กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1216.1 ความฮึกเหิมพลันบังเกิด
ดวงตะวันลาลับไปแล้ว ขอบฟ้าถูกอาบย้อมไปด้วยสีแดงสด
ประหนึ่งคนงามที่ไม่ทันระวังทาผงชาดหนักไปด้านหนึ่ง
นางตัดใจเช็ดให้สะอาดไม่ได้เพราะมันอยากจะมองโลกมนุษย์ให้นานอีกสักหน่อย
ในศาลาริมน้ำ หรงอวี๋เห็นว่าเด็กสาวไม่ได้ระมัดระวังตัวขนาดนั้นอีกแล้ว
นางจึงลุกขึ้นยืน มองสีท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลง รอคอยให้ราชครูเผยกาย
หันอีนั่งตัวตรงอย่างสำรวมอยู่ตลอด เหวยฉงเองก็รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง
เจ้าอ้วนจึงได้แต่เล่าเรื่องน่าสนใจในเมืองหลวงบางอย่างให้เด็กสาวต่างถิ่นคนนั้นฟัง
คอยหาเรื่องมาชวนอีกฝ่ายคุยเป็นระยะ นี่ก็คือความสามารถเฉพาะตัวของคนที่เป็นเจ้าของเหลาสุรา
เสินจวินห้ามหาบรรพตและเหล่าเทพวารีของลำน้ำใหญ่ได้ถอนค่ายกลใหญ่ออกแล้ว
ร่างทองพากันกลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
ตั้งแต่ต้นจนจบพวกเขาเห็นได้ไม่ค่อยชัดเจนนัก เหมือนมองบุปผาในม่านหมอกอยู่ตลอด
ม่านราตรีสีอ่อนจางมาเยือนแจกันสมบัติทวีป แสงตะเกียงอันอบอุ่นค่อยๆ สว่างขึ้นมา
ภายใต้แสงตะเกียงที่สาดส่อง บางทีอาจเป็นงานเลี้ยงสุราที่ผู้คนผลัดกันชนจอก
บางทีอาจส่องไปยังตำราที่มีกลิ่นหมึกหอมกรุ่น
บางทีก็อาจส่องไปยังวังหลวงหลายชั้นของจักรพรรดิ
ส่องตามเสาคานสลักฉลุลายงดงามของจวนแม่ทัพอัครเสนาบดี ส่องควันจากการปรุงอาหารที่โชยกรุ่นของชาวบ้าน
หากมีเซียนในก้อนเมฆก้มมองลงมา ม่านราตรีของใบถงทวีป ในที่สุดก็ไม่มีแต่กลิ่นอายแห่งความตายอันวังเวงอีกต่อไป
แต่มีชีวิตชีวามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองฝากฝั่งของลำน้ำใหญ่ที่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำการผสานมังกร
งานก่อสร้างดำเนินไปทั้งยามกลางวันและกลางคืน
มีทั้งวิธีการของตระกูลเซียนที่ทำการเปิดภูเขาปล่อยกระแสน้ำไหล
แล้วก็มีการลงแรงของพวกคนหนุ่มชายฉกรรจ์นับล้านๆ คน
พวกเขาได้เงินค่าแรงกันตามเวลาจึงสามารถนอนดึกหน่อยได้
ทว่าในบ้านที่ห่างไปไม่ไกลซึ่งแม้จะมอชอ แต่ก็ถือว่าสะอาดสะอ้านนั้น
ตอนกลางวันพวกสตรี คนแก่และเด็กๆ ที่ง่วนทำงานจิปาถะเล็กๆ น้อยๆ กลับสามารถนอนหลับได้สนิทกันมากขึ้น
ห่างออกไปไกลอีกนิดมีโรงเรียนที่สร้างขึ้นใหม่ หากพวกเด็กๆ ยินดีไปขอเล่าเรียนที่นั่น
ไม่ต้องจ่ายเงินก็เป็นเด็กนักเรียนประถมได้แล้ว
ว่ากันว่าอาจารย์ที่เป็นคนสอนหนังสือต่างก็เป็นบัณฑิตที่เคยมีชื่อเสียง มีวิชาความรู้อย่างมาก
แม้ว่าบางครั้งความอดทนและนิสัยใจคออาจจะดีบ้างแย่บ้าง ทว่าความรู้ที่พวกเขาสอนก็ดีจริงๆ…
ดังนั้น เส้นทางสายยาวที่แสงตะเกียงทอดยาวคดเคี้ยวอยู่บนพื้นดินของใบถงทวีป เส้นนี้จึงดูรุ่งโรจน์มากเป็นพิเศษ
ถึงขั้นที่ว่ายังสว่างไสวกว่าลำน้ำฉีตู้ของแจกันสมบัติทวีปและลำน้ำจี้ตู๋ของอุตรกุรุทวีปด้วยซ้ำ
บนสนามรบ เฉินผิงอันเก็บกายธรรมและดาบแคบทั้งสองเล่มมา พลิ้วกายลงใกล้กับโจวไห่จิ้งเหมือนใบไม้ร่วงใบหนึ่ง
ยิ้มเอ่ยว่า “ลำบากแล้ว”
โจวไห่จิ้งส่ายหน้า ยิ้มกว้างเอ่ยว่า
“รับเงินทำงาน สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดินแล้ว
ราชสำนักต้าหลีสายตาดีถึงได้เลือกข้ามา รับรองว่าไม่ขาดทุนแน่”
ปล่อยนิ้วมือออก หอกเหล็กด้ามนั้นยังคงปักตรึงอยู่บนพื้น
ทว่าโจวไห่จิ้งกลับหงายหลังตึง นางทิ้งตัวลงนอนอยู่บนพื้นโดยตรง ปากก็บ่นว่า “เจ็บจะตายอยู่แล้ว”
โจวไห่จิ้งมองม่านฟ้าอย่างเหม่อลอย ราวกับว่าในสายตายังคงเป็นภาพเหตุการณ์ที่เส้นผมสีดำเลื้อยขยุกขยิกอยู่ดังเดิม
นางรู้สึกหวาดผวาไม่คลาย ถามว่า
“เฉินผิงอัน หากเจ้าไม่มีสถานะนั้น ไม่ได้เบิกโชคชะตาบู๊มามอบให้ข้าล่วงหน้า
ไม่ทันถึงตอนที่ก่ายเยี่ยนเปิดพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ข้าก็คงทนไม่ไหวพ่ายแพ้ไปก่อนแล้วกระมัง?”
เฉินผิงอันพยักหน้า
“ศักยภาพในการต่อสู้ที่แท้จริงของแผนภูมิดินในทุกวันนี้ อยู่ควบระหว่างบินทะยานอ่อนด้อยกับบินทะยานแข็งแกร่ง
จะต้องเลือกคู่ต่อสู้ให้ดี มาเจอกับเสี่ยนย่อมไม่มากพอดูอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทดท้อทอดอาลัย”
โจวไห่จิ้งพยักหน้า เข้าใจแล้ว
หากฝ่ายตรงข้ามคือขอบเขตบินทะยานที่พลังสังหารไม่เลว แผนภูมิดินของพวกเขาก็คือบินทะยานอ่อนด้อย
หากพลังพิฆาตของฝั่งตรงข้ามไม่มากพอ พวกเขาก็จะเป็นบินทะยานแข็งแกร่งอย่างแท้จริงแล้ว
นางคือผู้ฝึกยุทธคอขวดขอบเขตยอดเขา เหมือนกับหญ้าที่ถูกดึงให้เติบโตก่อนเวลากระทั่งยกระดับไปถึงขั้นเทพมาเยือนของขอบเขตปลายทาง
อีกทั้งนางยังเป็นกุญแจสำคัญของสายแผนภูมิดินด้วย
ตามคำกล่าวของเจ้าผีขี้เหล้าเฉาผู้นั้น การเลื่อนขอบเขตของอีกสิบเอ็ดคนที่เหลือ
ควบคุมวิชาอภินิหารให้ได้หลายบทหน่อย หลอมสมบัติให้ได้หลายๆ ชิ้นหน่อย ล้วนเป็นแค่วิธีการบวกเพิ่มเท่านั้น
มีเพียงนางที่เขาบอกว่าอะไรแล้วนะ? ในวิชาคณิตศาสตร์นั่นเรียกว่าอะไรนะ? คูณหรือ?
โจวไห่จิ้งเหลือบมองหอกเหล็กด้ามนั้น ถามว่า “เป็นของตกทอดบนสนามรบของทูตผู้ตรวจการซูจริงๆ หรือ?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เพราะฉะนั้นอย่าทำให้มันต้องเสียเกียรติ”
โจวไห่จิ้งกล่าว “จะพยายามแล้วกัน”
เฉินผิงอันกล่าว
“การที่เสี่ยนจงใจเล่นเป็นเพื่อนกับพวกเราพักหนึ่งก็เพราะมีใจเห็นแก่ตัวอยู่สองส่วน
ส่วนแรก เป็นเพราะขู่โส่วอาศัยคันฉ่องหยุดวารีบานนั้นมาสร้าง “เสี่ยน” ที่เป็นผลงานจริงระดับรองออกมา
หรือไม่ก็คือร่องรอยของเวทคาถาวิชาอภินิหารทั้งหลายที่ข้าเก็บมาจากที่ต่างๆ
พวกมันล้วนเป็นเส้นสายการสืบทอดบนมหามรรคาทั้งสิ้น
บางทีนางอาจจะอยากใช้สถานะของผู้ศึกษามรรคาที่บริสุทธิ์มาทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในโลกมนุษย์
เรื่องนี้ไม่อาจแน่ใจได้ ข้าก็แค่เดาเอาเท่านั้น”
โจวไห่จิ้งเอาสองมือหนุนไว้ใต้ท้ายทอย ยกขาขึ้นไขว่ห้าง
“ไม่เคยเข้าใจเลยว่าพวกคนที่ฝึกวิชาเซียนอย่างพวกเจ้า วันๆ คิดอะไรอยู่กันแน่
ดังนั้น “ข้อที่สอง” ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ข้าฟังแล้ว
ข้าต้องการนอนหลับให้เต็มอิ่ม! นอนหลับจนกว่าจะตื่นขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติ
แล้วจึงค่อยกินดื่มให้เต็มคราบ กินเหล้าชามโต กินเนื้อชิ้นใหญ่…”
พูดไปพูดมา สีหน้าของโจวไห่จิ้งก็เปลี่ยนมามีชีวิตชีวาทันใด ดิ้นรนลุกขึ้นยืน
“มีผลประโยชน์อะไร มีส่วนแบ่งอะไรไหม? การต่อสู้ครั้งนี้จบลง ไม่มีผลประโยชน์ให้เพิ่มเติมบ้างเลยหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “อย่างน้อยก็ได้คำประเมินว่า “ดีเยี่ยม” นะ”
โจวไห่จิ้งกลอกตามองบน “แค่นี้เองหรือ?”
เฉินผิงอันกล่าว
“ตามธรรมเนียมเดิม พวกเจ้าสามารถเอาคุณความชอบด้านการสู้รบไปแลกเปลี่ยนสมบัติหลากหลายชนิดมาจากคลังลับของต้าหลีได้
แต่ต้องเตือนเจ้าไว้ก่อนว่าคุณความชอบด้านการสู้รบของคนสิบสองคนในแผนภูมิดินล้วนเท่ากัน
ไม่มีทางที่เจ้าจะได้มากกว่าคนอื่นเพียงเพราะเจ้าเป็นคนที่ต่อสู้ได้เก่งที่สุด”
โจวไห่จิ้งพยักหน้า “ก็ได้ กฎข้อนี้ดีมากแล้ว วางใจเถอะ แม้ว่าข้าจะชอบเงินทอง ชอบหาเงิน แต่กลับไม่ใช่คนโลภ ไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร”
เฉินผิงอันพยักหน้า “แค่ไม่รู้สึกผิดหวังก็ดีแล้ว”
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแต่ละแห่งที่อยู่ห่างออกไป
หยวนฮว่าจิ้งกับก่ายเยี่ยนต่างก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้พวกเขาปรึกษากันเรื่องแบ่งส่วนแบ่งไว้เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน้ำ เหลือเพียงความว่างเปล่าแล้ว
แต่หยวนฮว่าจิ้งหันไปมอง “หุ่นเชิด” ใหม่เอี่ยมที่ค่อนข้างฉลาดตนนั้นแล้ว เขากลับรู้สึกพอใจอย่างมากแล้ว
เรือนกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตเก้าของเผ่าปีศาจแข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ
ในฟ้าดินร่างกายมนุษย์ร่างนี้สามารถระดมกำลังลงมืออย่างยิ่งใหญ่ได้
ไม่ต้องเป็นห่วงว่าไม่ทันระวังแล้วจะทำให้เนื้อหนังมังสาร่างนี้ต้องเสียหาย
หากหยวนฮว่าจิ้งเอาจิตวิญญาณของผู้ฝึกตนทั่วไปยัดใส่เข้าไปด้านใน
ถ้าอย่างนั้นก็จะได้ผลลัพธ์ที่มหามรรคาเหมือนฟ้าครามที่มีเพียงข้าที่ไม่อาจออกไปได้
ยิ่งเรือนกายแข็งแกร่งมากเท่าไร จิตวิญญาณก็ยิ่งยากจะผสานเป็นหนึ่งกับร่างกายได้มากเท่านั้น
“คน” กับ “ร่างกาย” มีแต่จะให้เกียรติและเคารพกันประหนึ่งแขกผู้มาเยือนเท่านั้น
ทว่าไช่อวี้ซ่านเคยเป็นขอบเขตเซียนเหริน เมื่อขอบเขตถดถอยก็ยังเป็นขอบเขตหยกดิบ
ประเด็นสำคัญคือจิตวิญญาณที่แท้จริงส่วนหนึ่งของ “บัณฑิตไช่” ใสสะอาดอย่างมาก
เชื่อว่าเมื่อรวมเข้ากับความฉลาดและสติปัญญาของ “บัณฑิตไช่” แล้ว
หยวนฮว่าจิ้งกับมันที่เป็นเจ้านายและบ่าวร่วมมือกัน
บวกกับไปเลือกหาวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่เหมาะสมกับการหลอมใหญ่สักชิ้นมาจากคลังของต้าหลี
บางทีก็อาจจะใช้รูปแบบการก่อสร้างแบบสำเร็จรูปของอาจารย์เฉินมาทำให้หุ่นเชิดตนนี้ฝึกทั้งวรยุทธและวิชาคาถาควบคู่กันไปได้เลย?
ก่ายเยี่ยนจุ๊ปากด้วยความทึ่ง รู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง
นางยื่นคอยาวมองไปยังภาพเหตุการณ์ด้านในถ้ำสถิตที่ชวนให้น้ำลายสออยากได้นั้น
“โอ้โห เซียนกระบี่หยวนได้กำไรก้อนใหญ่เลยนะ คนเปรียบเทียบกับคนชวนให้คนโมโหตายจริงๆ”
เมื่อผ่านศึกครั้งนี้ไป หยวนฮว่าจิ้งที่จิตแห่งมรรคายิ่งบริสุทธิ์ผ่องใสกุมมือคารวะให้ไกลๆ
ยิ้มเอ่ยว่า “ธรรมดาๆ กลับไปถึงเมืองหลวงจะเลี้ยงเหล้าเจ้า”
ก่ายเยี่ยนร้องเฟ้ย “เหล่าเหนียงมีเงินเยอะนักล่ะ! ยังต้องให้เจ้าเลี้ยงเหล้าอีกหรือ?”
หันโจ้วจิ่นเก็บภูเขาแห่งมรรคาที่ยังคงอยู่ในรูปลักษณ์ของยันต์แผ่นหนึ่งมา
นางไม่รีบร้อน “คลี่กาง” มันออกมา พิศมองอย่างละเอียดแล้วก็ช่างมหัศจรรย์จนเกินบรรยายจริงๆ
เณรน้อยที่มีฉายาทางธรรมว่าโฮ่วแจ๋วร้อนใจยิ่งนัก
อยากฉวยโอกาสที่ฟ้าเพิ่งมืด วัดยังไม่ปิดประตูไปบริจาคค่าธูปค่าน้ำมันในวัด
ทางฝั่งของแท่นแต่งตั้งแม่ทัพ อวี๋อวี๋ได้เก็บลูกธนูที่โยนออกไปเงียบๆ ดอกนั้นมาแล้วสอดเก็บไว้ในชายแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง
ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี เหอะ นี่คือคำตัดสินประหารชีวิตที่กูไหน่เนี่ยแค่เอื้อนเอ่ยก็บังเกิดผลทันทีเป็นครั้งแรกเลยนะ
ลู่ฮุยกับสุยหลินต่างก็กำลังง่วนอยู่กับการคัดลอกร่องรอยบนสนามรบพวกนั้น
เพราะถึงอย่างไรก็เป็นสถานที่ที่ผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่คนหนึ่งสลายมรรคาและตายดับ
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในทุกหนทุกแห่งล้วนเป็นวิชาความรู้ที่ยิ่งใหญ่
เฉินผิงอันพลันประกบดาบแคบสองเล่มแล้วกำเข้าไว้ด้วยกัน ยื่นส่งไปให้โจวไห่จิ้ง ยิ้มเอ่ยว่า “ให้ยืม”
โจวไห่จิ้งตกตะลึงอย่างหนัก รู้สึกลังเลอยู่บ้าง
ไม่กล้ารับของตกทอดของเทพยุคโบราณสองเล่มนี้มาง่ายๆ “นี่คือ?”
เฉินผิงอันไม่ได้อธิบายอะไร เห็นว่านางไม่รับก็เตรียมจะหดมือกลับ
โจวไห่จิ้งรีบแย่งมาทันที สองมือถือดาบ เอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “เหมาะมือถึงเพียงนี้เชียว!”
เก๋อหลิ่งใช้เสียงในใจอธิบายว่า
“ผลกรรมที่พัวพันกันยุ่งเหยิงล้วนถูกราชครูแบกรับไว้เพียงลำพังแล้ว
เจ้ากับ “เสี่ยน” จับคู่เข่นฆ่ากันไปรอบหนึ่ง สุดท้ายนางเลือกสลายมรรคา
กับการที่เจ้าเคยใช้การ “ต่อยลูกคลื่น” มาขัดเกลาเรือนกาย
ในบางระดับแล้วก็ถือเป็นดั่งคำกล่าวที่บอกว่าท่ามกลางความมืดมิดมีเจตนารมณ์สวรรค์ที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่
เป็นเหตุให้เสี่ยนให้การยอมรับ “โจวไห่จิ้ง” บวกกับการผลักดันจากรากฐานมหามรรคาของนาง
เสี่ยนจึงยิ่งฝากความ… ปรารถนาบางอย่างไม่อาจบอกกล่าวได้ไว้ที่ดาบสองเล่มนี้
โจวไห่จิ้ง หากต่อจากนี้เจ้ายืมใช้ดาบสองเล่มนี้ บางทีอาจจะต้องรับผิดชอบหน้าที่ของขุนนางผู้ทำหน้าที่กำกับการประหารชีวิต
หากทำไม่ได้พวกมันก็คือซี่โครงไก่ แต่ถ้าทำได้ก็จะมีอิทธิฤทธิ์เหนือสามัญ”
นักพรตหนุ่มหยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยต่อว่า “สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการคาดเดาของข้า เจ้าตัดสินใจเอาเอง”
โจวไห่จิ้งหัวเราะเสียงดัง “ข้าเชื่อคำพูดของเจ้า ยิ่งเชื่อในสัญชาตญาณของตัวข้าเอง!
ถอยไปพูดหมื่นก้าว อาจารย์เฉินคงไม่ได้จงใจหลอกขุนนางผู้มีคุณความชอบอย่างข้าหรอกกระมัง ใช่ไหม?”
ก่ายเยี่ยนเก็บกระโจมม่านรักมา นวดน่องเล็กของตัวเอง พึมพำว่า
“มีแต่เจ้าโจวไห่จิ้งใช่หรือ ใครบ้างที่ไม่ใช่ขุนนางผู้มีคุณความชอบล่ะ”
ซ่งซวี่เก็บกระบี่ “อี้ลู่” และ “เกอเหยา” มา หลังจากทยอยใช้ดวงจิตสำรวจไปรอบหนึ่งแล้ว
อี้ลู่นั้นไม่มีความผิดปกติ ทุ่มเงินซ่อมแซมไปก็พอแล้ว
ทว่ากระบี่บินเล่มที่สองกลับทำให้ซ่งซวี่ต้องอึ้งตะลึง
เฉินผิงอันเหลือบตามองพวกเขาทีละคน ยิ้มเอ่ยว่า
“ยังคงยืนยันประโยคเดิม ทุกคนขยันฝึกตนกันต่อไป เชื่อว่าอนาคตของแจกันสมบัติทวีปต้องเป็นของพวกเจ้าแน่นอน”
“เด็กหนุ่ม” อินจี้ที่อยู่ตัวคนเดียว ยังคงยืนอยู่บนหอสูงที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวแห่งนั้น
ที่พึ่งที่ใหญ่ที่สุดของเขาอย่างเสี่ยนก็กายดับมรรคาสลายไปแล้ว
ทัณฑ์สวรรค์แห่งมหามรรคาถูกกักขังไว้ชั่วคราว อินเหมี่ยวก็ได้พาหนึ่งจิตหนึ่งวิญญาณของเขาแหลกสลายไปแล้ว
ในเมื่อแจกันสมบัติทวีปยังไม่ถูกกลืนกิน ถ้าอย่างนั้นจุดจบของสกุลอินต้าโซ่วก็แน่นอนแล้ว
รอกระทั่งเฉินผิงอันมาอยู่ข้างกาย อินจี้ยังคงมีท่าทางสุขุมเยือกเย็นอยู่เหมือนเดิม
เอาสองมือไพล่หลัง ทอดตามองคลื่นสีเขียวมรกตของทะเลกว้างใหญ่ ยิ้มเอ่ยว่า
“การดักปล้นกลางทางเพื่อล้อมสังหารครั้งหนึ่ง สามารถฆ่าขอบเขตสิบสี่ได้สำเร็จ
ได้คำว่า “วีรกรรมยิ่งใหญ่” ไปครอง ตัวเหรินได้เห็นเรื่องนี้กับตาตัวเอง ถือเป็นเรื่องที่โชคดีนัก”
ผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินมารวมตัวกันอยู่ข้างกายโจวไห่จิ้งแล้ว
พวกเขามักจะรู้สึกว่าฮ่องเต้ต้าโซ่วที่อยู่บนหอสูงแห่งนี้ บางทีอาจจะเดือดดาลอย่างหนักจนเสียสติเป็นบ้าไปแล้ว?
หาไม่แล้วก็ไม่อาจอธิบายเรื่องนี้ได้เลย
อินจี้ทำท่าทางประหลาด ยกมือข้างหนึ่งขึ้นสูง เงียบไปพักใหญ่ ก่อนพูดพึมพำกับตัวเองว่า
“ขอให้ท่านโปรดยกมือขึ้นสูงเพื่อค้ำฟ้า”
เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช้าว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าคือผังติ่งแห่งนครหลิงเป่า
แน่นอนว่าต้องไม่มีทางทิ้งหลักฐานใดๆ เอาไว้แน่”
……
สุดท้ายแล้วเหตุการณ์ครั้งนี้จะปิดฉากลงอย่างไร ทุกคนต่างก็ต้องรอคอยให้ราชครูเฉินหวนกลับมาที่ทะเลสาบเหล่าอิง
ในเมื่อซ่งจี๋ซินเป็นอ๋องเจ้าเมืองที่เป็นผู้กุมอำนาจคนที่สองของต้าหลี เขาก็ย่อมไม่มีทางยื่นมือเข้าแทรกเรื่องนี้
เขาปรายตามองเกาซื่อที่ตรงเอวพกดาบฝักสีเขียวแล้วเดินไปหาอีกฝ่าย
หลูจวินรัชทายาทของราชสำนักต้าหยวน
หยางโฮ่วแจ๋วราชครูคนใหม่ที่มีฉายาว่าถวนหนีต่างก็กำลังพูดคุยอยู่กับเกาซื่อ
และยังมีเฉาอิงรัชทายาทต้าตวนที่ย้อนกลับมาทางเดิม กลับมายืนอยู่ที่มุมกำแพงอีกครั้ง
เกาซื่อที่เป็นหญ้ายอดกำแพงไหวเอนไปตามกระแสลมตอนอยู่กับอิ่นกวานหนุ่มสำหรับลั่วอ๋องซ่งมู่ผู้นี้
เขากลับไม่ได้หวาดกลัวสักเท่าไร สีหน้าจึงเป็นปกติ ลมหายใจทอดยาว
เอาฝ่ามือถูกับด้ามดาบ เอ่ยประโยคหนึ่งออกไปอย่างมาดมั่นว่า “แม่ทัพชายแดนเกาซื่อคารวะลั่วอ๋อง”
ซ่งจี๋ซินยิ้มเอ่ย
“ไม่เสียแรงที่เป็นปรมาจารย์ใหญ่คอขวดขอบเขตเก้า รู้จักประเมินสถานการณ์ จิตใจก็เปลี่ยนได้ว่องไว”
เกาซื่อเอ่ยเนิบช้าว่า “ก็ต้องดูว่าเป็นกับใคร”
ซีหมานที่เป็นองครักษ์ประจำตัวของซ่งจี๋ซินรีบส่งสายตาให้กำลังใจมาให้ทันที
บอกเป็นนัยแก่เกาซื่อว่าใจกล้าอีกสักหน่อย พูดจาก็ให้แข็งกระด้างอีกหน่อย
เกาซื่อรำคาญไอ้หมอนี่ยิ่งนัก จึงรวมเสียงให้เป็นเส้นพูดคุยอย่างลับๆ ว่า
“ในเมื่อเป็นคนอาชีพเดียวกัน รอให้เรื่องนี้สิ้นสุดลงแล้วก็หาโอกาสมาประลองฝีมือกันหน่อยดีไหม?”
ซีหมานยิ้มเอ่ย
“เจ้ามีดาบที่ดี คือศาสตราวุธเทพที่หาได้ยาก ข้าเสียเปรียบเกินไป
เว้นเสียจากว่าเจ้าไม่ใช้ดาบนี้ แล้วก็มีของรางวัลเพิ่มเติมอีกสักหน่อย
เดิมพันกันด้วยดาบเล่มนี้ข้าถึงจะยอมเล่นเป็นเพื่อนเจ้า”
เกาซื่อหัวเราะหยัน
“ทำไมเจ้าไม่บอกว่าจะตัดหัวไก่เผากระดาษเหลือง สาบานเป็นพี่น้องต่างแซ่กับข้าไปเลยล่ะ
แล้วค่อยมาขอ ‘ลวี่เยา’ เล่มนี้จากข้า? แบบนั้นไม่ง่ายกว่าหรอกหรือ?”