กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1213.3 ดักปล้นกลางทาง
เสี่ยนครุ่นคิด นาทีถัดมาม่านฟ้าสีดำทะมึนก็มีมือยักษ์ขนาดเท่ามหาบรรพตสีขาวสะอาดราวกับหยกข้างหนึ่ง
ซึ่งห่อหุ้มเอาบารมีแห่งมหามรรคาคล้ายกับทัณฑ์สวรรค์ที่เยื้องกรายมาเยือน “ค่อยๆ กดลงมาช้าๆ
ตบให้ศพสาวงามที่นั่งบัญชาการพื้นที่ประกอบพิธีกรรมกระโจมม่านรักตนนั้นแหลกเละกลายเป็นเนื้อบด
ผีคนงามตายคาที่ในทันที กลิ่นหอมเลือนหาย หยกพังทลาย โฉมงามและเครื่องประทินอันเคยชวนหลงใหลลอยสลายไปกับสายลม
เพียงแต่ว่าก่อนที่ก่ายเยี่ยนจะ ‘เผชิญหน้ากับความตาย” ได้ส่งยิ้มดูแคลนไปให้กับผีขอบเขตสิบสี่ตนนั้น
เป็นการพูดอย่างไร้เสียงว่า นังแก่ รอไปก่อนเถอะ ข้าจะต้องได้เคี้ยวเจ้าแน่
ผีขอบเขตสิบสี่ที่เดิมทีควรจะบุกเข้าไปอีกด่านหนึ่ง เสี่ยนที่ไม่มีคำว่า “ตัวสำรอง” ต่อท้าย
ถึงกับยกชายแขนเสื้อขึ้น ตั้งฝ่ามือเป็นมีดฟันไปยังความว่างเปล่าไกลๆ
ประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่างใหญ่ยักษ์ที่ใช้ดาบคมกริบตัดผ่าแม่น้ำยาว
ทว่าไม่เพียงแต่ไม่อาจกักน้ำไหลเอาไว้ได้ แม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาเส้นนี้ก็แค่ถูกกดลงไปเป็นวงโค้งตามรูปฝ่ามือมีดของนางเท่านั้น
เหมือนผ้าแพรไหมของตระกูลเซียนที่มีความทนทานอย่างมาก ถึงได้ไม่ขาดออกจากกัน
เสี่ยนร้องเอ๊ะ สายน้าแห่งกาลเวลาเส้นนี้ ไฉนถึงได้มั่นคงขนาดนี้?
นอกจากผู้ฝึกตนอีกไม่กี่คนที่เรือนกายเลือดเนื้อยังไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ยังไม่ได้หวนกลับมายังโลกสว่าง
สมาชิกแผนภูมิดินคนอื่นๆ ที่เหลือล้วนถูกการ “กระชาก” นี้ ทำให้จิตวิญญาณสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทรมานกันไม่น้อย
อวี๋อวี๋ตะโกนเสียงดัง
“แย่แล้ว เจ้าโจรร้ายจะหนีไปแล้ว…”
ตลอดทั้งพื้นที่ประกอบพิธีกรรมพากันสั่นไหว เห็นเพียงว่ามีช่องโพรงขนาดใหญ่ปริออกระหว่างฟ้าดิน
เผยให้เห็นสะพานโค้งเส้นหนึ่งที่โยกส่าย ผีที่สวมเสื้อแขนกว้างเดินอาดๆ อยู่ด้านหนึ่งของสะพาน เตรียมจะข้ามสะพานไปแล้ว
และเพียงชั่วพริบตานางก็เดินไปถึงกลางสะพาน นาทีถัดมาก็ขยับไปอีกปลายสะพานอีกด้านแล้ว
อวี๋อวี๋ยกสองมือขึ้นประกบฝ่ามือเข้าด้วยกันอย่างแรง
ฝ่ามือและหลังมือมีอักขระลายเมฆโบราณแผ่ลามออกไปอย่างรวดเร็ว
ส่องประกายแสงเจิดจ้า ประหนึ่งดวงจันทร์ขนาดจิ๋วที่ลอยขึ้นสูง
ดวงจันทร์ลอยขึ้นกลางอากาศ เซียนกระบี่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ความสูงเท่าแค่ฝ่ามือ
บนศีรษะสวมกวานเต๋าดอกผุดตาน สวมชุดสีชาดพกกระบี่โบราณ
ไข่มุกสีขาวหิมะร้อยเรียงประดับไปตามตะเข็บเสื้อ หล่อเหลาสง่างาม เปี่ยมไปด้วยมาดแห่งเซียนอันล่องลอย
อวี๋อวี๋ตวาดเสียงเบา
“ไป!”
จิตหยินที่รักษาจิตวิญญาณที่แท้จริงส่วนหนึ่งไว้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาอย่างยาวนาน
สิงอยู่ในเนื้อหนังมังสาของเซียนกระบี่ตนนี้ พอได้รับคำสั่งจากเจ้านาย
ร่างก็เปลี่ยนไปเป็นสายรุ้ง เรียกแสงกระบี่เล็กบางเส้นหนึ่งออกมาซึ่งพุ่งไปเร็วกว่าตัวคน
สำหรับผู้ฝึกตนแผนภูมิดินกลุ่มนี้ ก่อนหน้านั้นเซี่ยโก่วได้ทำการสรุปรวมไปรอบหนึ่ง
ก็หนีไม่พ้นว่าใช้วิธีการของคนเย็บผ้า ทำสิ่งที่ล้ำเส้นอยู่ตลอดเวลา
อย่างเช่นแม่นางน้อยสำนักการทหารออกคำสั่งจิตหยินของวิญญาณวีรบุรุษเซียนกระบี่ยุคโบราณท่านหนึ่ง
ส่วนหันโจ้วจิ่นก็ถึงกับกล้าหลอมที่พำนักของเจินเหรินยุคโบราณเองโดยพลการ
ไม่ส่งเอกสารรายงานไปที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง และยังมีเจ้าโล้นน้อยผู้นั้นที่ระหว่างหลับตาลืมตาก็สามารถสร้างหยินหยางเชื่อมโยงมืดและสว่างเข้าด้วยกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเณรน้อยที่ฝึกวิชาพระธรรมอย่างเจ้า ถึงกับสามารถเรียนรู้เวทห้าอสนีของนักพรตจมูกโง้งหน้าเหม็นมาได้
อาจารย์ของเจ้าก็ไม่รู้จักควบคุมเจ้าบ้างเลยหรือไร
แผนภูมิดินร่วมมือกันได้อย่างไร้ช่องโหว่ สามารถยึดครองฟ้าอำนวยดินอวยพรและคนสามัคคีมาพร้อมกัน
ในเมื่อสามารถหยัดยืนอยู่ในสถานะมิพ่ายได้ ถ้าอย่างนั้นกุญแจสำคัญอย่างที่สองก็ต้องดูว่าพลังพิฆาตสูงต่ำเป็นอย่างไรแล้ว
หาไม่แล้วก็จะเป็นการประลองกันด้านพลังตบะหนาบางประหนึ่งการขัดเกลาโม่หินด้วยน้ำ ดูว่าใครจะทรมานใครให้ตายก่อนกัน
ถึงอย่างไรนี่ก็มีความหมายไม่มากนัก
บนสะพานโค้ง ผู้ฝึกตนแผนภูมิดินใช้เวทการย้ายภูเขาส่งมหาบรรพตลูกยักษ์ทั้งห้าลูกออกไปข้างหน้า
ไม่รู้ว่าเหตุใดพอไปถึงที่สะพานแห่งนั้นกลับกลายเป็นเล็กจ้อยเหมือนเนินดิน
ถูกสตรีร่างสูงใหญ่เหยียบย่ำแหลกได้อย่างง่ายดาย
กลางอากาศเหนือสะพานโค้งยังคงมีแสงกระบี่หนาเหมือนน้ำตก
ทว่ากลับร้อนแรงแผดเผาอยู่เส้นหนึ่ง ฟันผ่าลงมาบนหัวของผีหญิงตนนั้น
ทว่ากลับถูกเสี่ยนใช้ชายแขนเสื้อตวัดโบกทีเดียวก็หายวับไป
กระบี่ที่พุ่งมาด้วยพลังอำนาจยิ่งใหญ่ถูกปิดฉากลงอย่างง่ายๆ
ด้านใต้สะพานโค้ง โซ่สองเส้นที่เกิดจากการเชื่อมต่อกันของยันต์ขับไล่ผีหมื่นกว่าแผ่นรัดพันอยู่ที่ข้อเท้าของเสี่ยน
น่าเสียดายที่นางยังคงยกเท้าเดินไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
มิอาจขัดขวางอะไรนางได้ กลับกลายเป็นว่ายังถูกนางฉีกทิ้งอย่างง่ายดาย
สุยหลินที่ควบคุมทิศทางการไหลรินของแม่น้ำแห่งกาลเวลาช่วงหนึ่งก็ไม่มีเวลามาคิดเล็กคิดน้อยแล้ว
พวกหันโจ้วจิ่นกลับคืนสู่โลกสว่างกันอีกครั้งในชั่วพริบตา
สีหน้าหันโจ้วจิ่นเยียบเย็น นางกัดฟันกรอด
ถึงกับเรียกพื้นที่ประกอบพิธีกรรมถงป่ายซึ่งเป็นรากฐานของมหามรรคาออกมาโดยตรง แล้วขว้างเข้าใส่แผ่นหลังของผีขอบเขตสิบสี่ตนนั้น
พอไปถึงสะพานโค้งแห่งนั้น พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เล็กเท่ากับตราประทับหยกชิ้นหนึ่งก็พุ่งทะลุทะลวงเรือนกายของผีหญิงไปโดยตรง
ก่อนจะถูกเสี่ยนคว้ามาไว้ในมือ กำมันเอาไว้แน่น แล้วโยนเข้าไปในชายแขนเสื้อ
ชายแขนเสื้อกว้างสีขาวหิมะข้างนั้นสะบัดดังพึ่บพั่บ สั่นสะเทือนไม่หยุดทันใด
มีกลิ่นคาวเลือดเหมือนเนื้อย่างลอยโชยมาอย่างต่อเนื่อง
ผีสาวยังคงมีสีหน้าเป็นปกติ เพราะถึงอย่างไรขาดอีกแค่ก้าวเดียวก็สามารถเดินไปถึงท่าเรือได้แล้ว
แทบจะเวลาเดียวกันนั้นก็มีเสียงแก้วใสแตกกระจายดังขึ้นมาระลอกหนึ่ง
อีกฝั่งหนึ่งของหัวสะพานมีคนชุดเขียวมารออยู่ตรงนั้นนานแล้ว
ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล ทว่าสะพานโค้งนี้ก็ไม่เล็ก
เพียงแต่ว่าเวลานี้กลับเหมือนกลายเป็นสะพานไม้ท่อนเดียวที่คนเดินผ่านไปได้ทีละคนเท่านั้น
สองฝ่ายจึงมาพบเจอกันบนทางแคบเช่นนี้
เสี่ยนเผยสีหน้าเดือดดาลออกมาเป็นครั้งแรก
ไม่มีเวลาพอให้ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียสุดท้ายนางก็หยุดเดิน
ต่อให้จะขาดอีกแค่ก้าวเดียว นางก็ยังเลือกที่จะหยุดเดิน
ก่อนหน้านี้โดนฟันไปทีหนึ่ง บัณฑิตไช่ที่ทนรับความเจ็บปวดไม่ได้พลิกตัวกลิ้งลงมาจากคันนา
กัดฟันไปเดินหาสมุนไพรในป่าแล้ว กว่าจะพันแผลลวกๆ ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
แล้วก็ไม่รู้ว่าต้องทนหิวมากี่วัน ในที่สุดบาดแผลก็หายเหลือแค่แผลเป็นแล้ว
ก็ไม่รู้ว่าชีวิตที่ยากลำบากเช่นนี้จะถึงวันสิ้นสุดเมื่อไหร่ ทันใดนั้นก็เห็นว่าขอบฟ้าปริแตก ดวงอาทิตย์ร่วงลงมาบนพื้นดิน ผืนนาหายวับไป
เขาเองก็เหมือนว่าได้จิตวิญญาณกลับคืนเข้าร่างในทันที
ผีที่ขอบเขตถดถอยจากห้าขอบเขตบนมาเป็นเซียนดินเห็นเงาร่างของเสี่ยนที่อยู่บนสะพานโค้งไช่อวี้ซ่านอึ้งตะลึงไปครู่หนึ่งก็รีบตะโกนออกไปว่า สหายช่วยข้าด้วย…
นาทีถัดมา เขาก็ค้นพบว่าตัวเองนอนขดตัวอยู่ข้างร้านขายเสื้อผ้ามือสองข้างทาง
ฤดูหนาวอากาศหนาวเหน็บทรมาน หิมะใหญ่เท่าขนห่านปลิวว่อนอยู่ระหว่างฟ้าดิน
จากนั้นก็ถูกคนถีบหน้า เจ้าของร้านก่นด่าด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
บอกให้เขาไสหัวไปให้ไกล หากทำให้เขาขายของไม่ได้จะสับเขาเป็นชิ้นๆ จะตายก็ไปตายที่อื่น…
ไช่อวี้ซ่านทรมานเหลือเกินแล้ว ร่างสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ
มหาบัณฑิตแห่งราชสำนักต้าโซ่วที่เชี่ยวชาญการเขียนบทกวีคำว่าหิมะมากที่สุดกำลังจะแผดเสียงด่ามารดาอีกฝ่าย
กลับเห็นอันธพาลกลุ่มหนึ่งเดินเตร็ดเตร่เข้ามา
คนหนึ่งในนั้นดวงตาฉายแววร้อนเร่า พึมพำประโยคหนึ่งว่าล้างกันสักหน่อยก็ใช้ได้แล้ว…
แต่นี่เป็นแค่มุกตลกที่แทรกเข้ามาซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้
พวกอวี๋อวี๋โล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก โชคดีที่อาจารย์เฉินขัดขวางทางไปของผีตนนั้นไว้ได้
ลางสังหรณ์บอกกับพวกเขาว่าหากผีตนนี้ข้ามสะพานไปได้
ค่ายกลใหญ่แห่งทวีปที่เสินจวินห้ามหาบรรพตช่วยกันสร้างขึ้นมาก็อาจจะกลายเป็นเพียงเครื่องประดับอย่างหนึ่งเท่านั้น
ปัญหาคือสายแผนภูมิดินอย่างพวกเขายังไม่ทันได้เรียกท่าไม้ตายออกมาเลยนะ
สูญเสียตำหนักเซียนแห่งนั้นไป หันโจ้วจิ่นก็เหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
อาจารย์ค่ายกลหญิงอย่างนางมาจากพื้นที่มงคลชิงถานของสำนักโองการเทพ
“เจ้าของ” ที่อยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริงกลับเป็นตระกูลเยี่ยนจื่อจ้าวหนึ่งในแซ่สกุลของเสาค้ำยันแคว้น
ฝ่ายหลังทุ่มสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินจำนวนมากน่าดูชม สิ้นเปลืองเงินเทพเซียนไปนับไม่ถ้วนให้นางเฉพาะคนเดียว
ก็เหมือนการค้าของสามฝ่ายโดยมีพื้นที่มงคลชิงถาน สกุลเยี่ยนจื่อจ้าวและราชครูชุยฉานทำการค้าร่วมกัน
ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุด แน่นอนว่าต้องเป็นหันโจ้วจิ่น
ให้หันโจ้วจิ่นหลุดพ้นจากทำเนียบเต๋า กลายมาเป็นหนึ่งในผู้ฝึกตนแผนภูมิดินต้าหลีเพื่อให้เป็นค่าตอบแทน
ราชสำนักต้าหลีอนุญาตให้ในอนาคตแจกันสมบัติทวีปมีอารามเต๋าอักษรจงแห่งหนึ่งเพิ่มมาได้
เรื่องจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าชุยฉานไม่ได้หลอกฉีเจินเทียนจวินภายหลังอารามหลิงเฟยในอาณาเขตของราชวงศ์ป๋ายซวงเก่า
ทุกวันนี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นตำหนักหลิงเฟยแล้ว
แต่ว่าตอนนั้นเยี่ยนเจี่ยวหราน ในฐานะหนึ่งในคนสนิทคนรู้ใจของชุยฉาน
เขารู้สึกว่าการเพิ่มตำหนักเต๋า ไม่ใช่สำนักเบื้องล่างของสำนักโองการเทพ
ฉีเจินมีหรือจะยอมตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่น ไม่แน่ว่าอาจจะยังเดือดร้อนให้สำนักโองการเทพถูกแบ่งเอาโชคชะตาลัทธิเต๋าส่วนหนึ่งของแจกันสมบัติทวีปไป
ไม่แน่เสมอไปว่าจะพยักหน้าตอบตกลง ท่านราชครูไม่สู้ลองเปลี่ยนคำพูดใหม่?
ชุยฉานเองก็ไม่ได้อธิบายอะไร แค่บอกให้เยี่ยนเจี่ยวหรานลองไปคุยดูก่อน
ผลก็คือ…ราบรื่นผิดปกติ ฉีเจินตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
ราวกับว่าไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าสำนักโองการเทพต้องมอบตัวอ่อนผู้ฝึกตนที่ทั้งคุณสมบัติและวาสนาล้วนดีเยี่ยมคนหนึ่งออกไปให้เปล่าๆ
และก็ไม่สนใจว่าการสืบทอดของสำนักอักษรจงจะกลายมาเป็นควันธูปของสำนักโองการเทพหรือไม่
ภายหลังเยี่ยนเจี่ยวหรานถึงคิดจนเข้าใจ ผลงานอันเป็นรูปธรรมที่แท้จริง ไม่อาจมองผลได้ผลเสียที่แสดงออกภายนอกได้
เพราะในความเป็นจริงแล้วล้วนเป็นการลงแรงในด้านใจคนทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันก็เคยได้ชี้แนะหันโจ้วจิ่น บอกว่าซากปรักจวนเขียนแห่งนั้นมีความเป็นมายิ่งใหญ่
สามารถไปขอความรู้จากเฟิ๋งอี๋ได้
แม้กระทั่งอาจารย์เฉินที่ความรู้กว้างขวางก็ยังพูดว่านั่นจะกลายเป็น “วาสนาใหญ่เทียมฟ้า” ครั้งหนึ่ง
แม้จะบอกว่ามีคำว่า ‘สำหรับนางแล้ว” นำมาก่อนหน้า แต่ระดับความล้ำค่านั้นจะมากแค่ไหน แค่คิดก็พอจะรู้ได้
เฟิ๋งอี๋ได้เจอกับแม่นางน้อยที่มาเยี่ยมเยือนศาลเทพอัคคีแล้วก็ช่วยเปิดเผยความลับสวรรค์ให้กับอีกฝ่าย
ในที่สุดหันโจ้วจิ่นก็หาใจกลางค่ายกลที่แท้จริงได้พบ ตัวนางเองก็ได้กลายมาเป็นเจ้าของภูเขาแห่งเต๋าลูกนี้
เดิมทีเหมือนโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ทว่าพริบตาเดียวกลับกลายเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่แท้จริง
ก่อนหน้านี้หันโจ้วจิ่นเหมือนมีภูเขาสมบัติลูกหนึ่งอย่างเสียเปล่า ทั้งๆ ที่มองเห็นศาล
แต่กลับไม่เคยได้จุดธูปกราบไหว้เทพเซียน
ต่อมาไม่นาน ระหว่างที่เจ้าสำนักหนุ่มของสำนักกระบี่ไท่ฮุยอย่างเซียนกระบี่หลิวจิ่งหลงเดินทางลงใต้ได้รับคำไหว้วานจากสหาย
จึงได้ไปหาหันโจ้วจิ่นที่เมืองหลวงมารอบหนึ่งโดยเฉพาะ ช่วยชี้แนะเรื่องค่ายกลให้กับนาง
ค่าตอบแทนนั้น หันโจ้วจิ่นได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เฉินอย่างลับๆ มานานแล้ว
และนางเองก็ซาบซึ้งใจที่หลิวจิ่งหลงถ่ายทอดความรู้ให้นางอย่างหมดหน้าตักจนแทบจะเป็นผู้ถ่ายทอดมรรคาของนางคนหนึ่ง
ดังนั้นนางจึงเลี้ยงสุราอันผ่านการหมักบ่มจนได้ที่และคุ้นรสชินลิ้นให้กับหลิวจิ่งหลงที่ “หากมีสหายอยู่ด้วย ไม่มีสุราก็ไร้ความสุข อยู่กับคนแปลกหน้าจะไม่แตะต้องสุราแม้แต่หยดเดียว” อย่างเต็มที่ไปหนึ่งมื้อ
เก๋อหลิ่งสัมผัสได้ถึงสภาพจิตใจของหันโจ้วจิ่น จึงใช้เสียงในใจเอ่ยเตือนว่า
“รีบเก็บความคิดจิตใจมาเดี๋ยวนี้ อย่าได้เสียกระบวนท่าเอง”
หันโจ้วจิ่นเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน
“เจ้าก็พูดง่ายน่ะสิ!”
นักพรตหนุ่มเอ่ยโน้มน้าวว่า
“ในเมื่อมีอาจารย์เฉินช่วยคุมท้ายขบวนให้ก็คงไม่ถึงขั้นเป็นการใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน้ำหรอก”
หันโจ้วจิ่นพยักหน้า ในที่สุดก็วางใจลงได้
นับตั้งแต่ที่ได้เจอกับอาจารย์เฉินท่านนี้ เส้นทางการฝึกตนของพวกเขาก็เรียกได้ว่าเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกดินกันทุกคน
เก๋อหลิ่ง อยู่ตำแหน่งเว่ย
เขาคือคนของเขตจวี้หรงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแจกันสมบัติทวีป
เมื่อเทียบกับสมาชิกของแผนภูมิดินที่มีอิสระเหมือนกับผู้ฝึกตนอิสระแล้ว นักพรตหนุ่มค่อนข้างจะเป็นข้อยกเว้น
เขายังมีสถานะในวงการขุนนางที่เปิดเผยอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือรับตำแหน่งเต้าสู่ของเมืองหลวง
เก๋อหลิ่งดูแลกองทำเนียบหนึ่งในหกกองงานของเต้าเจิ้งหย่วนในเมืองหลวง
หากจะบอกว่าใครมีโอกาสเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนก่อนมากที่สุด แน่นอนว่ายังมีหยวนฮว่าจิ้งอีกคน
แต่อนาคตบนมหามรรคาของหันโจ้วจิ่นกับเก๋อหลิ่งกลับถูกเฉินผิงอันให้ความสำคัญและคาดหวังไว้มากที่สุด
เห็นดีในตัวหันโจ้วจิ่นก็เพราะพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวแห่งนั้นของนางล้ำค่ามากจริงๆ
ส่วนนักพรตเก๋อหลิ่งนั้น นอกจากจิตแห่งมรรคาของเขาเองจะหนักแน่นมั่นคงแล้วก็ยังมีโชควาสนาเพิ่มเติมอีกชั้นหนึ่ง
สายแผนภูมิดิน ขอแค่มีผลงานการสู้รบ มองดูเหมือนว่าหยวนฮว่าจิ้งจะได้ผลประโยชน์ไปมากที่สุด
แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนี้ ความจริงคือเก๋อหลิ่งได้รับผลประโยชน์บนมหามรรคามากที่สุด
เพียงแค่เพราะตอนนี้ขอบเขตของเขายังต่ำโอกาสที่จะได้เข่นฆ่ากับผู้ฝึกตนบนยอดเขามีไม่มาก
เรื่องนี้จึงไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน
เชื่อว่ารอให้พวกเขาทยอยเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนกันแล้วก็จะค่อยๆ ตระหนักได้ถึงแรงส่งเบื้องหลังที่รุนแรง
และการแบ่งส่วนแบ่งที่มากมายของนักพรตเก๋อหลิ่ง
ในเมื่อเป็นแผนภูมิดิน ถ้าอย่างนั้นก็ต้องควบคู่ด้วยห้าธาตุ เว่ยก็คือธาตุดินหยิน
หากเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์ ไฮ้ก็คือศีรษะ เว่ยคือกระดูกสันหลัง
หากเปรียบแผนภูมิดินเป็นอวัยวะภายใน โฉ่วเว่ยก็คือม้าม
เป็นเหตุให้การดำรงอยู่ของเก๋อหลิ่งนั้นสำคัญมาก
ลู่ฮุยใช้เสียงในใจถามหยั่งเชิงว่า
“คือ “เขา” คนใด?”
เด็กหนุ่มโก่วฉุนส่ายหน้า
“มองไม่ออก”
หยวนฮว่าจิ้งเก็บกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “ฮว่าผู่” ที่ไปแล้วหวนกลับมามือเปล่าเล่มนั้นมาแล้ว
ปลงอนิจจังอยู่ในใจ ใช้กระบี่ฟันหัวเหมือนกัน ทว่าผลลัพธ์กลับแตกต่างกันถึงเพียงนี้
เณรน้อยรีบก้มหน้าพนมสิบนิ้วท่องว่าอามิตตาพุทธทันใด
บนสะพานโค้ง เสี่ยนจ้องเขม็งไปยังมือกระบี่ชุดเขียวที่พกกระบี่ห้อยข้างเอวสองเล่ม
คนผู้นั้นยิ้มถามว่า
“สายตาของผีขอบเขตสิบสี่สามารถฆ่าคนได้หรือ?”
ดูเหมือนว่าเสี่ยนจะหมดความอดทนแล้ว
จิตแห่งมรรคาของผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ขยับเคลื่อน ฟ้าดินก็ยิ่งมืดทะมึน
ราวกับว่าอาบย้อมแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาทั้งสายให้กลายเป็นสีหมึกที่มีกลิ่นอายแห่งความตายเข้มข้น
เฉินผิงอันเหลือบมองชายแขนเสื้อของนาง
“คนปากอีกาอย่างซ่งจี้ชินพูดถูกจริงๆ ด้วย เจ้าอินจี้ถึงกับสมคบคิดป๋ายอวี้จิงอย่างลับๆ เลยหรือนี่”
ผังติ่งแห่งนครหลิงเป่า? หรือว่าจะเป็นเต้ากวานไร้นามที่ขัดขวางแสงกระบี่ของเซี่ยโก่วเอาไว้? หรือจะเป็นทั้งคู่?
เซียนกระบี่ชุดเขียวเอาฝ่ามือสองข้างยันด้ามกระบี่พกสองเล่มไว้เบาๆ
“ทางสายนี้ผ่านไปไม่ได้ จงถอยกลับไปให้ข้าผู้อาวุโสเดี๋ยวนี้”
เสี่ยนเก็บท่วงท่าผ่อนคลายคล้ายจัดการกับฝูงมดก่อนหน้านี้มา
พริบตานั้นใบหน้าซีดขาวราวหิมะก็เหมือนมีดวงตาจำนวนนับไม่ถ้วนมาประกบรวมกัน
เบียดเสียดแล้วขยับเคลื่อนไหว ชวนให้คนมองอยากอาเจียน
ในเมื่อเจ้าพกกระบี่มาขวางทาง ใช้การช่วงชิงบนมหามรรคามาปะทะกันซึ่งๆ หน้า
ก็ดูสิว่าสรุปแล้วจะเป็นพลังตบะของขอบเขตสิบสี่ที่ทนทานต่อการขัดเกลา
หรือว่าขอบเขตบินทะยานใหม่เอี่ยมที่รากฐานล้ำลึกมากกว่า?
เสี่ยนเหมือนทำการสลายมรรคา ตบะขอบเขตสิบสี่ของทั้งร่างเหมือนน้ำขึ้นที่ถาโถมไปยังหัวสะพาน
มองเห็นได้อย่างเลือนรางว่ามีภูเขาสูงตั้งตระหง่าน
ผู้ฝึกยุทธราวองค์เทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช้เวทกระบี่ต้านทานศัตรู เขาเหมือนเดินลงจากเส้นทางวรยุทธบนภูเขามา
กระทืบง่ายๆ หนึ่งทีก็กระทืบให้สะพานโค้งสั่นสะเทือน พื้นผิวสะพานปริแตก
ผู้ฝึกยุทธใช้แค่พายุหมัดบนร่างฟันฝ่าม่านราตรีที่มืดสนิทแผ่อบอวลไปทั่วแผ่นฟ้า
ปล่อยหมัดต่อยเข้าที่หน้าท้องของผีตนนั้น แรงต่อยทำให้ฟ้าดินสั่นไหว สะพานยาวขาดท่อน
จากนั้นใช้มือกระชากลำคอของผีเอาไว้ อีกมือหนึ่งคว้าข้อมือของอีกฝ่ายแล้วฉีกร่างอีกฝ่ายทั้งเป็น
แม้ว่าผีขอบเขตสิบสี่จะทำการสลายมรรคาชั่วคราวซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎไปแล้ว
แต่ก็ยังไม่อาจข้ามผ่านปราการธรรมชาติก้าวนั้นออกไปได้
กลับกลายเป็นว่าต้องถอยแล้วถอยอีกอยู่บนเส้นทางที่มองไม่เห็น
ในสายตาของเสี่ยนเผยความสะท้านสะเทือนที่เชื่อมโยงไปถึงจิตแห่งมรรคา
เจ้าจะชิงบัลลังก์จริงหรือ?! มนุษย์ธรรมดาอย่างเจ้าจะเป็นผู้นำแห่งวิถีวรยุทธในโลกมนุษย์จริงๆ หรือ?!
เสียงปังดังสนั่น เรือนกายของผีระเบิดกระจาย เศษชิ้นส่วนสาดกระเซ็นไปรอบทิศ
ฟ้าดินมีเสียงสะท้อนดังก้องอยู่เนิ่นนานก็ยังไม่เงียบหาย
เฉินผิงอันโยนแขนที่หักซึ่งค่อยๆ สลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปไว้อีกด้านหนึ่ง
แต่กลับปาดมือไปบนชายแขนเสื้อฝั่งนั้น ภูเขาแห่งมรรคา กลิ้งออกมาจากด้านใน
ก่อนจะใช้ฝ่ามือตบให้มันพุ่งกลับไปหาหันโจ้วจิ่น
แล้วก็ไม่ได้ไล่ตามไปฆ่าผีที่กลับคืนสู่รูปลักษณ์เดิมอีกครั้งอยู่ในมุมหนึ่งของพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
เสี่ยนหลุบตามองลงมาจากที่สูง ชายแขนเสื้อพลิ้วไสวอยู่ระหว่างฟ้าดิน
มองไปยังคนชุดเขียวด้วยสายตาเวทนา หัวเราะหยันเอ่ยว่า
“ผีงามตนนั้นอยากกินข้า แล้วใครอยากกินเจ้าล่ะ?”
เขาเพียงแค่เอ่ยกับสายแผนภูมิดินด้วยน้ำเสียงเฉยชา
“ลงมือต่อ”