กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1216.2 ความฮึกเหิมพลันบังเกิด
คาดไม่ถึงว่าซีหมานจะพูดคล้อยตามทันใด
“หากเจ้ายินดีล่ะก็ ข้าจะรับเจ้าเป็นพี่ใหญ่นับแต่นี้
ข้าก้มหัวกราบแล้วเจ้าก็รีบมาประคองพี่ชายน้องชายลุกขึ้นพร้อมกัน
มองตากันแล้วหัวเราะเสียงดัง พี่ใหญ่ใจกว้างองอาจ
ถามว่าข้ามีดาบเล่มหนึ่งอยากจะมอบให้ น้องชายคิดว่าอย่างไร
ข้าปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เจ้ากลับยังยืนกรานจะมอบให้ ข้าเองก็ได้แต่รับเอาไว้
สุดท้ายเจ้าและข้าพี่น้องก็กลายมาเป็นเรื่องเล่าอันงดงามในยุทธภพ”
เกาซื่อเอ่ยอย่างสงสัย
“เจ้าพูดเก่งขนาดนี้ ยังจะต้องเรียนวิชาหมัดฝึกวรยุทธอะไรอีก ไปเป็นนักเล่านิทานใต้สะพานหาเงินมาสิ
รับรองว่าใช้เวลาแค่ไม่กี่วันก็จะมีเงินมาซื้อลวี่เยาเล่มนี้ของข้าแล้ว”
ซีหมานรู้สึกว่าประโยคนี้ฟังคุ้นหูอย่างมาก จึงถามว่า “หัดพูดจาเหน็บแนมเอาอย่างราชครูเฉินของพวกเราหรือ?”
เกาซื่อบื้อใบ้ไปทันใด พลังอำนาจลดฮวบลงโดยพลัน
หลูจวินกุมมือคารวะเอ่ยด้วยท่าทางสุภาพมีมารยาท “หลูจวินคารวะลั่วอ๋อง”
ซ่งจี๋ซินพยักหน้ารับ กล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยน “คนกันเอง ไม่จำเป็นต้องมากพิธี”
หลูจวินยิ้มเอ่ย
“เสด็จพ่อยกย่องนับถือลั่วอ๋องอย่างมากมาโดยตลอด
มักจะพูดว่าสกุลซ่งมีลั่วอ๋องก็คือปราการกำบังแห่งแผ่นดินได้สมชื่ออย่างแท้จริง”
หยางโฮ่วแจ๋วกระแอมเบาๆ หนึ่งที เตือนรัชทายาทว่าไม่ต้องพูดประโยคถัดไปแล้ว
ที่แท้หลูซ่วนหลูจวินที่เป็นทั้งจักรพรรดิกับขุนนาง แล้วยังเป็นทั้งบิดากับบุตร
ทุกครั้งที่พูดถึงอ๋องเจ้าเมืองซ่งมู่ หลูจวินจะต้องถามว่า
ตัวเองมีพี่น้องร่วมอุทรที่พลัดพรากจากกันไปนานหลายปีที่ถูกแอบเลี้ยงอยู่ข้างนอกบ้างหรือไม่?
หากว่ามีก็ไม่ต้องปิดบังกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าพี่น้องจะกลายมาเป็นศัตรูกันรีบพากลับเข้าวัง
พวกเขาจะต้องกอดกันร่าไห้ไปรอบหนึ่ง จากนั้นพี่น้องก็ร่วมใจสามัคคี
แล้วยังแนะนำฮ่องเต้หลูห้วนว่าให้เชิญอาจารย์ที่ดีที่สุดมาให้เขา
รีบสอนตำราพิชัยสงครามที่ถูกขนานนามว่า “ผู้กล้าต้านทานศัตรูนับหมื่น” ให้เขาหลายๆ เล่ม
รัชทายาทอย่างเขาก็จะสามารถนอนหนุนหมอนสูงได้อย่างไร้ความกังวลแล้ว
วันหน้าจะต้องนอนกรนครอกๆ อยู่บนบัลลังก์มังกรอย่างแน่นอน
ซ่งจี๋ซินยิ้มเอ่ย “มิกล้ารับ ขอบคุณคำชมจากฮ่องเต้ต้าหยวน”
การที่รู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกับรัชทายาทต้าหยวนเช่นนี้ก็เพราะซ่งจี๋ซินรู้สึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าผู้นี้เหมือนตนเองในอดีตอย่างมาก
หลูจวินถามอย่างใคร่รู้
“ได้ยินมาว่าลั่วอ๋องเป็นเพื่อนบ้านกับราชครูเฉินมาตั้งแต่เด็กเลยหรือ?”
ซ่งจี๋ซินพยักหน้า “อาศัยอยู่ในตรอกหนีผิงเหมือนกัน เป็นเพื่อนบ้านที่บ้านอยู่ติดกัน”
หลูจวินถามหยั่งเชิง
“ถึงอย่างไรก็อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว สามารถเดินเลียบทะเลสาบเหล่าอิงพลางพูดคุยกันไปได้หรือไม่
รบกวนลั่วอ๋องพูดคุยเรื่องของบ้านเกิดให้ผู้เยาว์ฟังสักหน่อย?”
ซ่งจี๋ซินยิ้มเอ่ย “ทำไมจะไม่ได้เล่า ถือเสียว่าไปเดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์”
คนสองกลุ่มเดินเล่นไปริมทะเลสาบด้วยกัน ซ่งจี๋ซินเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ของบ้านเกิดให้หลูจวินฟัง
หลูจวินฟังด้วยอาการตกตะลึง ขบคิดใคร่ครวญจนได้ความคิดบางอย่าง
ที่แท้ตอนนั้นอ๋องเจ้าเมืองซ่งมู่ก็คือคนพูดมากที่ชอบพูดจาเสียดสีแดกดันคนอื่น
อาจารย์ของเขามีความอดทนและนิสัยดีเยี่ยมได้มากขนาดนั้น
ในบางระดับแล้วก็เพราะถูกซ่งมู่เป็นผู้ขัดเกลามาอย่างนั้นหรือ?
รู้ว่าอาจารย์เคยเป็นลูกศิษย์อยู่ที่เตาเผานานหลายปี
หลูจวินจึงถามว่ามีอาจารย์ผู้สอนหรือไม่ มีเครื่องกระเบื้องที่เผาออกมาด้วยตัวเองกี่ชิ้น
ซ่งจี๋ซินบอกว่าตอนนั้นเฉินผิงอันไม่ได้กราบอาจารย์อย่างเป็นทางการ จะเรียกว่ามีอาจารย์ผู้สอนได้อย่างไร
หลูจวินรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง หากสามารถขอของตกแต่งห้องหนังสือที่อาจารย์เผาเองกับมือมาจากอาจารย์สักชิ้นก็คงจะดีมากเลยนะ
สามารถเอาให้เสด็จพ่อยืมไปใช้ชั่วคราว ฮ่องเต้ต้าหยวนอย่างเขาจะได้เอาไปคุยโวกับสหายฮ่องเต้ทั้งหลาย
ใครเล่าจะกล้าหัวเราะเยาะว่าเขาอยู่อันดับรั้งท้ายของไพศาลอีก
เสด็จพ่อหยิบสมบัติชิ้นนี้ออกมาโอ้อวดกับพวกเขา พวกเจ้ามีกันไหม?
หรือไม่ก็เอามันคัดลอกไว้บนกระดาษ ตอนตอบจดหมายกลับก็ส่งไปให้พวกเขาคนละแผ่น
เฉาอิงหน้าหนาไม่เบา ถึงกับติดตามห้อยท้ายขบวนมาด้วย
เกาซื่อเดินเคียงบ่ามากับซีหมาน ซีหมานใช้ข้อศอกกระทุ้งเกาซื่อเบาๆ
“พี่ใหญ่เกา อีกเดี๋ยวน้องชายก็จะได้กลายเป็นองครักษ์ของจวนลั่วอ๋องแล้ว
คิดดูแล้วระดับชั้นขุนนางก็คงไม่มีทางต่ำ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นขุนนางขั้นเจ็ด
เจ้าไปเข้าร่วมกองทัพที่เมืองริมชายแดน กลับต้องเริ่มเป็นจากทหารธรรมดาทั่วไป
มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะอยู่ในถิ่นที่เมืองหลวงสำรองของพวกเราให้การดูแล
พวกเราสองพี่น้องเจอหน้ากันในกองทัพชายแดนแล้วควรจะเรียกขานกันว่าอย่างไรล่ะ?”
เกาซื่อถองกลับซีหมาน “เจ้าเป็นพี่น้องกับใครหา?”
ซีหมานรีบถองกลับอีกครั้งทันที เกาซื่อเพิ่มแรงเข้าไปอีก ซีหมานก็เอาคืนอีกครั้ง
เกาซื่อโมโหแล้ว ถองศอกไปตรงลำคอของซีหมาน ก่อนจะยื่นมือไปกดด้ามดาบ
ถ้าอย่างนั้นก็มาประมือกันสักหน่อย!
เฉาอิงที่อยู่ด้านท้ายสุดของขบวนมองปรมาจารย์สองคนที่อยู่ด้านหน้า “คลอเคลียแนบชิดกัน”
ก็ได้แต่เอ่ยเตือนว่า
“ตอนนี้ไม่ว่าจะลมพัดใบไม้ไหวใดๆ ที่เกิดขึ้นในทะเลสาบเหล่าอิง
ก็ล้วนจะต้องถูกรายงานไปยังการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษรของวังหลวงต้าหลี”
ซีหมานที่จงใจรับศอกของอีกฝ่ายสะบัดลำคอ เอ่ยอย่างไม่ยี่หระว่า
“คันไม้คันมือนัก ดูท่าการที่พี่ใหญ่ขวัญกล้าเทียมฟ้าได้ขนาดนี้
เหตุผลส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นเพราะมีลวี่เยาเล่มนี้อยู่กระมัง
การดำรงอยู่ของดาบเล่มนี้ก็คือคอขวดขอบเขตเก้าที่แท้จริงของเกาซื่อ”
เกาซื่อตกใจอยู่บ้าง พูดไม่ออก เขาครุ่นคิดอย่างละเอียด ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนี้จริง?
อันที่จริงส่วนลึกในใจของเกาซื่อหรือจะไม่เคยสัมผัสได้
แค่เพราะว่าถูกคนอื่นเปิดโปงต่อหน้าเช่นนี้ก็รู้สึกขายหน้าอยู่มากจริงๆ
คำพูดของซีหมานซ่อนความนัยเอาไว้ เขาจงใจเอ่ยประโยคที่มีความหมายลึกล้ำกับเกาซื่อว่า
“เมื่อสลัดทิ้งความฉลาดและเล่ห์ปัญญา มหาโจรจึงยุติการกระทำชั่วร้ายลง
ผู้ฝึกยุทธยึดติดอยู่กับวัตถุภายนอก ย่อมมิอาจบริสุทธิ์ได้อย่างแท้จริง”
เกาซื่อยุ้มเจื่อนเอ่ยว่า
“ไม่มีสมบัติก็เลยไม่ช่วงชิงสมบัติ ไม่ใช่ว่าไม่ช่วงชิง แต่ว่าเป็นเพราะไม่มีอะไรจะให้ช่วงชิง
ซีหมาน หากเจ้าเป็นเจ้าของดาบคาดเอวลวี่เยาเล่มนี้ จะพูดง่ายขนาดนี้หรือไม่”
ซีหมานพูดคุยอย่างลับๆ ว่า “อาอู่ ไม่เห็นจะได้ผลเลย”
กงเยี่ยนใช้เสียงในใจพูดกลั้วหัวเราะ
“ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีพุทราก็ต้องเอาไม้ฟาดสักที
แล้วนับประสาอะไรกับที่วิธีการนี้ของข้าก็เป็นวิธีที่เรียนรู้มาจากในตำรา
ใช้ไม่ได้ผลก็เป็นเรื่องปกติ แต่หากได้ผล นั่นก็แสดงว่าสมองของเกาซื่อมีปัญหาแล้ว”
เกาซื่อกุมหมัดเอ่ยขอบคุณ “พี่น้องซีหมาน น้ำใจนี้ข้ารับไว้แล้ว”
ซีหมานเกาหัว มีความคิดอยากจะสาบานเป็นพี่น้องกับเกาซื่อจริงๆ แล้วนะนี่
เพราะถึงอย่างไรตนเสแสร้งทำเป็นมีน้ำใจ แต่อีกฝ่ายกลับมีความจริงใจให้กัน
ซีหมานจึงรู้สึกละอายใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
เฉาอิงยิ้มเอ่ย
“ควรจะมอบดาบให้กับวีรบุรุษจริงๆ ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวไม่ควรยึดติดกับของนอกกาย
จะบั่นทอนพลังใจไปเสียเปล่า ตัดใจจากลวี่เยาไม่ได้ เกาซื่อจะเลื่อนสู่ขอบเขตปลายทางได้อย่างไร”
เกาซื่อหันหน้ามายิ้มถาม “คุณชายเฉาสนิทสนมกับซีหมานตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“วีรบุรุษที่ข้าพูดถึงคือตัวข้าเอง”
เฉาอิงยิ้มบางๆ “การสาบานเป็นน้องของสามบุรุษแห่งทะเลสาบเหล่าอิง ไม่สู้นับเฉาเลวี่ยเข้าไปด้วยอีกคน?”
หยางโฮ่วแจ๋วรู้สึกว่ารัชทายาทต้าตวนผู้นี้ หากไม่รีบร้อนกลับทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
จอมยุทธพเนจรสองคนอย่าง “เฉาเลวี่ย” กับ “หลูจวิน” ก็สามารถเดินทางท่องอุตรกุรุทวีปไปด้วยกันได้
ก่อนหน้านี้มีเงาร่างสิบกว่าร่างโผล่พรวดขึ้นมาบนหัวกำแพง
เด็กสาวสวี่มี่คล้ายจะเห็นคนคุ้นเคยคนหนึ่ง พูดให้ถูกต้องก็คือผู้อาวุโสในตระกูลคนหนึ่ง
นับแต่เด็กสวี่มี่ก็ชอบเปิดอ่านทำเนียบตระกูล มักจะถูกท่านปู่กอดไว้ในอ้อมอก
นางเปิดตำราออก ยื่นนิ้วชี้ไปที่ชื่อหนึ่งแล้วให้ท่านปู่เล่าเรื่องของพวกเขาให้ฟัง
บางคนก็มีเรื่องราวเต็มไปด้วยสีสัน ชีวิตพลิกผันมีขึ้นมีลง
บางคนก็ราบเรียบธรรมดาอย่างมาก บางคนก็มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของต้าหลี
ถึงขั้นที่ว่ามีบันทึกชีวประวัติแยกเป็นรายบุคคล ถ้าเป็นคนประเภทนี้ ท่านปู่จะพูดถึงน้อยมาก
บางคนก็ไร้ชื่อเสียงอยู่ในวงการขุนนาง ถึงขั้นที่ว่าไม่มีเรื่องเล่าอะไรอยู่ในตระกูล
แต่ท่านปู่กลับพูดถึงเยอะมาก สวี่มี่ก็เคยเห็นชื่อหนึ่งบนทำเนียบตระกูล นั่นคือชื่อหยวนฮว่าจิ้ง
ท่านปู่บอกว่าเขาคือผู้ฝึกตน คือเซียนกระบี่คนหนึ่งที่แสวงหาความเป็นอมตะ มีวิถีแห่งการดำรงอยู่อันยืนยาว
แต่ว่าเทพเซียนก็มีความไร้อิสระของเทพเซียนเช่นกัน เขาไม่ได้มีการติดต่อกับทางตระกูลมานานหลายปีแล้ว
ในศาลบรรพชนของตระกูลสกุลหยวน บนผนังแขวนภาพเหมือนของบรรพบุรุษไว้มากมายหลายคน
มีทั้งคนที่เป็นขุนนางใหญ่ มีทั้งคนที่เป็นขุนนางเล็ก
แล้วก็มีทั้งคนที่ชาวบ้านคิดว่าเป็นคนดี และคนที่ถูกมองว่าเป็นคนเลว
แล้วก็มีศาลวีรชนที่หากไม่ใช่ทายาทสายตรงจะไม่สามารถเข้าไปจุดธูปกราบไหว้ได้
ด้านในตั้งป้ายวิญญาณของเหล่าอริยะปราชญ์ผู้ล่วงลับของสกุลหยวนเอาไว้
ชื่อบางชื่อ สวี่มี่ยังเปิดหาไม่เจอจากในทำเนียบวงศ์ตระกูลด้วยซ้ำ
ท่านปู่บอกว่าหากไม่เป็นเพราะในประวัติศาสตร์พวกเขาหยัดยืนออกมา
เกรงว่าสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้นก็คงควันธูปขาดสะบั้นไปนานแล้ว
ไม่อาจรักษาบ้านบรรพบุรุษในตรอกอี้ฉือนี้ไว้ได้แล้ว
ท่านปู่ยังเล่าเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ตอนที่เขายังขี้มูกยืดสวมกางเกงเปิดก้น
หยวนฮว่าจิ้งเองก็ยังเป็นเด็กหนุ่มผู้สง่างาม
หน้าประตูบ้านมีคนประหลาดท่าทางสติไม่ดีคนหนึ่งเดินผ่านมา
ช่วยดูโหงวเฮ้งให้แล้วบอกว่าคนหนึ่งเหมาะจะไปเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่ทำเพื่อบ้านเมืองทำเพื่อประชาชนอยู่ในราชสำนัก
อีกคนหนึ่งเหมาะจะเป็นเทพเซียนบนภูเขาเพื่อตัวเอง
หากเป็นเขาจริงๆ ล่ะ? สวี่มี่พอจะโล่งอกได้บ้างแล้ว
สวี่มี่คิดไปคิดมา ท่านปู่ดูแลสำนักผู้ตรวจการมาเกือบสามสิบปีแล้ว
แม้ว่าจะตกเป็นที่ต้องสงสัยว่าไร้ความสามารถเอาแต่เกาะตำแหน่งกินเงินเดือนโดยไม่สร้างคุณประโยชน์ใด
แต่ถึงอย่างไรก็ดำรงตนในตำแหน่งขุนนางด้วยความสุจริตผ่องใส
ในฐานะเจ้าประมุขสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ถือว่าควบคุมลูกหลานในตระกูลได้อย่างเข้มงวด
พูดถึงแค่เรื่องการค้าที่ลำน้ำใหญ่ในปีนั้น ท่านปู่ก็ไม่อนุญาตให้คนของสกุลหยวนคนใดยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้อง
หากบอกว่าไม่ได้แซ่หยวน แต่กลับเป็นญาติกับสกุลหยวน จะเคยมีความเกี่ยวข้องหรือไม่
สวี่มี่อ่านตำราอยู่ในภูเขามานานก็ไม่กล้าพูดว่าจะต้องไม่มีอย่างแน่นอน
บิดาของนางคือบุตรอนุภรรยาของสกุลหยวนที่ฐานะไม่โดดเด่น
ท่านแม่กลับเป็นทายาทหญิงสายตรงของนครลมเย็น ทั้งสองฝ่ายแต่งงานผูกสัมพันธ์กัน ให้กำเนิดฝาแฝดชายหญิง
หยวนเฉิงพี่ชายของสวี่มี่ นับแต่เด็กมาก็เป็นเมล็ดพันธุ์บัณฑิต ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างยิ่ง
สำหรับเรื่องของตระกูลเซียน เขากลับไม่สนใจแม้แต่น้อย
ทว่าน้องสาวอย่างสวี่มี่กลับมีนิสัยร่าเริง จึงถูกท่านปู่หยวนฉงไห้วานฝากหงเฉิงเปิ่นสหายรักให้พานางขึ้นเขาเพื่อสงบจิตสงบใจให้สำรวม
หงฉงเปิ่นที่มีลูกศิษย์เป็นขุนนางอยู่ทั่วราชสำนักต้าหลี
มองลูกศิษย์ที่ตัวเองภาคภูมิใจซึ่งมีอายุน้อยที่สุด
การที่สหายรักหยวนฉงตัดใจส่งสวี่มี่ให้ไปศึกษาเล่าเรียนอยู่ในภูเขา
เป็นฝ่ายละทิ้งความสุขสบายในยามบั้นปลายที่หลังจากออกจากราชการแล้วก็จะได้เลี้ยงหลานอย่างมีความสุขอยู่ทุกวัน
ก็เพราะเรื่องลับเรื่องหนึ่งที่ถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิด
ตอนที่หยวนเฉิงและสวี่มี่ยังเด็ก คนต่างถิ่นที่ในอดีตเคยดูดวงให้หยวนฮว่าจิ้งกับหยวนฉงก็บังเอิญผ่านทางมาอีกครั้ง
บอกว่าสวี่มี่สูงศักดิ์เกินกว่าจะหาถ้อยคำมาบรรยายได้
เป็นดวงชะตาที่เกื้อหนุนกับการเป็นขุนนาง ย่อมได้ออกเรือนไปสู่ตระกูลสูงศักดิ์
ตระกูลสกุลหยวนของตรอกอี้ฉือก็สามารถนอนเสวยสุขได้แล้ว
ย้อนมามองหยวนเฉิง แม้ว่าชะตาชีวิตของเขาก็ดีเยี่ยมเช่นกัน “สูงศักดิ์บริสุทธิ์” อย่างมาก
แค่กรณีที่ไม่เคยมีมาก่อนในแจกันสมบัติทวีป
แต่ว่าสำหรับโชคชะตาควันธูปของสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้นแล้ว กลับไม่แน่เสมอไปว่าเป็นเรื่องดีอะไร
ผู้เฒ่าอย่างพวกหยวนฉงทั้งตกตะลึงระคนยินดีทั้งกลัดกลุ้ม
หงฉงเปิ่นที่มีฐานะเป็นชิงเค่อสกุลหยวนตอนนั้นก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
เพียงแต่ว่าเรื่องประเภทนี้ เขาไม่อาจพูดอะไรได้
หยวนฉงอยากจะขอให้ช่วยอธิบายสักหน่อย คนมหัศจรรย์ผู้นั้นกลับหัวเราะแล้วก้าวยาวๆ จากไป
เคาะฉาบไม้ไผ่เขียวพลางเอ่ยวาจาคล้ายถอดคำทำนายอย่างกำกวมประโยคหนึ่ง
ความหมายคร่าวๆ ก็คือบอกว่าพวกเขาสองพี่น้อง ได้แต่ออกมาคนเดียวเท่านั้น
หากพวกเขาแยกย้ายกันกลับจะได้ดีกันทั้งคู่ หากอยู่รวมกันกลับกลายเป็นว่าง่ายที่ชะตาจะขัดแย้งกันเอง
หงฉงเปิ่นอยู่ในภูเขาหลีกห่างจากเรื่องทางโลกมานานหลายปี
นอกจากเขียนตำราในห้องหนังสือแล้วก็บำเพ็ญเพียรเพื่อบำรุงและหล่อเลี้ยงชีวิต
แล้วก็เคยทำนายชะตาชีวิตของสวี่มี่มาก่อน สามปีทำนายหนึ่งครั้ง
หากน้อยไปจะทำนายได้ไม่แม่น แต่หากมากไปก็จะทำให้ชะตาชีวิตเบาบางลง กลับกลายเป็นว่าจะเป็นอุปสรรคต่อโชควาสนาของสวี่มี่
หลังจากรู้ว่าอยู่ดีๆ แคว้นหูของสกุลสวี่นครลมเย็นก็หายสาบสูญไป
หงฉงเปิ่นก็ทำนายไปรอบหนึ่ง อาจารย์อวี๋หลูท่านนี้ย่อมต้องมีวิชาลับในการทำนายดวงที่สืบทอดมาจากทางตระกูล
นั่นคือดึงเซียมซีออกมาจากกระบอกเซียมซีสองใบ เป็นทั้งการทำนายดวงและเป็นการอธิบายใบเซียมซี
ผลลัพธ์ที่ได้มายังคงเหมือนมีเมฆหมอกบดบัง นั่นคือคำทำนายสองประโยคที่สอดประสานรวมกันว่า
“ทุกหนแห่งในภูเขาเขียวขจีล้วนเป็นสุสานวีรชน มิได้เห็นทั้งผู้มั่งคั่งหรือยากจน จะดิ้นรนไปไย?
ในสายตาเต็มไปด้วยหญ้ารกร้างรวมอยู่ในเนินเดียว หันกลับไปมองอีกยอดเขาก็มีหมอกเมฆลอยขึ้น ควรหยุดแต่พอดี!”
หงฉงเปิ่นถึงได้อาศัยโอกาสที่มาร่วมชมงานพิธีแต่งตั้งราชครูต้าหลีครั้งนี้พาสวี่มี่ออกจากภูเขามายังเมืองหลวงต้าหลี
ส่วนเรื่องที่สกุลสวี่นครลมเย็นอาศัยแคว้นหูแอบสั่งสมโชคชะตาบุ๋นบู๊มาอย่างลับๆ ยาวนาน
หงฉงเปิ่นรู้ดีอยู่แก่ใจ ในอดีตอาจารย์ผู้เฒ่ายังเคยไปเยือนแคว้นหูด้วยตัวเองมารอบหนึ่ง
หงฉงเปิ่นใช้เสียงในใจถาม “หยวนเฉิงมองเรื่องที่แคว้นหูถูกขโมยไปอย่างไร?”
สวี่มี่กล่าว
“พี่ชายข้าบอกว่าชายชราแห่งชายแดนทำม้าหาย ใครเล่าจะรู้ว่าเหตุร้ายอาจแปรเป็นคุณในภายหน้า
(เปรียบเปรยว่าการสูญเสียในวันนี้ อาจกลายเป็นโชคดีในวันหน้า)
จะใช่คำพูดจากใจจริงหรือไม่ ข้าฟังไม่ออก
นับแต่เด็กมาพี่ชายข้าก็เป็นคนที่เก็บเรื่องในใจเอาไว้กับตัวเองคนเดียว ข้าเรียนรู้เอาอย่างเขาอย่างไรก็ทำไม่ได้”
หงฉงเปิ่นยิ้มเอ่ย “เจ้าเองก็ไม่จำเป็นต้องเอาอย่างในเรื่องนี้”