กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1214.2 ซ้อมวรยุทธ
นอกจากนี้สายแผนภูมิดินยังประสานงานกันได้อย่างแนบแน่นไร้ช่องโหว่
ทว่าปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ราชากลับต่างฝ่ายต่างดำเนินการตามอำเภอใจโดยไม่ประสานกัน
คำว่าร่วมมือกันก็คือการมารวมกลุ่มกันเท่านั้นจริงๆ
ซ่งซวี่ถามอย่างสงสัย
“อาจารย์เฉิน ตามหลักแล้ว เส้นทางของการเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตสิบสี่ของผีสายนี้ ไม่ควรมีผีสองตนในเวลาเดียวกัน
เจ้าสำนักหนุ่มของใต้หล้ามืดสลัวไม่ใช่ว่าชิงตัดหน้าไปก่อนแล้วหรอกหรือ แล้วเสี่ยนผู้นี้?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ประหลาดมากจริงๆ”
ก่อนหน้านี้ผีตัวสำรองขอบเขตสิบสี่ที่ซ่อนตัวอยู่ในโลกมืดมานานมากตนนั้น
การที่ใช้เซียวผูแห่งเรือนจู๋หลันและอักษร “เฉิน” มาเป็นท่าเรือ
คิดอยากจะลอบสังหารเฉินผิงอัน ก็เพราะต้องการ ชิงความได้เปรียบ’ มาก่อน
สวีเจวี้ยนเกิดเรื่องขึ้นที่ใต้หล้ามืดสลัวหรือ?
เพิ่งจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ ควรจะต้องอยู่ในช่วงดวงขึ้นถึงจะถูก โอกาสความเป็นไปได้มีน้อยมาก
การคาดเดาของหลี่ป๋อ หรือควรจะพูดว่าการคาดเดาของหวานเหยียนเหล่าจิ่ง
เสี่ยนที่ใช้นามแฝงว่ากานชิงลวี่ นางก็คือผี หรือก็คือบุคคลที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากการจำแลงของมหามรรคา
นี่ก็จะอธิบายได้เข้าใจแล้ว เสี่ยนเป็นผีขอบเขตสิบสี่จริงไม่ผิด
แต่เส้นทางการผสานมรรคาของนางกลับไม่ใช่เส้นทางของผีที่ถูกสวีเจวี่ยนชิงข้ามสะพานไปก่อนแล้ว
เพียงแต่ว่าไฉนเสี่ยนถึงต้องกักตัวเองอยู่ในพื้นที่แคบๆ อย่างอาณาเขตของราชวงศ์ต้าโซ่ว?
เป็นเพราะสภาพการณ์คล้ายคลึงกับหย่างจื่อ ถูกกฎเกณฑ์ของศาลบุ๋นพันธนาการเอาไว้?
หรือว่ามีเหตุอย่างอื่นซุกซ่อนอยู่ มีเรื่องวงในอย่างอื่น?
เฉินผิงอันถาม “กระบี่บิน ‘สือเลี่ยง” เล่มนี้มีขีดจำกัดสูงสุดหรือไม่?”
ซ่งซวี่ส่ายหน้า
“ต้องมีขีดจำกัดอยู่แล้ว แต่ไม่เคยมีโอกาสทำความเข้าใจว่าเพดานสูงสุดที่ว่านี้อยู่ที่ “ระดับน้ำ” ที่เท่าไร”
เฉินผิงอันกล่าว “ยังคงรีบร้อนเกินไปหน่อย”
หาไม่แล้วจะให้ซ่งซวี่โยนไปให้เสี่ยวโม่ สกัดกั้นฟ้าดิน กินปราณกระบี้นั้นให้อิ่ม
ซ่งซวี่กล่าว “อาจารย์เฉินทำมามากพอแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มรับ
ให้เวลาพวกเขาอีกร้อยสองร้อยปี ผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินพากันทยอยกันเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน
นั่นจะเป็นภาพเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่น่าดูชม
จากนั้นมีผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานอีกสักคนหนึ่งเป็นผู้นำ
บวกกับให้ผู้ฝึกยุทธคนหนึ่งที่อยู่ในขั้นคืนความจริงของขอบเขตปลายทางมานั่งบัญชาการ?
นั่นก็น่าจะเท่ากับว่าแจกันสมบัติทวีปมีผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่เพิ่มมา “หนึ่งท่าน”
เพื่อมาเป็นเสาค้ำจุนมหาสมุทรให้กับราชสำนักต้าหลี?
คุณสมบัติของพวกซ่งซวี่ไม่เป็นปัญหา
ขอแค่ข้ามผ่านด่านของจิตมารไปได้ ขอบเขตหยกดิบก็ยังไม่ยาก
แล้วนับประสาอะไรกับที่เรื่องนี้เฉินผิงอันได้มีการลงมือคลี่คลายภัยแฝงมาไว้ตั้งนานแล้ว
ปัญหาเพียงข้อเดียวก็คือโจวไห่จิ้งที่เป็นผู้ฝึกยุทธ
เว้นเสียจากว่าวันหนึ่งนางเลื่อนถึงขั้นเทพมาเยือนของขอบเขตปลายทางได้
ถึงจะมีอายุขัยยืนยาวได้เท่ากับหลินเจียงเซียนเผยเปย
เฉินผิงอันพูดกับตัวเองว่า
“หากเปลี่ยนให้ข้ามาเจอกับพวกเจ้า คนแรกที่จะจัดการก็ต้องเป็นเจ้าอย่างแน่นอน
จะหาโอกาสพันธนาการกระบี่บิน “เกอเหยา’ เอาไว้…”
ฟ้าดินเล็กแห่งหนึ่งก็คือ “หนึ่ง” ที่แน่นอนมั่นคง
สองฝ่ายคุมเชิงกัน เมื่อสิ่งหนึ่งมีเพิ่มสิ่งหนึ่งย่อมมีลด
กระบี่บิน “เกอเหยา’ สามารถส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินไปของผลแพ้ชนะ
ถึงขั้นที่ว่าสามารถตัดสินเป็นตายได้
ซ่งซวี่ที่มีนิสัยหนักแน่นมาโดยตลอดร้อนใจทันใด
“อาจารย์เฉิน ท่านเป็นพวกเดียวกับใครกันแน่ คำพูดแบบนี้พูดแล้วจะมีความหมายอะไร?!”
ดูเหมือนว่าจะเคียดแค้นเจ้าของวิถีวรยุทธคนใหม่ที่ร่วมสังหารเจียงเช่อ ช่วงชิงตำแหน่งไปได้สำเร็จผู้นี้อย่างมาก
เห็นเขาเหยียบย่างเข้าไปในภูเขาแห่งมรรคาของอาจารย์ค่ายกลหญิงผู้นั้น
แล้วพอเฉินผิงอันออกไปจากพื้นที่ของหันโจ้วจิ่นได้ไม่นานเท่าไร
เสี่ยนก็โบกกระบี่ฟาดฟัน “ตัวเอง” ที่ดูเหมือนว่าจะเดินออกมาจากแสงจันทร์ไร้ที่สิ้นสุดให้แหลกเละ
ก่อนจะเงือกระบี่ฟันผ่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรมถงป่าย
จากนั้นหันโจ้วจิ่นก็เปิดค่ายกลใหญ่พิทักษ์ภูเขาลับๆ ชั้นหนึ่ง
ผลคือทนรับกระบี่ได้แค่สองทีเท่านั้น
มาตรงหน้าประตูถ้ำสถิตโบราณเก่าแก่แห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้คือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของหยวนฮว่าจิ้ง
เพียงแต่ว่าผู้ฝึกกระบี่คอขวดขอบเขตก่อกำเนิดท่านนี้
เวลานี้กลับไม่เหลือศีรษะอยู่บนร่างแล้ว
เฉินผิงอันเอามือซ้ายไพล่หลัง มือขวาดีดนิ้วหนึ่งที
ก็มีกระบี่บินที่มองไม่เห็นเล่มหนึ่งส่งเสียงร้องเบาๆ อยู่กลางอากาศ
ลากเส้นเปลวเพลิงสีแดงสดที่พร่างพราวออกมาเป็นระลอก
ทางฝั่งของถ้ำสถิตมีผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจสองคนที่ถูกหยวนฮว่าจิ้งหลอมมาใช้เป็น “ผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขา”
น่าเสียดายที่ขอบเขตถดถอยอย่างรุนแรง สติปัญญาไม่สูง เจอเฉินผิงอันก็เรียกตรงๆ ว่าอิ่นกวาน
เฉินผิงอันผงกศีรษะทักทายพวกเขา
ก่อนที่เฉินผิงอันจะเข้ามาในเมืองหลวงต้าหลี
ผู้ฝึกตนสิบเอ็ดคนของสายแผนภูมิดินได้แบ่งฝักฝ่ายเป็นภูเขาสองลูกอยู่ก่อนแล้ว
หยวนฮว่าจิ้งกับซ่งซวี่ต่างก็เป็น “เจ้าขุนเขา” ของภูเขาลูกหนึ่ง
ทว่าเมื่ออยู่บนสนามรบอย่างแท้จริง พวกเขากลับร่วมมือกันได้อย่างจริงใจ
ยกตัวอย่างเช่นตอนอยู่ที่สนามรบของเมืองหลวงสำรอง ลำน้ำใหญ่
ก็เป็นหยวนฮว่าจิ้งที่ครอบครองกระบี่บิน “เย่หลาง” ที่รับหน้าที่ตัดหัวคน
จำเป็นต้องให้เขาอาศัยสิ่งนี้มาเพิ่มพูนชดเชยคุณความชอบด้านการสู้รบ
ด้วยเหตุนี้หยวนฮว่าจิ้งถึงได้มีหุ่นเชิดผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่ตอนมีชีวิตอยู่เคยเป็นขอบเขตหยกดิบเพิ่มมาสองคน
ช่วงเวลาที่เขาไปอยู่หอบูชากระบี่ เคยปิดด่านไปครั้งหนึ่ง
แม้ว่าจะไม่สำเร็จ ไม่อาจเปลี่ยนรกผลัดกระดูกให้กับร่างแห่งมรรคาได้อย่างสมบูรณ์
แต่กลับมีกลิ่นอายของความสดใหม่ที่ทำให้จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใสและเปี่ยมด้วยพลัง
สายแผนภูมิดินต่างก็อยากรู้กันอย่างยิ่งว่า ที่นั่นศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้จริงๆ หรือ?
“คอขวด” ที่หยวนฮว่าจิ้งเผชิญอยู่ในเวลานี้ก็คล้ายคลึงกับจั่วโย่วตอนที่เพิ่งไปถึงกำแพงเมืองปราณกระบี่
เหมือนหมื่อตอนที่เพิ่งมาถึงใต้หล้าไพศาลใหม่ๆ
เขาได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มอย่าง “เย่หลาง” และ “ฮว่อผู่
วิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของกระบี่บิน “เย่หลาง” มีความเผด็จการอย่างถึงที่สุด
ผู้ที่ถูกกระบี่ฟันสังหารก็จะต้องถูกกักวิญญาณเอาไว้ ตายตกกลายไปเป็นหุ่นเชิดของหยวนฮว่าจิ้ง
ความบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวในความสมบูรณ์แบบก็คือผู้ฝึกตนและผู้ฝึกยุทธเต็มตัวจะถูกผลาญพลังตบะไปค่อนข้างมาก
อย่างน้อยขอบเขตจะต้องถดถอยหนึ่งถึงสองขั้น
อีกทั้งสติปัญญาของหุ่นเชิดก็ถูกหักลบไปมาก
นี่หมายความว่าการเติบโตของ “พวกมัน” จะถูกจำกัด
คิดอยากจะฟื้นคืนสู่รูปลักษณ์เดิมก็ไม่ง่ายอย่างมากแล้ว
หากคิดอยากจะกลับคืนสู่ยอดเขาสูงสุด คิดจะพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้นก็เหมือนความเพ้อฝันของคนปัญญาอ่อน
หยวนฮว่าจิ้งเคยมีการตั้งสมมติฐานบนมหามรรคาให้กับตัวเองอยู่หลายข้อ
ความเป็นไปได้ข้อหนึ่งในนั้นก็คือเมื่อกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “เย่หลาง” ถูกยกระดับขั้นให้สูงขึ้น
พวกมันก็จะฉลาดมากขึ้น ประหนึ่งเป็นการเปิดสติปัญญาครั้งที่สอง
ทว่าหินลับกระบี่ที่ช่วยยกระดับขั้นของกระบี่บินจะต้องล้ำค่าถึงเพียงใด จะได้มาจากไหน?
บางทีในคลังลับของต้าหลีอาจจะมีเก็บรักษาไว้
ทว่าชุยฉานไม่อยู่ก็ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันถูกซ่อนไว้ที่ไหนอีก
กระบี่บิน “ฮว่อผู่” (น้ำตกเพลิง) พิจารณาตามชื่อก็ย่อมเข้าใจความหมายได้โดยตรง
หากหยวนฮว่าจิ้งเรียกกระบี่บินเล่มนี้ออกมาจะทั้งสามารถชักนำน้ำตกเปลวเพลิงขนาดมหึมามาจากม่านฟ้า
เพลิงสมาธิเหมือนสายน้ำไหลเชี่ยวกราก
ประเด็นสำคัญคือกระบี่บินเล่มนี้ยังสามารถชักนำให้ปราณวิญญาณในร่างกายมนุษย์เดือดพล่าน
รวมไปถึงชักนำจิตวิญญาณอย่างลับๆ ก็เหมือนการก่อกองไฟขึ้นมาในบ้านเรือนของคนอื่น
มีไว้รับมือกับผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ เหมือนมหาเปลวเพลิงที่ต้มทะเลสาบและมหาสมุทรให้เดือดพล่าน
ใช้เล่นงานเรือนกายอันแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธเต็มตัว ผลลัพธ์จะด้อยกว่าหนึ่งชั้น
ราวกับดวงตะวันร้อนแรงแผดเผาที่กำลังย่างมหาบรรพตไปอย่างเชื่องช้า
ส่วนใหญ่แล้วผู้ฝึกกระบี่จะถูกวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของกระบี่บินส่งผลกระทบต่อจิตแห่งมรรคาและนิสัยใจคอ
หยวนฮว่าจิ้งแข็งกร้าวอย่างมาก ซ่งซวี่เทียบกันแล้วจะอ่อนโยนมากกว่า นี่ก็คือหลักการเหตุผลข้อนี้
ตามหลักแล้วรับมือกับผีตนหนึ่ง ฮว่อผู่ของหยวนฮว่าจิ้งเล่มนี้คือการสยบกำราบทางธรรมชาติมากที่สุด
แต่จนใจที่ขอบเขตของทั้งสองฝ่ายต่างกันเยอะเกินไป
อันที่จริงหยวนฮว่าจิ้งยังมีกระบี่บินที่ซุกซ่อนไว้อย่างลึกลับอีกเล่มหนึ่ง
แต่กลับไม่สอดคล้องกับคำว่า “ชะตาชีวิต” ตามความหมายที่เข้มงวดได้
กระบี่บินมีชื่อว่า “ต่าวหลิว’ เนื่องจากเป็นของเลียนแบบ
ชุยฉานเป็นคนหลอมขึ้นเองกับมือ เลียนแบบกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของศิษย์น้องจั่วโย่ว
เฉินผิงอันเงยหน้าขึ้นมอง เสี่ยนที่ถูกกวนจนหงุดหงิดเงือกระบี่ฟันไปยังกระจกโบราณที่ลอยอยู่กลางอากาศ
แต่กลับฟันโดนความว่างเปล่า
แสงกระบี่ไปฟันเปิดให้เกิดรอยแยกแห่งกาลเวลาในจุดที่ห่างไปไกลยิ่งกว่า
มองเห็นเป็นกระดูกขาวที่อัดแน่นเต็มร่องลึกอีกครั้ง
เสี่ยนปล่อยกระบี่ออกไปหลายครั้ง แต่กลับไม่อาจสังหารร่างจริงของคันฉ่องหยุดวารีเล่มนั้นได้
ผีตนนี้ยิ่งหงุดหงิดฉุนเฉียว ปราณดุร้ายอำมหิตทั่วร่างจำแลงออกมาเป็นทะเลเมฆสีดำผืนหนึ่งโดยตรง
ห่อหุ้มโอบล้อมคันฉ่องดวงจันทร์เอาไว้ คิดแค่ว่าขอแค่มองไม่เห็นก็จะไม่อารมณ์เสีย
หยวนฮว่าจิ้งที่ถูกฟันหัวขาด วิญญาณหยินเซียนกระบี่เด็กหนุ่มที่แหลกสลายกลายเป็นผุยผง
ยังคงเกาะอยู่ในผนังถ้ำสถิตของเสี่ยน
โอสถทองดวงหนึ่งยังคงถูกเสี่ยนควบคุมเอาไว้…
คงเป็นเพราะไม่อยากให้อาจารย์เฉินช่วย “เฝ้าศพ” เมื่อซ่งซวี่ออกคำสั่ง
คนสามคนที่มีเก่อหลิ่งเป็นหนึ่งในนั้นก็ลงมือทันใด
อวี๋อวี๋ทอดถอนใจ กูไหน่เนี่ยต้องติดร่างแหเดือดร้อนไปด้วยอีกแล้ว
แม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาเส้นหนึ่งไหลเอื่อยเฉื่อย สมาชิกแผนภูมิดินสามคนกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมกันอีกครั้ง
ที่แท้ตะเกียงแห่งชะตาชีวิตแต่ละดวงของผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินก็ถูกควบคุมไว้ในมือของเพื่อนร่วมงาน
เพื่อเอาไว้ใช้รับมือกับสถานการณ์ในเวลานี้โดยเฉพาะ
เป็นฝ่ายดับตะเกียงแห่งชะตาชีวิตลงด้วยตัวเอง แล้วค่อยทวนเวลาย้อนกลับ
เสี่ยนยืนอยู่ที่เดิม เส้นผมสีนิลเต็มศีรษะพลิ้วไสวอย่างบ้าคลั่ง
มองออกว่าผีขอบเขตสิบสี่ตนนี้เดือดดาลอย่างหนักแล้ว
หยวนฮว่าจิ้งที่ “ออกมาจากเตาใหม่ๆ” เดินออกมาจากถ้ำสถิต
เทพทวารบาลหุ่นเชิดสองตนก้มหัวกุมมือคารวะ น้อมต้อนรับเจ้านาย “ออกจากด่าน
เฉินผิงอันทำท่าครุ่นคิด
หยวนฮว่าจิ้งอธิบาย
“ตะเกียงแห่งชะตาชีวิตสิบสองดวงของพวกเราไม่ได้อยู่ที่มือใครคนใดคนหนึ่งเป็นที่แน่นอน
ไม่ว่าใครก็สามารถดับมันได้ ใครก็สามารถช่วยจุดตะเกียงให้ได้”
เฉินผิงอันเอ่ย
“จะว่าไปแล้วก็ยังเป็นเพราะพลังพิฆาตของเสี่ยนไม่สูงมากพอ
ฝีมือการโจมตีก็ยังขาดแรงไฟอยู่บ้าง
ไม่อาจสังหารพวกเจ้าสิบสองคนได้ในชั่วพริบตาอย่างแท้จริง”
หยวนฮว่าจิ้งพยักหน้า
“ราชครูชุยเคยบอกว่ารากฐานในการหยัดยืนของสายแผนภูมิดินของพวกเราก็คือมีวิธีการในการรักษาชีวิตรอดมากมาย
สามารถทำให้คนสะอิดสะเอียนได้โดยไม่ต้องรับผลที่ตามมา”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ข้อบกพร่องยังมีเยอะไปหน่อย ยังต้องพยายามอีกมาก”
หยวนฮว่าจิ้งด้านหนึ่งก็เรียกกระบี่บิน “ฮว่อผู่” ออกมาใหม่
พยายามที่จะต้มปราณวิญญาณในร่างของผีให้เดือดพล่านจากที่ไกลๆ
ด้านหนึ่งก็เอ่ยไปด้วยว่า “ขอบคุณมาก”
เฉินผิงอันกล่าว
“ก็หนีไม่พ้นว่าต่างคนต่างทำเรื่องของตัวเอง ต่างคนต่างก็มีสิ่งที่ตัวเองต้องการ
เรื่องขอบคุณนั้นไม่ต้องหรอก ข้าเชื่อว่าอนาคตของแจกันสมบัติทวีปต้องเป็นของพวกเจ้า”
หยวนฮว่าจิ้งไม่แน่ใจว่านี่เป็นคำพูดดีๆ จากใจจริง หรือว่าเป็นคำพูดเหน็บแนมดั่งสำลีซ่อนเข็มกันแน่
หยวนฮว่าจิ้งใช้เสียงในใจสอบถามถึงความเป็นไปได้ของเส้นทางสายหนึ่งบนมหามรรคา
“ในอนาคตข้าจะสามารถใช้ ‘เย่หลาง” สังหารกากเดนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตนหนึ่ง เพื่อใช้ในการทะลุขอบเขตได้หรือไม่?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า
“ไม่ต้องคิดแล้ว ต่อให้เจ้าได้มาครองสำเร็จ ข้าก็แนะนำเจ้าว่าทางที่ดีที่สุดควรมอบหุ่นเชิดตนนี้ให้กับสุยหลิน
ต่อให้เขาสวมรอยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสมจริงมากยิ่งกว่า
หาไม่แล้วด้วยสภาพจิตใจและความหนักแน่นของเจ้าในเวลานี้ก็มีแต่จะทำให้จิตแห่งมรรคาถูกความเป็นเทพแทรกซึมให้มีสภาพเละเทะยับเยิน
ข้าไม่อยากให้คนอื่นๆ ของสายแผนภูมิดินหันหอกเข้าใส่เจ้าเพราะจำต้องสังหารตัวประหลาดตนหนึ่งที่จะเป็นคนก็ไม่ใช่คน เป็นเทพก็ไม่ใช่เทพ”
หยวนฮว่าจิ้งผิดหวังอย่างมาก
อันที่จริงเขาคิดอยากจะเปลี่ยนชื่อของ “เย่หลาง ให้เป็น “ถิงหลิง ที่สอดคล้องกับวิชาอภินิหารของกระบี่บินมาโดยตลอด
เพราะคิดว่าชื่อนี้มีความสมจริงสมชื่อมากยิ่งกว่า
อีกทั้งการสังหารกากเดนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ระดับขั้นค่อนข้างสูงก็ถูกหยวนฮว่าจิ้งมองเป็นหนึ่งในโอกาสในการฝ่าทะลุขอบเขตตลอดมา
แน่นอนว่าหากทำเรื่องนี้ช้ากว่านี้อีกสักนิดย่อมดียิ่งกว่า
ยังคงมีโอกาสที่จะเป็นวาสนาบนมหามรรคาที่จะทำให้หยวนฮว่าจิ้งเลื่อนจากขอบเขตหยกดิบไปเป็นขอบเขตเซียนเหริน
เฒ่าหูหนวก บินทะยานเก่าแก่ที่ถูกเรียกว่ากานธรรมดาไม่ขี้เหนียวเก็บงำฝีมือ
ค่อนข้างจะถูกชะตากับหยวนฮว่าจิ้ง ทำให้วิถีกระบี่ของหยวนฮว่าจิ้งได้รับผลประโยชน์มามากมาย
หากหยวนฮว่าจิ้งไปถึงที่นั่นเร็วกว่านี้ เฒ่าหูหนวกยังไม่ได้เปิดคาบเรียนตามระยะเวลาที่กำหนดที่ยอดเขาฮวาอิ๋ง
ก็ไม่แน่เสมอไปว่าพวกเขาจะพูดคุยกันได้อย่างกระจ่างแจ้ง พูดได้เข้าถึงแก่นแท้ของประเด็น
และก็ไม่แน่เสมอไปด้วยว่าเฒ่าหูหนวกจะมีความอดทนเหมือนอย่างที่มีในภายหลัง
เผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มเด็กสาวผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งที่เป็นแค่ห้าขอบเขตล่างและห้าขอบเขตกลาง
แล้วค่อยมาเจอกับผู้ฝึกกระบี่คอขวดขอบเขตก่อกำเนิดคนหนึ่งที่อายุไม่ถึงร้อยปี พูดคุยเรื่องเวทกระบี่กัน
อีกทั้งฝ่ายหลังยังสุภาพมีมารยาท มีจุดยืนที่เหมาะสมตรงไปตรงมา ก็ต้องรู้สึกว่าฝ่ายหลังค่อนข้างจะฉลาดอยู่แล้ว
แต่หากไปช้ากว่านั้น เฒ่าหูหนวกออกไปจากหอบูชากระบี่แล้ว ไปสร้างกระท่อมอยู่ยาวที่ยอดเขาฮวาอิ่ง
หยวนฮว่าจิ้งนิสัยหยิ่งทระนงย่อมไม่มีทางยอมไปนั่งฟังคำบรรยายอยู่ในโรงเรียนกับเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งแน่นอน
หากพูดเช่นนี้ การเดินทางไปเยือนหอบูชากระบี่ก็เหมือนกับโชควาสนาครั้งหนึ่งที่ผู้ฝึกกระบี่หยวนฮว่าจิ้งสมควรได้รับ?
เกี่ยวกับความคิดที่จะเปลี่ยนชื่อของหยวนฮว่าจิ้ง เฒ่าหูหนวกคิดว่าไม่เลว
การเปลี่ยนชื่อกระบี่บินก็ไม่ต่างจากการเปลี่ยนฉายาด้านการฝึกตนของผู้ฝึกตนทำเนียบสักเท่าไร
นี่คือความรู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง ไม่แน่ว่าเวลาใดเวลาหนึ่งฟ้าดินก็อาจจะมอบการตอบสนองที่ลี้ลับบางอย่างมาให้ก็เป็นได้
แต่กานธรรมดากังวลว่าตัวเองจะนำพาลูกศิษย์ของผู้อื่นไปในทางผิด มีความหวังดีแต่กลายเป็นทำเรื่องแย่ๆ
ทำให้ผู้เยาว์ที่ตัวเองถูกชะตาซึ่งหลอมกระบี่อย่างมานะขันแข็งผู้นี้ต้องเดือดร้อน
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน จึงบอกให้หยวนฮว่าจิ้งเรียกกระบี่บินออกมาแล้วแสดงวิชาอภินิหารให้ดู
เฒ่าหูหนวกมองดูอยู่ข้างๆ ได้เห็นวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตนี้กับตาตัวเองมาแล้วถึงได้เห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อกระบี่บินของหยวนฮว่าจิ้ง
แล้วยังให้คำวิจารณ์เพิ่มมาอีกประโยคว่า
หากอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ กระบี่บินเล่มนี้ได้รับระดับ “สองบน” จากคฤหาสน์หลบร้อน ก็ไม่ได้มีปัญหามากนัก
และในขณะที่หยวนฮว่าจิ้งกำลังจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดนั้นเอง
กลับถูกเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวคนหนึ่งที่กระโดดออกมาจากความว่างเปล่าด่าไปรอบหนึ่ง
คนหนึ่งกล้าเปิดปากพูดอย่างโง่งม อีกคนหนึ่งก็กล้าพยักหน้าตอบตกลงอย่างเลอะเลือน
พวกเจ้าไม่กลัวเลยหรือว่าจะเป็นการเก็บเมล็ดงาโยนแตงโมทิ้งไป
กานธรรมดาตัวดี ตอนนี้ผู้ถวายงานรองอย่างข้ามั่นใจแล้วว่าเจ้าคือไส้ศึกที่เปลี่ยวร้างส่งมาอยู่ที่ภูเขาถั่วทั่ว
เจ้าจะต้องอธิบายให้ข้าฟังอย่างชัดเจน หาไม่แล้วข้าจะจับเจ้าไปหาผู้คุมกฎฉางมิ่ง…
เฒ่าหูหนวกจึงได้แต่อธิบายไปรอบหนึ่งว่า
หากข้าเป็นไส้ศึกของเปลี่ยวร้างจริง ทั้งที่รู้ว่าเซี่ยอันดับรองกับอาจารย์เสี่ยวโม่ต่างก็อยู่ในภูเขา
ไยจะต้องเอาหัวตัวเองมาส่งให้ถึงภูเขาลั่วพั่ว ข้ามใต้หล้ามามอบคุณความชอบด้านการสู้รบให้ด้วยเล่า?
เซี่ยโก่วกลับเอ่ยคำว่า “สายลับที่ยอมพลีชีพเพื่อภารกิจ” ที่เคยอ่านเจอในตำราพิชัยยุทธออกมา
เฒ่าหูหนวกหน้ามุ่ย คิดไปคิดมาก็ได้แต่ยกจือสือของภูเขาใหญ่แสนดีมาอ้าง
บอกว่าตัวเองมาอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว เป็นเพราะถูกผู้อาวุโสท่านนี้ “ชักจูงให้คล้อยตาม” จะเป็นไส้ศึกอะไรได้อย่างไร
เซี่ยโก่วโมโหหนัก ดีๆ พูดจาเหน็บแนมกันใช่ไหม
จะบอกว่าทั้งขอบเขตและแววตาของข้าสู้เฒ่าตาบอดไม่ได้สินะ
ในเมื่อไม่ใช่กิจธุระของสำนัก ถ้าอย่างนั้นก็เป็นบุญคุณความแค้นส่วนตัวระหว่างเจ้ากับข้าแล้ว
เฒ่าหูหนวกพูดถ้าอึ้งตะกุกตะกัก เซี่ยโก่วก่นด่าไม่หยุด
คนหนึ่งอยากทุบตี คนหนึ่งก็ยอมให้ทุบ
หยวนฮว่าจิ้งไม่ได้เป็นแม้กระทั่งเค่อชิงของภูเขาลั่วพั่ว ก็เลยได้แต่มองดูอยู่เฉยๆ
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวก็ไม่กล้าสอนเวทกระบี่อะไรให้เขา ไม่เคยพูดเรื่องการฝึกกระบี่ใดๆ กับเขา
สายตาที่เซี่ยโก่วมองหยวนฮว่าจิ้งคล้ายจะมีความเวทนาซ่อนอยู่เสมอ
เนื่องจากเจ้าประมุขกวออยู่ที่หอบูชากระบี่
เซี่ยโก่วจึงมักจะพาเด็กชายผมขาวลูกสมุนน้อยของนางไปเที่ยวเล่นที่ “กองบัญชาการหลัก” ด้วยกันบ่อยๆ
ถือว่าค่อนข้างสนิทสนมกับหยวนฮว่าจิ้งแล้ว แต่พอสนิทกันกลับกลายเป็นว่าชอบถามเขาด้วยถ้อยคำเชิงคติธรรม
บังเอิญยิ่งนัก หยวนฮว่าจิ้งใกล้ชิดกับศาสนาพุทธมาตั้งแต่เด็ก
หาไม่แล้วเขาก็ไม่มีทางบังเอิญได้เจอกับ “เฉินผิงอัน” ในวัดนิกายวินัยแห่งนั้น
ตอนนั้นประโยคที่เซี่ยโก่วถามคือ “ลมหายใจดุจเส้นไหมที่แขวนลอย เพื่อเข้าถึงวิถีจึงต้องลดทอนตนลงทุกวัน เจ้าเข้าใจหรือไม่
เพียงแค่ถามเช่นนี้ก็ทำให้หยวนฮว่าจิ้งที่เดิมทีคอขวดของขอบเขตก่อกำเนิดก็เริ่มคลายตัวอยู่แล้ว
กระโดดไปยังภาวะแห่งความว่างอันลึกเร้นซึ่ง “เกือบจะไร้สิ่งใดหลงเหลืออยู่” ได้ทันที
คอขวดไม่มีแล้วก็จริง แต่กลับขยายใหญ่กว่าเดิม ถึงกับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
แต่หยวนฮว่าจิ้งกลับหาความสุขท่ามกลางความทุกข์ได้ มีความยินดีอย่างใหญ่หลวง ใจประจักษ์รู้อยู่ไม่ไกล เข้าถึงความหมายที่แท้จริงได้ทันที