กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1215.1 ประหาร
โจวไห่จิ้ง ในเวลานี้ใช้เรือนกายอันแข็งแกร่งมั่นคงของขั้นเทพมาเยือนขอบเขตปลายทางของผู้ฝึกยุทธ
เป็นทั้งผู้ฝึกยุทธกลายเป็นเทพ แล้วก็เป็นทั้งผู้ฝึกตนพิสูจน์มรรคา
นางถือหอกเดินขึ้นสวรรค์ มรรคาอยู่ใต้ฝ่าเท้า ย่อมต้องมีท่วงท่าองอาจของผู้ที่ไร้ศัตรูทัดทานแห่งโลกมนุษย์
เสี่ยนลอยตัวอยู่กลางอากาศ สะบัดชายแขนเสื้อ ศึกใหญ่ตัดสินเป็นตายกำลังจะปะทุขึ้น
นางจึงถอนวิชาอภินิหารจักรวาลในชายแขนเสื้อออก สะบัดอินจี้และอินเหมี่ยวออกมานอกพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
โยนพวกเขาเข้าไปในน้ำวนแห่งกาลเวลาลูกหนึ่ง
ส่วนพวกเขาจะถูกเฉินผิงอันตามไปพบร่องรอยแล้วถูกงมออกมาจากน้ำวนหรือไม่ เสี่ยนก็ไม่มีเวลามาสนใจมากแล้ว
หากตนต้องตายดับอยู่ที่นี่ จุดจบของพวกเขาก็คงไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร
แต่หากตนกลับไปยังทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางได้ พวกเขาถึงจะมีโอกาสรอดชีวิตเสี้ยวหนึ่ง
หนึ่งในรากฐานมหามรรคาของผีทำให้เสี่ยนถูกมัดมือมัดเท้าอย่างยิ่ง
ยิ่งใกล้กับเทศกาลตวนอู่อันเป็นห้วงเวลาที่พลังหยางพุ่งขึ้นสูง
ประกอบกับดวงอาทิตย์ใหญ่ภายนอกที่ยังมิทันลับขอบฟ้า นี่เรียกว่าเงื่อนไขแห่งฟ้าที่เป็นตัวขัดขวาง
อยู่ในแจกันสมบัติทวีป ดินอวยพรย่อมต้องเป็นทางฝั่งของราชสำนักต้าหลีอยู่แล้ว
นอกจากเส้นผมสีนิลเต็มศีรษะของนางที่สร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมดินแดนผีขึ้นมาแล้ว
ด้านนอกยังมีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมปราณกระบี่ที่เฉินผิงอันใช้นกในกรงและจันทร์ปากบ่อซึ่งเป็นกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มสร้างขึ้นมาด้วย
ในฟ้าดินเล็กซุกซ่อนกระบี่บินที่จำแลงออกมาจากกระบี่เล่มหนึ่งไว้มากเกือบหนึ่งล้านเล่ม
ขยับออกไปข้างนอกอีกก็ยังมีขุนเขาวิถีวรยุทธที่ถูกจำแลงออกมา
สามารถบังคับกระชาก “เสี่ยน” ส่วนหนึ่งเข้ามาในภูเขาลูกนี้
เพียงแค่เพราะว่านางเองก็ถือว่าเป็นผู้ฝึกยุทธคนหนึ่งได้จริงๆ นางเรียนรู้วิชามาอย่างหลากหลาย
แล้วจะมีตบะสะสมมาแค่สามพันกว่าปีได้อย่างไร? ถึงขั้นพูดได้ว่านางเหนือกว่าเฉินผิงอันด้วยซ้ำ
ถึงอย่างไรอายุการฝึกตนของเขาก็สั้นเกินไป ต่อให้เจ้าจะแอบขโมยเรียนวิชาจากคนอื่นมามากแค่ไหน
ก็ยังสู้เสี่ยนที่ “เก็บของสำเร็จรูป” มาไม่ได้ บนโลกมนุษย์มีเวทคาถา วิชาอภินิหาร วรยุทธและยันต์อยู่มากมาย…
ที่ให้นางเลือกเก็บเลือกเด็ดจนหูตาพร่าลาย เพียงแต่นางคิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะถึงกับชิงบัลลังก์ได้สำเร็จ
ได้ครอบครองภูเขาสูงลูกนั้น พรสวรรค์ด้านวิถีวรยุทธของนางจึงกลายมาเป็นภาระ
ข้างนอกสุด นอกฟ้ามีกระบี่บิน “เป่ยโต้ว” น้ำวนทะเลเมฆเก้าแห่งที่อยู่บนม่านฟ้าของแจกันสมบัติทวีปก็ยังคงหมุนวนช้าๆ
ปลายกระบี่ชี้ไปทางเสี่ยน
“คนสามัคคี” ในส่วนสุดท้าย แม่นางน้อยที่มีภาพบรรยากาศรอบกายไม่ธรรมดาคนนั้น
วิธีการมากมายของนางซึ่งมีทั้งพายุหมัดของผู้ฝึกยุทธและเวทห้าอสนีเป็นหนึ่งในนั้น
เดิมทีก็สยบกำราบผีในโลกมืดอยู่แล้ว นี่จึงทำให้เสี่ยนรับมือได้ยากเป็นเท่าทวี
ฟ้าอำนวยดินอวยพรและคนสามัคคีต่างก็ค่อนข้างเสียเปรียบ
ถ้าอย่างนั้นเสี่ยนก็ได้แต่อาศัย “ขอบเขตสิบสี่” หลังฝนตกอย่างเดียวเท่านั้นแล้ว
ในใจนางรู้สึกสะท้อนใจอย่างอดไม่ได้ ป๋ายเหย่ร้ายกาจจริงๆ
แล้วก็คู่ควรกับการที่โจวมี่แห่งเปลี่ยวร้างวางแผนอย่างตั้งใจเพื่อเล่นงานเขาโดยเฉพาะ
ผู้ฝึกตนภายนอกของใต้หล้าไพศาลในทุกวันนี้ เกรงว่าคงไม่รู้ถึงจุดร้ายกาจที่แท้จริงของสายแผนภูมิดินต้าหลี
คนหนุ่มสาวเหล่านี้สามารถค่อยๆ เปลี่ยนสถานการณ์อันเลวร้ายให้กลายเป็นสถานการณ์ที่ดีขึ้นได้ทีละนิด
หลังจากที่สถานการณ์เท่าเทียมกันแล้วก็สามารถทดลองผิดถูกได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ค่อยๆ สะสมข้อได้เปรียบอันละเอียดอ่อนไปทีละน้อย เวลานานเข้า หากแผนภูมิดินต้าหลีครอบครองความได้เปรียบขึ้นมาเมื่อไหร่
ก็จะสามารถเปลี่ยนไปเป็นสถานการณ์แห่งชัยชนะได้โดยตรง จะต้องสังหารศัตรูได้อย่างแน่นอน
ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวก็น่าจะเป็นเพราะพวกเขาไม่ค่อยเหมาะจะอยู่บนสนามรบนอกแจกันสมบัติทวีปสักเท่าไร?
ความสูงของกายธรรมสองตนเท่าเทียมกัน โจวไห่จิ้งทะยานร่างขึ้นสูง อีกนิดเดียวหอกก็จะแทงทะลุหน้าอกของเสี่ยนได้แล้ว
บนท้องฟ้ามีประกายแสงแก้วใสห้าสีที่เกิดจากแรงสะเทือนของคมดาบที่เสียดสีกับกาลเวลาสว่างวาบขึ้นมาแถบใหญ่
ส่องแสงสว่างพร่างพราวอย่างถึงที่สุด
ลูกตาดำของเสี่ยนหดตัวลงเล็กน้อย เรือนกายขยับเคลื่อนว่องไวถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
แม่น้ำแห่งกาลเวลาส่งผลกระทบต่อนางได้น้อยขนาดนี้เชียว?
นี่ไม่ได้หมายความว่าโจวไห่จิ้งในเวลานี้มีร่างกายเหมือนกระบี่บินหรือไร?
ความเร็วใกล้เคียงกับ…สายของกระบี่หลายเล่มกลุ่มแรกๆ ในยุคบรรพกาลที่หล่นร่วงลงมายังฟ้าดินก่อนใคร?
เสี่ยนหดย่อพื้นที่ขยับออกห่างไปไกลแล้ว โจวไห่จิ้งสะบัดหมุนข้อมือ
ปลายหอกเกี่ยวกระหวัดพันเส้นผมสีนิลที่เดิมทีมองไม่เห็นเอาไว้
อักขระที่แกะสลักไว้บนหอกยาวส่องแสงพริบพราว บีบให้เส้นผมสีดำต้องเผยกาย
โจวไห่จิ้งบังคับกระชากมาจนก่อให้เกิดเสียงเหมือนผ้าฉีกขาดที่น่าสยดสยอง
เส้นผมจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงเผลาะๆ เหมือนขี้เถ้าแล้วปลิวกระจายไปตามสายลม
โจวไห่จิ้งที่สวมเสื้อเกราะหลากสีสลัดหอกยาวเบาๆ กระเทือนให้ฝุ่นแห่งหายนะที่อยู่รอบด้านสลายไป
เอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “อยู่ต่อหน้าศัตรูตัวฉกาจก็กล้าแบ่งสมาธิไปสนใจเรื่องอื่นด้วยหรือ?”
ระหว่างที่พูด ภาพเหตุการณ์ผิดปกติก็เกิดขึ้นรอบกายเสี่ยน
มีน้ำวนสีทองลักษณะเหมือนเมล็ดพุทราหลายลูกปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า
เหมือนดวงตาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่จ้องมองมายังผีตนนี้
เสี่ยนปล่อยหมัดต่อยให้ดวงตะวันร้อนแรงดวงหนึ่งแหลกสลาย ครั้นจึงม้วนชายแขนเสื้อ
ตบให้แม่น้ำยาวเปลวเพลิงที่เหมือนเชือกเส้นหนึ่งปลิวกระเด็นออกไป
เดินก้าวยาวๆ ตรงดิ่งไปหาโจวไห่จิ้ง ยื่นมือไปคว้าเซียนกระบี่ชุดขาวคนหนึ่งที่พุ่งตัวออกมาจากน้ำวนสีทองแล้วบีบให้แหลก
ทันใดนั้น เสี่ยนที่มองดูเหมือนก้าวเดินอย่างผ่อนคลายสบายอารมณ์ แต่แท้จริงแล้วเรือนกายกลับพุ่งไปเร็วปานสายฟ้าแลบกลับหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
ฟ้าดินใกล้เคียงก็เหมือนมีปราการแห่งมหามรรคาปรากฏขึ้นมา
บนใบหน้าของเสี่ยนมีสะเก็ดเปลวเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนสาดกระจาย
เส้นผมสีนิลเต็มศีรษะกลายมาเป็นกระบี่บินนับไม่ถ้วน
ส่งเสียงแหลมบาดแก้วหูเหมือนอาวุธคมกริบที่กรีดไปบนกระจกอย่างเชื่องช้า
โจวไห่จิ้งหัวเราะหยัน “ตายซะเถอะ!”
ร่างของเสี่ยนหยุดชะงัก แต่โจวไห่จิ้งกลับเพิ่มความเร็ว
หอกแทงไปยังลำคอของเสี่ยนยกด้ามหอกขึ้นสูง ทำให้ร่างของเสี่ยนห้อยลอยอยู่กลางอากาศ
วินาทีที่ปลายหอกทะลุผ่านลำคอของผีก็มีสายฟ้า ปณิธานหมัด และแก่นดวงอาทิตย์พากันไหลกรูออกมา
เหมือนภูเขาลูกหนึ่งที่วางประทัดกองไว้เต็มภูเขา พอประทัดถูกจุดเสียงระเบิดจึงดังสนั่นหวั่นไหว
เสี่ยนที่ถูกระเบิดคอทั้งคอ หรือควรจะพูดว่าศีรษะที่ลอยอยู่กลางอากาศ มีสีหน้าเป็นปกติดังเดิม
นางมองสบตากับโจวไห่จิ้งที่เงยหน้าขึ้นด้วยสายตาเย็นชาทั้งอย่างนี้
ดวงตาแนวตั้งที่เหมือนเมล็ดพุทราบนหน้าผากของโจวไห่จิ้ง ประหนึ่งองค์เทพชั้นสูงยุคบรรพกาลที่เบิกเนตรสวรรค์
สีทองเปล่งวาบหนึ่งครั้ง พริบตาเดียวก็ทำลายใบหน้าของเสี่ยนให้แหลกสลาย
เส้นยาวเส้นหนึ่งพุ่งตรงออกไปชนกระทบกับม่านฟ้าอย่างแรง
ม่านฟ้าที่ถูกแสงสีทองบริสุทธิ์ซึ่งแฝงไว้ด้วยพลังอันศักดิ์สิทธิ์หาที่สิ้นสุดไม่ได้โจมตีไปแล้วก็เผยรูปโฉมแท้จริงอันหน้าหวาดกลัว
นั่นคือเส้นผมสีดำรวมตัวกันหนาแน่นขยับเคลื่อนคืบคลานเป็นม่านฟ้า
เสี่ยนที่ไม่มีหัวหลบพ้นการโจมตีของแถบผ้าสิบสองผืนของโจวไห่จิ้งมาได้
เรือนกายกลายร่างเป็นสายรุ้งที่หนีออกไปไกล ไปรวมร่างใหม่อีกครั้งในจุดที่ห่างไกลมาก
เสี่ยนยกมือขึ้นสร้างหัวใหม่ จากนั้นก็วางมือลงบนไหล่ สะบัดคอเบาๆ
โจวไห่จิ้งหรี่ตากล่าว “มหามรรคาแห่งแจกันสมบัติทวีปมีหรือจะยอมปล่อยให้ผีกำเริบเสิบสาน”
เสี่ยนหัวเราะขำ “แม่นางน้อยจะไปเข้าใจอะไร จะไปรู้กะผีอะไร”
โจวไห่จิ้งกวักมือหนึ่งที ภูเขามรรคาถงป่ายเป็นเหมือนกระดาษที่ถูกพับเป็นชั้นๆ
สุดท้ายจำแลงออกมาเป็นยันต์ที่มีไอสีม่วงล้อมวนเวียน
สองนิ้วคีบยันต์แผ่นนั้นไว้ โจวไห่จิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ประหารผี”
ร่างกายธรรมของเสี่ยนถูกยันต์ที่เหมือนดาบฟันผ่ากลางเอว
เสี่ยนสร้างร่างทองขึ้นมาใหม่ตามสถานที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
แต่ก็ถูกยันต์ที่ยึดมั่นในหลักแห่งฟ้าตามติดเหมือนเงาแผ่นนั้นฟันผ่าคาที่อยู่ตลอด
สะบัดควงหอกยาว เสี่ยนที่ซ่อนร่างอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าก็ถูกปั่นคว้านจนแหลกเละ
ปณิธานที่หลงเหลืออยู่ปลิวกระจายหายไประหว่างฟ้าดิน
พยายามที่จะไปเชื่อมโยงเข้ากับเส้นผมสีนิลที่ขยับเคลื่อนยั้วเยี้ยอยู่บนม่านฟ้าอีกครั้ง
กายธรรมของโจวไห่จิ้งแค่เป่าเบาๆ หนึ่งที ลมบนฟ้าก็พัดกระโชกแรง
เผยให้เห็นแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่อลังการสายหนึ่งที่ชำระล้างอีกฝ่ายจนสิ้นซาก
เสี่ยนเอียงศีรษะน้อยๆ คล้ายกำลังครุ่นคิดว่าช่องโหว่บนมหามรรคาของกายธรรมร่างนี้ของโจวไห่จิ้งอยู่ที่ใด
แทนที่จะต่อสู้พัวพันกับอีกฝ่ายให้สิ้นเปลืองพลังตบะไปเปล่าๆ
ก็ไม่สู้ทำภารกิจทั้งหมดให้สำเร็จลุล่วงในศึกเดียว
หอกยาวพุ่งมาถึง หอบหุ้มเอาฟ้าร้องฟ้าแลบรุนแรงมาพร้อมกันด้วย
เสี่ยนพยายามที่จะยื่นมือไปกุมปลายหอก แต่กลับถูกแทงทะลุมือผ่านไป
เพียงแต่ว่าเส้นผมสีดำเต็มศีรษะที่เหมือนงูสีดำจำนวนนับล้านๆ ตัวกระจายตัวอยู่กลางอากาศว่างเปล่า
ก็พุ่งเข้าปกคลุมร่างของโจวไห่จิ้งไว้ในชั่วพริบตา
เพียงเสี้ยววินาที การกักกันของมหามรรคาก็ระเบิดแตกกระจาย
โจวไห่จิ้งสีหน้าสุขุมเยือกเย็น ถือหอกลอยตัวอยู่กลางอากาศ
เสื้อเกราะสีสดหม่นแสงลงไปเล็กน้อย นางกวาดตามองไปรอบด้าน
ตามหาร่องรอยของผีตนนั้นอย่างว่องไว ดวงตาที่ตั้งชันของโจวไห่จิ้งเปิดออก
แสงสีทองสาดส่องไปทั่วฟ้าดินอย่างไม่ยำเกรง
กระบี่บิน “เกอเหยา” คอยดูดซับเอาปราณวิญญาณและกลิ่นอายชั่วร้ายในฟ้าดินมาไว้ตลอดเวลา
จากนั้นอาศัยกระบี่บิน “ฮว่อผู่” มาหล่อหลอมปราณดุร้ายแห่งโลกมืดที่มีกลิ่นอายของผีปะปนให้เป็นอากาศสะอาดบริสุทธิ์ที่มีธาตุหยินหนักอึ้งขุมหนึ่ง
ต่อให้จะยังไม่สามารถสังหารผีให้ตายคาที่ได้ อย่างมากก็ได้แค่ค่อยๆ ผลาญพลังอีกฝ่ายไปทีละนิดจนอีกฝ่ายตายไป
ยามที่ปราณวิญญาณถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น ต่อให้เจ้าที่เป็นขอบเขตสิบสี่จะมีวิชาอภินิหารยิ่งใหญ่แค่ไหน
สุดท้ายก็เป็นได้แค่น้ำที่ไร้ต้นกำเนิดอยู่ดี
แสงบนท้องฟ้ากะพริบพร่างพราว โจวไห่จิ้งและเสี่ยนต่างก็ร่ายวิชาอภินิหารของตัวเอง
หยวนฮว่าจิ้งที่ยืนอยู่หน้าประตูถ้ำสถิตเงียบไม่เอ่ยอะไร ทว่าจิตวิญญาณกลับแกว่งไกว
คิดไม่ถึงเลยว่าสายแผนภูมิดินของพวกเราจะสามารถสังหารศัตรูเช่นนี้ได้ด้วย
ก่ายเยี่ยนยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ในกระโจมรัก ดวงตาหวานฉ่ำของนางทอประกายมีเสน่ห์
น่าเสียดายที่มองไม่เห็นร่องรอยของคนชุดเขียว อาจารย์เฉิน ท่านสมกับเป็นผู้มีพรสวรรค์จริงๆ
หันโจ้วจิ่นตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ภูเขามรรคาลูกหนึ่งสามารถเอามาใช้แบบนี้ได้ด้วยหรือ?!
สิ่งปลูกสร้างอย่างตำหนักและวังทั้งหลายพวกนั้น ที่แท้ก็เป็นอักขระยันต์ทั้งหมด
ลมปราณสีม่วงก็คือยันต์เมฆาอย่างนั้นหรือ?
นอกค่ายกลของแผนภูมิดินต้าหลี เสินจวินของห้ามหาบรรพตแห่งแจกันสมบัติทวีปเผยกายพร้อมกัน
มีศาลของมหาบรรพตใหญ่เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม เผยกายธรรมร่างทอง
หลุบตาลงต่ำมองโลกมนุษย์ มองภูเขาสายน้าที่อยู่ภายใต้การปกครอง
เฉินผิงอันที่เพิ่งจะมารับหน้าที่เป็นราชครูต้าหลีได้ออกคำสั่งข้อหนึ่งให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าที่มีตำแหน่งสูงอยู่ในแจกันสมบัติทวีปอย่างพวกเขาแล้ว
บอกให้พวกเขาล้อมดักผีตนหนึ่ง ต้องกักตัวอีกฝ่ายไว้ในแจกันสมบัติทวีปให้จงได้
โดยทั่วไปแล้วคิดอยากจะเรียกใช้งานพวกเขาก็ต้องประทับตราหยกลัญจกรของฮ่องเต้
ถึงจะถือว่าถูกต้องชอบธรรม แต่ไม่มีใครคิดจะพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งไม่ยินดี แล้วก็ไม่กล้า
ภูเขาพีอวิ๋นมหาบรรพตอุดร เว่ยป๋อเย่โหยวเสินจวินสวมชุดตัวยาวสีขาวหิมะ
ห้อยต่างหูห่วงกลมสีทอง
ได้ครอบครองภูเขาทายาทสามลูกอย่างภูเขาเสินเชิ่น ภูเขาหล่งซานและภูเขาเหนี่ยวสู่
ซานจวินกู้เทาของภูเขาเสินเซิ่นคือคนหน้าใหม่ในวงการภูเขาสายน้าของต้าหลี
ว่ากันว่ามีคุณความชอบในการซ่อมแซมภูเขาสายน้า ถึงได้เลื่อนจากผีขึ้นมาเป็นเทพภูเขาโดยตรง
ภายหลังได้มีการเพิ่มภูเขาทายาทเข้ามา หนึ่งในนั้นก็มีภูเขาเสินเซิ่น
หลังจากนั้นเว่ยป๋อแห่งภูเขาพีอวิ๋นได้รับแต่งตั้งฉายาเทพ ศาลบุ๋นเป็นผู้แต่งตั้งให้
ภูเขาเสินเชิ่นก็เหมือนเรือที่ลอยตามน้ำไปด้วย
ทุกวันนี้ยามที่ลาดตระเวนพื้นที่ของตัวเองก็จะต้องถูกเรียกด้วยความเคารพว่ากู้ซานจวิน
กู้เทาสวมชุดสีหมึก ชอบเก็บตัวเงียบไม่ค่อยออกไปไหน
นอกจากเลือกที่จะปลอมตัวเป็นคนธรรมดาออกไปลาดตระเวนพื้นที่ปกครองพร้อมกับคนสนิทสองสามคนตามระยะเวลาที่ไม่แน่นอน
กู้เทาก็แทบจะไม่เคยไปมาหาสู่กับเพื่อนร่วมงานในภูเขาสายน้ามาก่อน
จิ้นชิงเรือนกายแข็งแกร่งกายา สวมชุดสีม่วงรัดเข็มขัดหยก
เวลานี้สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “เว่ยป๋อ เกิดอะไรขึ้น ไฉนจู่ๆ ฮ่องเต้ต้าโซ่วถึงตาย? แล้วยังถูกราชสำนักต้าหลีจัดให้เป็นแคว้นศัตรูด้วย?”
ภูเขาจื่อเช่อมหาบรรพตกลาง ฉายาเทพคือหมิงจู๋
ซานจวินของภูเขาทายาทสองคนนอกจากฟูเต๋อชงของภูเขาผูซานแล้ว
ก็ยังมีว่านซู่กุ้ยเทพภูเขาหญิงแห่งภูเขาอวี่หลินด้วย
อดีตชาติของจิ้นชิงคือคนเก็บหินที่ชีวิตลำบากยากจน ตายเพราะถูกขุนนางผู้ตรวจการสังหารอย่างเหี้ยมโหด
หลังจากตายไปแล้วกลับไม่ได้กลายเป็นผีร้ายที่ความอาฆาตแค้นลึกซึ้ง
กลับกลายมาเป็นวิญญาณวีรบุรุษของพื้นที่แห่งหนึ่ง
เนื่องจากมีอุปนิสัยบริสุทธิ์ดีงามและจิตใจซื่อตรงอ่อนโยน ซานจวินผู้เฒ่าให้ความสำคัญถึงอย่างมาก
ได้มีเทพภูเขาจิ้นชิงแห่งยอดเขาเตี๋ยจ้างในภายหลัง
ตรงกลางภูเขาของภูเขาจื่อเช่อมีสระชำระกระบี่ที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งทวีปตั้งอยู่
ก่อนที่สกุลตู้กูของราชวงศ์จูอิ๋งจะชะตาแคว้นขาดสะบั้นลง
ก็ไม่รู้ว่ามีผู้ฝึกกระบี่กี่มากน้อยที่เคยมาหลอมกระบี่ที่นี่
จิ้นชิงดูแลพวกเขาค่อนข้างดี ไม่สนใจว่าคุณสมบัติจะสูงหรือต่ำ ระบบสืบทอดจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ
จิ้นชิงสนิทสนมกับหลี่ถวนจิ่งแห่งสวนลมฟ้ามาก ตอนที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งรู้จักกัน
จิ้นชิงก็สูงศักดิ์เป็นถึงซานจวินของมหาบรรพตแห่งหนึ่งแล้ว หลี่ถวนจิ่งยังเป็นแค่ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตประตูมังกรคนหนึ่งเท่านั้น
ในอดีตอู๋ยวนต้องออกไปจากอำเภอไหวหวงอย่างหม่นหมอง เจออุปสรรคบนเส้นทางของการเป็นขุนนาง
รู้สึกหมดอาลัยตายอยาก เคยมารับหน้าที่เป็นเจ้าเมืองอยู่ในเขตอวี๋ขุ่นที่ตั้งอยู่ตรงตีนเขานานหลายปี
หน้าประตูที่ว่าการเงียบเหงาจนกางตาข่ายจับนกได้
เว่ยป๋อยิ้มเอ่ย “ถามหาสาเหตุมากมายขนาดนั้นไปไย พวกเราแค่ฟังคำสั่งจากทางราชสำนักก็พอ”
จิ้นชิงหัวเราะหยัน “ซิ่วหู่สอนให้เจ้าเอาแต่เชื่อฟังทุกถ้อยคำและปฏิบัติตามทุกแผนการโดยไม่โต้แย้ง?
หรือว่าเป็นแผนการอันแยบยลที่อาจารย์เฉินถ่ายทอดให้เจ้ากันแน่?”
เว่ยป๋อยิ้มบางๆ “จิ้นเสินจวินพูดจาใส่อารมณ์ขนาดนี้ ก่อนจะมากินดินปืนเข้าไปหรือไร?”
จิ้นชิงเอ่ยอย่างมีโทสะ “หากประกาศศึกกันอย่างเป็นทางการ ที่สนามรบของเปลี่ยวร้างจะทำเช่นไร
กองทัพม้าเหล็กต้าหลีของพวกเราย่อมแข็งแกร่งทรงพลัง ทว่ากองทัพม้าของต้าโซ่วก็ไม่อ่อนด้อยเหมือนกัน
ทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันขนาดนั้นจะต้องมีคนตายไปเยอะมาก
ข้าที่เป็นซานจวินคนหนึ่งไม่มีหน้าที่ที่จะต้องมาพูดถึงทิศทางการดำเนินไปของสถานการณ์ในสองใต้หล้า
แต่หลักการตื้นเขินอย่างกินเบี้ยหวัดจากผู้เป็นนายก็พึงภักดีและปฏิบัติหน้าที่เพื่อผู้เป็นนายอย่างเต็มกำลัง
กลับต้องให้ข้าสอนเจ้าเว่ยเสินจวินด้วยหรือไร?”
เว่ยป๋อผงกปลายคางไปทางแสงสว่างที่อยู่ในตราผนึกเป็นชั้นๆ และในฟ้าดินหลายแห่ง
เอ่ยว่า “อยากรู้ว่าเพราะอะไร เจ้าก็ไปถามราชครูเอาเอง”
ต่อให้เป็นเสินจวินห้ามหาบรรพตก็ยังไม่อาจมองเข้าไปเห็นเหตุการณ์ที่อยู่ข้างในได้
ได้แต่อาศัยมองแสงกระบี่ที่เปล่งวูบวาบ กลิ่นอายผีวังเวงที่เหมือนกระแสน้ำชัดกรากไหลเชี่ยว
และเวทคาถา วิชาอภินิหารที่เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างที่เห็นได้อย่างเลือนรางเท่านั้น