กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1215.2 ประหาร
จิ้นชิงเอ่ยอย่างโมโห “เจ้าคนแซ่เว่ย แกล้งทำเป็นฟังภาษาคนไม่เข้าใจใช่ไหม?
ความหมายของข้าคืออยากรู้ว่าสรุปแล้วราชสำนักต้าหลีทำอะไรโดยใช้อารมณ์ หรือว่าเป็นกาายิงธนูแบบมีเป้าหมาย
หากเป็นอย่างแรก ทางฝั่งของเปลี่ยวร้างควรจะทำอย่างไร เพราะต้องรีบช่วยกันคิดหาวิธีรับมือ
แต่หากเป็นอย่างหลัง เจ้าและข้าก็สามารถเข้าร่วมการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษรได้ จะได้พยายามกันช่วยวางแผน”
เว่ยป๋อหัวเราะร่วน “แล้วเจ้าฟังภาษาคนเข้าใจหรือ?
ราชครูเฉินแสดงออกชัดเจนว่าต้องการให้พวกเราทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี อะไรที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งก็อย่าเข้าไปยุ่ง
ขอแค่รักษาเส้นชายแดนของโลกมืดและโลกสว่างในทวีปไว้ให้ได้ก็พอแล้ว”
เมื่อเทียบกับการต่อปากต่อคากันของเสินจวินขุนเขาเหนือกับขุนเขากลางสองท่านแล้ว
เสินจวินอีกสามคนที่เหลือ ภายนอกยังแสดงออกว่าค่อนข้างสบายๆ
เหมิงหรงสีหน้าเย็นชา สวมเสื้อเกราะสีทองพกกระบี่ยาว
ประหนึ่งแม่ทัพอาวุโสผู้มีคุณูปการที่เดินออกมาจากภาพวาดฝาผนังลงสีของศาล
มีเขานั่งบัญชาการภูเขาชี่ซานมหาบรรพตบูรพา ฉายาเทพคืออิงหลิง
มหาบรรพตบูรพามีภูเขาทายาทสองแห่ง แบ่งออกเป็นภูเขาเอ้อโหย่วและภูเขาเยี่ยนตั้ง
ซานจวินทั้งสองท่านเป็นหนึ่งบุ๋นหนึ่งบู๊ หนึ่งชายหนึ่งหญิงพอดี
ฝ่ายแรกแต่งกายเป็นลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อ ฝ่ายหลังแต่งกายเป็นสตรีชาววัง
เหมิงหรงคือเสินจวินมหาบรรพตเพียงหนึ่งเดียวที่เคยเป็นอดีตซานจวินของราชสำนักต้าหลี
นี่แสดงให้เห็นว่าสกุลซ่งต้าหลีเชื่อใจอีกฝ่ายมาก
ถงเหวินช่างสวมชุดผ้าป่านเนื้อหยาบ ไม่สวมรองเท้า หลังโก่งค่อม
คล้ายกับชายชราในหมู่บ้านชนบท ในมือถือกระบอกยาสูบที่ทำจากเนื้อหยกมรกตอันหนึ่ง
มหาบรรพตประจิมภูเขากานโจว ถงเหวินช่างมีฉายาเทพว่าต้าเต้า
เหมิงหรงใช้เสียงในใจพูดกลั้วหัวเราะว่า “เหล่าถง นี่ต่างหากถึงจะเป็นขุนนางใหม่ไฟแรงสามกองอย่างแท้จริงกระมัง?”
ถงเหวินช่างอิ่มรับหนึ่งที
ไหวลู่แห่งภูเขาหลวนซานกอดแผ่นหยกไว้ในอ้อมอก คือซานจวินหญิงที่เปี่ยมด้วยพลังใจและความเด็ดขาด
นางตัวไม่สูง เรือนกายเพรียวบาง แต่มีสีหน้าเด็ดเดี่ยว มีมาดอันน่าเกรงขามมิอาจล่วงเกิน
ขอแค่มีคนมาร้องทุกข์ส่งเอกสารฟ้องร้องมาที่ภูเขาหลวนซาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนบนภูเขาหรือจะเป็นชาวบ้านทั่วไป
ไม่ว่าจะอาศัยศาลบุ๋นบู๊หรือศาลเทพอภิบาลเมือง นางก็จะต้องอ่านด้วยตัวเอง
และจะต้องสืบสาวราวเรื่องให้ถึงที่สุดทุกเรื่อง
ไหวลู่พยักหน้า “ราชครูเฉินทำอะไรถูกใจข้าจริงๆ แต่คนบางคนกลับจะปล่อยให้ตามอำเภอใจไม่ได้”
ฉางเฟิ่งฮั่นแห่งภูเขาลู่เจี่ยวที่ระดับขั้นเท่าเทียมกับภูเขาหลวนซานของนางซึ่งเวลานี้ยืนอยู่ข้างกัน
ย่อมต้องฟังคำกระทบกระเทียบของไหวลู่ออก สีหน้าจึงไม่น่ามองทันใด
แม้ว่าจะเป็นภูเขาทายาทของมหาบรรพตประจิมเหมือนกัน แต่ทั้งสองฝ่ายกลับมีความขัดแย้งกระทบกระทั่งกันมาตลอด
พูดถึงแค่เรื่องการยื่นหนังสือร้องทุกข์ฟ้องร้อง ไหวลู่ก็ไม่เคยพิถีพิถันในเรื่องข้อห้ามของวงการขุนนาง
เรื่องราวในภูเขาหลวนซาน นางเข้ามายุ่ง เรื่องราวในอาณาเขตของภูเขาลู่เจี่ยว นางก็ยุ่งด้วย
ประเด็นสำคัญคือทุกครั้งที่ที่ว่าการกองตรวจสอบและกองลาดตระเวนของภูเขาหลวนซานส่งขุนนางมาเข้าร่วมการสืบคดี
กลับไม่เคยบอกกล่าวกับจวนซานจวินของภูเขาลู่เจี่ยวไว้ก่อน
อย่างมากก็แค่จับตัวคนกลับไปแล้ว แล้วค่อยส่งจดหมายมาบอกว่าใครถูกจับด้วยเรื่องอะไร
หากภูเขาลู่เจี่ยวมีความเห็นต่างก็สามารถยื่นเรื่องไปที่ภูเขากานโจว
ซานจวินไหวลู่ของข้ายินดีจะเผชิญหน้าไต่สวนกันในศาล…
เหมิงหรงถาม “ทางฝั่งของภูเขาลู่เจี่ยวเกิดเรื่องหรือ?”
ถงเหวินช่างเอ่ย “เรื่องน่าอายในบ้านไม่ควรแพร่งพรายออกไปภายนอก
เจ้าไม่ต้องมาสืบข่าวหรอก ถึงอย่างไรจวนราชครูก็มีการจดบันทึกลงเอกสารอยู่แล้ว
หากว่าเจ้าสนิทกับเฉินผิงอันก็ไปขออ่านเอาเอง”
เหมิงหรงเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “เจ้ายังมีหน้ามาพูดแบบนี้?
คราวก่อนพวกเราต่างก็ทำให้ราชครูเฉินต้องกินน้ำแกงประตูปิด
ตอนนี้กลับดีแล้ว ตัวเจ้าสนิทสนมกับเขาแล้ว แต่กลับทิ้งข้าไว้คนเดียว?”
ถงเหวินช่างเงียบไม่ตอบ
ไหวลู่แห่งหลวนซานใช้เสียงในใจบ่น “ตาเฒ่าถง คราวก่อนเขียนกระบี่เฉินแสร้งปลอมตัวเป็นนักพรตตั้งแผงดูดวงอยู่ที่แคว้นอวี้เซวียน
ไฉนไม่บอกกับข้าสักคำ”
การประชุมในห้องทรงพระอักษรที่เมืองหลวงต้าหลีคราวก่อน ไหวลู่ไม่ได้ปรากฏตัว
นางไม่ชอบบรรยากาศน่าเบื่อที่ได้แต่นั่งเหม่อเช่นนั้น
ยังดีที่ถงเหวินช่างไม่ได้บังคับให้ลูกน้องคนนี้ต้องเข้าร่วมการประชุมด้วย
ฉางเฟิ่งฮั่นแห่งภูเขาลู่เจี่ยวกลับกระตือรือร้นกับการประชุมประเภทนี้อย่างมาก
แต่ถงเหวินช่างดันลืมเรียกเขามาด้วยกัน ฉางเฟิ่งฮั่นอัดอั้นกับเรื่องนี้อย่างมาก
ก็ไม่บอกให้เว่ยเสินจวินแห่งมหาบรรพตอุดรแจ้งข้ามาล่ะ
ถงเหวินช่างเอ่ย “ต่อให้บอกเจ้า เจ้าจะทำอะไรได้”
ไหวลู่ยิ้มเอ่ย “อ้างว่าไปตรวจสอบเอกสารผ่านด่านแล้วชวนเซียนกระบี่เฉินคุยเล่นอย่างไรล่ะ
หากเขาไม่รังเกียจ ไม่แน่ว่าข้าอาจจะยังพอช่วยทำนายวาสนาแห่งคู่ครองให้ผู้อื่นได้บ้าง”
นับแต่โบราณมาหลวนซานก็คือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ค่อนข้างมหัศจรรย์แห่งหนึ่ง
มีความเกี่ยวข้องกับคำกล่าวในหมู่ชาวบ้านที่บอกว่า “ดาวหงหลวนขยับเคลื่อน” (เป็นนิมิตว่าดวงความรักหรือวาสนาคู่ครองกำลังจะมาเยือน)
ถงเหวินช่างกล่าว “ก็ไม่ดูซะบ้างว่าคนรักของเขาคือใคร”
ไหวลู่สะอึกอึ้งไปทันใด
ถงเหวินช่างลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังเอ่ยเตือนว่า “เรื่องของความรักความเลื่อมใส มีแค่พอประมาณก็พอ”
ไหวลู่ยิ่งอัดอั้นมากกว่าเดิม จะบอกว่าตนไม่มีความรักความเลื่อมใสอะไรทั้งนั้น
ก็แค่ว่าถูกฟ่านจวิ้นเม่ากระตุ้นให้เกิดใจสงสัยเท่านั้นจริงๆ
รูปโฉมของฟ่านจวิ้นเม่านั้นแค่เรียกได้ว่าหมดจด นางสวมชุดยาวสีเขียวเข้ม
ตรงเอวห้อยป้ายหยกคำว่า “จวิ้นชิงอวี่เซียง”
นางสะพายธนูคันใหญ่ ธนูคันนี้หลอมมาจากแก่นดวงจันทร์ส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ยุคบรรพกาล
เป็นของที่กุ้ยฮูหยินแอบมอบให้มหาบรรพตทักษิณอย่างลับๆ
ฟ่านจวิ้นเม่าเคยง้าวธนูยิงสังหารเผ่าปีศาจไปมากมาย
ภูเขาไฉ่จือที่เป็นภูเขาทายาท หวังเจวี้ยนซานจวินสวมมงกุฎจักรพรรดิ
ประดับด้วยไข่มุกขนาดใหญ่เท่าเมล็ดบ๊วยเขียว สองมือจับประคองอยู่ตรงเข็มขัดรัดเอวที่ทำจากหยกขาว
สกุลซ่งต้าหลีมอบแผ่นดินครึ่งทวีปของแจกันสมบัติทวีปกลับคืนไปให้
เนื่องจากภูเขาจื่อถงของมหาบรรพตทักษิณไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของต้าหลี
ปีนั้นราชสำนักจึงใช้วิธีที่พบกันครึ่งทางก่อนชั่วคราว
ต่อจากนี้พวกเขาก็ไม่ต้องส่งขุนนางไปบวงสรวงที่มหาบรรพตทักษิณทุกปีอีกแล้ว
ในอนาคตภูเขาจื่อถงอยู่ในอาณาเขตของแคว้นใด
ก็ให้คนผู้นั้นรับผิดชอบเรื่องการเซ่นไหว้บวงสรวงมหาบรรพตทักษิณแจกันสมบัติทวีปไป
แต่ว่าเรื่องนี้เป็นการรับปากปากเปล่าของราชสำนักต้าหลีฝ่ายเดียว ไม่ได้มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนหน้ากระดาษใดๆ
ปีนั้นสกุลซ่งเป็นดั่งดวงตะวันกลางนภา กองทัพม้าเหล็กต้าหลีหลายกองไม่ได้ถอนกำลังกลับไปยังทางทิศเหนือของลำน้ำใหญ่
แคว้นทางทิศใต้ ฝ่ายที่กอบกู้แคว้นก็ดี ฝ่ายที่ก่อตั้งแคว้นใหม่ก็ช่าง ไม่มีใครกล้าพูดอะไรสักคำ
อย่าว่าแต่กรมพิธีการต้าหลีไม่ไปบวงสรวงที่มหาบรรพตทักษิณชั่วคราวเลย
ต่อให้สั่งให้เจ้ากรมพิธีการของแคว้นทั้งหลายที่อยู่ทางใต้อย่างพวกต้องไปบวงสรวงมหาบรรพตอีกสี่แห่งที่เหลือทุกปี
พวกเขาก็ยังต้องทำตามแต่โดยดีไม่ใช่หรือ?
ดังนั้นช่วงที่ผ่านมานี้จึงมีข่าวเล็กๆ อย่างหนึ่งบอกว่าอีกไม่นานนี้ราชสำนักต้าหลีเตรียมจะยกเรื่องการบวงสรวงมหาบรรพตทักษิณขึ้นมาพูดคุยอีกครั้ง
ทุกปีจะต้องส่งขุนนางกรมพิธีการให้ไปจุดธูปคารวะที่ภูเขาจื่อถงตามเวลาที่กำหนด
ไหวลู่ “ทอดสายตามองไปไกล” ยังเสินจวินหญิงแห่งทิศใต้ท่านนี้
ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “จวิ้นเม่า สกุลซ่งต้าหลีจะบวงสรวงมหาบรรพตทักษิณใหม่อีกครั้งจริงๆ หรือ?”
ฟ่านจวิ้นเม่าส่ายหน้า “ไม่รู้เหมือนกัน ยังไงก็ได้ ตอนนี้เหล่าเหนียงใกล้จะหงุดหงิดตายเพราะงานเลี้ยงท่องราตรีนั่นอยู่แล้ว”
ไหวลู่ถาม “จวิ้นเม่า เจ้าชอบพูดว่าเฉินผิงอันสวมหน้ากากหลายชั้น
หน้าตาที่แท้จริงหล่อเหลาองอาจน่ามองอย่างมาก ตอนอายุน้อยก็คือเด็กหนุ่มรูปงามผู้มีเสน่ห์…อย่าหลอกข้าเชียวนะ!”
ฟ่านจวิ้นเม่าพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ครั้งแรกที่เฉินผิงอันออกจากบ้านเดินทางไกลได้นั่งเรือข้ามฟากผ่านเส้นทางมังกรเดินลงใต้
ข้าบังเอิญโดยสารเรือเดินทางขึ้นเหนือพอดีก็เลยเคยเจอหน้ากัน จะหลอกเจ้าไปทำไม?”
ไหวลู่พยักหน้า “ก็จริงนะ หนิงเหยาสายตาสูงขนาดนั้น
ปีนั้นที่เจอกันครั้งแรกในถ้ำสวรรค์หลีจู ก็ยังไม่หลงรักเฉินผิงอันตั้งแต่แรกเห็นหรอกหรือ
คิดดูแล้วหน้าตาของเขาก็คงไม่แย่ไปยังไง”
ฟ่านจวิ้นเม่าเอ่ย “สมเหตุสมผล”
เมื่อเทียบกับเสินจวินของห้ามหาบรรพตกับซานจวินที่มีจำนวนไม่น้อยแล้ว ยังมี “คนนอก” อยู่ด้วยสามคน
เทพวารีสามท่านของฉีตู้ หยางฮวาฉางชุนโหว เฉาหย่งหลินหลีป๋อ และยังมีเฉินเหวินเชี่ยนเฉียนถังจ่างที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่
จิ้นชิงหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย ดวงตาสีทองคู่นั้นส่องประกายวิบวับ
พลันเอ่ยว่า “แย่แล้ว ผีสร้างสะพานโค้งประหลาดแห่งหนึ่งขึ้นมา”
เสินจวินอีกสี่คนที่เหลือต่างก็สัมผัสได้ถึงภาพเหตุการณ์ประหลาดนี้
จึงรีบเอ่ยคำสั่งต่อศาลบุ๋นบู๊และศาลเทพอภิบาลเมืองทุกแห่งที่อยู่ในอาณาเขตของตนให้ปิดเส้นทางของปรโลกและลาดตระเวนด่านน้ำพุเหลืองให้ดี
ขณะเดียวกันทันใดนั้นในอาณาเขตของมหาบรรพตอุดรก็มีเสียงท่องตำราดังขึ้นมาจากสำนักศึกษาและโรงเรียนทั้งหลาย
ยิ่งนานก็ยิ่งดัง ประหนึ่งเสียงฟ้าคำรณ
ทางฝั่งของขุนเขากลางก็มีเสียงร้องหลากหลายรูปแบบดังขึ้นมาเช่นกัน
ราวกับเสียงของการทำงานใช้แรงของชาวบ้านที่สะสมมานานหลายพันปี
มีทั้งเสียงลากดึงเรือลำใหญ่ของคนดึงเชือก มีทั้งเสียงเพลงพื้นบ้านของชาวบ้านที่ขึ้นเขาไปเก็บหิน เสียงดังเป็นระลอกขึ้นลง
ทางฝั่งของมหาบรรพตบูรพา เสียงเสื้อเกราะกระทบกันดังกระหึ่ม
เสียงกีบเท้าม้าดังเป็นระลอก ราวกับว่ามีพลทหารนับพันนับหมื่นคนมารวมตัวกันสร้างขบวนทัพอยู่เหนือสมรภูมิรบที่กว้างใหญ่ไพศาล
มหาบรรพตประจิม ประหนึ่งเสียงของธงที่สะบัดอยู่ท่ามกลางแรงลม
ก่อนที่เสียงแตรสัญญาณจะค่อยๆ ดังขึ้นพร้อมกับเสียงรัวกลองถี่กระชั้น กังวานไปไกล
ลำน้ำใหญ่สายหนึ่งกลายเป็นสีทอง ประหนึ่งผ้าแพรต่วนสีทองผืนหนึ่งที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ
ทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่ราวกับมีหิมะใหญ่ตกลงมาทั่วฟ้า
เกล็ดหิมะล้วนเป็นเงินกระดาษที่เคยถูกเผาอยู่ในสุสานบนภูเขาเขียวจำนวนนับไม่ถ้วน
มีทั้งเสียงร้องครวญสะอื้นไห้ มีทั้งเสียงในใจที่ขอพรจากบรรพบุรุษ
หลังจากนั้นก็มีคนชุดเขียวคนหนึ่งเดินลงจากเส้นทางวรยุทธของบนภูเขาสูง
สะพานโค้งที่ล้ำเส้นถูกทำลายย่อยยับในทันใด ผีตนนั้นจำต้องถอยร่นหนีไป
องค์เทพแห่งภูเขาสายน้าที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องของแจกันสมบัติทวีปเหล่านี้ล้วนตกตะลึงกันอย่างหนัก
ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธบริสุทธิ์ขั้นเทพมาเยือนของขอบเขตปลายทางจริง
แต่จะได้ครอบครองพายุหมัดที่ยิ่งใหญ่ไพศาลดุจมหานทีร้อยสายไหลรินเช่นนี้ได้เลยหรือ?
จิ้นชิงผ่อนลมหายใจโล่งอก เกือบจะเป็นตัวตลกแล้ว
หลังจบเรื่องทางฝั่งของราชสำนักต้าหลีจะซักไซ้เอาโทษหรือไม่ ไม่เป็นไร
แต่หากหลังจากพวกเขาได้รับการแต่งตั้งฉายาเทพแล้ว
เรื่องแรกที่ทำหลังรับพระราชโองการและฟังประกาศบัญชาก็คือปล่อยให้ผีตัวหนึ่งหนีออกจากแจกันสมบัติทวีปไปได้สำเร็จ?
แม้จะอยากรู้มากว่าเฉินผิงอันทำได้อย่างไร แต่ก็ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าตนใดเปิดปากถามเรื่องนี้
ต่อให้จะเป็นฟ่านจวิ้นเม่าที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับวงการขุนนางภูเขาสายน้าก็ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้แม้แต่ครึ่งคำ
เฉินผิงอันเป็นราชครูต้าหลีหรือไม่ ถึงอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ก่อนงานพิธีในวันนี้ หรือควรพูดให้ถูกต้องก็คือก่อนที่เฉินผิงอันจะนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องทรงพระอักษรตัวนั้น
ชดเชยดินอวยพรให้กับแจกันสมบัติทวีป ไปพบเหมิงหรงที่หน้าประตูภูเขามหาบรรพตบูรพา
เป็นเฉินเซียนเหรินที่มีเรื่องจะขอร้องผู้อื่น เหมิงหรงไม่อยากพบก็ไม่ต้องพบได้
ถ้าอย่างนั้นหากวันนี้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีก ก็จะกลายเป็นราชครูเฉินที่ออกคำสั่งด้วยตัวเอง
ไม่ใช่ว่าเหมิงหรงไม่อยากรับคำสั่งก็จะไม่ทำตามได้แล้ว
เฉินเหวินเชี่ยนคอยออกคำสั่งลับๆ ให้กับเสมียนขุนนางในน่านน้ำของแม่น้ำเฉียนถังอย่างต่อเนื่อง
ว่าให้คอยตรวจสอบเส้นทางปรโลกทั้งหลายที่อยู่ในการดูแลร่วมกับศาลบุ๋นบู๊และศาลเทพอภิบาลเมืองอย่างละเอียดว่ามีทางแยกปรากฏขึ้นมาหรือไม่
ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วเพิ่มการป้องกันปิดเส้นทางให้เข้มงวดมากขึ้น
เมื่อเทียบกันแล้วหยางฮวาฉางชุนโหวแห่งลำน้ำใหญ่รับมือได้อย่างสบายๆ
มากกว่านางใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ยว่า “อย่าว่าแต่เฉียนถังจ่างคนใหม่อย่างเจ้าเลย
อันที่จริงข้ากับหลินหลีป๋อก็เพิ่งเคยร่วมมือกับห้ามหาบรรพตสร้างค่ายกลเป็นครั้งแรกเหมือนกัน”
เฉาหย่งพยักหน้า ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ล้วนเป็นเจ้าสาวที่ต้องขึ้นเกี้ยวเป็นครั้งแรกเหมือนกัน”
หยางฮวาคร้านจะถือสาที่สหายร่วมงานแห่งลำน้ำใหญ่ผู้นี้พูดจาสัปดน
นางเพิ่งจะขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์กับไทเฮาเหนียงเนียงของต้าหลีอย่างชัดเจน
วันหน้าทำอะไรก็ไม่ต้องถูกมัดมือมัดเท้าอีกต่อไป ยามนี้จึงอารมณ์ดีมาก
หยางฮวาใช้เสียงในใจเตือนเฉินเหวินเชี่ยน “ธาตุน้ำของแม่น้ำเฉียนถังเหมือนนิสัยที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของคนที่ศึกษามรรคา
อย่าได้คิดจะใช้วิธีการรุนแรงฝืนบังคับให้เปลี่ยนแปลง จะต้องมีทั้งการควบคุม แล้วก็ต้องมีการปล่อยคล้อยตาม
การกะน้ำหนักระหว่างนี้ต้องมีการใคร่ครวญอย่างระมัดระวัง”
เฉินเหวินเชี่ยนพยักหน้า “ข้าได้ลงพื้นที่จริงตรวจสอบไปตามสาขาแยกทุกสายและต้นกำเนิดของแม่น้ำเฉียนถังแล้ว
กลับไปแล้วยังต้องขอความรู้เรื่องคำถามบางอย่างจากฉางชุนโหวกับหลินหลีป๋อด้วย”
หยางฮวาพยักหน้า เฉาหย่งบอกว่ายินดีต้อนรับ
ตราผนึกฟ้าดินที่อาจารย์เฉินและผีตนนั้นต่างคนต่างร่ายออกมามีเยอะมากจริงๆ
เป็นเหตุให้สภาพการณ์บนสนามรบอย่างละเอียดพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าทั้งหลายก็ยังได้แค่มองออกคร่าวๆ
เงียบงันกันไปนาน ไหวลู่ก็อดไม่ไหวเปิดปากถามว่า
“ต่อให้สายแผนภูมิดินถูกเสริมให้ครบถ้วนแล้ว ก็ยังไม่มีผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนสักคน
ไฉนถึงสามารถต่อสู้พัวพันกับผีขอบเขตสิบสี่ตนหนึ่งได้นานขนาดนี้?”
คำถามข้อนี้อย่าว่าแต่ไหวลู่ที่คิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจเลย
ต่อให้เป็นพวกเหมิงหรงก็อยากรู้มากเหมือนกัน
สายแผนภูมิดินในอดีตเคยมีผลงานการสู้รบอย่างการลอบฆ่า ขอบเขตหยกดิบบนสนามรบอยู่ก็จริง
แต่ขอบเขตหยกดิบกับขอบเขตสิบสี่ห่างกันถึงสองขอบเขตใหญ่ มีทั้งขอบเขตเซียนเหรินและบินทะยานกางกั้น!
ฟ่านจวิ้นเม่าอธิบายว่า “ความสามารถในการเพิ่มพูนรายได้ในครัวเรือนของราชครูเฉินพวกเรา
คาดว่ากวาดตามองไปหลายใต้หล้าก็ยังมีน้อยจนนับนิ้วได้ ไม่มีค่าพอให้ต้องตกอกตกใจอะไร”
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่ฟ่านจวิ้นเม่ากลับตัดสินใจแล้วว่าคราวหน้าจะต้องหาข้ออ้างไปเยี่ยมเยือนใต้เท้าราชครูที่จวนราชครูสักรอบ
ขอความรู้จากอีกฝ่ายดีๆ สักหน่อยว่าทำอย่างไรถึงสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้?!
เว่ยป๋อเหลือบมองจิ้นชิงด้วยสีหน้ามีเลศนัย
สายแผนภูมิดินต้าหลีเคยมีศัตรูในจินตนาการอยู่บางส่วน หนึ่งในนั้นก็มีฉีเจินแห่งสำนักโองการเทพ
แล้วก็มีจิ้นชิงซานจวินแห่งมหาบรรพตกลาง ฝ่ายหลังเป็นผู้นำของซานจวินมหาบรรพตใหญ่ของราชวงศ์จูอิ๋งเก่า
จึงถือว่าเป็นคนที่ไม่สนิทสนมกับสกุลซ่งต้าหลีมากที่สุดแล้ว
จิ้นชิงสัมผัสได้ถึงสายตาของเว่ยเย่โหยวก็แค่นเสียงเย็นในลำคอไปทีหนึ่ง
ก่อนที่เฉินผิงอันจะรับหน้าที่เป็นราชครูอย่างเป็นทางการ
ระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าระดับสูงของแจกันสมบัติทวีปอันที่จริงมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมาก
ไม่ได้สามัคคีกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน แท้จริงแล้วยังมีคลื่นใต้น้าเคลื่อนตัวอยู่ด้วยซ้ำ