหรือลึกแล้ว
ดังนั้นหากไม่เป็นเพราะมีการทดสอบใหญ่อย่างกะทันหันครั้งนี้ อีกไม่นานก่ายเยี่ยนก็ต้องไปทำงานอยู่ที่จวนราชครูแล้ว
แล้วนับประสาอะไรกับที่ก่ายเยี่ยนยังเป็นศพคนงามที่ผู้เชี่ยวชาญวิชาหลอมปรุงอันวิจิตร
ใช้ม่านรักกรุ่นกลิ่นโลกีย์เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม
โครงกระดูกขาวโพลนที่ตายอยู่ใต้กระโปรงสีทับทิมของผีสาวล้วนจะต้องกลายมาเป็นข้ารับใช้ใต้ชายกระโปรงของนาง