กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1214.4 ซ้อมวรยุทธ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ลู่ฮุยก็จะทั้งได้เรียนคาถาไขคาของลัทธิขงจื๊อ แล้วก็ทั้งขอความรู้เรื่องคาถาบทนั้นมาจากลู่เสิน
อีกทั้งเรื่องที่ลู่เสินใช้เสียงในใจเตือนลู่ฮุย ไม่ต้องสนว่าใช้ทางลัดอะไร ไม่ต้องถือสาว่าจะมีภัยแฝงอะไรทิ้งไว้หรือไม่
ช่วงนี้จะต้องรีบเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนให้ได้โดยเร็ว เพราะสายน้ำไม่รอท่า เวลาไม่รอใคร
เฉินผิงอันถาม
“แพร่งพรายวิชาของตระกูลให้คนนอกรู้โดยพลการ เจ้าไม่กลัวว่าวันนี้ลู่เสินถ่ายทอดมรรคกถาให้ วันพรุ่งนี้จะมาคิดบัญชีกับเจ้าหรือ?
ถึงเวลานั้นหากลู่เสินยกเอากฎบ้านออกมา ใช้ข้ออ้างว่าต้องการทำความสะอาดตระกูล ก็ไม่แน่เสมอไปว่ารองเจ้ากรมเฉาจะขวางไว้ได้อยู่”
ลู่ฮุยกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าลู่เสินมองคนไม่ออก เกี่ยวอะไรกับข้าลู่ฮุยด้วยเล่า”
เฉินผิงอันยิ้มตบไหล่ลู่ฮุย “อ่านตำราได้ถึงแก่นแท้แล้วจริงๆ”
ลู่ฮุยยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “ข้าไม่อาจเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนได้จริงๆ”
เฉินผิงอันหันหน้าไปมองทางฝั่งของสุยหลิน ก่ายเยี่ยนปิดปากหัวเราะคิก
“ยังไม่รีบฝ่าทะลุขอบเขตเร็วๆ อีกหรือ”
สุยหลินยิ้มเจื่อน “ข้าไม่ได้เป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนอย่างอาจารย์เฉินที่ไม่ว่าอะไรก็คว้าเอามาเรียนรู้ เรียนรู้แล้วเอามาใช้ได้จริงในทันทีเสียหน่อย”
ก่ายเยี่ยนหัวเราะเสียงหวานหยด
“กลัวอะไรเล่า ลับหอกยามศึก แม้ไม่เร็วก็ยังพอจะมีประกายความแหลมอยู่บ้าง สามารถยกระดับตบะได้เล็กน้อยก็ยังดี”
โจวไห่จิ้งยกมือขึ้นจับปิ่นไข่มุกชิ้นหนึ่ง ยิ้มเอ่ยว่า “บุรุษจะเร็วเกินไปไม่ได้ เร็วเกินไปไม่ได้”
เสี่ยนไม่อาจทำลายค่ายกลได้ แต่เฉินผิงอันกลับเหมือนเข้ามาในดินแดนไร้ผู้คน
มาอยู่ข้างกายเจ้าโล้นน้อยคนหนึ่ง นั่งลงบนขั้นบันไดด้วยกัน ด้านหลังก็คือตำหนักใหญ่โตโอฬาร
ฉายาทางธรรมว่าโฮ่วแจว๋ ประจำตำแหน่งเฉิน เณรน้อยสวมจีวรผ้าไหมบางสีขาวเรียบง่าย มาจากหน่วยแปลคัมภีร์ของเมืองหลวง
ชอบโพกผ้าโพกหัวเพื่อปิดบังหัวโล้นน้อยๆ นั่น ยามที่ไปบริจาคเงินค่าธูปค่าน้ำมันให้กับศาสดาพุทธและเหล่าพระโพธิสัตว์ที่วัดก็ไม่เคยขอร้องให้พวกเขาช่วยให้ตนเองบรรลุเป็นพุทธะ
การบรรลุเป็นพุทธะคือเรื่องในบ้านตัวเองที่ไม่ต้องไปแสวงหาสิ่งที่อยู่นอกกาย
แต่ขอให้พวกเขาช่วยคุ้มครองตนที่เดินไปบนเส้นทางของการแสวงธรรม
ขอให้เจอกับภัยพิบัติหายนะน้อยหน่อย เพราะถึงอย่างไรตนก็อายุยังน้อยอยู่มาก
อ่านคัมภีร์พุทธมาไม่เยอะ แต่ทุกวันนี้ตนพอจะมีตบะบ้างเล็กน้อยแล้ว
รู้สึกว่าในสายตาไม่มีหลวงจีน ไม่มีบุรุษอะไรแล้ว แต่สตรียังพอจะมีอยู่บ้าง
คนที่ไม่งามก็ไม่มีแล้วแต่คนงามกลับยังพอจะเหลืออยู่ในสายตาบ้าง
เณรน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงสัย
“อาจารย์เฉิน อาจารย์ของข้าบอกว่าซิ่วหูเคยเอ่ยประโยคหนึ่งกับเขาว่า
“ธรรมะในวัดมิใช่อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ การจุดธูปนอกวัดต่างหากคือความสามารถที่แท้จริง”
เณรน้อยเกาหัว
“ข้าใคร่ครวญจนได้ความเห็นมากมาย แต่ก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้องเสียทียังคงไม่แน่ใจว่านี่หมายความว่าอย่างไรกันแน่”
เฉินผิงอันถาม
“เอาหินของภูเขาลูกอื่นมากลึงเป็นหยกของตัวเอง คัมภีร์ของลัทธิอื่นได้อ่านบ้างหรือไม่ อ่านเยอะหรือไม่?”
เณรน้อยพยักหน้ารับอย่างแรง
“อ่านสิ ทำไมจะไม่อ่านล่ะ เยอะสิ เยอะมากๆ เลยล่ะเจอความเห็นหลายประการที่อ่านพบจากตำราแล้วในใจก็พยักหน้าเห็นพ้องอย่างลึกซึ้ง”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไหนลองบอกมาสิว่ายกตัวอย่างเช่นอะไรบ้าง?”
เณรน้อยกล่าว “วิถีฟ้าต้องดำเนินไปตามครรลองแห่งธรรมชาติ ส่วนวิถีแห่งมนุษย์นั้นต้องกำหนดด้วยตัวเอง”
เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่งก็พยักหน้า “ท้ายที่สุดก็เพื่อธำรงรักษาชีวิตเป็นใหญ่”
เฉินผิงอันกล่าวต่ออีกว่า
“วิถีทางโลกในทุกวันนี้กลัวโจรปล้นชิงมากกว่าโจรลักลอบทว่าวิถีแห่งฟ้ากลับรังเกียจโจรลักลอบมากกว่าโจรปล้นชิง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันหน้าเจ้าลองใคร่ครวญดูให้ดีๆ อีกหน่อย”
เณรน้อยคิดแล้วก็พยักหน้า “ได้เลย ฉายาทางธรรม โฮ่วแจว๋ (ผู้ที่รู้แจ้งภายหลังหรือผู้ตื่นรู้ช้ากว่าผู้อื่น) นี้ของข้า ไม่จำเป็นต้องฉลาดมากเกินไป”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย
“ราชครูต้าหยวนที่มีฉายาว่าถวนหนี ชื่อของเขาก็คือหยางโฮ่วแจว๋ถือว่ามีวาสนาต่อกัน วันหน้าพวกเจ้าสามารถพูดคุยกันให้มากๆ ได้”
เณรน้อยบอกว่าไม่มีปัญหา เมื่อไปบริจาคค่าธูปค่าน้ำมันที่วัดแล้วก็จะไปขอความรู้จากสหายถวนหนีสักหน่อย
หนึ่งในท่าไม้ตายของแผนภูมิดินก็คือ “ต่าวหลิว” กระบี่บินเลียนแบบของหยวนฮว่าจิ้งไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ช่วยประคับประคองวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของสุยหลินเท่านั้น
ลองจินตนาการดู เมื่อฝ่ายศัตรูได้รับบาดเจ็บสาหัส ใช้วิธีการที่ลี้ลับมหัศจรรย์ทั้งหลายและยาวิเศษมาฟื้นฟูตบะหรือไม่ก็เรือนกายที่มีเลือดเนื้อ
แล้วหยวนฮว่าจิ้งเรียกกระบี่นี้ออกมาทันที ทำให้กาลเวลาไหลย้อนกลับ แล้วค่อยเล่นงานศัตรู
หรือไม่หากศัตรูใช้วิธีการโจมตีที่เป็นวิชากันกรุมาทวนเวลาย้อนกลับกับเจ้าหลายรอบเช่นเดียวกัน
สายแผนภูมิดินเองก็จะมีเวลาว่างในการทบทวนและอนุมานซ้ำไปซ้ำมา
อีกทั้งเมื่อจำนวนครั้งมากเข้าก็จะมีโอกาสในการสังเกตการณ์ศึกษาสุดยอดวิชาอย่างถี่ๆ แล้วก็สามารถขโมยเรียนวิชาของฝ่ายตรงข้ามได้
แววตามีไม่มากพอก็เอาจำนวนครั้งมาช่วยเสริม
ผลลัพธ์จากการประมือกับผีขอบเขตสิบสี่ครั้งนี้ อันที่จริงดีกว่าที่เฉินผิงอันคาดการณ์ไว้มากนัก
อย่างน้อยตอนนี้ก็ถือว่าต่อสู้กันได้อย่างมีรุกมีรับ สูสีกันอยู่บ้าง
บนยอดเขา ชุดสีเขียวพลิ้วไสว มองเห็นอาจารย์เฉินที่แวะมาเยี่ยมเยือนที่นี่
เด็กหนุ่มก็รีบถอนร่างจริงออก กลับคืนมาเป็นร่างมนุษย์ทันที
เรียกว่าอาจารย์เฉินเหมือนกัน ทว่าโก่วฉุนกลับเรียกได้อย่างจริงใจที่สุด
โก่วฉุน ประจำตำแหน่งเซิน มีชาติกำเนิดเป็นผู้ฝึกตนอิสระ ชื่อนี้เขาเป็นคนตั้งด้วยตัวเอง
ตลอดทั้งปีมีสายตาเย็นชาอยู่เสมอ นิสัยก็ไม่ค่อยดี ปราณสังหารอบอวล
ขอแค่เขาลงมือก็จะไม่รู้จักหนักเบา
ความปรารถนาของภูตเด็กหนุ่มคนนี้มีแค่ได้เป็นราชครูของแคว้นเล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น
เขาจะได้ออกคำสั่งห้ามทุกคนที่อยู่ในเขตแคว้นไม่ให้กินเนื้อหมา
เขามีวัตถุแห่งชะตาชีวิตอยู่ชิ้นหนึ่งที่สามารถทำให้โชคลาภของเขาโชติช่วง แค่ออกจากบ้านก็สามารถเก็บเงินได้
เป็นเหตุให้ในอดีตเมื่อสายแผนภูมิดินทำความสะอาดเก็บกวาดสนามรบจะต้องชอบให้เขาเป็นคนไปเก็บของ
เพราะมักจะมีเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดฝันเสมอ
ทว่าราชครูชุยฉานกลับบอกว่าเขาคือ “ผียากจน”
อวี๋อวี๋ที่เป็นกุนซือหัวสุนัขสายแผนภูมิดิน ความคิดของนางเต็มไปด้วยจินตนาการบรรเจิดมาโดยตลอด
บอกว่าเป็นผียากจนก็ดีน่ะสิ พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการหาเงินคืองานแบบใด
ได้เงินนอกรีตมาเร็วเกินไปยากจนบ้างก็ดีแล้ว
เณรน้อยกลับมักจะพร่ำท่องคำพูดทำนองว่าการให้ธรรมเป็นทาน และการให้ทรัพย์สินเป็นทานอะไรอยู่บ่อยๆ
ดังนั้นการทำเรื่องดีไม่ทิ้งนามที่พวกเขามักจะทำกันอยู่เสมอก็คือการใช้จ่ายเงินก้อนนี้
สิบสองคนของสายแผนภูมิดินมีความเกี่ยวพันบนมหามรรคาอย่างแนบแน่น ประหนึ่งตั๊กแตนที่ร้อยอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน
ผู้ใดหลุดแถวก็ย่อมฉุดรั้งให้ทุกคนต้องชะงักและเสียจังหวะไปด้วย
แน่นอนว่าหากมีใครผงาดขึ้นมาอย่างฉับพลันก็จะมอบผลประโยชน์บนมหามรรคาที่ทุกคนมีส่วนแบ่งกันทั้งหมด
อย่างมากสุดก็แค่อัตราส่วนที่ได้รับส่วนแบ่งไม่เท่ากันก็เท่านั้น
โก่วฉุนปลุกความกล้าถามว่า
“อาจารย์เฉิน ราชครูชุยบอกว่ารอให้ข้าเป็นขอบเขตหยกดิบแล้ว
ก็จะให้ข้าไปเป็นราชครูของแคว้นเล็กแห่งหนึ่ง คำพูดนี้ยังยึดตามเดิมอยู่ไหม?”
ชุยฉานบอกว่าหากวันหน้าเขาเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน ก็จะได้รับโชคชะตาของแจกันสมบัติทวีปมา “นิดหน่อย”
และยังมีโอกาสที่จะอดทนจนกลายเป็นขอบเขตเซียนเหรินได้
เฉินผิงอันพยักหน้า “เรื่องที่ชุยฉานรับปากเจ้า ข้าก็ย่อมรับปากด้วย”
ราชสำนักต้าหลีมีแคว้นใต้อาณัติสามสิบสองแห่ง ในอนาคตก็แค่ช่วยเลือกแคว้นเล็กๆ ที่ห่างไกลให้โก่วฉุนสักแห่ง
แน่นอนว่ายังต้องช่วยเตรียมที่ปรึกษาไว้ให้เขาล่วงหน้าก่อนสักสองสามคน
ก่อนหน้านี้สายแผนภูมิดิน พวกเขาหยิ่งผยองกันเกินไป มองไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา
สามารถพูดว่าเป็นกาาสั่งสอนตามความถนัดและพื้นฐานของแต่ละคน
แล้วก็สามารถพูดได้ว่าเป็นกามอบยาอย่างถูกโรค
ผ่านการ “ขัดเกลา” มาสามครั้ง ก็ได้เห็นฟ้าดินแห่งใหม่บนมหามรรคา
ยกตัวอย่างเช่นบอกให้สุยหลินไปศึกษาเรื่องศาสตร์ของการรักษาเอกภาพแห่งจิตให้ดี
ไปเยือนหน่วยฉงซวีและหน่วยแปลคัมภีร์ของเมืองหลวงสักรอบ
สดับฟังพระภิกษุขึ้นธรรมาสน์แสดงธรรม ฟังเจินเหรินเปิดคาบเรียนถ่ายทอดวิถีแห่งเต๋า
ตัวก่ายเยี่ยนเองก็พูดแล้วว่าการทำลายคอขวดขอบเขตก่อกำเนิดเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน
นางมีทางลัดที่เป็นทางนอกรีตให้เดินได้ ตัวนางเองยังไม่เป็นกังวล แล้วเฉินผิงอันยังจะมีอะไรให้ต้องห่วง
หยวนฮว่าจิ้งมีความทะเยอทะยานสูงมาก เขาต้องการอาศัยวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตของกระบี่บิน “เย่หลาง” มาเลื่อนเป็นเซียนเหริน
หลังจากเลื่อนเป็นเซียนเหรินแล้วก็จะสร้างผู้ฝึกตนหุ่นเชิดที่ “เลียนแบบแผนภูมิดิน” ขึ้นมากลุ่มหนึ่ง
ทยอยประมือกันสามครั้งในเมืองหลวงต้าหลี เฉินผิงอันจะต้องเล่นงานโก่วฉุนก่อนทุกครั้ง
นี่คือสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง เขาต้องจัดการกับโก่วฉุนก่อน
อันที่จริงก่อนหน้านี้โก่วฉุนก็อัดอั้นอย่างมาก ผลคือโจวไห่จิ้งเอ่ยมาประโยคหนึ่งว่าในการทำการค้า นี่เรียกว่าการ ‘เชือดคนรู้จัก’
คันฉ่องหยุดวารีที่ถูกขู่โส่วหลอมเป็นวัตถุแห่งชะตาชีวิต
ตอนนี้ยังได้แค่คัดลอก “สภาวะจริง” ของผู้ฝึกตนขอบเขตหยกดิบออกมาได้เท่านั้น
รอกระทั่งขู่โส่วเลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบก็จะสามารถเลียนแบบเซียนเหรินคนหนึ่งที่ใช้ของปลอมสวมรอยของจริงได้
หากตัวเขาเองเป็นขอบเขตเซียนเหรินก็จะถึงขั้นสามารถฉายสภาวะจริงออกมาเป็นถ้ำสวรรค์พื้นที่มงคลแห่งหนึ่ง
ร่วมมือกับจิตรกรอย่างก่ายเยี่ยนขอแค่พวกเขาสองคนลงมือ
สมาชิกแผนภูมิดินคนอื่นๆ ที่เหลือก็สามารถชมเรื่องสนุกได้แล้ว
รับมือกับเซียนเหรินคนหนึ่งที่ถูกกักตัวไว้ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่สมจริงอย่างถึงที่สุด
ให้ตัวเขาต่อสู้กับตัวเขาเอง สัมผัสกับตัวเองว่าอะไรคือคำกล่าวที่ว่าธรรมะสูงหนึ่งฉื่ออธรรมสูงหนึ่งจั้ง
แน่นอนว่าเกี่ยวกับความรู้ในเรื่องนี้ เฉินผิงอันก็มีความคิดเห็นเฉพาะของตัวเองเช่นกัน
ดังนั้นก่อนหน้านี้ระหว่างที่เฉินผิงอันปิดด่านอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยาอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ
ก็ได้เขียนบทความแตกโจทย์และขยายความหมายเกี่ยวกับเรื่อง “ความขัดแย้งระหว่างฟ้ากับน้ำ” เหมือนทำข้อสอบเคอจวี่
อธิบายอย่างละเอียดว่าด้วยเหตุใดคนโบราณจึงเห็นว่าปรากฏการณ์แห่งฟ้ากับสภาวะแห่งน้ำนั้นขัดแย้งกัน
และเสนอสมมติฐานหลายประการถึงแนวทางประสานให้กลมกลืน
เฉินผิงอันมายังเส้นทางภูเขาที่มีเมฆหมอกล้อมวนแห่งหนึ่ง เดินเข้าไปในศาลาริมหน้าผา
มีผู้ฝึกตนคนหนึ่งถือคันฉ่องโบราณอยู่ สาดแสงประชันกับแสงจันทร์ที่อยู่ริมขอบฟ้า
ขู่โส่ว ประจำอักษรชื่อของแผนภูมิดิน ผู้ฝึกตนอิสระ ขอบเขตโอสถทอง
อายุน้อยๆ ก็มีใบหน้าอมทุกข์ เป็นเหตุให้บนหน้าผากมีริ้วรอยยับย่นแล้วหลายรอย
รากฐานมหามรรคาของเขาละเมิดกฎข้อห้ามยิ่งกว่า “ศพคนงาม” อย่างก่ายเยี่ยนที่เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการหลอมปรุงเสียอีก
คือคนขายกระจกที่ถูกมองว่าเป็นตัวสำรองของ ‘สิบโจรร้าย”
การที่เป็นแค่ตัวสำรองไม่ได้หมายความว่าคนขายกระจกมีความสามารถในการสร้างหายนะก่อความวุ่นวายให้กับโลกมนุษย์ได้น้อยกว่าสิบโจรร้าย
แต่เพียงแค่เพราะอาชีพนี้ของพวกเขามีจำนวนน้อยเกินไป
“ขู่โส่ว” ตั้งชื่อได้ไม่ผิดเลยจริงๆ อีกนิดเดียวก็จะกลายเป็นคู่ปรับ (ขู่โส่ว) ของเฉินผิงอันแล้ว
คือความเสี่ยงอันตรายที่คลาดเคลื่อนเพียงเสี้ยวก็อาจพลิกผันชะตาได้
เฉินผิงอันต้องเค้นอุบายใช้ความคิดทั้งหมดที่มี ใช้วิธีการทั้งหมดที่มี ทำอย่างสุดความสามารถแล้วจริงๆ
ถึงจะกักตัว “เขา” คนนั้นไว้ได้อย่างหวุดหวิด
เพียงแค่เพราะคันฉ่องหยุดวารีของขู่โส่วบานเดียวก็เกือบจะทำให้ทุกสิ่งที่ทำมาก่อนหน้านี้ต้องเสียเปล่าแล้ว
เฉินผิงอันมองดวงจันทร์สุกสกาวที่ลอยอยู่กลางอากาศดวงนั้น
มันเองก็มีอักขระโบราณเป็นบทกลอนสลักไว้รอบๆ เป็นวงกลมเช่นเดียวกัน
คือ “อักษรขนาดใหญ่” ที่ถูกฝังเลื่อมไว้ในฟ้าครามอย่างแท้จริง
ใจมนุษย์เล็กแคบ ใจฟ้ากว้างใหญ่” สิ่งที่ข้าได้พบเห็น ภูเขาพลิกหมุนสายน้ำหยุดไหล’ ใช้คนพิศมองเขตแดน จริงเท็จ มีไม่มี
เฉินผิงอันถาม “ความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
ขู่โส่วพยักหน้า “พอสมควรแล้ว”
ใกล้จะคัดลอก “เสี่ยน” ที่เป็นบุคคล ไร้ขอบเขต’ ผู้หนึ่งออกมาได้แล้ว คอยแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง
ปรับเปลี่ยนความคลาดเคลื่อนอันเล็กละเอียดครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ “เสี่ยน” ยิ่งมีแนวโน้มว่าจะสมจริงมากขึ้น
หากทำได้สำเร็จ “เสี่ยน” ก็จะกลายมาเป็นบุคคลในคันฉ่อง อีกทั้งมันจะเป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง
บนมหามรรคาในอนาคต มันจะได้ครอบครองความเป็นไปได้นับไม่ถ้วน
เฉินผิงอันกล่าว “เก็บคันฉ่องหยุดวารีมาได้แล้ว”
ขู่โส่วทำตามอย่างไม่มีลังเล
เสี่ยนที่ลอยอยู่ตรงกลางระหว่างฟ้าสีครามและดินสีเหลืองเหมือนผีผูกคอตายอยู่ตลอดเวลา
เส้นผมสีนิลเต็มศีรษะพลิ้วไสวไปมา
เฉินผิงอันไปหาโจวไห่จิ้ง เอ่ยว่า “เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?”
นางพยักหน้ารับเงียบๆ เอาเครื่องประดับผมทุกชิ้นออกจนหมด
โจวไห่จิ้ง อักษรโฉ่ว ผู้ฝึกยุทธเต็มตัว ขอบเขตยอดเขา หนึ่งในสี่ปรมาจารย์ใหญ่ที่ได้รับการประเมินของแจกันสมบัติทวีป
โจวไห่จิ้งมีชาติกำเนิดเป็นชาวประมงแคว้นเล็กที่ตั้งอยู่ริมทะเลทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
อันที่จริงนางอายุห้าสิบเจ็ดปีแล้ว แต่กลับยังมีรูปโฉมเหมือนคนอายุยี่สิบต้นๆ
วิธีการฝึกหมัดของนางทั้งเรียบง่ายและหยาบกระด้างอย่างถึงที่สุด นั่นก็คือการ “ต่อยลูกคลื่น” อยู่ริมทะเล
การเข้ามารวมกลุ่มของนางไม่ใช่แค่เติมเต็มแผนภูมิดินให้สมบูรณ์เท่านั้น
แต่ยิ่งเป็นเพราะนางต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญของสายแผนภูมิดิน คือพลังพิฆาตที่แท้จริง
รอกระทั่งเฉินผิงอันมาอยู่ข้างกาย โจวไห่จิ้งก็ไม่เหลืออารมณ์สนุกสนานอีกแล้ว
ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวก็ไม่มีทางเข้าใจอารมณ์ของนางในเวลานี้
ขอแค่เป็นผู้ฝึกยุทธที่ปณิธานอยู่ที่การเดินขึ้นไปถึงยอดสูงสุด มีหรือจะกล้าไม่เคารพไม่เห็นเขาเป็นดั่งเทพเจ้า
เฉินผิงอันเอ่ย
“ข้าสามารถเบิกโชคชะตาวิถีวรยุทธส่วนหนึ่งมาให้เจ้าล่วงหน้าได้ เพียงแต่ว่าหลังจบเรื่องต้องใช้คืน
การจับคู่เข่นฆ่าต่อจากนี้ พลังพิฆาตในท้ายที่สุดของสายแผนภูมิดินจะสูงหรือต่ำก็อยู่ที่เจ้าแล้ว”
โจวไห่จิ้งพยักหน้า “จะไม่ทำให้ราชครูเฉินผิดหวังเด็ดขาด!”
เฉินผิงอันไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ เงยหน้ามองเสี่ยน เอ่ยว่า
“นกกระจอกทำรังอยู่ในพงไพรลึก อาศัยกิ่งไม้เพียงกิ่งเดียวก็เพียงพอ”
สายตาของเสี่ยนเปลี่ยนมาเป็นเย็นชาในทันที ในใจเกลียดแค้นอย่างหนัก
นางจ้องเขม็งไปยังคนหนุ่มที่พูดจาวางโตโดยไม่ละอายผู้นั้นเขม็ง
เฉินผิงอันเพียงเอ่ยว่า “ความตายทางใจนั้นใหญ่หลวงที่สุด ความตายทางกายยังนับเป็นรองลงมา”
เสี่ยนพลันยิ้มเอ่ย “เจ้าน่าสงสารยิ่งกว่า”
โจวไห่จิ้งหลับตาลง นางแค่สูดหายใจเข้าเบาๆ ทีเดียว
ระหว่างฟ้าดินก็มีเสียงสะเทือนเลือนลั่นปานเสียงอสนีบาตตอบรับ
นางเริ่มเดินขึ้นสู่ฟ้า ดวงตาทั้งคู่เปลี่ยนเป็นสีทองบริสุทธิ์ กลางหว่างคิ้วมีดวงตาแนวตั้งข้างหนึ่งลอยขึ้นมา
นางยื่นมือออกไป กลางฝ่ามือก็มีหอกเหล็กด้ามหนึ่งถูกจำแลงออกมา
มหามรรคามีเส้นทางแตกต่างแต่มีจุดหมายเดียวกัน ดูเหมือนว่าคนฉลาดกับคนฉลาดมักจะคิดไปในทางเดียวกันได้ง่ายเสมอ
ชุยฉานรับผิดชอบวางเค้าโครงของสายแผนภูมิดินขึ้นมา เฉินผิงอันกลับรับหน้าที่ซ่อมแซมแก้ไขแผนภูมิดินให้สมบูรณ์แบบ
ในใต้หล้ามืดสลัว อู๋ซวงเจี้ยงได้สร้างเหยาชิงที่เป็นขอบเขตสิบห้าเทียมขึ้นมา
ทางฝั่งของสายแผนภูมิดินนี้ เฉินผิงอันได้ให้โจวไห่จิ้งที่เป็นคอขวดของขอบเขตเก้าค่อยๆ เพิ่มเติมสะสมไปทีละชั้น
สุดท้ายเดินขึ้นฟ้าในก้าวเดียว เลื่อนเป็นขั้นเทพมาเยือนของขอบเขตปลายทาง
อีกทั้งยังมีวิชาอภินิหารอีกมากมายติดตัว
ซ่งซวี่นั่งอยู่บนหัวกำแพงดินเหลืองของลานตากธัญพืช สองแขนกอดอก เงยหน้ามองภาพเหตุการณ์ประหลาดนั้น
นักพรตเก๋อหลิ่งมีรอยยิ้มประดับใบหน้าน้อยๆ รู้สึกว่าเรื่องของการฝึกตนช่างยากลำบากเหลือเกิน แต่กลับคุ้มค่ายิ่งนัก
ก่ายเยี่ยนนั่งคุกเข่าอยู่ในกระโจมรัก เอวยืดตรง สีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา
ความงดงามเย้ายวนเปลี่ยนมาเป็นความสุภาพเรียบร้อย
เด็กสาวอวี๋อวี๋กอดกระบอกไม้ไผ่ไว้ในอ้อมอก นางโยนลูกธนูลูกหนึ่งออกมาแล้วหัวเราะฮ่าๆ “ประหารเดี๋ยวนี้”
หยวนฮว่าจิ้งยืนอยู่หน้าประตูถ้ำสถิต เขาเองก็สงสัยใคร่รู้มากเหมือนกันว่าแผนภูมิดินของพวกเขาในทุกวันนี้
เมื่อผ่านการร่วมมือกันสร้างขึ้นมาของราชครูสองรุ่น
สรุปแล้วจะมีน้ำหนักกี่มากน้อยกันแน่ เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกนี่นะ
หันโจ้วจิ่นนั่งอยู่บนหลังคาของตำหนักใหญ่ รอคอยคาดหวังอย่างยิ่ง
อารมณ์ของลู่ฮุยตื่นเต้นฮึกเหิม เขาเริ่มดื่มเหล้า ต้าหลีช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน!
ท่าไม้ตายที่ใหญ่ที่สุดของสายแผนภูมิดิน ในที่สุดก็เป็นดั่งน้ำลดหินผุดในช่วงเวลาหนึ่งเค่อก่อนที่ดวงตะวันจะลาลับไปทางภูเขาตะวันตก
สุดยอดของอริยะแห่งบุ๋น ปราชญ์แห่งบู๊ มีวิชาอภินิหารของสำนักการทหารติดกายควบคุมเวทคาถาทั้งหมดของสายแผนภูมิดินไว้ในมือ
อีกทั้งยังเป็นเซียนกระบี่คนหนึ่งที่ได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตหลายเล่ม
เห็นเพียงว่าโจวไห่จิ้งสวมเสื้อเกราะหลากสีตัวหนึ่ง ในมือถือหอกเหล็กหนึ่งด้าม
ร่ายวิชากฎแห่งฟ้าหลักแห่งดิน เรือนกายสูงหมื่นจั้ง แถบผ้าหลากสีสิบสองผืนล้อมพันอยู่รอบกาย
โจวไห่จิ้ง” ที่ถือหอกเดินขึ้นฟ้าเผชิญหน้ากับผีขอบเขตสิบสี่ที่ผุดขึ้นมาหลังฝนตกเพียงลำพัง
เป็นทั้งการแสดงวรยุทธ แล้วก็ยิ่งเป็นการท้าทายตัวต่อตัว!