กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1214.1 ซ้อมวรยุทธ
ในเมื่ออาจารย์เฉินพูดแล้ว สายแผนภูมิดินก็ไม่เก็บงำฝีมืออีกต่อไป
พวก “ลูกสมุน” ทั้งหลายที่สุยหลินเรียกต่างก็ร่ายวิธีโจมตีอันเฉียบคมของตัวเองออกมาอย่างไม่ลังเล
สายแผนภูมิดินเปลี่ยนค่ายกลกันอีกครั้ง ค่ายกลควบการป้องกัน
ขณะเดียวกันก็โน้มเอียงไปยังวิชาอภินิหารในการโจมตีมากกว่า
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของแต่ละคนเปี่ยมไปด้วยปราณวิญญาณดุจน้ำเดือด
การทำสงครามนี่นะ ย่อมต้องเปลืองเงินอยู่แล้ว
หยวนฮว่าจิ้งเรียก ‘ฮว่อผู่” หนึ่งในกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกมาอีกครั้ง
มหานทีเปลวเพลิงเหมือนลาวากลิ้งหลุนๆ เส้นหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมากลางอากาศ
ลอยขึ้นเบื้องบนเป็นวงโค้ง พุ่งโจมตีไปยังผีตนนั้น
อวี๋อวี๋กับวิญญาณวีรบุรุษเซียนกระบี่โบราณมีจิตเชื่อมโยงถึงกัน
“เด็กหนุ่ม” จิตหยินที่เรือนกายเล็กจิ๋วปล่อยกระบี่ออกไปกลับเหมือนหว่านแหอาคมจับผีที่ตาถี่แน่นหนาไร้ช่องโหว่ขึ้นไปยังกลางอากาศสูง
โก่วฉุนพลันเผยร่างจริง นั่งยองอยู่บนยอดเขา
คำว่ากฎแห่งฟ้าหลักแห่งดินช่างกล่าวได้ดีเหลือเกิน
แค่อ้าปากพ่นหนึ่งทีก็มีโอสถทองบริสุทธิ์หมุนติ้วๆ เม็ดหนึ่งที่จำแลงกลายเป็นดวงอาทิตย์เจิดจ้า พุ่งไปหาผีหญิงที่ลอยตัวอยู่จุดสูงตนนั้น
ก่ายเยี่ยนนั่งคุกเข่าอยู่ในกระโจมม่านรักอันหอมกรุ่นเย้ายวนใจ
นางเงยหน้ามองภาพเหตุการณ์ที่งดงามพวกนี้ ไม่ว่าจะอย่างไร มองดูแล้วก็งดงามอย่างมาก
โอกาสที่จะได้ประลองวิชาคาถากับผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่นั้นหาได้ยากยิ่ง
บาดเจ็บเล็กน้อยจะต้องกลัวอะไร
พูดถึงแค่ภูเขาแห่งมรรคาของหันโจ้วจิ่นลูกนั้น มองแล้วมีแต่ซากปรักหักพัง น่าอเนจอนาถอย่างถึงที่สุด
ไฉนของได้กลับคืนสู่เจ้าของแล้ว แต่นางกลับยังไม่ซ่อมแซมมัน
เหตุผลก็เรียบง่ายยิ่ง ทุกแส้ที่ก่อนหน้านั้นเสี่ยนฟาดโบยลงมาด้วยความเดือดดาล พยายามที่จะทำลายภูเขารื้อศาล
ทุกร่องลึกที่ถูกกระแทกออกมาบนภูเขาแห่งมรรคาลูกนั้นล้วนแฝงเร้นไว้ด้วยการนาบตราประทับของวิชาคาถาที่ซุกซ่อนปณิธานแท้จริงมากมายไร้ที่สิ้นสุด!
นี่ไม่ใช่ว่ามีค่ายิ่งกว่าเงินเทพเซียนอีกหรือ?
ก่อนหน้านี้แค่ป้องกันไม่โจมตีก็เพื่อถ่วงเวลาให้อาจารย์เฉินไว้ให้นานที่สุด
คือกลยุทธ์ที่อวี๋อวี๋กำหนดไว้เอง
แม้ว่าจะมีความหมายของ ‘คนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต” อยู่หลายส่วนเกือบจะปล่อยให้ผีตนนั้นหนีรอดไปได้
แต่ก็ไม่มีใครไม่พอใจการวางแผนที่ผิดพลาดของอวี๋อวี๋ ใครก็ไม่กล้า
เพราะสิบสองคนมีใจที่เชื่อมโยงถึงกัน ไม่อาจซุกซ่อนความคิดของตัวเองเอาไว้ได้
แล้วนับประสาอะไรกับที่ในฐานะขุนนางผู้คุมการทดสอบ หากถูกอาจารย์เฉิน… หรือควรจะพูดว่าถูกพวกเขารู้เข้า
แล้ว “เขา” ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดขึ้นมา ผลลัพธ์ที่ตามมาก็จะยิ่งมิอาจคาดคิด…
ไม่ควรที่จะคิดเลยจริงๆ แค่คิดก็รู้สึกยุ่งยากใจ รู้สึกทุกข์ทรมานแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นลู่ฮุยที่เป็นลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อ
กลับเป็นคนที่ถูกเฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพเล่นงานจนมีสภาพอนาถที่สุด ไม่มีหนึ่งใน
เป็นเหตุให้ลู่ฮุ่ยประคับประคองตัวเองไปได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งก็ยังรู้สึกว่ารับไม่ไหว
จิตแห่งมรรคาอาจแหลกสลายได้ทุกเมื่อ
มักจะรู้สึกว่าจิตมารอาจจะหลุดลอดจากช่องโหว่ของจิตแห่งมรรคาเข้ามาก่อกวนได้ตลอด
ลู่ฮุยจำต้องขอให้หยวนฮว่าจิ้งเรียกกระบี่บินออกมา
ทำงานเหมือนช่างแกะสลักลวดลายฉลุอย่างประณีตลงบนจิตวิญญาณของเขา
บังคับกรีดเอาความทรงจำส่วนนั้นของเขาทิ้งไป แล้วขอให้ถ่ายเยี่ยนวาดภาพบางส่วนเสริมลงไป
เสี่ยนหัวเราะหยัน ยื่นมือออกไป บีบขยี้แสงกระบี่น้ำตกเพลิงเส้นนั้นให้แหลกได้อย่างง่ายดาย
เด็กน้อยที่เก็บกิ่งไม้จากพื้นขึ้นมาฟาดฟันดอกไม้เหลืองข้างทางอย่างส่งเดชก็คิดว่าตัวเองคือเซียนกระบี่คนหนึ่งจริงๆ แล้วหรือ?
จากนั้นนางเป่าลมลงไปเบาๆ เป่าให้ตาข่ายอาคมที่แกะสลักตัวอักษรของเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์ไว้นับไม่ถ้วนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
เว้นเสียจากว่าเทียนซือถือตราประทับอาคม พกกระบี่มาเยือนที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง
หาไม่แล้วต่อให้เจ้าเอาเวทห้าอสนีออกมาเล่น ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ อันตื้นเขิน ไม่ใช่มรรคกถา
เสี่ยนก้มหน้าลงมองโจวไห่จิ้ง ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวเพียงหนึ่งเดียวของแผนภูมิดินคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา
โจวไห่จิ้งคล้ายจะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ความเป็นความตายของสายแผนภูมิดิน แค่ชินไปก็ดีเอง
แต่ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับเฉินผิงอันกันแน่?
เสี่ยนเห็นว่าโจวไห่จิ้งยังไม่มีลางว่าจะลงมือก็ขยับสายตาออกไป
ภูตน้อยตนนั้นมีวาสนาไม่ธรรมดา ถึงกับสามารถเอาอย่างปีศาจใหญ่ยุคบรรพกาลในการหลอมแก่นตะวันจิตวิญญาณดวงจันทร์มาขัดเกลาโอสถทองได้
เดี๋ยวกลืนเดี่ยวคายก็สามารถทำให้ดวงตะวันดวงหนึ่งลอยขึ้นกลางอากาศได้
ถึงอย่างไรเสี่ยนก็คือผี เห็นแสงสว่างพร่าตาเช่นนี้จึงหรี่ตาลงตามจิตใต้สำนึก แต่กระนั้นก็ยังไม่หลบไม่เลี่ยง
กายธรรมของนางพลันขยายใหญ่ ยื่นมือไปคว้าดวงตะวันดวงนั้นมาไว้ในมือ บีบให้ระเบิดแตกดังโพล๊ะ
แสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนสาดกระเซ็นร่วงหล่นลงบนพื้นดินเหมือนฝนห่าใหญ่สีทอง
เพียงแต่ว่ามือยักษ์ของนางที่เกือบจะถูกดวงอาทิตย์ร้อนลวกจนทะลุฝ่ามือก็เริ่มกลายเป็นเถ้าธุลีที่ร่วงเผลาะๆ ลงมาด้วย
เสี่ยนสะบัดข้อมือเบาๆ ฝ่ามือที่เว้ายุบลงไปกลับคืนมาเป็นปกติดังเดิม
ความเสียหายของพลังตบะแค่เล็กน้อยนี้สามารถมองข้ามไปได้เลย
วิธีการโจมตีสามชนิดที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองกลับมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าเหลือเชื่ออย่างหนึ่ง
หยดฝนสีทองทุกหยดที่สาดกระเซ็นมาจากดวงอาทิตย์ที่ปริแตกไม่ได้ร่วงตกลงพื้น แต่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ
มีเปลวเพลิงสีแดงสดจุดหนึ่งปรากฏขึ้นมาระหว่างหยดฝนกับหยดฝนที่อยู่ใกล้กันเกิดเป็นเส้นสีแดงเส้นหนึ่ง
พริบตาเดียวก็ถักทอออกมาเป็นตาข่ายขนาดใหญ่ จากล่างขึ้นบนเหมือนการซ้อนจับปลาที่โอบล้อมเสี่ยนเอาไว้
เสี่ยนเองก็คร้านจะใช้เวทหลบหนี ปล่อยให้ตาข่ายอาคมนั้นหุบรวบเข้ามา
นางกางแขนข้างหนึ่งออก ห้านิ้วกางอ้า ในมือก็มีกระบี่ยาวสีหมึกเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
สะบัดควงกระบี่ แม่น้ำแห่งกาลเวลาที่อยู่ปลายกระบี่ก็กระเพื่อมสะบัดอย่างรุนแรงตามไปด้วย
นางใช้กระบี่ฟันเปิดตาข่ายอาคมที่มีวิชาอภินิหารสามชนิด
เรือนกายกลายร่างเป็นรุ้งยาวเส้นหนึ่ง คล้ายกับว่ามี “เสี่ยน” (หอยหรือหอยกาบ) นับร้อยนับพันตัวลอยตัวอยู่เหนือเส้นทางสายนี้
โก่วฉุนที่อยู่บนยอดเขามองเห็นใบหน้าสีขาวหิมะได้ในชั่วพริบตา
อยู่ใกล้ในระยะประชิด คือเส้นบางๆ ที่กั้นขวางระหว่างความเป็นและความตายอย่างแท้จริง
หยวนฮว่าจิ้งคิดอยากจะส่งกระบี่ออกไปขัดขวาง
ผีเสี่ยน “ตนหนึ่ง” ที่ขยับเคลื่อนออกมานอกเส้นทาง ถึงกับมุ่งหน้ามายังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของหยวนฮว่าจิ้งได้เร็วกว่า
แล้วตัดหัวหยวนฮว่าจิ้งทิ้ง
มีผีอีกตนหนึ่งที่บดขยี้เขียนกระบี่เด็กหนุ่มที่ตัวเล็กเท่าเมล็ดงาไว้ที่ปลายนิ้วเบาๆ
อวี๋อวี๋ที่มีความเชื่อมโยงบนมหามรรคากับวิญญาณหยินตนนี้เลือดสดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดทันที
จิตของเสี่ยนขยับไหวเล็กน้อย วิญญาณวีรบุรุษเซียนกระบี่ที่กลายเป็นผุยผงถูกนางสูดเข้ามาในจมูก
ผงที่ห่อหุ้มปณิธานกระบี่อันเฉียบคมเอาไว้หล่นเข้าไปอยู่ในถ้ำสถิตมืดแห่งหนึ่งทันที
ฝ่ายหลังพยายามจะทะลุกำแพงออกมา แต่พุ่งชนอย่างไรกำแพงกลับไม่พัง
ร่างจริงของโก่วฉุนที่นั่งพิทักษ์อยู่บนยอดเขากลับกลายเป็นว่าเป็นคนสุดท้ายที่ถูกกระบี่ของนางฟันผ่าออกเป็นสองท่อน
แต่ดูเหมือนว่านางจะจงใจไม่ได้ฟันเขาให้ตาย
พกกระบี่พลิ้วกายลงบนพื้น ในขณะที่ปลายเท้ากำลังจะสัมผัสพื้นดิน
ภูเขาทั้งลูกก็ถูกนางหล่อหลอมเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมชั่วคราวทันที
ในขณะที่โก่วฉุนจะบีบโอสถทองให้แตกด้วยตัวเองนั้นเอง นางก็ใช้กระบี่แทงทะลุโอสถทอง
กะน้ำหนักได้ดีเยี่ยม ไม่ได้ทำให้โอสถทองที่ระดับขั้นไม่ธรรมดาเม็ดนี้ปริแตก
ขณะเดียวกันเสี่ยนก็ใช้วิธีที่คล้ายคลึงกับการ “วักน้ำ” มาจากแม่น้ำแห่งกาลเวลา เอามากักจิตวิญญาณของโก่วฉุนเอาไว้
ในเมื่อคนของแผนภูมิดินสามารถฟื้นคืนมาจากความตายได้
ถ้าอย่างนั้นนางก็จะทำให้เจ้าพวกตัวน้อยเหล่านี้ร่อแร่ ปางตาย
แล้วค่อยใช้ค่ายกลฟันผ่าฟ้าดิน ดูสิจะเป็นเช่นไร?
“เสี่ยน” ทุกตนกลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว หัวของหยวนฮว่าจิ้งก็ถูกนางหิ้วไว้ในมือ
มือหนึ่งของเสี่ยนถือกระบี่ อีกมือหนึ่งถือหัว กวาดตามองไปรอบด้าน อดทนรอคอยกลยุทธ์ถัดไปของสายแผนภูมิดิน
เจอกับขอบเขตสิบสี่ เว้นเสียจากว่าเป็นพวกบินทะยานแข็งแกร่งหรือไม่ก็เซียนเหริน
หากขอบเขตต่ำกว่านั้นก็ล้วนต้องเจอกับจุดจบที่ว่าแค่พบหน้าก็ตายเหมือนกันหมดไม่ใช่หรือ?
ผลงานการสู้รบของเจ้าพวกตัวน้อยเหล่านี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
พูดถึงแค่มหาบัณฑิตไช่อวี้ซ่านก็เป็นเซียนเหรินบนหน้ากระดาษเหมือนกันไม่ใช่หรือ
แม้ว่าจะเดินไปบนเส้นทางของการประคับประคองมังกรที่เน้นในเรื่องนามธรรมอย่างมากไม่ค่อยเชี่ยวชาญการจับคู่เข่นฆ่ากับผู้อื่น
เรือนกายก็ไม่แข็งแกร่งมากพอ แต่ตอนนั้นไช่อวี้ซ่านที่อยู่ข้างกายพ่อลูกอินจี้อินเหมี่ยว เดิมทีไม่ควรตายง่ายขนาดนั้น
นั่นก็บอกได้แค่ว่าบินทะยานใหม่อย่างเฉินผิงอันแข็งแกร่งเกินไป?
กระจกบานหนึ่งลอยสูง ประหนึ่งดวงจันทร์กลางนภา
เสี่ยนเงยหน้าขึ้นมอง ในดวงจันทร์คล้ายจะมีเส้นใยเลื้อยขยุกขยิกอยู่เส้นหนึ่ง
นาทีถัดมาก็มีกายธรรมของ “เสี่ยน” ตนหนึ่งที่ถือกระบี่พุ่งมาถึงแล้วทำการโจมตีสังหาร “ตัวเอง”
เสี่ยนสงสัยอยู่บ้าง ใช้กระบี่ฟันกึ่งกลางเอวของอีกฝ่าย
เพียงแค่เพราะภาพลวงตานั้นเหมือนจริงเกินไป นอกจากขอบเขตต่ำเกินไปแล้ว
เสี่ยนเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายก็เหมือนกำลังถือกระจกส่องตัวเองอย่างไรอย่างนั้น
เพียงไม่นานในดวงจันทร์ก็มี “เสี่ยน” เยื้องกรายมาเยือนโลกมนุษย์อย่างต่อเนื่อง
เสี่ยนสังหาร “ตัวเอง” ที่เป็นผีขอบเขตก่อกำเนิดสามคนติด
คนที่สี่คนที่ห้าล้วนเป็นภาพลวงตาที่สอดคล้องกับคำว่าเลื่อนลอยไร้ความจริงได้มากยิ่งกว่า
จริงๆ เท็จๆ กายธรรมเหล่านั้นถูกบดขยี้ครั้งแล้วครั้งเล่าใต้แสงกระบี่ ประหนึ่งเกล็ดหิมะที่ปลิวปราย
คนชุดเขียวมาโผล่ที่ภูเขาแห่งมรรคาซึ่งเป็นที่ตั้งของซากปรักพื้นที่มงคลถงป่าย
เดินขึ้นเขาไปช้าๆ กระโดดข้ามผ่านร่องที่หันโจ้วจิ่นจงใจไม่ทำให้กลับคืนมาเป็นปกติเหล่านั้นไป
เดินขึ้นสูงไปทีละลำดับ เฉินผิงอันรวบรวมปณิธานที่หลงเหลือจากการ “ฟาดโบยภูเขา” ของเสี่ยนมาอย่างต่อเนื่อง
เพียงไม่นานข้างกายก็มี “ผ้าแพรต่วนสีดำ” ผืนหนึ่งล่องลอยติดตามมา
แล้วก็ไม่รบกวนหันโจ้วจิ่น เฉินผิงอันมาอยู่ที่พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของผู้ฝึกกระบี่ซ่งซวี่อีกครั้ง
ที่นี่คือลานตากธัญพืชในชนบทแห่งหนึ่ง ก็จริงนะ ชาวบ้านเห็นเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่
เมื่อยุ้งฉางอุดมบริบูรณ์ ผู้คนจึงรู้จักกาลเทศะและจารีตมารยาท
ซ่งซวี่ยิ้มเอ่ย “อาจารย์เฉิน ก่ายเยี่ยนให้ข้าถามคำถามข้อหนึ่ง
หากพวกเราลากยาวไปถึงตอนกลางวันของวันพรุ่งนี้
คำประเมินของการทดสอบใหญ่ครั้งนี้จะได้คำว่า “ดี” มาหรือไม่”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด พยักหน้า
“อย่าว่าแต่ลากยาวไปถึงพรุ่งนี้เลย ต่อให้เป็นตอนกลางวันของวันมะรืนวันมะเรื่อง
ข้าก็ต้องให้คำว่า “เยี่ยม” กับพวกเจ้า”
การเข่นฆ่าครั้งนี้ เดิมทีสายแผนภูมิดินก็เป็นแค่ฝ่ายช่วยเหลืออยู่แล้ว
เฉินผิงอันไม่คาดหวังให้พวกเขาสามารถพิฆาตผีได้
อันที่จริงนี่ก็คือการ “ซ้อมวรยุทธฝึกปรือฝีมือ’ ครั้งหนึ่งเท่านั้น
ให้แผนภูมิดินเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถรับผิดชอบสถานการณ์ด้านหนึ่งได้เพียงลำพัง
ยิ่งถ่วงเวลาไว้นานเท่าไร พวกซ่งซวี่ก็ยิ่งได้เรียนรู้มากเท่านั้น
ผลเก็บเกี่ยวที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
สามารถกลายเป็นผู้นำของสายแผนภูมิดินได้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะสถานะองค์ชายของซ่งซวี่
ซ่งซวี่ได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่ม เล่มหนึ่งคือ “อี้ลู่” อีกเล่มหนึ่งคือเกอเหยา
ซึ่งชุยฉานช่วยตั้งชื่อให้ด้วยตัวเอง
กระบี่บิน “อี้ลู่” สามารถสร้างเส้นทางกว้างขวางที่ไม่แปดเปื้อนฝุ่นโลกีย์ขึ้นมาอย่างลับๆ
ให้กับร่างกายและจิตใจของสมาชิกทุกคนในสายแผนภูมิดินได้
รวมไปถึงมีจุดพักม้าสิบสองแห่งที่คล้ายกับเป็นสถานที่พักผ่อนของจิตแห่งมรรคาพวกเขาชั่วคราว
ร่วมมือกับวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาของสุยหลิน และยังมี “ฉานติ้ง” ของเณรน้อย
รวมไปถึง ‘ต่าวหลิว กระบี่บินจำลองของหยวนฮว่าจิ้ง
ทำให้พวกเขาเหมือนนักเดินทางที่มาเยือนท่าเรือริมตลิ่งแม่น้ำแห่งกาลเวลา มีทั้งเอกสารผ่านด่าน แล้วก็มีค่าเดินทางที่มากพอ
สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่ตาย อีกทั้งขอบเขตก็ไม่ถดถอย ไม่ต้องกังวลว่าพลังตบะจะได้รับความเสียหาย
แค่ต้องอาศัยการทุ่มเงินในการชดเชยกลับมาเท่านั้น
ส่วนกระบี่บินเล่มที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการตั้งชื่อ
ซ่งซวี่ที่เป็นองค์ชายคนหนึ่งของต้าหลี มักจะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่เสมอ
เพราะถึงอย่างไรไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ขอแค่มีเพลงปรากฏขึ้นมาในหมู่ชาวบ้านก็ไม่ต่างจากการแต่งกายอย่างแปลกประหลาด
ล้วนเป็นเรื่องยุ่งยากที่ผู้กุมอำนาจหวาดระแวงและหวั่นเกรงอย่างยิ่ง
เฉินผิงอันยื่นมือคว้าไปทางด้านนอกของลานตากธัญพืช
รวบรวมปราณชั่วร้ายที่บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุดส่วนหนึ่งมาแล้วโยนใส่ไว้ในชายแขนเสื้อง่ายๆ
แผนภูมิดินได้เรียก “คันฉ่องหยุดวารี” บานนั้นออกมา
คราวที่แล้วก็เป็นของเล่นชิ้นนี้ที่เกือบจะสร้างหายนะใหญ่เทียมฟ้า
เฉินผิงอันเตรียมจะออกไปจากที่นี่ ไปเดินเล่นที่อื่นดูบ้าง จะได้เก็บเงินไประหว่างทางด้วย
ซ่งซวี่ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“ราชครูเฉิน อันที่จริงซ่งเกิงไม่ใช่คนเลวร้าย ก็แค่มากแผนการแต่ขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจ นิสัยนุ่มนิ่มไปสักหน่อย”
เฉินผิงอันพยักหน้า
“องค์ชายใหญ่ที่นับแต่เด็กจนโตได้แต่หลบไประบายโทสะอยู่เพียงลำพัง
ดีแต่จะฉีกผ้าแพรต่วนระบายอารมณ์ นิสัยก็นุ่มนิ่มจริงๆ ยากที่จะแบกรับภาระใหญ่ได้”
ลั่วอ๋องของเมืองหลวงสำรองที่เป็นท่านอารองของพวกเขาบอกว่าไม่มีการแต่งตั้งรัชทายาทนั้นถูกต้องแล้ว
ส่วนราชครูคนใหม่กลับบอกว่าเขายากที่จะแบกรับภาระใหญ่ได้….
ซ่งซวี่ได้แต่บากหน้าเอ่ยต่อว่า “ราชครูเฉิน พี่ชายข้ายังคงเป็นคนที่อบรมได้นะ”
เฉินผิงอันกล่าว
“หากเป็นใต้หล้าที่สงบสุขอย่างแท้จริง เขาเป็นว่าที่จักรพรรดิแล้วฝึกปรือประสบการณ์ให้ดีๆ สักรอบ
วันหน้าสืบสันตติวงศ์ขึ้นครองราชย์ก็มีโอกาสที่จะเป็นจักรพรรดิผู้รักษาบ้านเมืองให้มั่นคงตามรอยเดิมได้อย่างแท้จริง”
ซ่งซวี่เปิดปากพูดอย่างยากลำบาก
“ขอราชครูเฉินได้โปรดให้อภัยพี่ชายข้าหน่อย
เชื่อว่าเมื่อผ่านคลื่นมรสุมที่ทะเลสาบเหล่าอิงไปแล้ว เขาต้องตื่นรู้และสำนึกได้แน่”
เฉินผิงอันกล่าว
“ไม่พิจารณาเรื่องที่จะออกไปจากสายแผนภูมิดินสักหน่อยจริงหรือ?
ข้าย่อมมีวิธีทำให้เจ้าถอยออกไปได้อย่างเต็มตัว
การเสริมสายแผนภูมิดินที่ว่างลงอีกครั้งศักยภาพโดยรวมต้องไม่มีทางลดต่ำลงแน่”
ซ่งซวี่ส่ายหน้า พูดด้วยสีหน้าหนักแน่น
“ราชครูเฉิน ข้าอดทนจนผ่านมันมาได้แล้วจริงๆ นะ!”
ตอนนี้บางทีอาจเป็นช่วงเวลาที่องค์ชายซ่งซวี่อยู่ใกล้กับเก้าอี้ตัวนั้นมากที่สุดแล้ว แต่ซ่งซวี่กลับยังคงเลือกที่จะทิ้งไป
เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มเอ่ยว่า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จงเป็นผู้นำสายแผนภูมิกินให้ดีๆ ก็แล้วกัน”
ซ่งซวี่เรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “เกอเหยา” (เพลงพื้นบ้าน) เล่มนั้นออกมาอย่างเงียบเชียบนานแล้ว
เฉินผิงอันกล่าว
“ต้องทำให้กระบี่บินเล่มนี้เปลี่ยนมาเป็นลึกลับอาพรางอีกสักหน่อย
เสียนมั่นใจเต็มเปี่ยม คิดว่าตัวเองต้องหนีออกไปจากที่นี่ได้แน่นอน
ถึงได้ไม่สนใจการดำรงอยู่ของ “เกอเหยา” เล่มนี้”
ทำให้เขานึกถึงผู้ฝึกกระบี่แห่งเปลี่ยวร้างคนหนึ่งที่อยู่ในสนามรบของกำแพงเมืองปราณกระบี่
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของนางเล่มนั้นก็สัมผัสได้ยากเหมือนกัน แต่ว่าวิธีการไม่เหมือนกัน
กระบี่ของนางเล็กบางมาก เว้นเสียแต่ว่ามีการป้องกันมาก่อนล่วงหน้า
หาไม่แล้วก็ทำได้ถึงขั้นที่ว่าผีไม่รู้เทพไม่เห็น
เกอเหยาของซ่งซวี่กลับสามารถจำแลงให้กลายเป็นไร้รูปลักษณ์ กระจายไปอยู่ระหว่างฟ้าดิน
มีเพียงเงี่ยหูฟังเท่านั้นถึงจะพอได้ยินเสียงบ้าง
จำนวนของผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินมีเยอะ
สมกับคำกล่าวที่ว่าปล่อยหมัดส่งเดชก็ต่อยให้อาจารย์ผู้เฒ่าตายได้
แค่ลงมือก็มีวิชาอภินิหารเวทคาถามากมายนับไม่ถ้วน
กลับกลายเป็นว่าสามารถช่วยอาพรางเสียงเหล่านั้นให้กับ “เกอเหยา’ ได้
ซ่งซวี่เอ่ย “เคยทดลองมาหลายวิธีแล้ว ยากมาก”
เฉินผิงอันถาม “เฟิงอี้ไม่ได้บอกวิธีแก้ปัญหาให้เจ้าหรือ?”
ซ่งซวี่กล่าวอย่างกระอักกระอ่วน
“ทุกครั้งที่ขอความรู้จากเฟิงอี๋เรื่องนี้ ผู้อาวุโสมักจะชอบเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่น
ทำหน้าหนาถามอยู่สองครั้ง ข้าก็ไม่กล้ารบกวนนางอีก”
เฉินผิงอันกล่าว “ยังคงหน้าบางเกินไป”
ซ่งซวี่เอ่ยอย่างอ่อนใจ
“อาจารย์เฉิน ท่านช่วยหันโจ้วจิ่นและอวี๋อวี๋แล้ว ก็ช่วยข้าสักครั้งเถอะ
ไปเป็นคนกลางช่วยพูดกับเฟิงอี้ให้หน่อย?”
เฉินผิงอันกล่าว “ได้อักษรคำว่า “เยี่ยม” ไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของกระบี่บิน “เกอเหยา’ ก็เหมือนขุนนางผู้รวบรวมบทกวีในยุคบรรพกาลคนหนึ่ง
มักจะท่องไปตามป่าเขาลำน้ำไพร ออกลาดตระเวนตรวจตราดูชาวบ้านแทนจักรพรรดิ
คอยรวบรวมบทเพลงพื้นบ้านมาจากทั่วทุกหนแห่ง ทำความเข้าใจกับขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตของชาวบ้าน
นอกจากจะดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดินมาแล้ว
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนี้ยังสามารถดูดเอากลิ่นอายของปณิธานกระบี่ โชคชะตาบุ๋นบู๊ หรือแม้กระทั่งโชคชะตาแคว้นมาได้ด้วย!
ทว่าชุยฉานเคยเตือนซ่งซวี่ว่าละโมบเกินย่อมเคี้ยวไม่ละเอียด
ระวังว่า “เกอเหยา” เล่มนี้จะเกิดสติปัญญาขึ้นมา เปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้านแทน
ศึกในฝูเหยาทวีปในอดีต การตายดับของป่ายเหย่ก็เพราะถูกการวางแผนซุ่มโจมตีอย่างตั้งใจของโจวมี่ค่อยๆ เผาผลาญพลังไปทีละนิดจนตาย
สมาชิกสายแผนภูมิดินต้าหลีต่างก็อายุน้อยกันมาก
แน่นอนว่าพวกเขาอยู่ไกลเกินกว่าจะทัดเทียมกับปีศาจใหญ่บนบัลลังก์กลุ่มนั้นได้ติด
เพียงแต่ว่าเสี่ยนผู้นี้ก็ไม่อาจเปรียบเทียบอะไรกับผู้ที่ภาคภูมิใจที่สุดในโลกมนุษย์ผู้นั้นได้เช่นกัน