กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1215.3 ประหาร
ชุยฉานอดีตราชครูเป็นผู้ที่ช่วยเลื่อนขั้นให้ถงเหวินช่างด้วยตัวเอง
เหมิงหรงคือขุนนางผู้ภักดีที่กล้าท้วงติงโดยไม่เกรงกลัวอำนาจของฮ่องเต้สกุลซ่งต้าหลี
หยางฮวาคือสาวใช้ประจำตัวของหนันจานไทเฮาต้าหลี
ภูเขาพีอวิ๋นของเว่ยป๋อกับภูเขาลั่วพั่วมีความสำคัญที่แนบแน่นต่อกัน
เรื่องนี้อย่าว่าแต่แจกันสมบัติทวีปเลย เกรงว่าทั่วทั้งใต้หล้าไพศาลต่างก็รู้จัก “งานเลี้ยงท่องราตรี” ที่ชื่อเสียงเลื่องลือเป็นอย่างดี
เฉินเหวินเชี่ยนได้เลื่อนขั้นติดต่อกันอยู่ในวงการขุนนาง จากพ่อปู่ลำคลองตัวเล็กๆ ก้าวกระโดดมาเป็นเฉียนถังจ่างคนใหม่
ใครที่คอยช่วยผลักดันคลื่นลมอยู่เบื้องหลังลับๆ?
ส่วนเหล่าซานจวินของภูเขาทายาทก็ยิ่งมีช่องทางเป็นของตัวเอง
ภูเขาเอ้อโหย่วมีความสัมพันธ์อันดีกับสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้น ภูเขาเยี่ยนตั้งก็คือสถานที่พักร้อนของทูตผู้ตรวจการเฉาผิง
เหล่าลูกหลานของตรอกอี้ฉือมักจะชอบพากันไปเที่ยวภูเขาเตี๋ยจ้างเป็นประจำ
หลูป๋ายเซี่ยงที่อยู่ภูเขาผูซานก็ว่ากันว่าเป็นสมาชิกบนทำเนียบศาลบรรพจารย์ของภูเขาลั่วพั่ว
บนภูเขาหล่งซานมักจะสามารถมองเห็นเงาร่างของลูกหลานเมล็ดพันธุ์แม่ทัพจากถนนฉือเอ๋อร์ได้เป็นประจำ
หลวนซานคือสถานที่ที่เหล่าสตรีในตระกูลขุนนางของเมืองหลวงต้าหลีและเมืองหลวงสำรองเลือกจะมาจุดธูปเป็นอันดับแรก…
เว่ยป๋อสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มเอ่ย
“ต้าเต้า อิงหลิง ชุ่ยเวย หมิงจู๋ ฉายาเทพที่ยิ่งใหญ่จนไร้ขอบเขตพวกนี้
พวกเจ้าคงไม่คิดว่าล้วนเป็นความต้องการของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางทั้งหมดกระมัง?”
ฟ่านจวิ้นเม่าเอ่ยเตือน “อย่าข้ามฉายาเทพว่า “เย่โหยว” ไปสิ”
งานพิธีแต่งตั้งห้ามหาบรรพตของแจกันสมบัติทวีปครั้งนี้ นับจากการยกระดับขั้นของ “ตำแหน่งเทพร่างทอง” มาจนถึงการมอบฉายาเทพของศาลบุ๋น
กระทั่งไปถึงยามที่ “บัณฑิตลัทธิขงจื๊อเป็นผู้ดำเนินการพิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
ทุกอย่างล้วนอยู่เหนือการคาดการณ์เหมือนกันหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น
อยู่เหนือสิ่งที่พวกเขาคาดการณ์กันไว้
อย่างฟ่านจวิ้นเม่า ก่อนหน้านั้นมีหรือที่นางจะคิดได้ว่าตัวเองจะได้ครอบครองฉายา “ชุ่ยเวย”
เหมิงหรงหรือจะกล้าเพ้อฝันว่าตัวเองจะได้รับฉายา “อิงหลิง”
จิ้นชิงถาม “เป็นราชครูเฉินที่ช่วยติดต่อกับทางศาลบุ๋นให้จริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
ถงเหวินช่างยิ้มเอ่ย “ไม่มีทางที่ราชครูเฉินโยนรายชื่อไปให้ทางด้านนั้น แล้วบีบให้ศาลบุ๋นต้องลงนามตอบตกลงทันทีหรอกกระมัง?”
ฟ่านจวิ้นเม่ากล่าว “เรื่องแบบนี้ เขาทาได้จริงๆ นะ”
ฟู่เต๋อชงแห่งผูซานค่อนข้างจะให้ความเคารพกฎระเบียบในวงการขุนนาง
การพูดคุยระหว่างเสินจวินห้ามหาบรรพตประเภทนี้ หากไม่ต้องเปิดปากพูดได้ก็อย่าเปิดปากพูดเลยจะดีกว่า
แค่ดูแลหูตัวเองให้ดีก็พอ
จำได้ว่าคราวก่อนที่การประชุมในห้องทรงพระอักษร บนบันไดด้านนอกก็มีคนบนเส้นทางเดียวกันสามคนแอบไปนั่งอู้อยู่บนขั้นบันได
สูบยาพ่นควันโขมงอยู่ตรงนั้น ความสัมพันธ์ก็ไม่ใช่ว่าขยับเข้ามาใกล้ สนิทสนมกันขึ้นมาทันทีเลยหรือไร?
นอกจากตาเฒ่าถงที่แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ก็ยังมีฟู่เต๋อชงแห่งผูซานที่ปลุกความกล้าทำตามอย่าง
ที่สำคัญที่สุดแน่นอนว่ายังเป็นเพราะราชครูหนุ่มคนนั้นก็แอบดอดออกมาข้างนอกด้วย
บวกกับการคุยกันเล่นพักหนึ่ง ความประทับใจที่ฟู่เต๋อชงมีต่อเฉินผิงอันจึงไม่เลว
แน่นอนว่าเฉินผิงอันเองก็มีความรู้สึกที่ดีต่อเทพภูเขาแห่งผูซานท่านนี้อยู่เหมือนกัน
อาจารย์และศิษย์หลูป๋ายเซี่ยงสามคนไปลงหลักปักฐานอยู่ที่ผูซาน
พวกเขาค้นพบพื้นที่ลับหาได้ยากแห่งหนึ่งที่นั่น ฟู่เต๋อชงไม่เพียงแต่ไม่ได้เอาไป ถึงขั้นที่ว่ายังไม่คิดจะรีดไถแบ่งส่วนแบ่ง
กลับกันยังให้การดูแลเพิ่มมากขึ้น ตามหลักแล้วอยู่ในอาณาเขตของผูซาน อีกทั้งยังตั้งอยู่ในเขตของยอดเขาหลัก
ฟู่เต๋อชงต้องการจะ “เอาคืน” ไป อย่าว่าแต่ใช้เหตุผลหรือใช้กำลังแย่งชิงอะไรเลย
ต่อให้ฟ้องร้องไปถึงห้องทรงพระอักษรของราชสำนักต้าหลี อย่างมากก็ต้องเอาพื้นที่ลับคืนให้กับภูเขาผูซาน
ฟู่เต๋อชงก็แค่ต้องควักเงินเทพเซียนก้อนหนึ่งมาจ่ายชดเชยให้หลูป๋ายเซี่ยงเป็นพอ
ดังนั้นคำโบราณถึงได้บอกไว้ว่า คำว่า ‘เงิน’ คำเดียวก็สามารถเห็นสันดานที่แท้จริงแล้ว
ห้องหนังสือของฟู่เต๋อชงมีชื่อว่า “จวนชิวสุ่ยหลิง” แม้กระทั่งชื่อของเขาก็ยังเอามาจากบท “ยันต์เต๋อชง”
การประชุมในห้องทรงพระอักษรสิ้นสุดลง เพิ่งจะกลับไปถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในจวนซานจวิน
ก็มีนักพรตพเนจรคนหนึ่งที่บอกว่าฉายาด้านการฝึกตนของตัวเองคือ “จื้อเสิ่ง” มาเยี่ยมเยือนศาลของผูซาน
คนหนุ่มยืนอยู่นอกตำหนักใหญ่ บอกว่าเขาเจอเรื่องยากลำบาก อยากจะขอตำราเต๋าตระกูลเซียนเล่มหนึ่งจากนายท่านเจ้าขุนเขาเอากลับไปวางไว้ที่บ้าน
หวังว่าจะได้สัมผัสกับความโชคดี กำจัดความอัปมงคลทิ้งไป
ฟู่เต๋อชงคิดว่าอีกฝ่ายคือนักต้มตุ๋นที่ฉวยโอกาสอยากจะสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง จึงโยนหนังสือเล่มหนึ่งไล่เขาไป
นักพรตหนุ่มเดือดดาลอย่างหนัก บอกว่าไม่ใช่ตำราเทพเซียน ไม่มีค่าเลยสักนิด
ผู้อยู่ในทางธรรมรังเกียจอย่างมาก โยนหนังสือเล่มนั้นกลับเข้าไปในตำหนักใหญ่
กลับกลายเป็นว่ามอบตำราเต๋าไม่มีชื่อให้กับฟู่เต๋อชงเล่มหนึ่ง ก่นด่าแล้วหมุนตัวจากไป
ด่าเทพภูเขาฟู่ว่าคือเย่กงชอบมังกร คือเย่กงชอบมังกรจริงๆ
(เปรียบเปรยว่ารักและชื่นชมสิ่งใดแต่ปาก ครั้นเผชิญของจริงกลับหวาดกลัวและไม่อาจยอมรับได้)
ภายหลังได้รับคำเตือนจากจิ้นชิง ฟู่เต๋อชงเอ่ยประโยคหนึ่งว่า “น้อมรับตำราเต๋ากลับคืนสู่ภูเขา”
ถึงได้รู้ว่านักพรตหนุ่มที่แสร้งทำเป็นลึกลับซับซ้อนหลอกลวงผู้อื่น ถึงกับเป็นเจ้าลัทธิลู่
ที่ผูซานมีขุนนางตระกูลเซียนอยู่มากมาย เหล่าเทพธิดาของกองงานต่างๆ
ล้วนสงสัยใคร่รู้ในตัวของคนหนุ่มที่ชื่อเสียงและบารมีเป็นที่เลื่องลือผู้นั้นอย่างมาก
ดังนั้นพอมีโอกาสก็จะต้องถามเรื่องโน้นเรื่องนี้กับเทพภูเขาฟู่
อิ่นกวานนิสัยเป็นอย่างไร?
ทำอะไรระมัดระวังเข้มงวด พูดจาตลกขบขัน ปฏิบัติกับคนอื่นอย่างใจกว้าง เป็นมิตรเข้ากับคนอื่นได้ง่าย
บุคลิกของเซียนกระบี่เฉินเป็นอย่างไร?
มองจากภายนอกแลดูสง่างามน่าเคารพ ครั้นเข้าใกล้กลับอบอุ่นอ่อนโยน
แววตาเปล่งประกายแต่สำรวมภายใน เป็นปัญญาชนผู้โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าอย่างนั้นรูปโฉมของเขาเป็นอย่างไร? เอ่อ…ฟู่เต๋อชงพูดไม่ออก
ได้แต่ตอบอย่างขอไปทีว่า พวกเจ้าย่อมต้องมีโอกาสที่จะได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขาอย่างแน่นอน
ฟู่เต๋อชงลูบชายแขนเสื้อ ด้านในเก็บรักษาตำราเต๋าที่เจ้าลัทธิลู่มอบให้ไว้เป็นอย่างดี
ฟู่เต๋อชงอดสะท้อนใจไม่ได้ เจ้าลัทธิลู่ก็ดี เซียนกระบี่เฉินก็ช่าง ดูเหมือนว่าพวกเขาต่างก็มีชีวิตที่ไม่ต่างกันสักเท่าไร
ต่างก็พูดกันว่า วีรบุรุษกลัวที่จะได้เจอคนบ้านเดิมมากที่สุด
มักจะเป็นบุปผาที่บานในกำแพงแต่ส่งกลิ่นหอมไปนอกกำแพงเสมอ
พริบตานั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าทุกคนต่างก็สัมผัสได้ถึงพลังอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์น่าครั่นคร้ามขุมหนึ่งที่ทำการคุมเชิงอยู่กับผีขอบเขตสิบสี่
สองฝ่ายขยับเข้ามาใกล้กันอย่างต่อเนื่องโดยที่ฝ่ายแรกไม่ตกเป็นรองแม้แต่น้อย
เว่ยป๋อหรี่ตาลง “ทุกท่าน เตรียมเปิดหูเปิดตากันได้แล้ว”
จิ้นชิงข่มกลั้นความตกตะลึงในใจ เอ่ยว่า “ขออย่าให้ถูกสองฝ่ายที่คุมเชิงกันทำลายจนพังยับเลย
พวกเราปลุกเสกค่ายกลใหญ่กันต่อ เอาโชคชะตาที่ขอยืมมาจากห้ามหาบรรพตและภูเขาทายาททั้งหลายออกไป
และภูเขาทายาทก็ต้องขอยืมดินอำนวยจากภูเขาสายน้าในการปกครองมาใช้
พวกเจ้าบอกให้เทพทุกองค์ที่ถูกบันทึกชื่ออยู่ในทำเนียบหยกทองมาเข้าร่วมด้วย
ตอนนี้ยังไม่ต้องอธิบายอะไร แค่บอกให้พวกเขาฟังคำสั่งแล้วปฏิบัติตามก็พอ”
ถงเหวินช่างพยักหน้า “กระดองเต่าก็ดี ขบวนตั้งรับแน่นหนาดั่งถังเหล็กก็ช่าง ถึงอย่างไรก็ต้องกักตัวผีขอบเขตสิบสี่ตนนี้เอาไว้ให้ได้
อย่าเดือดร้อนให้แจกันสมบัติทวีปต้องกลายเป็นตัวตลกของใต้หล้าเพราะน้ำมือของพวกเรา”
ฟ่านจวิ้นเม่ากลับเป็นกังวลอย่างหนัก เพียงแค่เพราะประสบการณ์การเป็นซานจวินแห่งมหาบรรพตของนางยังตื้นเขิน
แต่หากจะบอกว่าวันเวลาของการ “เป็นเทพ” แล้วล่ะก็ พวกจิ้นชิงถือเป็นเด็กน้อยสำหรับนางได้เลยด้วยซ้ำ
นางรู้สึกไม่ชอบมาพากลสักเท่าไร
ไม่เพียงแค่เพราะสภาพจิตใจของ “เสี่ยน” ผีตนนั้นเป็นเหมือนการชักคะเย่อที่แปลกประหลาดครั้งหนึ่ง
ทำให้ “เสี่ยน” คล้ายผีผูกคอตายตนหนึ่งที่ฆ่าตัวตายเอง และร่างก็ลอยเท้งเต้งอยู่ระหว่างฟ้าดิน
ดูเหมือนว่าระหว่างการลงมือสังหารอย่างโหดร้ายกับการเกิดความใกล้ชิดสนิทสนมทางใจ
แต่ละฝั่งต่างก็มีจิตแห่งมรรคาดวงหนึ่งที่ถูกกระชากรั้งอยู่ ทำให้เสี่ยนรู้สึกลังเลใจจนไม่ยอมปล่อยท่าไม้ตายที่แท้จริงออกมาเสียที
แล้วก็ไม่ใช่เพราะโชคชะตาคาถาวิชาอภินิหารทั้งหมดของสายแผนภูมิดินมารวมตัวกันอยู่บนร่างของ “ผู้ฝึกยุทธโจวไห่จิ้ง”
ทำให้พลังการสู้รบของนางเพิ่มขึ้นพรวดพราดในชั่วพริบตา จนทำให้สามารถงัดข้อกับเสี่ยนได้
ฟ่านจวิ้นเม่าก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่นี่ก็เป็นแค่สัญชาตญาณที่มองไม่เห็นอย่างหนึ่งของนางเท่านั้น
บนหอสูงที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น รอบด้านรายล้อมด้วยทะเลสี่ทิศ
อินจี้ที่ถูกเสี่ยนโยนออกมาจากชายแขนเสื้อมาหลบอยู่ที่นี่ หากเป็นไปได้ล่ะก็
เขาย่อมต้องหวังว่านาทีที่จะได้กลับไปเห็นแสงตะวันอีกครั้ง ตัวเขาเองก็อยู่ในเมืองหลวงต้าโซ่วของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางแล้ว
น่าเสียดายที่ริ้วคลื่นกระเพื่อมเป็นระลอก คนชุดเขียวที่พกกระบี่สองเล่มก็มาเยือน
องค์ชายอินเหมี่ยวเผยสีหน้าหวาดผวา เจ้าคือผีทวงหนี้หรืออย่างไร!
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เหมือนจะเป็นหอสูงของนครมังกรเฒ่าแห่งนั้น?
อินจี้ที่อยู่ในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสวมชุดสีเหลืองเอาสองมือไพล่หลัง
ถึงกับเป็นฝ่ายเดินมาอยู่ข้างกายเฉินผิงอัน มองไปยังผิวน้ำของมหาสมุทรกว้างใหญ่ที่เงียบสงัดด้วยกัน
อินจี้เงียบไปพักหนึ่งก็ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเจ้าไม่ได้มีวิชาประจำตระกูลหรือระบบสืบทอดที่โดโดเด่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้เป็น ‘ร่างจุติ” ของใคร ไม่รู้ว่ามีผู้ศึกษามรรคาที่ปณิธานอยู่ที่ความเป็นอมตะกี่มากน้อยที่รู้สึกคันคะเยอในใจ
รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง จะเป็นไปได้อย่างไร แบบนี้ไม่ถูก”
เฉินผิงอันยิ้มถาม “คนกำลังจะตาย ก็เลยพูดแต่คำดีๆ อย่างนั้นหรือ?”
อินจี้ส่ายหน้า “สุดท้ายใครจะเป็นผู้ชนะ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้กระมัง”
เฉินผิงอันกล่าว “อาศัยวิธีชักนำของเซียนกวานป่ายอวี้จิงที่อยู่เบื้องหลังคนนั้นน่ะหรือ?
เสี่ยนที่เป็นขอบเขตสิบสี่ยังไม่สามารถพาพวกเจ้าหนีออกไปจากแจกันสมบัติทวีปได้แล้วจะเอาอะไรมาพูดถึงเต้ากวานที่อยู่ไกลถึงใต้หล้ามืดสลัว?
เขาคิดว่าตัวเองคือผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริงที่นั่งบัญชาการหอชิงเก๋อผู้นั้นจริงๆ หรือไร?”
อินจี้หันไปมอง “อินเหมี่ยว”
ก่อนหน้านี้ซ่งมู่ลั่วอ๋องของต้าหลีมีคำกล่าวประโยคหนึ่งที่สามารถเอามาใช้กับอินเหมี่ยวองค์ชายที่ใจสูงยิ่งกว่าแผ่นฟ้า
แต่ชะตาชีวิตบางเบายิ่งกว่ากระดาษได้ ทำเรื่องให้สำเร็จไม่เคยได้ แต่ทำเรื่องให้พังกลับมีฝีมือมากพอเหลือแหล่
เฉินผิงอันกล่าว “ต่อสู้กันมาถึงขั้นนี้แล้ว ไหนลองว่ามาสิว่าต้นเหตุเกิดจากใครจากสถานที่ใด”
อินจี้ยิ้มเอ่ย “ลูกชายคนดี ยังไม่รีบช่วยไขข้อข้องใจให้กับราชครูเฉินอีกหรือ?
หากพูดคุยกันถูกคอ ไม่แน่ว่าอาจแปรเปลี่ยนอาวุธศึกให้กลายเป็นผ้าไหมแห่งไมตรี ได้รับโชคดีหลังเคราะห์ร้ายก็เป็นได้”
ต่อให้กลายเป็นผีไปแล้วก็ยังคงสวมเสื้อผ้าภายนอกของ “อินเหมี่ยว” ตัวนั้น
องค์ชายอินเหมี่ยวที่มีรูปโฉมเป็นผู้เฒ่าสีหน้าเศร้าระทม ไม่เอ่ยอะไรสักคำ
นับแต่เด็กเขาก็แสดงออกให้เห็นถึงพรสวรรค์ของตัวอ่อนด้านการฝึกตนอันดับหนึ่ง
เมื่อหลายปีก่อนยังเคยได้รับโชควาสนาตระกูลเซียนจากการฝันถึงนครอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง
สิ่งปลูกสร้างตระกูลเซียนเหล่านั้นที่ยากจะใช้ตัวอักษรมาบรรยายถึงความยิ่งใหญ่อลังการของพวกมัน
ประหนึ่งจะก่อตัวกันขึ้นเป็นราชวังแห่งองค์จักรพรรดิสวรรค์อย่างที่เล่าขานในตำนาน
ความคิดของอินเหมี่ยวล่องลอยไปไกล ย่างเท้าก้าวเดินอยู่บนเส้นทางเทพที่เหมือนบันไดพาดสู่สวรรค์
แล้วในที่สุดก็ได้เจอกับเซียนกวานหนุ่มสวมกวานสูงคนหนึ่ง บรรยากาศรอบกายเลื่อนลอยพร่าเลือน
ปณิธานแห่งเต๋ากลับลุ่มลึกกว้างไกลสุดหยั่ง
อีกฝ่ายบอกว่ามาเพื่อนำพาอินเหมี่ยวสู่ความเป็นเซียน
อินเหมี่ยวปลุกความกล้าถามเขาว่าที่นี่คือที่ไหน
เซียนกวานบอกว่าคือพื้นที่ต้องห้ามแห่งหนึ่งที่แม้กระทั่งเทวบุตรมารก็ไม่กล้าเยื้องกรายเข้ามา
คือสถานที่ที่ต่อให้ผู้เป็นเซียนทุกคนในโลกมนุษย์สิ้นชีวิตก็ยังไม่เคยได้เห็น
เซียนกวานยังบอกด้วยว่าเขามีวาสนาที่ผูกพันกันมาแต่ชาติปางก่อนซึ่งยังไม่ได้ชำระสะสางกับอินเหมี่ยว
ระหว่างพวกเขาท่องไปตามตำหนักหอเรือนต่างๆ ด้วยกัน เซียนกวานได้บอกว่าอินเหมี่ยวคือคนที่สวรรค์เลือกแล้ว
ควรที่จะขึ้นเขาฝึกตนกลายเป็นเซียน จักรพรรดิในโลกมนุษย์จะนับเป็นอะไรได้ อย่างมากก็เป็นได้แค่ “โอรสสวรรค์” เท่านั้น
อินเหมี่ยวหวั่นไหวแล้ว และเพราะเขามีคุณสมบัติในการฝึกตนตามกฎระเบียบที่ศาลบุ๋นแห่งใต้หล้าไพศาลกำหนดไว้
ก็เท่ากับว่าเขาสูญเสียโอกาสที่จะขึ้นครองราชย์ไปแล้ว
สุดท้ายได้พาเขาไปส่งที่ราชวังจักรพรรดิที่ใช้ดวงดาวนอกฟ้าเป็นที่ตั้ง
เซียนกวานบอกว่าโชควาสนาของอินเหมี่ยวมาถึงแล้ว แต่ยังต้องสะสมบุญกุศลครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งถึงจะกลายเป็นเซียนได้สำเร็จ
เป็นดั่งผู้ปกครองสูงสุดในใต้หล้า คิดถึงเหล่าอาจารย์หล่อหลอมในโลกมนุษย์ที่มีมรรคกถาแค่น้อยนิดก็สามารถดูแคลนอ๋องโหวอัครเสนาบดีได้
รอให้เจ้าอินเหมี่ยวได้เป็นจักรพรรดิสืบทอดบัลลังก์ อาจารย์หล่อหลอมทั้งหลายที่แสวงหาความเป็นอมตะอย่างยากลำบาก
ก็มีแต่จะยิ่งถูกเจ้าโบกไล่เหมือนฝุ่นเม็ดเล็ก
อินเหมี่ยวถามอย่างใคร่รู้ว่าคือบุญกุศลแบบใด
ราวกับว่าหากไม่พูดให้คนตกใจตายเซียนกวานจะไม่ยอมเลิกรา
เขาถึงได้เอ่ยว่าต้องไปเยือนแจกันสมบัติทวีปรอบหนึ่ง ช่วยให้ใครบางคนได้…กลายเป็นเทพเสียก่อน!
อินเหมี่ยวคิดอยากจะถามเพิ่มอีกสักหน่อย แต่กลับถูกสายตาเยียบเย็นของเซียนกวานสยบขวัญ
ตกใจจนไม่กล้าพูดมากอีก
เดินลงมาจากบันไดที่เชื่อมโยงฟ้าดินเข้าด้วยกัน สุดท้ายอินเหมี่ยวถามถึงนามของเซียนกวานผู้นั้น
เซียนกวานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง บอกว่านามของเขาเลิกใช้ไปนานแล้ว นั่นคือซือโจวเหริน (ผู้ที่สละเรือให้แก่ผู้อื่น)
บอกชื่อนี้เสร็จแล้ว เซียนกวานหนุ่มก็โบกชายแขนเสื้อ โยนดวงจิตของอินเหมี่ยวกลับไปยังโลกมนุษย์ที่ธุลีแดงหมื่นจั้งคละคลุ้ง
อินจี้เห็นว่าอินเหมี่ยวทำตัวเป็นคนใบ้ก็ร้อนใจอยู่บ้าง
ตวาดว่า “อินเหมี่ยว เรื่องมาถึงขั้นนี้ เจ้ายังไม่ยอมเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาอีกหรือ?!”
อินเหมี่ยวรู้สึกว่าหากยังเงียบต่อไปแบบนี้ก็ไม่สมควร จึงส่ายหน้าพูดด้วยสีหน้าของคนที่ไม่เข้าใจเลยสักนิด
“อิ่นกวานอะไร ราชครูอะไร ถูกสาวใช้ที่ยกอาหารมาวางทำให้จิตแห่งมรรคาไม่มั่นคงได้ถึงขนาดนี้”
แม้ว่าจะเปิดปากพูด แต่กลับยังไม่ลืมเหน็บแนม
เฉินผิงอันหัวเราะ “คิดว่า ‘คำพูดจริงใจ” บางเบาไม่กี่ประโยคจะทำให้ข้าปล่อยเจ้าไปใช่ไหม?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “อย่าเอาอย่างหวังเจี่ยแห่งฝูเหยาทวีปเลย สิ่งที่สลักลึกลงไปในกระดูก หากเจ้าเสแสร้งได้ดีสิถึงจะแปลก”
อินจี้เอ่ยเนิบช้า “เรื่องใหญ่ เหตุการณ์ใหญ่ สถานการณ์ใหญ่ ไม่อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาได้แม้แต่น้อย”
“ไม่ได้บอกว่าจิตแห่งมรรคาของเซียนกระบี่แข็งแกร่งปานหินผาอะไร พูดถึงแค่ความเละเทะของที่แจกันสมบัติทวีป
เห็นเยอะเข้าก็มีแต่จะยิ่งรู้สึกชินชา ต่อให้เป็นคนที่อ่อนแอแค่ไหนก็กลายเป็นคนที่ใจร้ายใจดำได้”
“ดังนั้นต้องทำในสิ่งตรงกันข้าม ขอแค่ลงมือกับเรื่องเล็กๆ หรือบุคคลตัวเล็กๆ ได้ ถึงพอจะมีโอกาสบ้าง”
“ราชครูเฉินเห็นด้วยหรือไม่?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เข้าใจได้ถูกต้อง”
อินจี้กล่าว “กว่าเหรินเคยไปเยือนสถานที่ต่างๆ ได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่ช่างหินใช้ตะปูเหล็กตอกเรียงแถวทำให้หินยักษ์แตกออกจากกัน รู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เห็นสิ่งเล็กน้อยแล้วอนุมานได้กว้างไกลก็คือคนฉลาด”
อินจี้กล่าวต่ออีกว่า “เรื่องเล่าลือบางอย่างของซิ่วหู กว่าเหรินเคยให้คนทำการรวบรวม ‘เรื่องเล็ก’ บางอย่างมาอย่างลับๆ
ยกตัวอย่างเช่นราชครูท่านนี้ชอบไปยืนอยู่บนหัวกำแพงเมืองเพียงลำพัง”
บทที่ 1215.4 ประหาร
เฉินผิงอันเปลี่ยนเรื่องคุย ถามว่า “ในเมื่อพวกเจ้าใฝ่รู้ใฝ่เรียนขนาดนี้
ราชสำนักต้าโซ่วไม่คิดจะเลียนแบบสร้างสายแผนภูมิดินขึ้นมาบ้างหรือไร?”
อินจี้ตอบอย่างจริงใจ “เคยเลียนแบบแล้ว แต่น่าเสียดายที่ทำไม่สำเร็จ”
ต่อให้กองกำลังแคว้นของราชสำนักต้าโซ่วจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน
แต่ถึงอย่างไรก็มิอาจทัดเทียมกับสกุลซ่งต้าหลีที่ในอดีตหนึ่งแคว้นก็คือหนึ่งทวีป
ได้ครอบครองโชคชะตาของทั้งทวีปไปเพียงลำพัง มีหรือที่ราชสำนักต้าโซ่วจะสามารถยกตัวเองมาทัดเทียมได้
อินจี้ส่งคนให้ไปตามหาตัวอ่อนผู้ฝึกตนอย่างลับๆ มาได้ห้าสิบกว่าคน
พอจะรวบรวมออกมาเป็น “แผนภูมิดิน” สองกลุ่มได้อย่างถูไถ ระหว่างนั้นแม้กระทั่งไช่อวี้ซ่านก็ยังลงสนามด้วยตัวเอง
ผลคือสภาพอเนจอนาถแทบไม่อาจทนมอง ต่างฝ่ายต่างเป็นซี่โครงไก่ จิตแห่งมรรคาแตกฉานซ่านเซ็น
ต่างฝ่ายคอยเหนี่ยวรั้งขัดขวางกันเอง ล้วนเป็นพลังพิฆาตบนหน้ากระดาษทั้งสิ้น
อินจี้เคยเห็นการฝึกต่อสู้อยู่สองครั้ง ต้องเรียกว่าอุจาดตาเกินกว่าจะทนมองได้ จึงรีบตะโกนบอกให้หยุดทันใด
จะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองสมบัติในคลังแคว้นก้อนใหญ่ไปเสียเปล่าๆ
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “กลับกลายเป็นว่าเหมือนอินเหมี่ยวหรือ?”
อินเหมี่ยวที่ถูกฮ่องเต้ต้าโซ่วและราชครูต้าหลีทิ้งไว้อีกด้านโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ
“เจ้าคนแซ่เฉิน เจ้าไม่จบไม่สิ้นสักทีหรือ?!”
อินจี้ถอนหายใจ เขาพอจะเดาออกได้คร่าวๆ แล้วว่าความคิดของอินเหมี่ยวยามอยู่ในสถานที่นี้ ก็คือสิ่งที่เฉินผิงอันเห็นและได้ยิน?
เรื่องที่เดินทางท่องไปในราชวังจักรพรรดิ อินเหมี่ยวไม่อาจปิดบังไว้ได้แล้ว?
เฉินผิงอันพูดอยู่กับตัวเอง “พ่อแสร้งเมตตา ลูกแสร้งกตัญญู ร่วมกันเล่นละครตบตาผู้อื่น”
“ถ่ายโอนดวงวิญญาณ คิดอยากจะอาศัยวิธีการสกปรกประเภทนี้มาครอบครองบัลลังก์มังกรตลอดไป
อาศัยฝีมือของเสี่ยนมาปิดแผ่นฟ้าข้ามมหาสมุทร ก็ยังพึ่งพาไม่ได้อยู่ดี ต้าโซ่วไม่ใช่แคว้นเล็กห่างไกลอะไรสักหน่อย
ไม่อาจหลบซ่อนอยู่ในแคว้นของตัวเองไปได้ตลอด ออกจากบ้านมาครั้งนี้ได้ไปพบฮ่องเต้ต้าตวน
นอกจากปรึกษาเรื่องการเป็นพันธมิตรกันแล้ว ยังต้องการพิสูจน์ดูด้วยว่าได้เผยพิรุธอะไรออกไปหรือไม่?
แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังทิ้งหนึ่งจิตหนึ่งวิญญาณไว้บนร่างอินเหมี่ยว เพื่อป้องกันเรื่องไม่คาดฝัน
อย่างเช่นเหตุการณ์ในวันนี้ก็คือเรื่องไม่คาดฝัน ต้องมีสักคนที่รอดชีวิตไปได้”
“ใช่หรือไม่ อินจี้สองคน?”
ได้ยินคำพวกนี้ อินเหมี่ยวก็อึ้งงันเป็นไก่ไม้ ราชครูต้าหลีที่แม้กระทั่งเสี่ยนก็ยังสังหารเขาไม่ได้
ดูเหมือนว่าแม้แต่เคียดแค้นฮ่องเต้อินจี้เขาก็ยังไม่กล้าแค้น
อินจี้ทอดถอนใจไม่หยุด คราวนี้เขารู้สึกนับถือเฉินผิงอันจริงๆ แล้ว
“แน่นอนว่าข้าก็ต้องกลัวเรื่องไม่คาดฝันบางอย่าง อย่างเช่นว่าถูกศาลบุ๋นค้นพบเบาะแส
แล้วก็กลัวว่าอินเหมี่ยวผู้นี้จะไร้ประโยชน์ไม่ได้ความ ก็เลยทิ้งทางหนีทีไล่ไว้บ้างเล็กน้อย
เป็นการนกพิราบยึดรังนกกางเขนครั้งที่สองโดยที่ ‘อินเหมี่ยว’ ก็ยังไม่รู้ตัว”
เฉินผิงอันกล่าว “ในเรื่องของจิตวิญญาณ แม้ว่าข้าจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอะไร
แต่รับมือกับพวกเจ้ากลับถือว่าเอาคนมีความสามารถมาใช้ในงานที่เล็กน้อยแล้ว”
บางทีพูดเช่นนี้ เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างอย่างพวกเซียวสิงจะมีความเห็นที่แตกต่างไปหรือไม่?
เฉินผิงอันปรายตามองอินจี้ “เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าตัวเองยังคงเป็นอินจี้?”
อินจี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “เฉินผิงอัน เจ้าไม่ต้องใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้มาข่มขู่ข้า
ไม่ใช่ผู้ฝึกตนก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน ไม่มีจิตแห่งมรรคาให้ต้องวุ่นวายอะไร”
เฉินผิงอันกล่าว “อินจี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าราชสำนักต้าโซ่วแท้จริงแล้วคุมขังอะไรไว้กันแน่?”
อินจี้ยิ้มเอ่ย “นี่มันคำพูดอะไรกัน เสี่ยนคือผีขอบเขตสิบสี่ ยังต้องกังขาด้วยหรือ?
ขนาดศาลบุ๋นแผ่นดินกลางยังไม่สนใจนาง…”
เฉินผิงอันกล่าว “หากข้าเดาไม่ผิด ขณะที่ถ้ำสวรรค์หลีจูกำลังจะปริแตก เสี่ยนถึงเพิ่งจะเริ่มติดต่อกับเจ้า?”
อินจี้เงียบไม่เอ่ยอะไร
เฉินผิงอันกล่าว “ไช่อวี้ซ่านเป็นผู้ประคับประคองมังกร แล้วยังกล้ามุดหัวเข้ามาในราชสำนักต้าโซ่ว ช่างไม่รู้จักกลัวตายเลยจริงๆ”
อินจี้ถามอย่างสงสัย “คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?”
เฉินผิงอันถาม “เคยเปิดอ่านเอกสารลับของต้าโซ่วอย่างละเอียดบ้างหรือไม่ เคยเจอคำว่า ‘ทัณฑ์จากสวรรค์’ จากในตำรามาบ้างไหม?”
อินจี้ส่ายหน้า “แค่เคยได้ยินมาว่าผู้ฝึกตนบนยอดเขาบางส่วนจะทำให้ ‘สวรรค์ชิงชัง’
ดูเหมือนว่าจะน่ากลัวยิ่งกว่าหายนะที่การปิดด่านฝ่าทะลุขอบเขตชักนำมาเสียอีก”
เฉินผิงอันกล่าว “ย้อนทวนต้นกำเนิดไปถึงศึกพิฆาตมังกรของเมื่อสามพันปีก่อนสาเหตุนั้นมาจากสวรรค์ชิงชังที่ยากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขทับถมกัน
แค่ประโยคที่ว่า ‘นกกระจอกในไพรลึก ก็แค่ต้องอาศัยกิ่งไม้เพียงกิ่งเดียว’ จิตแห่งมรรคาของเสี่ยนก็สั่นสะเทือนด้วยความโกรธไปแล้ว
เพียงแค่เพราะนางชิงชังทุกคนที่มอบความปรารถนาดีและความหวังให้กับเจียวหลง
คนที่เขียนประโยคนี้ก็มีเจ้าลัทธิลู่แห่งป่ายอวี้จิงเป็นหนึ่งในนั้น
เฟิ๋งอี๋ที่เคยใช้หญ้าอ้ายฉ่าวนาบลงบนหน้าผากที่ถูกเผาของธิดามังกรก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน
“ถ้ำสวรรค์หลีจูปริแตกหล่นร่วงลงพื้น หวังจูแห่งตรอกหนีผิงเผยกายบนโลก เสี่ยนที่ป้วนเปี้ยนอยู่ในราชสำนักต้าโซ่วไม่ยอมจากไปไหน
นางก็ย่อมก้าวเข้าสู่โลกียวิสัยด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ”
“ก่อนหน้านี้ข้ายังรู้สึกสงสัยอยู่บ้างว่าทำไมหวังจูที่มีใจเคียดแค้นต่อไพศาลถึงได้ยอมฝืนนิสัย ไม่อาศัยเส้นทางน้ำสายนั้นหนีไปยังเปลี่ยวร้าง
ดูท่านางเองก็น่าจะพอสัมผัสได้ถึง ‘เจตนาร้าย’ ที่ ‘เสี่ยน’ มีต่อตนเองเหมือนกัน”
“เสี่ยนก็คือการจำแลงจาก ‘ทัณฑ์สวรรค์’ ของเมื่อสามพันปีก่อน”
ปีนั้นนั่งเรือข้ามฟากเดินทางผ่านร่องเจียวหลง ตอนที่เฉินผิงอันอายุยังน้อยถูกบีบให้ต้องผูกพันธะสัญญากับหวังจู
เป็นเหตุให้ไม่ว่าเฉินผิงอันจะใกล้ชิดกับน้ำก็ดี หรือว่ามีโชควาสนาใหญ่กับเจียวหลงก็ช่าง
เดิมทีก็ไม่ควรมีหายนะที่เกือบจะต้องตายครั้งนั้นเกิดขึ้นถึงจะถูก เป็นเพราะเสี่ยน?
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอกระทั่งเด็กหนุ่มที่เดินทางไกลเอ่ยประโยคว่า “คำสั่งลู่เฉิน” ก็เห็นได้ชัดว่าทำให้เสี่ยนเดือดดาลมากกว่าเดิม?
แต่เฉินผิงอันก็เอ่ยประโยคหนึ่งว่า “ผู้ที่ฆ่าเฉินผิงอันคือลู่เฉิน” นั่นก็คือโอกาสที่จะพลิกเปลี่ยนสถานการณ์?
อยู่ระหว่างเส้นแบ่งเป็นตาย ศิษย์พี่จิ๋วโย่วมุ่งหน้าไปยังร่องเจียวหลง ความเร็วในการขี่กระบี่ที่ช้าหรือเร็วก็ล้วนเป็นตัวตัดสินว่าเด็กหนุ่มจะเป็นหรือตาย
ภายหลังเฉินผิงอันเป็นอิ่นกวานของกำแพงเมืองปราณกระบี่ เป็นฝ่ายคลายพันธะสัญญากับหวังจูด้วยตัวเอง
แต่เมื่อหวนกลับมายังไพศาลก็ขวางอยู่ระหว่างเฉินชิงหลิวและหวังจูที่จวนวารีมหาสมุทรบูรพา
ถือเป็นการแบกรับหวังจูมาเป็นภาระของตัวเองเหมือนเดิมอย่างที่มองไม่เห็น
หรือควรจะพูดให้ถูกต้องก็คือร่วมกันเป็นผู้ปกป้องมรรคาให้กับเผ่าพันธุ์เจียวหลงในใต้หล้า?
อินจี้ถอนหายใจ “ไม่มีชาติก่อนที่สถานะโดดเด่น สามารถได้รับอิสระ
แต่ก็ง่ายที่จะกลายเป็นเรือลำน้อยที่ล่องอย่างเดียวดายไร้ที่พึ่ง ประหนึ่งจอกแหนที่เดี๋ยวก็ลอยเดี๋ยวก็จมอยู่ในแม่น้ำยาวแห่งประวัติศาสตร์”
อินเหมี่ยวที่ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าพวกเฉินผิงอันพูดเรื่องอะไรกัน เขาพลันรู้สึกตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“สถานการณ์แพ้ชนะถูกพลิกกลับแล้ว สุดท้ายสายแผนภูมิดินก็มิอาจต่อกรกับศัตรูอย่างเสี่ยนได้
ก็แค่ปล่อยให้เจ้ากำเริบเสิบสานครู่เดียว ลำพองใจแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้นแหละ
จะสังหารขอบเขตสิบสี่ได้อย่างไร? เฉินผิงอัน พวกเจ้าแพ้แล้ว แพ้อย่างสิ้นเชิงแล้ว…”
ที่แท้ทางฝั่งของพวกเขาก็เหมือนการเปิดบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำเอาไว้
สามารถมองเห็นสถานการณ์บนสนามรบทางฝั่งของเสี่ยนกับ “โจวไห่จิ้ง” ได้อย่างคร่าวๆ
อินเหมี่ยวมีสีหน้าวิปลาส ยื่นนิ้วชี้ไปทางคนชุดเขียว “รีบขอโทษพวกเรามาเร็วๆ เข้า
คุกเข่าโขกหัวสองสามที ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะไม่ถือสาเจ้ามากนัก
แต่ว่าเรื่องที่ราชสำนักต้าหลีต้องเป็นฝ่ายยอมสละดินแดนและชดใช้ค่าปรับให้กับราชสำนักต้าโซ่วย่อมเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงมิได้
เจ้าอย่าหวังว่าจะไปก่อเรื่องที่ศาลบุ๋น พยายามจะกลบเกลื่อนให้ผ่านด่านไปได้…ฮ่าๆๆ เฉินผิงอันเอ๋ยเฉินผิงอัน
เจ้าก็มีวันนี้ด้วยหรือ จะโทษก็ต้องโทษที่สถานที่ที่ทำให้เจ้าเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ดันชื่อภูเขาลั่วพั่วอะไรนั่น!”
จู่ๆ อินเหมี่ยวก็เหมือนถูกมือกดหัว คุกเข่าลงไปกับพื้น แล้วโขกหัวเสียงดังตึงๆๆ
อินเหมี่ยวแผดร้องเสียงดัง รู้สึกเพียงว่ามันสมองถูกโขกจนแทบจะไหลออกมาแล้ว
อินเหมี่ยวโขกหัวอยู่อย่างนี้จนหัวแตก จิตวิญญาณแหลกสลายเป็นผุยผง ตายไปอีกครั้ง
อินจี้ไม่พูดอะไรอีก แล้วก็ไม่สนใจว่าหนึ่งจิตหนึ่งวิญญาณที่อยู่กับอินเหมี่ยวจะสลายหายไป เขาเพียงแค่ทอดสายตาออกไป
หากไม่เป็นเพราะเฉินผิงอันเปิดโปงความจริง ฮ่องเต้ต้าโซ่วอย่างเขาก็ไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ ว่าไฉนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมใหม่เอี่ยมของเสี่ยนถึงได้แสดงออกถึงความเศร้าสลดทุกข์ระทมถึงเพียงนั้น
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เป็นรากฐานของเสี่ยนก็เหมือนสุสานรวมของผีที่ตายอย่างอนาถ
ดวงวิญญาณที่ตายอย่างไม่เป็นธรรมของเมื่อสามพันปีก่อน
เกิดจากความอาฆาตความเศร้าโศก ความเจ็บแค้น ความทุกข์ทรมานอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้
เส้นด้ายยาวแห่งผลกรรมที่มองไม่เห็นจำนวนนับไม่ถ้วนรัดพันร่าง “โจวไห่จิ้ง”
ที่เป็นดั่งเซียนทองแห่งมหาโลกาซึ่งเยื้องกรายลงมายังโลกเอาไว้ เกาะกินกัดเซาะหอกยาว
ทำให้เสื้อเกราะหลากสีเน่าเปื่อย ลากดึงแถบผ้าหลากสี ค่อยๆ แผ่ลามไปยังใบหน้าและดวงตาที่สามของนาง
อินจี้น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เฉินผิงอัน เจ้าใจร้อนเกินไป แต่ก็เป็นเรื่องปกติ
เป็นศัตรูคู่อาฆาตกับผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริง ไม่ว่าใครก็ต้องกดดันทั้งนั้น
แม้ว่าพวกเราจะเป็นศัตรูกัน แต่ผู้อยู่ในทางธรรมก็นับถือเจ้าอย่างถึงที่สุด”
มือกระบี่ชุดเขียวที่เห็นๆ อยู่ว่าพกกระบี่สองเล่ม แต่กลับไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก
แค่กางมือสองข้างออก ท่ามกลางแสงสว่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้
ในมือของเขาก็มีดาบแคบสองเล่มปรากฏขึ้นมา ก็คือดาบลงทัณฑ์และพิฆาต
เดินก้าวหนึ่งออกไปจากหอสูงที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทร
ฟ้าดินปราณกระบี่ที่นกในกรงและจันทร์ปากบ่อสร้างขึ้นมาใช้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมปราณกระบี่บดขยี้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมทัณฑ์สวรรค์
ดั่งการพุ่งชนปะทะระหว่างกระแสน้ำขึ้นของมหามรรคา ต่างฝ่ายต่างบดขยี้กันเอง
เป็นแค่การปะทะกันซึ่งๆ หน้าอย่างเดียวเท่านั้น ต่างฝ่ายต่างถูกทำลายรากฐานมหามรรคา
ขยับไปอีกก้าว เรือนกายก็พุ่งชนให้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเสี่ยนกระเด็นออกไป
น้ำวนทะเลเมฆเก้าแห่งที่เกิดจากเจ็ดสำแดงสองอำพรางของนอกฟ้าประกบรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
แสงกระบี่นอกฟ้าพุ่งเป็นเส้นตรง เป่ยโต้วลิขิตตาย เยื้องกรายลงมาเยือนจากไกลๆ
เฉินผิงอันเป็นฝ่ายมาเยือนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเสี่ยน
เรือนกายที่มีเลือดเนื้อบนยอดสูงสุดของวิถีแห่งสวรรค์กลายเป็นเทพ กายธรรมสีเขียวยืนตระหง่านค้ำฟ้ายันดิน
ดวงตาสีทองที่บริสุทธิ์คู่หนึ่ง ใบหน้าที่ครึ่งหนึ่งมืดครึ่งหนึ่งสว่าง
เสี่ยนเงยหน้ามองสบตากับอีกฝ่าย
ฟ้าดินที่เดิมทีมีแต่เสียงคำรามเสียงกรีดร้องพลันเงียบสงัดไร้เสียงทันใด
ความเดือดดาลไร้เสียง ความลำบากยากเข็ญไร้เสียง บางทีอาจเป็นอย่างที่เขาว่าไว้
เป็นอย่างในตำราเขียนไว้ ความโศกใดเล่าจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่จิตใจตายด้าน ความตายของร่างกายนั้นยังเป็นรอง
ผีขอบเขตสิบสี่เหม่อลอยไปชั่วขณะ เหมือนได้มองเห็นมรรคา
เป็นทั้งยอดสูงสุดของเส้นทางวรยุทธ และยิ่งเป็นวิถีสวรรค์ที่อยู่เบื้องบน
ก่อนหน้านี้อินเหมี่ยวเอ่ยว่า หลุดพ้น ช่วยทำให้หลุดพ้นทีเถอะ
แน่นอนว่าเป็นความเสแสร้งของอินเหมี่ยว แต่สำหรับบุคคลอย่างเสี่ยนแล้ว
ความทุกข์ยากความทรมานที่ต้องแบกรับทัณฑ์สวรรค์นานสามพันปี นางต้องทุกข์ทรมานทั้งวันทั้งคืนมาเนิ่นนาน
ไยนั่นจะไม่ใช่เสียงในใจที่แท้จริงซึ่งอยู่ในจุดลึกสุดของจิตวิญญาณนางเล่า!
ก่อนจะมาเยือนแจกันสมบัติทวีป มีแค่ทางเส้นเดียวที่เดินได้
หากไม่ให้นางกินหวังจู เลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าเทียมได้สำเร็จ ไล่ฆ่าพวกเผ่าพันธุ์เจียวหลงในใต้หล้าให้สิ้นซาก
หรือไม่ก็ให้หวังจูกินนาง โลกมนุษย์กลับไปเดินบนเส้นทางเดิมอีกครั้ง
ถึงเวลานั้นทัณฑ์สวรรค์มีแต่จะยิ่งเกิดการจำแลงบนมรรคาอย่างโหดร้ายอำมหิตมากกว่าเดิม
เอาความอาฆาตที่มากกว่าเดิมมาชดใช้คืนความเคียดแค้นที่เคยมี
กระทั่งสรรพสิ่งทั้งหมดในโลกสว่าง ล้วนกลายมาเป็นผีบนเส้นทางเดียวกันเหมือนเสี่ยนทั้งหมด
เสี่ยนพลันคลี่ยิ้ม ดูเหมือนว่านางจะเอ่ยประโยคนั้นซ้ำเดิม เจ้าช่างน่าสงสารจริงๆ
เหลือบตามองพิฆาตที่ตวัดฟันลงมา ลงทัณฑ์ที่ปาดกวาดออกมา
แสงดาบจ้าตา ส่องสว่างจนราวกับโลกมนุษย์ทั้งใบล้วนสว่างไสวไปหมด
ไม่มีเหตุผลให้ต้องยื่นคอรอให้ตัด เสี่ยนเหมือนผีพรายตัวหนึ่งที่อยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลา
หมายจะลากคนผู้นี้ลงน้ำให้กลายเป็นผีตัวตายตัวแทน
เสี่ยนตัดสินใจบังคับสลายมรรคาอย่างเด็ดเดี่ยว ก็ให้กระแสน้ำขึ้นท่วมทับราชสำนักต้าหลีทั้งแห่ง แจกันสมบัติทวีปทั้งแห่งไปเลยก็แล้วกัน
กระบี่บินเป่ยโต้วปล่อยแสงกระบี่พุ่งตรงลงมา
น้ำขึ้นแห่งมหามรรคาสายหนึ่งฟันผ่าร่างผีขอบเขตสิบสี่ หัวของเสี่ยนลอยกระเด็นขึ้นสูง
แสงดาบราบเรียบเหมือนผิวกระจก ก่อนจะถูกฟันผ่าเอว กายธรรมใหญ่ยักษ์ของผีขอบเขตสิบสี่ค่อยๆ โน้มเอียงลงมา
ฟ้าดินเล็กนกในกรงทั้งแห่งปกคลุมกระแสน้ำขึ้นแห่งมหามรรคาไว้ภายใน
กระบี่บินจำนวนนับล้านเล่มฟันผ่ากระแสน้ำราวกับต้องการแยกคลื่นน้ำเชี่ยวกรากให้เป็นสายน้ำขนาดเล็กนับไม่ถ้วน…
ในขณะที่ฟ้าดินเล็กกำลังจะถูกดันให้ปริแตก กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มก็กำลังจะแหลกสลายนั้นเอง
เย่โหยวกระบี่พกเล่มหนึ่งก็ออกจากฝักดังเคร้ง เป็นแรงนำพา
ฉุดรั้งฟ้าดินพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ปราณกระบี่ทั้งหลายให้วาดเป็นเส้นโค้งขนาดมหึมา
ฝูผิงกระบี่ยาวเล่มที่สอง ตัวกระบี่แกะสลักตัวอักษรเอาไว้ ตัวอักษรส่องประกายระยิบระยับ
ก็คือคำว่า “บ่อสายฟ้า” กักเจตจำนงแห่งมรรคาของทัณฑ์สวรรค์สามพันปีไว้ด้านในชั่วคราว
สุดท้ายเหลือแค่ “เสี่ยน” ที่เป็นภาพมายาเลื่อนลอย เรือนกายและเส้นผมสีนิลต่างก็พลิ้วไสวอยู่ระหว่างฟ้าดิน
ไม่อาจทำให้น้ำท่วมกลบทับแจกันสมบัติทวีปได้ นางจึงถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที
“สุดท้ายทุกสิ่งที่ทำมาก็สูญเปล่า”
แสงกระบี่เส้นหนึ่งพุ่งมาถึงอีกครั้ง
ประหารอีกฝ่าย!
ระหว่างฟ้าดินมีเพียงแสงกระบี่
บนหอสูง ฮ่องเต้อินจี้เหม่อลอย ค้างอยู่ในท่าแหงนหน้ามองเนิ่นนาน
ได้เห็นเสี่ยนกายดับมรรคาสลายกับตาตัวเอง คือภาพอันงดงามตระการตาอย่างแท้จริง
อินจี้สีหน้าหม่นหมอง ต่อให้พอจะเดาได้ว่าพวกเขาสามารถสังหารผียามทิวา
แต่จะคิดได้อย่างไรว่าเขาจะรับการแว้งกลับของทัณฑ์สวรรค์นั้นไว้ได้
สามารถช่วยให้แจกันสมบัติทวีปรอดพ้นหายนะ
ช่วยให้ใต้หล้าไพศาลรักษาโลกสว่างของทวีปแห่งหนึ่งไว้ได้จริงๆ?
ขอแค่รับไม่อยู่ ถ้าอย่างนั้นเขาก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าต้องกลายเป็นคนที่มีโทษมหันต์ของใต้หล้าไพศาล
ต่อให้ในอนาคตขอบเขตของเขาจะสูงแค่ไหน จะซ่อมแซมแก้ไขโลกมนุษย์มากเท่าไร
ต่อให้ผ่านไปอีกสามพันปี หนึ่งหมื่นปี! เขาก็ยังคงเป็นคนผิดที่ทำให้ผืนแผ่นดินของทวีปแห่งหนึ่งจมดิ่งกลายเป็นดินแดนแห่งผีของโลกมืด!
“โจวไห่จิ้ง” หลุดจากพันธนาการแล้ว นางพลิ้วกายลงพื้นช้าๆ
ใช้หอกยาวยันพื้นดินเอาไว้ เสื้อเกราะหลากสีตัวนั้นพังยับเยิน
ซีกแก้มและแขนล้วนมีกระดูกขาวโผล่ หอกยาวก็ถูกสนิมเกาะเกรอะกรัง
โจวไห่จิ้งพรูลมหายใจยาวเหยียด สมบัติวิเศษ วิชาอภินิหารและกระบี่บินมากมายที่อยู่บนร่างนางพากันหวนกลับไปหาผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดิน
ประหนึ่งฟ้าดินข้ามผ่านมหันตภัย นาวาน้อยก็ล่วงพ้นหมื่นขุนเขาไปแล้ว