กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1214.3 ซ้อมวรยุทธ
หยวนฮว่าจิ้งรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากคอขวดใหญ่ขนาดนี้ตนยังฝ่าทะลุมันไปได้
เขาก็มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า ถึงเวลานั้นขอบเขตหยกดิบของตนจะต้องไม่พ่ายแพ้ให้กับขอบเขตหยกดิบของผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่อย่างแน่นอน
หลังจากหวนกลับมายังเมืองหลวง
หยวนฮว่าจิ้งมักจะส่งกระบี่บินไปที่หอบูชากระบี่เป็นประจำเพื่อถามถึงคำถามบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฝึกตน
ไม่มีการตอบกลับก็ไม่ถือว่าขาดทุน แต่หากมีการตอบกลับก็ถือว่าได้กำไร
ยกตัวอย่างเช่น ไฉนฟ้าดินถึงมอบวิชาอภินิหารมากมายให้กับกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของผู้ฝึกกระบี่เท่านั้น
ทั้งๆที่เป็นคำถามโง่ๆ ที่มาจากนักเรียนโง่ๆ
แต่กลับทำให้เซี่ยโก่วที่เป็นผู้มีพรสวรรค์รู้สึกว่าค่อนข้างลำบากใจที่จะตอบ
สามยักษ์ใหญ่แห่งศูนย์บัญชาการใหญ่ มีวันหนึ่งมารวมตัวกันอยู่ที่ข้างโต๊ะหิน
กางจดหมายลับฉบับนั้นไว้บนโต๊ะ ขณะเดียวกันเชี่ยโก่วก็ขอความรู้จากผู้บังคับบัญชาอย่างนอบน้อมว่า
“เจ้าประมุขกวอจะทำอย่างไรดี?”
ขุนนางผู้เรียบเรียงตำราให้คำแนะนำว่า
“นี่ก็ง่ายเลย ถือเสียว่าไม่ได้รับจดหมายฉบับนี้
บอกไปว่าถูกกานธรรมดาที่คันมือเปิดจดหมายออกอ่านเอง แล้วตอบคำถามไม่ได้ เขาก็เลยกินจดหมายไปแล้ว!”
ไม่ว่าอย่างไร การเดินทางไปเยือนหอบูชากระบี่ก็ทำให้ได้รับผลเก็บเกี่ยวมากมาย
ดังนั้นต่อให้หยวนฮว่าจึงต้องฝืนใจ ฝืนนิสัยตัวเองมากแค่ไหนก็ต้องเอ่ยขอบคุณต่อหน้าเจ้าขุนเขาท่านนี้สักคำ
ก่ายเยี่ยนเปิดปากเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่สนใจจะใช้เสียงในใจพูดคุย
“หยวนฮว่าจิ้ง ขอปรึกษาหน่อยสิ ปณิธานแห่งมรรคาบนร่างของนังแก่ นี่เป็นของข้า
ส่วนเนื้อหนังมังสาร่างแห่งมรรคาเป็นของเจ้า ตกลงไหม?”
หยวนฮว่าจิ้งเงียบไม่ตอบ
ก่ายเยี่ยนกล่าว
“ผีขอบเขตสิบสี่ที่สมบูรณ์ตนหนึ่ง เจ้ากินเข้าไปก็ย่อยไม่ได้!
ระวังว่าจะกลับกลายเป็นหุ่นเชิดของมันเสียเอง
อย่าได้รังเกียจว่า “ของไร้ชีวิต” นั้นไร้ค่า
ขอแค่มีนักรบพลีชีพที่สามารถรักษาขอบเขตบินทะยานไว้ได้คนหนึ่งเพิ่มมา
ก็มากพอที่จะให้เจ้าหยวนฮว่าจิ้งหลอมได้นานหลายปี”
หยวนฮว่าจิ้งที่ยังต้องควบคุมกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มหนึ่งเอ่ย “ฆ่าให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน”
ก่ายเยี่ยนที่นั่งคุกเข่าอยู่บนเตียงยื่นมือออกมาลูบไล้กระโปรงยาวผ้าแพรต่วนซึ่งเป็นการแต่งกายของสตรีชาววัง
ยิ่งทำให้ส่วนเว้าส่วนโค้งของนางชัดเจนยิ่งกว่าเดิม นางเอ่ยว่า
“อาจารย์เฉิน ท่านช่วยโน้มน้าวเจ้าคนหัวดื้อผู้นี้หน่อยเถอะ เขาเชื่อฟังท่าน
อันที่จริงทุกวันนี้สายแผนภูมิดินของพวกเราก็เป็นเขาที่ส่วนลึกในใจนับถือท่านที่สุดแล้ว”
หยวนฮว่าจิ้งอับอายจนพานเป็นความโกรธ “อย่ามาสะบัดปากรัวลิ้นอยู่ตรงนี้!”
(เปรียบเปรยว่าพูดพล่อยปากมาก)
ก่ายเยี่ยนเม้มริมฝีปาก ยิ้มหวานเอ่ยว่า “อาจารย์เฉินไม่เปิดโอกาสให้ข้านี่นา”
ซ่งซวี่กระแอมรัวๆ เตือนว่าเจ้าก่ายเยี่ยนอย่าได้ก่อเรื่อง
แล้วก็อย่าได้ใช้ช่วงเวลาตอนที่แผนภูมิดินของพวกเราสร้างค่ายกลจัดการกับศัตรู
อาจารย์เฉินจัดการเจ้าคนหนึ่งก็เหมือนกับจัดการกับพวกเรา
พวกสุยหลิน ลู่ฮุยต่างก็ปวดหัวจนต้องนวดคลึงหว่างคิ้ว
เฉินผิงอันแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงถามว่า
“ได้เตรียมเนื้อหนังมังสาที่เหมาะสมร่างหนึ่งไว้ล่วงหน้าบ้างหรือไม่?”
หยวนฮว่าจิ้งพยักหน้า “มีร่างของผู้ฝึกยุทธขอบเขตเก้าเผ่าปีศาจร่างหนึ่ง แลกมาด้วยคุณความชอบด้านการสู้รบ ไม่มีโอกาสหาหุ่นเชิดที่เหมาะๆ เจอสักที”
เฉินผิงอันจึงบอกให้หยวนฮว่าจิ้งเอาร่างนี้ออกมา
แล้วจึงจับไช่อวี้ซ่านโยนออกมาจากดินแดนมายา ยัดเข้าไปในร่างของเผ่าปีศาจตนนั้น
ไม่ต้องให้อาจารย์เฉินเตือน หยวนฮว่าจิ้งก็ใช้กระบี่ตัดหัวของไช่อวี้ซ่าน”
ฝ่ายหลังกลายเป็นหุ่นเชิดในเสี้ยววินาที
หยวนฮว่าจิ้งเอ่ยอย่างตกตะลึงระคนแปลกใจ “สติปัญญาสูงมาก”
แล้วก็ไม่สนว่าหยวนฮว่าจิ้งจะจัดการกับบัณฑิตไช่ที่อยู่ในถ้ำสถิตแห่งนั้นอย่างไร
คนชุดเขียวมาถึงแท่นแต่งตั้งแม่ทัพซึ่งเป็นซากปรักบรรพกาลแห่งหนึ่งด้วยท่วงท่าผ่อนคลายสบายอารมณ์
สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ เดินขึ้นบันไดมา
อวี๋อวี๋อยู่ที่นี่ ในมือนางมีกระบอกไม้ไผ่ทรงยาวใบหนึ่ง
ด้านในใส่ธงหลากสีหลายอันที่เอาไว้ใช้ออกคำสั่ง
และยังมีลูกธนูโบราณเกรอะสนิมอีกหลายอันสอดแทรกอยู่ข้างใน
อวี๋อวี๋ ตำแหน่งชวี
ผู้ฝึกตนสำนักการทหาร ขอบเขตไม่สูง แม้ว่าอายุจะน้อย
แต่นางกลับเป็นมันสมองของสายแผนภูมิดิน
และนางเองก็มักจะชอบเรียกตัวเองว่ากุนซือหัวสุนัขด้วยความภาคภูมิใจ
เด็กสาวมาจาก “สกุลอวี๋หม่าเฝิ่น” แซ่สกุลเสาค้ำยันแคว้น
ลำดับอาวุโสในตระกูลไม่ต่ำ หากฮองเฮาเหนียงเนียงอวี๋เหมี่ยนกลับบ้านไปเยี่ยมญาติก็ยังต้องเรียกนางว่าท่านอาหญิง
เดิมทีอวี๋อวี๋คือหนึ่งในผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินที่ไม่กลัวอาจารย์เฉินมากที่สุด
ตัวตรงก็ไม่ต้องกลัวว่าเงาจะเอียง ต่อให้อาจารย์เฉินจะเล่นงานพวกเขาทุกคนเหมือน “หั่นผักผ่าแตง” ครั้งแล้วครั้งเล่า
นางก็ยังไม่ใจฝ่อ ไม่ใช่ว่าการจัดวางกำลังของข้ามีปัญหา
แต่เพราะอาจารย์เฉินมีอุบายลึกล้ำเกินไป เจ้าเล่ห์อำมหิตอย่างยิ่ง การศึกไม่มีสูตรตายตัว
ไม่เสียแรงที่เป็นอิ่นกวานคนสุดท้ายที่นั่งพิทักษ์คฤหาสน์หลบร้อนมาก่อน
ทว่าก่อนหน้านี้เกิดเหตุไม่คาดฝันครั้งหนึ่ง มีลูกหลานสายตรงของสกุลอวี๋ที่รับหน้าที่เป็นเลขาธิการฝ่ายบุ๋นอยู่ในจวนราชครูคนหนึ่ง
ที่ถึงกับสมคบคิดกับเพื่อนร่วมงาน คบคิดเชื่อมโยงกับคนนอกในช่วงเวลาว่างที่ชุยฉานปลดประจำการ
เฉินผิงอันยังไม่ได้มารับหน้าที่ พยายามที่จะใช้วิธีการในวงการขุนนางที่มองดูเหมือนฉลาดล้ำ
ทำการควบคุมโถงว่าการสองแห่งไว้ในมือตัวเองอย่างเบ็ดเสร็จโดยที่ยังอยู่ภายใต้กฎระเบียบ
ใช้สิ่งนี้ค่อยๆ ลดทอนอำนาจของจวนราชครูที่เป็นดั่งฝูงมังกรไร้ผู้นำ เอนเอียงเข้าหาพวกพ้อง วางแผนฉกฉวยอำนาจที่แอบแฝงมาไว้ในมือมากขึ้น
หลังจากคนผู้นี้ถูกหรงอวี๋และฝูชิ่งเปิดโปงก็ถูกจับโยนไปกินข้าวคุกในกรมอาญาอย่างว่องไว
เพียงไม่นานตระกูลสกุลอวี๋ก็เกิดเหตุพลิกผัน
การประชุมศาลบรรพชนครั้งหนึ่งที่มีขันทีผู้คุมตราประทับกองซือหลี่เจียนยืนรอฟังผลลัพธ์อยู่นอกประตู
บรรยากาศหม่นหมองประหนึ่งเมฆแห่งความทุกข์ปกคลุมอย่างอึมครึม
ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดก็คือสกุลอวี๋หม่าเฝิ่นต้องถอยออกจากกองทัพชายแดนต้าหลีอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ อนาคตในวงการขุนนางของคนทั้งรุ่นก็ต้องขาดสะบั้นลงนับแต่นี้
ต่อจากนี้ยี่สิบสามสิบปีไม่ว่าราชสำนักต้าหลีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบใด
สกุลอวี๋เสาค้ำยันแคว้นของพวกเขาก็ถือเป็นคนนอกสถานการณ์อย่างสิ้นเชิงแล้ว
วงการขุนนางของในเมืองหลวงและในท้องถิ่นต่างก็จะไม่มีเสียงใดๆ ของขุนนางสกุลอวี๋อีก
ดังนั้นตอนนี้เมื่ออวี๋อวี๋ได้เจอกับอาจารย์เฉิน นางจึงกลัวอย่างมาก
เวลานี้เห็นอาจารย์เฉินที่สวมชุดตัวยาวสีเขียว อวี๋อวี๋จึงทำท่าจะพูดอยู่หลายครั้ง
“องครักษ์เซียนกระบี่” ที่ยืนอยู่บนไหล่ของอวี๋อวี๋สัมผัสได้ถึงจิตใจที่วุ่นวายของเจ้านาย
เขาจึงหันคอมาจับจ้องมองตัวการร้ายที่ทำลายจิตแห่งมรรคาของเจ้านายเขาด้วยสายตาเย็นชา
ลืมไปแล้วว่าใครเป็นคนพูดไว้ “ความทรงจำ” ของพวกเราก็คือการจำแลงมรรคาครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในฟ้าดินร่างกายมนุษย์
เฉินผิงอันกล่าว
“เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนจนละทิ้งประโยชน์ส่วนรวมและหน้าที่อันพึงกระทำ ใจกล้าไม่น้อย
กุนซืออวี๋ยังคงใจกว้างเหมือนที่เคยเป็นมา ถึงกับกล้าไม่เห็นขอบเขตสิบสี่อยู่ในสายตา
หากไม่พูดถึงขอบเขต ลำพังแค่จิตแห่งมรรคาส่วนนี้ของเจ้าก็เท่าเทียมกับขอบเขตสิบห้าได้แล้วกระมัง?”
อวี๋อวี๋หน้าซีดขาวเล็กน้อย
เฉินผิงอันพูดอยู่กับตัวเอง “สกุลอวี๋หม่าเฝิ่นให้กำเนิดผู้มีพรสวรรค์”
อวี๋อวี๋ใบหน้ายับยู่ แม่นางน้อยทั้งหวาดกลัวทั้งเสียใจ
เพียงไม่ลืมตบไปบนไหล่ ให้องครักษ์ผู้นั้นระงับความฉุนเฉียว
จะหาเรื่องใครก็ไม่ควรหาเรื่องอาจารย์เฉิน
มีสมาชิกของสายแผนภูมิดินที่อยากจะเตือนอวี๋อวี๋ที่จิตใจไม่นิ่งสงบ
แต่พอคิดได้ว่าตอนนี้อาจารย์เฉินอยู่ข้างกายนางก็ล้มเลิกความคิดไป
ประโยคนี้ของอาจารย์เฉินทำให้คนฟังเสียใจจริงๆ
พูดถึง “คนหนุ่มมากความสามารถ” ที่เดือดร้อนให้ตระกูลสกุลอวี๋ทั้งตระกูลต้องตกอับผู้นั้น
เขายังสร้างเรื่องตลกอีกสองเรื่อง เรื่องหนึ่งคือตอนอยู่ในจวนราชครู
เขาเดินโซซัดโซเซเหมือนคนเป็นตะคริวชักกระตุก อีกทั้งนั่นยังไม่ใช่การแสดงละครด้วย
สองคือพอเขาไปถึงคุกใหญ่ของกรมอาญา ผู้เฒ่าตระกูลสกุลอวี๋ไปเยี่ยมเยือน
บอกเตือนเขาในทางลับและทางแจ้งว่าในเมื่ออะไรที่เจ้าควรเปิดโปง ตรวจสอบกล่าวโทษและบอกความลับเพื่อเอาผิด เจ้าก็พูดไปอย่างชัดเจนแล้ว
ถือว่าเป็นกามอบคำอธิบายให้กับทางราชสำนักแล้ว
ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เจ้าก็ควรจะมอบคำอธิบายให้กับตระกูลของตัวเองและสกุลอวี๋หม่าเฝิ่นของราชสำนักต้าหลีได้บ้างแล้ว
ผลคือเจ้าหมอนี่ที่ไม่ว่าจะเอาหัวโหม่งกำแพงก็ดี หรือเอาตะเกียบแทงตัวเองตายก็ช่าง
เขากลับไม่ทำอะไรสักอย่าง ตัดใจตายไม่ได้
ทุกวันเมื่อถึงเวลากินก็กิน เมื่อถึงเวลาดื่มก็ดื่ม สรุปก็คือไม่ยอมฆ่าตัวตายเสียที
อวี๋อวี๋ได้ยินเรื่องนี้แล้วก็เกือบจะทนไม่ไหวไปจัดการเขาที่คุกของกรมอาญาด้วยตัวเอง
หากไม่เป็นเพราะซ่งซวี่สัมผัสได้ถึงอาการผิดปกติของนางจึงพูดเตือนทันที
อวี๋อวี๋ก็ต้องได้ไปกินข้าวคุกแล้ว การเดินทางไกลมาสังหารผีครั้งนี้ก็คือการทำความดีชดใช้ความผิด
เฉินผิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า
“อวี๋อวี๋ ไม่สู้เจ้าเอาอย่างซ่งซวี่ให้มาก เขาต่างหากที่เป็นคนเข้าใจอะไรอย่างแท้จริง
จำไว้ว่ายิ่งเป็นคนที่ใจกว้างมากเท่าไร เมื่อเจอกับจุดสองจุดที่ต้องใจแคบ
กลับจะยิ่งทำให้คนรู้สึกแย่ได้มากเท่านั้น”
อวี๋อวี๋ตกตะลึงจนพูดไม่ออก เดิมนึกว่าอาจารย์เฉินจะด่านางด้วยความเดือดดาลปานฟ้าผ่า
คิดไม่ถึงจะเป็นคำพูดอ่อนโยนที่ปลอบประโลมใจคน
นางที่เป็นผีขี้เหล้าตัวน้อยจึงเหมือนได้ดื่มเหล้าข้าวหมักกาใหญ่
นางสูดจมูก พยักหน้า เด็กสาวตอบว่าทราบแล้วด้วยน้ำเสียงอู้อี้
เฉินผิงอันยื่นมือมาลูบศีรษะของแม่นางน้อย
“เพิ่งจะอายุเท่าไรเอง คิดอะไรมากมายขนาดนั้น อย่าหาเรื่องลำบากใส่ตัวเลย
แค่ตั้งใจฝึกตนไปอย่างเดียวก็พอ คิดอยากจะบังลมบังฝนให้ใคร
ขอแค่ตัวเองเรียนรู้ที่จะหลบฝนเป็นเสียก่อน วันหน้าถึงจะสามารถช่วยกางร่มให้คนอื่นได้”
อวี๋อวี๋ยิ้มกว้าง จิตใจสงบลงได้ทันใด อารมณ์ของเด็กสาวก็พลันผ่อนคลาย
นางยักคิ้วให้ก่ายเยี่ยนกับหันโจ้วจิ่น อิจฉาหรือไม่ ริษยาหรือไม่?
หันโจ้วจิ่นตัดสินใจแล้วว่าจะพูดคุยกับเจ้าตอไม้หัวทึบให้ชัดเจน จึงไม่ได้สนใจการท้าทายจากอวี๋อวี๋
ก่ายเยี่ยนกลับให้การสนับสนุนดีเยี่ยม แสร้งทำท่าเจ็บปวดปานจะขาดใจน้ำตาเอ่อคลอดวงตา
เอามือกุมหัวใจน้ำตาคลอเจียนจะหยด
เฉินผิงอันพึมพำเสียงเบา
“บนไหล่ของเด็กหนุ่มเด็กสาว ไม่ควรจะรีบร้อน ควรจะแบกต้นหลิวต้นหยางเคียงคู่ นกขมิ้นโผบินเหนือยอดหญ้าเขียวไปก่อน”
ดูเหมือนว่าอาจารย์เฉินจะเคยเอ่ยประโยคนี้มาก่อน อารมณ์ที่ขดตัวห่องอคลายออกตามไปด้วย
เหมือนคนที่ได้ยึดแขนบิดขี้เกียจเล็กๆ
อวี๋อวี๋สงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก จึงถามเสียงเบาว่า
“หากอาจารย์เฉินทุ่มเทฝีมืออย่างเต็มกำลังจะสามารถโจมตีให้ตายได้ในคราวเดียวเลยหรือไม่?”
เฉินผิงอันตอบ “ข้าเป็นแค่ขอบเขตบินทะยาน ไม่ใช่ขอบเขตสิบห้าเสียหน่อย”
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของลู่ฮุยคือหอเก็บตำราสูงทะลุชั้นเมฆแห่งหนึ่ง นกกระเรียนเซียนบินล้อมวนอยู่กลางหมู่เมฆ
เฉินผิงอันเดินขึ้นที่สูงมองทอดสายตาออกไปไกลอยู่ที่นี่
ลู่ฮุย ประจำตำแหน่งอักษรโหย่ว
ลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อ เคยไปขอศึกษาต่ออยู่ที่สำนักศึกษาชานหยาเก่า
ลู่ฮุยเป็นทั้งผู้ฝึกลมปราณของลัทธิขงจื๊อ ทว่ารากฐานมหามรรคากลับยังคงเป็น “อาจารย์คำเดียว”
ที่ป่ายอวี้จิงใต้หล้ามืดสลัวจัดให้อยู่ในกลุ่มของโจรผู้ร้ายด้วย
แต่ลู่ฮุยไม่เคยรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงใน “ทางโลก” ของตัวเองว่าเขาก็คือบุตรหลานที่เกิดจากสายสกุลรองของสกุลลู่สำนักหยินหยางแผ่นดินกลาง
พูดง่ายๆ ก็คือเขากับ หนันจาน” ไทเฮาต้าหลีที่มีชื่อจริงว่าลู่เจี้ยง มีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติกัน
ระหว่างงานพิธีเฉลิมฉลองการแต่งตั้งราชครูต้าหลี ลู่เสินได้ไปหาหนันจานไทเฮาเหนียงเนียง
เจ้าประมุขสกุลลู่ที่เป็น “ตัวสำรองขอบเขตสิบสี่” มาเกือบสามพันปี
ผู้นี้ถือว่าได้ช่วยนางลบนาม “ลู่เจี้ยง” ออกจากทำเนียบของตระกูลด้วยตัวเอง
เห็นเขาสวมท่าทางเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูฉกาจยิ่งกว่าอวี๋อวี๋
เฉินผิงอันก็หลุดขำอย่างอดไม่อยู่ ยิ้มถามว่า
“ได้เจอกับบรรพบุรุษตระกูลเจ้าแล้วหรือ?
ถือโอกาสนี้นับบรรพบุรุษกลับเข้าตระกูล หรือว่ายังลังเลตัดสินใจไม่ได้ ต้องปรึกษารองเจ้ากรมเฉาให้ดีๆ สักรอบก่อน?”
ลู่ฮุยเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเหมือนกัน ได้แต่ตอบไปตามสัตย์จริงว่า
“ไม่กล้าปิดบังอาจารย์เฉิน ผู้น้อยถือโอกาสจูงลาลงเนิน นับบรรพบุรุษที่ได้มาเปล่าๆ ผู้นี้ไปแล้ว
หากไม่นับก็ถือว่าเสียเปล่า”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เห็นของดีก็ควรต้องคว้าเอาไว้”
ลู่ฮุยกล่าว “ลู่เสินคงไม่ได้หลอกอะไรข้าหรอกนะ?”
เฉินผิงอันตอบ “เขาไม่กล้า”
ลู่ฮุยโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก บรรพบุรุษที่หล่นลงมาจากฟ้า ได้กำไรแล้ว
หากจะบอกว่าเนื่องจากความสัมพันธ์ด้านสถานะ “ลู่เจี้ยง” อาจมีความกังวลมากมาย แต่เขาลู่ฮุยมีอะไรให้ต้องเป็นกังวลด้วยเล่า?
ประเด็นสำคัญคือในเมื่ออาจารย์เฉินไม่มีความเห็นต่าง ถ้าอย่างนั้นเขาจะยังเรื่องมากไปไย
คราวหน้าที่ได้เจอกับลู่เสินอีกครั้ง จะให้โขกหัวดังๆ ให้กับบรรพบุรุษหลายๆ ทีก็ยังไม่เป็นปัญหา
อันที่จริงเมื่อก่อนลู่ฮุยไม่ได้เป็นเช่นนี้ เขาเองก็เคยเป็นบัณฑิตผู้ประพฤติตนเที่ยงตรงและทำตามระเบียบอย่างเคร่งครัด
ทว่านับตั้งแต่คราวก่อนที่ถูกเฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพจัดการเสียจนยับเยิน
เขาก็ไม่ควบคุมคำพูดคำจาและนิสัยใจคอของตัวเองอีกต่อไป ได้ยินมาว่าแม้กระทั่งสุราก็เริ่มดื่มแล้ว
ที่แท้หลังออกมาจากตำหนักนอนของไทเฮาต้าหลี
ลู่เสินก็ถือโอกาสมาพบกับลู่ฮุยเป็นฝ่ายเล่าต้นสายปลายเหตุให้คนหนุ่มฟังด้วยตัวเองอย่างชัดเจน
เริ่มอธิบายตั้งแต่ถ้ำสวรรค์หลีจู ระหว่างนั้นจนกระทั่งถึงงานพิธีในวันนี้ สกุลลู่วางแผนอย่างไร
และเพื่อให้เป็นของขวัญก่อนจากลา ลู่เสินยังถ่ายทอดคาถาบทหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อลู่ฮุยแห่งสกุลลู่ที่เป็นอาจารย์คำเดียวโดยเฉพาะ
มีหลายส่วนที่ผสมปนเปกัน ยกตัวอย่างเช่นมีความเกี่ยวข้องกับบทคันฉ่องดินที่เป็นรากฐานมหามรรคาของตัวลู่เสินเองอยู่เล็กน้อย
ลู่เสินยังบอกลู่ฮุยด้วยว่า วันหน้าหากมีข้อสงสัยด้านการฝึกตนก็สามารถไปที่ยอดเขาเทียนตูที่เป็นเพื่อนบ้านกับภูเขาลั่วพั่วเพื่อสอบถามเขาลู่เสินต่อหน้าได้
ตอนนั้นลู่ฮุยมีสีหน้าประหลาด ไม่กล้าพยักหน้าตอบตกลงอย่างส่งเดช
ลู่เสินจึงยิ้มเอ่ยมาประโยคหนึ่งว่า ราชครูของพวกเจ้ารู้เรื่องวงในทั้งหมดดี เจ้าไม่ต้องสงสัยโน่นระแวงนี้ เดี๋ยวจะพลาดโชควาสนาครั้งหนึ่งไปเสียเปล่าๆ
แต่ลู่ฮุยกลับบอกให้บรรพบุรุษที่ตัวเองเพิ่งรับมาท่านนี้รอสักครู่
ที่แท้เขาก็ต้องการถามถึงความยาก ความลี้ลับมหัศจรรย์ของคาถาบทนั้นกับลู่เสินตั้งแต่ตอนนั้นเลย
ทำไมต้องให้เดินทางไปไกลอีกเที่ยวด้วยเล่า
มองไทเฮาหนันจานที่มีท่าทางระมัดระวังกลัวว่าตัวเองจะพูดผิด
แล้วมามองลู่ฮุยที่เอ่ยประโยคว่า “ท่านบรรพบุรุษโปรดหยุดก่อน” ออกมาโดยตรง
ตอนนั้นลู่เสินก็รู้สึกว่าคนของต้าหลีในทุกวันนี้คล้ายจะไม่ให้ความสำคัญต่อ “ผู้ฝึกตนและเทพเซียน” แล้วจริงๆ
ดูเหมือนว่าในอาณาเขตของต้าหลี เมื่อก่อนผู้ฝึกตนบนภูเขากร่างแค่ไหน ทุกวันนี้ก็ยิ่งขี้ขลาดมากเท่านั้น
เมื่อก่อนชาวบ้านล่างภูเขาหวาดกลัวกันเท่าไร ทุกวันนี้ก็ไม่เกรงกลัวมากเท่านั้น
อันที่จริงก่อนที่ลู่ฮุยจะขอความรู้เรื่องวิชาคาถาจากลู่เสิน เนื่องจากการท้าทายอาจารย์เฉินอย่างไม่รู้ความ
อวี๋อวี๋นั้นไม่เป็นอะไร แต่คนอื่นๆ ที่มีลู่ฮุยเป็นหนึ่งในนั้นกลับมีภัยแฝงบนมหามรรคาติดตัวมา
ถูกลิขิตมาแล้วว่าตอนที่อยู่คอขวดขอบเขตก่อกำเนิด จะต้องเกิดจิตมาร
แล้วจะต้องทำการเข่นฆ่ากับ “เขาคนหนึ่ง อีกครั้ง
ถ้าอย่างนั้นจะชนะได้อย่างไร? เป็นเหตุให้ “ตัวการร้าย” ผู้นั้นบอกให้ตัวลู่ฮุยคิดหาวิธีเองก่อน
ในอนาคตวันใดวันหนึ่งค่อยไปหาเขาที่ภูเขาลั่วพั่วเพื่อให้เขาถ่ายทอด “คาถาไขคา” (โฟจื่อลิ่ง) ของผู้ฝึกลมปราณลัทธิขงจื๊อให้
นี่ก็เหมือนคนคนหนึ่งที่เกือบจะเล่นงานเจ้าถึงตาย เขาหยุดมือ เจ้านอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น
เขาบอกว่าเจ้าต้องไปรักษาบาดแผล วันใดรู้สึกว่าตัวเองไร้ทางเยียวยาแล้วจริงๆ ค่อยไปขอเทียบยารักษาชีวิตมาจากเขา
หยวนฮว่าจิ้งปิดด่านหลอมกระบี่อยู่ที่หอบูชากระบี่ และลู่ฮุยเองก็อยู่ในภูเขาลูกของหยวนฮว่าจิ้งมานานแล้ว
ทั้งสองฝ่ายสนิทสนมกันมาก ลู่ฮุยจึงส่งจดหมายฉบับหนึ่งมาให้หยวนฮว่าจิ้งโดยตรง
คำพูดที่ใช้ในจดหมายค่อนข้างไม่ยี่หระอะไรแล้ว คำว่าการฝ่าทะลุขอบเขต “ในอนาคตวันใดวันหนึ่ง” ของอาจารย์เฉินคงหมดหวังแล้ว
คำว่าอนาคตนี้ก็คือวันนี้ถึงอย่างไรข้าก็ทนไม่ไหวแล้ว หมดอาลัยตายอยากไปแล้ว
จิตแห่งมรรคาเละเทะ คิดจะซ่อมแซมก็ทำได้อย่างเชื่องช้าเหมือนเต่าคลาน
หยวนฮว่าจิ้งเจ้าช่วยข้าขอร้องอาจารย์เฉินที…
เนื้อหาในจดหมายของลู่ฮุย หยวนฮว่าจิ้งยากที่จะเอื้อนเอ่ยได้ ไม่มีหน้าที่จะเอาความไปบอกต่อ
เขาก็เลยตบจดหมายนั้นลงบนโต๊ะ บอกว่ารบกวนเจ้าขุนเขาอ่านเองเถิด
เฉินผิงอันกลับไม่เห็นเป็นสำคัญ
แค่บอกกับหยวนฮว่าจิ้งว่าตอนที่ออกไปจากหอบูชากระบี่ให้พกแผ่นหยกบันทึก “คาถาไขคา” ของผู้ฝึกลมปราณลัทธิขงจื๊อที่ซุกซ่อนปณิธานแห่งมรรคาส่วนหนึ่งเอาไว้ติดตัวไปด้วย