กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1216.3 ความฮึกเหิมพลันบังเกิด
ท่าเรือก่าวซู่ด้านนอกเมืองหลวง หลิวทุ่ยเก็บวิชาอภินิหารมองขุนเขาสายน้ำผ่านฝ่ามือกลับมา
ทางฝั่งของสวนในทะเลสาบเหล่าอิงที่ตั้งอยู่นอกเมือง
ดูเหมือนว่าจะจงใจเปิดทางให้คนนอก เพื่อสะดวกให้ผู้ฝึกตนได้เห็นเหตุเปลี่ยนแปลงที่น่าตะลึงพรึงเพริดครั้งนั้น
สกุลซ่งต้าหลีกับสกุลอินต้าโซ่วต่างก็เป็นบุคคลยิ่งใหญ่
ราชสำนักใหญ่สิบแห่งของไพศาลฝ่ายหนึ่งอยู่อันดับสาม ฝ่ายหนึ่งอยู่อันดับสี่
โชคดีที่แคว้นใหญ่แข็งแรงทั้งสองแคว้นไม่ได้อยู่ในทวีปเดียวกัน
หาไม่แล้วผลลัพธ์ที่นองเลือดเช่นนี้ คาดว่าสองฝ่ายคงต้องเริ่มตั้งกำลังทหารตามชายแดน
และอาศัยทางผ่านเพื่อยกทัพโจมตีกันแล้ว
สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ หลิวทุ่ยมิอาจวิเคราะห์ได้ ต้องหลบไปอยู่ให้ไกลๆ แค่นั่งชมไฟอยู่ที่ชายฝั่งก็พอ
ก็เหมือนอย่างที่หลิวทุ่ยคาดการณ์เอาไว้ วิถีทางโลกที่สงบสุขยังไม่มาถึงอย่างแท้จริง
ม่านแห่งยุคของการชิงชัยครั้งใหญ่กลับได้เปิดฉากขึ้นแล้ว ณ บัดนี้
หากจะบอกว่าระหว่างนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่รับประกันว่าจะไม่ชักนำไฟให้ลามมาไหม้ตัวเอง ปิดบังตัวตนแอบทำอะไรบางอย่าง
ยกตัวอย่างเช่นฉวยจังหวะที่สกุลอินต้าโซ่วเผลอจู่โจมโดยไม่ให้ทันตั้งตัว
หลิวทุ่ยไม่มีอุปสรรคทางใจใดๆ ความคิดก็ราบรื่นอย่างยิ่ง
หลิวเหล่าเฉิงกล่าว
“หลิวทุ่ย ข้าไม่ไปทะเลสาบซูเจี่ยนแล้ว ก็แค่ปลาตะเพียนฤดูหนาวตัวเดียวเท่านั้น จะกินเมื่อไหร่ก็เหมือนกัน
ข้าจะตรงไปที่หลิวเสียทวีป ไปบุกถ้ำสวรรค์ป๋ายฉือสักหน่อย”
ดูเหมือนว่าหลิวทุ่ยจะไม่ประหลาดใจกับการตัดสินใจอย่างฉับพลันของหลิวเหล่าเฉิง
เพียงแค่ยิ้มถามว่า
“ในเมื่อตัดสินใจว่าจะปลดประจำการ แยกย้ายกับสำนักกุยหยกแล้ว
ไม่คิดจะเขียนจดหมายลาออกไปให้ที่ศาลบรรพจารย์ยอดเขาเสินจ้วนสักหน่อยหรือ?”
หลิวเหล่าเฉิงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ดูเหมือนว่าตามหลักแล้วก็ควรจะเป็นเช่นนี้
เพียงแต่ว่าเขาก็ต้องรู้สึกขนลุกขนชันขึ้นมาทันที กระจ่างแจ้งอยู่ในใจ
หลิวเหล่าเฉิงมองหลิวทุ่ยที่จงใจทดสอบตนแล้วคลี่ยิ้มอย่างสง่างาม
“เขียนจดหมายกะผายลมอะไรล่ะ ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะกลับมาเป็นผู้ฝึกตนอิสระอีกครั้ง
ไม่ไปค้นคลังลับของสำนักเจินจิ้งก็ถือว่าข้าไว้หน้าเหวยอิ๋งมากพอแล้ว…
ช่างเถอะ ข้าไปเยือนทะเลสาบซูเจี่ยนอีกสักรอบดีกว่า
มนุษย์ธรรมดาขึ้นเขายังต้องเตรียมเสบียงไปให้พร้อม
ข้าไปฝึกตนอยู่ที่ถ้ำสวรรค์ป๋ายฉือก็ไม่ควรไปมือเปล่า
หลังจากได้ครอบครองถ้ำสวรรค์และ “ปิดภูเขา” แล้ว ก่อนที่หลิวเหล่าเฉิงจะพิสูจน์มรรคา
ระหว่างที่ต้องเสียเวลาไปอีกหลายปี เข้าไปในภูเขาแล้วก็ต้องมีเสบียงให้มากหน่อย
เป็นเจ้าสำนักเจินจิ้งที่ทนทำงานเหนื่อยยากโดยไม่มีปริปากบ่นมานานหลายปีขนาดนี้
สำนักกุยหยกก็ควรจะกรีดเนื้อมาให้ข้าบ้าง หลิวทุ่ย คงไม่พูดไร้สาระกับเจ้าแล้ว จากลากันแต่เพียงเท่านี้เถิด”
บอกว่าจะไปก็ไปทันที หลิวเหล่าเฉิงถึงกับร่ายเวทลับหลบหนี
ตรงดิ่งไปยังคลังลับของสำนักเจินจิ้งในทะเลสาบซูเจี่ยนแล้วหอบสมบัติไปกำใหญ่
เฝ้าเองขโมยเอง? นี่ต่างจากเจ้าประมุขของตระกูลหนึ่งล่างภูเขาที่ตอนกลางคืนหอบเอาของมีค่าหนีออกจากบ้านตรงไหนกัน?
หลิวเหล่าเฉิงไม่เสียแรงที่เป็นผู้ฝึกตนอิสระที่สามารถหยัดยืนไม่ล้มลงอยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยน
ส่วนจะเหลือสมบัติไว้ให้กับเจ้าสำนักคนถัดไปของสำนักเจินจิ้งกี่มากน้อย กลับบอกได้ยากแล้ว
แม้จะบอกว่ามีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเจียงซ่างเจินจะรวบเอาสำนักเจินจิ้งมาไว้ในกระเป๋าตัวเอง
แต่จะผูกความแค้นอาฆาตกันเพราะเรื่องนี้หรือไม่ หลิวเหล่าเฉิงไม่มีเวลามาสนใจแล้ว
เกาเหมี่ยนพูดได้ถูกต้อง ขอแค่ขอบเขตสูงแล้ว เรื่องส่วนใหญ่ก็ล้วนไม่ใช่ปัญหา
หลิวทุ่ยเริ่มใคร่ครวญแล้วว่าฝูเหยาทวีปมีราชสำนักแห่งใดบ้างที่มีความสัมพันธ์ลึกล้ำกับทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
หลังกลับบ้านเกิดแล้วจะพูดจากับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาด้วยประโยคที่คนฉลาดแค่ฟังก็เข้าใจ
ร้านผ้าห่อบุญที่เพิ่งได้กำไรไปเกือบหนึ่งเหรียญเงินร้อนน้อย
ฉวยโอกาสตอนที่อยู่ในช่วงดวงขึ้น ในที่สุดก็ยังคงตัดสินใจแสวงหาความร่ำรวยท่ามกลางความเสี่ยง
ไปหาถ้ำชิงเสวียนที่อยู่บนสะพานหยวนโหรว สืบข่าวไปตลอดทาง
เดินขึ้นเดินลงอยู่บนสันเขานั่นหลายรอบ กว่าจะหาทางเส้นเล็กในป่าเขาที่แยกออกไปจากเส้นทางหลักได้เจอ
บนเส้นทางสายนั้นมีแต่หญ้ารกชัฏ แล้วก็ได้เห็นถ้ำที่มีกรอบป้ายเขียนไว้สองคำว่า “ชิงเสวียน”
นอกถ้ำมีพื้นที่ว่างเล็กๆ นักพรตหนุ่มได้เจอกับนักพรตวัยกลางคนที่มีมาดของเซียนจริงๆ
รูปโฉมของอีกฝ่ายสง่างามเหนือสามัญ ในมือถือพัดหางกวาง
เกินครึ่งคนผู้นี้น่าจะเป็สหายอูจิ้วที่ชื่อว่าหวงฮวาเสินแล้วสินะ?
ข้างกายยังมีสตรีสวมชุดเหลืองหน้าตาธรรมดาอยู่ด้วย แต่กลับทำให้นักพรตหนุ่มกลืนน้ำลาย
เพราะนางมีเอวที่บางมากและสะโพกที่อวบอิ่มมาก ใบหน้าเป็นอย่างไร ยังจะต้องถือสาอะไรอีกเล่า
มีสาวใช้เช่นนี้อยู่ข้างกาย ยังจะต้องออกจากบ้านอีกทำไม ขึ้นเตียงไป…
รีบเก็บความคิดที่วุ่นวายของตนกลับมา ผู้ฝึกตนหนุ่มเอ่ยว่า
“ใช่สหายอูจิ้วหรือไม่? ก่อนหน้านี้อยู่ที่ท่าเรือก่าวซู่ มีเซียนซือคนหนึ่งรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่ม
ข้างกายมีผู้หลอมลมปราณที่บอกว่าตัวเองชื่อหลิวเหล่าเฉิงแห่งทะเลสาบซูเจี่ยนติดตามมาด้วย
เซียนซือมีใจเมตตา บางทีอาจเพราะเห็นว่าคุณสมบัติของข้าพอใช้ได้
เห็นแก่จิตแห่งมรรคาที่มั่นคงของข้าก็เลยให้ข้ามาหาสหายอูจิ้วที่ถ้ำชิงเสวียน
ให้ท่านพาข้าไปชมทัศนียภาพของตระกูลเซียนที่กึ่งกลางภูเขา บุ่มบ่ามมาเยือน ถือเป็นการล่วงเกินอย่างยิ่งแล้ว ขอสหายอูจิ้วโปรด…”
หวงฮวาเสินปรายตามองคนผู้นี้ พยักหน้าเอ่ย “ได้สิ นับแต่วันนี้ไปก็ติดตามข้าขึ้นเขาไปฝึกตนก็แล้วกัน”
ผู้ฝึกตนหนุ่มรู้สึกตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง นี่คือตอบตกลงแล้วหรือ?
แล้วก็ไม่ดูเอกสารผ่านด่าน ไม่ทดสอบจิตแห่งมรรคาของตนหรือพรสวรรค์ว่าเป็นอย่างไรเลยหรือ?
หวงฮวาเสินโบกแส้หางกวาง ชี้ไปที่เถียนหูจวิน พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า
“นางคือเจ้าของเกาะซู่หลินทะเลสาบซูเจี่ยน แซ่เถียนนามหูจวิน คือเซียนดินโอสถทอง”
“เจ้าสามารถนับนางเป็นอาจารย์ก่อนชั่วคราวได้
แต่หากในอนาคตอยากผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับนางก็ไม่ต้องกราบอาจารย์แล้ว
หรือหากอยากจะเป็นยวนยางป่า (เปรียบเปรยถึงคู่รักที่อยู่กินกันโดยไม่ได้ผ่านพิธีแต่งงาน) กันก็ไม่เป็นไร”
หวงฮวาเสินจ้องมองร้านผ้าห่อบุญที่ถูกหลิวทุ่ยยัดมาให้ตัวเองเขม็ง เอ่ยเร่งรัดว่า “รีบตัดสินใจ”
เถียนหูจวินอึ้งค้างไปแล้ว
ผู้ฝึกตนหนุ่มเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร
ไฉนฟังแล้วเหมือนสหายอูจิ้วผู้นี้ชอบทำอะไรนอกรีตเหมือนผู้ฝึกตนอิสระของทะเลสาบซูเจี่ยนมากเลยเล่า?
นามของเถียนหูจวิน เขากลับเคยได้ยินมาก่อน
ดูเหมือนว่าจะเป็นลูกศิษย์คนแรกของหลิวจื้อเม่าสกัดคงคาเจินจวิน คือศิษย์พี่หญิงใหญ่ของจอมมารกู้ช่านผู้นั้น?
พอคิดถึงเจ้ากู้ช่าน ผู้ฝึกตนหนุ่มก็รู้สึกโมโหเดือดดาล
คนดีมีชีวิตอยู่ไม่ยืนยาว คนชั่วก่อกรรมทำเข็ญได้นานเป็นพันปีจริงๆ
เจ้าชาติสุนัขที่ฆ่าคนบริสุทธิ์อย่างพร่ำเพรื่อผู้นั้น ไฉนถึงได้มีชีวิตรอดออกไปจากทะเลสาบซูเจี่ยนได้นะ
ถึงขั้นที่ได้กลายเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้านครเจิ้งแห่งนครจักรพรรดิขาวด้วย?
หากเปลี่ยนเป็นข้าได้ก็คงดีน่ะสิ!
ผู้ฝึกตนหนุ่มกวาดตามองไปรอบด้าน แล้วก็พลันรู้สึกหนาวเยือกในอก
ไฉนมองดูแล้วเหมือนสถานที่ดีที่เหมาะแก่การฆ่าคนชิงทรัพย์ เผาศพทำลายหลักฐานเลยล่ะ….
ผู้ฝึกตนหนุ่มหยิบเงินร้อนน้อยเหรียญนั้นออกมาจากชายแขนเสื้ออย่างไม่ลังเล โยนให้กับสหายอูจิ้วที่ปราณสังหารท่วมท้นผู้นั้น
“ข้ามีทรัพย์สมบัติอยู่แค่นี้ สหายไม่จำเป็นต้องฆ่าคน
หากหลังจบเรื่องทางราชสำนักต้าหลีตรวจสอบเอาเรื่องขึ้นมา
ต่อให้วิชาเซียนของสหายจะสูงส่งแค่ไหนก็เป็นเรื่องยุ่งยากเรื่องหนึ่ง”
หวงฮวาเสินใช้พัดหางกวางตวัดเงินร้อนน้อยเหรียญนั้นไปให้กับเถียนหูจวิน
“ถือเสียว่าเป็นของขวัญกราบอาจารย์ที่เจ้ามอบให้เถียนหูจวินก็แล้วกัน ลืมถามไปว่าสหายชื่อแซ่อะไรหรือ?”
ผู้ฝึกตนหนุ่มแข็งใจตอบว่า “หยวนเฉิงฟู่ ”
หวงฮวาเสินพยักหน้า “ชื่อไม่ธรรมดา”
ในใจของเถียนหูจวินรู้สึกสะอิดสะเอียนถึงขีดสุด แต่กระนั้นก็ยังรับเงินร้อนน้อยเหรียญนั้นมา
หวงฮวาเสินเอ่ยสัพยอก
“เพียงแต่ว่าร่างกายอ่อนแอแบกรับชื่อยิ่งใหญ่ สหายไม่กลัวว่าจะตายไปก่อนวัยอันควรหรือ”
หยวนเฉิงฟู่ ตอบ “ก็ต้องลองเดิมพันดูนั่นแหละ”
สายตาหวงฮวาเสินฉายแววชื่นชม เอ่ยว่า “ดี! ถ้าอย่างนั้นเจ้ากล้าเดิมพันอีกสักครั้งหรือไม่?”
หยวนเฉิงฟู่ ถามอย่างใคร่รู้ “หมายความว่าอย่างไร?”
หวงฮวาเสินชี้ไปที่เถียนหูจวิน
“เดิมพันว่าข้าจะร่ายคาถากักตัว ปล่อยให้เจ้าพานางเข้าไปในถ้ำชิงเสวียน ร่วมอภิรมย์เสน่หากันไปรอบหนึ่ง
โดยที่เจ้ายังไม่ตาย สามารถขึ้นเขาต่อไปได้หรือไม่?”
หยวนเฉิงฟู่ ปากอ้าตาค้าง
ชาติสุนัขที่เดินออกมาจากทะเลสาบซูเจี่ยนอย่างพวกเจ้าแต่ละคนใช้วิธีการป่าเถื่อนกันขนาดนี้เชียวหรือ?
เถียนหูจวินหน้าซีดขาว
และเวลานี้เองก็มีคนหนุ่มสวมชุดลัทธิขงจื๊อใบหน้างดงามราวกับหยกคนหนึ่งเดินออกมาจากในถ้ำชิงเสวียน
หยวนเฉิงฟู่ ถึงกับรู้สึกละอายใจที่ตัวเองสู้อีกฝ่ายไม่ได้
สหายแปลกหน้าคนนี้คงไม่ใช่เจ้าของถ้ำชิงเสวียนหรอกนะ?
หลังจากอึ้งตะลึงไปแล้ว หวงฮวาเสินไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ร่ายวิชาหลบหนีซึ่งเป็นวิชาแห่งชะตาชีวิตกันกรุ
ขยับออกห่างไปจากสะพานหยวนโหรวไกลหลายร้อยลี้ในชั่วพริบตา
ทว่ากลับถูกคนหนุ่มสวมชุดลัทธิขงจื๊อผู้นั้นยื่นมือออกมากระชากจิตวิญญาณไกลๆ
ฝ่ามือทำท่าดึงรั้งกลับมา ดึงจิตวิญญาณของหวงฮวาเสินออกมาจากเรือนกาย
สหายอูจิ้วที่ร่างยังคงอยู่ในทะเลเมฆมีจุดจบกลายเป็นว่าไม่อาจรักษาจิตวิญญาณไว้ได้
หวงฮวาเสินข่มกลั้นความเจ็บปวด ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็ยังยอมทะยานลมกลับมาที่เดิมแต่โดยดี
ในมือถือแส้ปัดฝุ่น ประสานมือคารวะ “หวงฮวาเสินคารวะอาจารย์”
เถียนหูจวินโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก อย่างน้อยมีเขาอยู่ด้วย หวงฮวาเสินก็ต้องไม่กล้าทำอะไรเหลวไหลแน่นอน
กู้ช่านยื่นมือคว้า บังคับแส้ปัดฝุ่นอันนั้นมาไว้ในมือตัวเอง จิตวิญญาณของหวงฮวาเสินกลับเข้าร่าง
ขณะเดียวกันเมื่อกู้ช่านโบกแส้ปัดฝุ่นไปรอบลำคอของอีกฝ่ายแล้วบิดข้อมือหนึ่งที
ศีรษะของหวงฮวาเสินก็ถูกตัดขาด
โชคดีที่ฝ่ายหลังเรียนรู้วิชานอกรีตมาอย่างหลากหลาย ทำมุทราคาถาบทหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ยกสองแขนขึ้นคว้าศีรษะของตัวเองมาทันทีทันใด
หยวนเฉิงฟู่ ตกใจจนเกือบจะฉี่ราดกางเกง
กู้ช่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า
“หวงฮวาเสิน ลืมไปแล้วหรือว่าข้ากำชับเจ้าว่าอย่างไร?
ข้าอนุญาตให้เจ้าทำเรื่องชั่วร้าย ขอแค่ปิดบังอาจารย์อย่างข้าได้ก็ถือเป็นความสามารถของเจ้า
ผลกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเจ้า อาจารย์และศิษย์แค่ช่วยกันแบกรับไปก็พอ
แต่ขอแค่ถูกข้าจับได้คาหนังคาเขาครั้งหนึ่ง ก็จะต้องทำให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตาย”
สองมือของหวงฮวาเสินถือประคองศีรษะเอาไว้ ริมฝีปากขยับขมุบขมิบ บนใบหน้าเผยสีหน้าอำมหิต
“ศิษย์ยอมรับชะตากรรม ลงมือได้เลย”
กู้ช่านสีหน้าเป็นปกติ โบกชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง
พื้นที่ว่างนอกถ้ำก็มีระฆังทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ใบหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า ด้านในมีน้ำที่กำลังเดือดพล่าน
เขาตวัดม้วนแส้ปัดฝุ่น โยนหวงฮวาเสินเข้าไปด้านใน
สุดท้ายใช้เวทลับร่ายตราผนึก ต้มร่างทั้งร่างของหวงฮวาเสินไว้ข้างใน
เพียงไม่นานก็มีเสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดปานจะขาดใจดังออกมาเป็นระลอก
และเพียงแค่ครู่เดียวก็มีเสียงคำพูดขอร้องวิงวอนดังตามมา
หยวนเฉิงฟู่ ตัวอ่อนยวบลงไปกองอยู่กับพื้น กระทั่งถึงบัดนี้
เขาถึงได้เชื่อแล้วว่าผู้เฒ่าคนก่อนหน้านั้นคือหลิวเหล่าเฉิง
สตรีคือเถียนหูจวิน ชายหนุ่มสวมชุดลัทธิขงจื๊อตรงหน้าผู้นี้ก็คือกู้ช่าน! พญามารกู้ช่าน!
กู้ช่านมองร้านผ้าห่อบุญหนุ่มอายุน้อยผู้นี้ ยิ้มเอ่ยว่า
“ไม่เป็นไร วันหน้าเจ้าก็ติดตามเถียนหูจวินไปฝึกตนอยู่ที่เกาะซู่หลิน
ส่วนในอนาคตจะได้เดินไปถึงกึ่งกลางภูเขาหรือไม่ ก็คงต้องดูว่าสหายอูจิ้วผู้นี้แบกรับการขัดเกลาเล็กๆ น้อยๆ นี้ไหวหรือไม่
ศิษย์พี่หญิงเถียน ให้ท่านพาเขากลับไปทะเลสาบซูเจี่ยนก็แล้วกันนะ?”
เถียนหูจวินเอ่ยอย่างหวาดๆ “ไม่มีปัญหา”
กู้ช่านโยนแส้หางกวางด้ามนั้นให้หยวนเฉิงฟู่ ที่นั่งอยู่บนพื้นเบาๆ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“ยกให้เจ้าแล้ว เอาของของคนอื่นมาแสดงเป็นน้ำใจของตัวเอง ไม่ต้องขอบคุณ
ส่วนสถานะลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจิ้งจวีจง คงมอบให้เจ้าไม่ได้ เจ้าเองก็รับไว้ไม่อยู่เหมือนกัน”
หยวนเฉิงฟู่ เห็นแส้ปัดฝุ่นถูกโยนมาก็อย่าว่าแต่ยื่นมือไปรับอะไรเลย เขารีบกลิ้งตัวหลบไปอย่างว่องไว กลัวว่าจะมีกับดัก
กู้ช่านสีหน้าไร้อารมณ์ เถียนหูจวินรู้สึกว่าน่าขัน
เพียงแต่นางกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ จู่ๆ สังเกตเห็นว่ากู้ช่านเหลือบมองมา
เถียนหูจวินก็รีบเก็บสีหน้า รู้สึกเย็นสันหลังวาบๆ ทันที
กู้ช่านเอ่ย “พาหยวนเฉิงฟู่ และแส้หางกวางกลับไปที่ทะเลสาบซูเจี่ยนในทันที”
เถียนหูจวินไม่กล้ามีความลังเลใดๆ ร่ายวิชาน้ำรวบรวมเมฆเขียวขึ้นมา
โยนทั้งแส้หางกวางและผู้ฝึกตนอิสระหนุ่มเข้าไปในเมฆพร้อมกัน
นางพลิ้วกายไปที่ด้านหน้าของก้อนเมฆก่อนจะร่ายเวทอำพรางตา ปิดบังร่องรอย มุ่งหน้าไปยังทะเลสาบซูเจี่ยน
อันที่จริงน้ำเดือดในระฆังใหญ่คือคาถาบทหนึ่งใน “คัมภีร์สกัดคงคา” จุดไม้ก่อไฟ ก็แค่ทำให้พอเป็นพิธีเท่านั้นจริงๆ
กู้ช่านพลันลุกขึ้นยืน ถามอย่างสงสัย “มาได้อย่างไร?”
เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย “มาดูผลลัพธ์สักหน่อย”
กู้ช่านถามอย่างประหลาดใจ “ผลลัพธ์อะไร?”
เจิ้งจวีจงกล่าว “มองทางเลือกของสหายป๋ายจิ่งในระยะประชิด”
กู้ช่านยิ่งคลางแคลงมากกว่าเดิม
“เซี่ยโก่วอยากจะปล่อยกระบี่สังหารผี? กินมันให้เป็นเสบียงบนมหามรรคา เพื่อเป็นบันไดในการพาดขึ้นสู่ขอบเขตสิบสี่?
ไม่ถูกกระมัง ดูเหมือนว่าสิ่งที่นางทำในเวลานี้คือการสลายมรรคานะ”
เจิ้งจวีจงตอบไม่ตรงคำถาม
“หากกล่าวถึงเพียงความปรารถนาทางปากท้องของมนุษย์ธรรมดา ผู้ที่อิ่มหนาแล้วจะยังบังเกิดความหิวกระหายได้หรือไม่”
กู้ช่านกล่าว “แน่นอนว่าไม่”
เจิ้งจวีจงมองไปทางเมืองหลวงต้าหลี
“ดังนั้นหลังจากเลือกสลายมรรคาแล้วก็คือช่วงเวลาที่ป๋ายจิ่งจะรู้สึกหิวโหยท้องร้องโครกคราก”
กู้ช่านกล่าว
“ถ้าอย่างนั้นก็กินสิ ถึงอย่างไรก็เป็นผีขอบเขตสิบสี่ตนหนึ่ง มากพอให้นางสวาปามได้หลายมื้อแล้ว”
เจิ้งจวีจงหัวเราะ
กู้ช่านพลันเดือดดาลปานฟ้าผ่า เส้นเอ็นปูดนูนขึ้นมาบนหน้าผาก ด่ากราดดังลั่น
“เจิ้งจวีจง เจ้าคนสารเลวต่ำช้า!”
เจิ้งจวีจงไม่ยี่หระ
“เดาถูกแล้ว ตอนนั้นข้าให้ข้อเสนอสองข้อแก่ป๋ายจิ่ง ชี้เส้นทางแห่งการผสานมรรคาที่สูงมากสองเส้นให้แก่นาง
มหามรรคาที่ข้าวางไว้ภายนอกล่องลอยเกินไปจริงๆ และป๋ายจิ่งเองก็ทำไม่ได้ถึงขั้นที่ต้องสังหารผู้ฝึกกระบี่ทุกคนบนโลกมนุษย์…
แต่การกิน “ครึ่งของหนึ่ง” ที่ยังอยู่ในโลกมนุษย์ อีกทั้งยังไม่มีความเป็นมา เห็นได้ชัดว่าง่ายกว่ากันมาก
ประเด็นสำคัญคือทางเลือกนี้จะได้ผลประโยชน์บนมหามรรคาที่เห็นผลทันตา”
ดวงตาของกู้ช่านเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย “เจ้ารับปากชุยฉานแล้วไม่ใช่หรือว่าจะช่วยปกป้องมรรคาให้กับเขา!”
เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ
“กู้ช่าน ข้าถามเจ้าหน่อย ไฉนถึงไม่ใช่การปกป้องมรรคาเล่า?
ชุยฉานสร้างทะเลสาบซูเจี่ยนแห่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อเขาคือการปกป้องมรรคาไม่ใช่หรือ”
กู้ช่านสงบสติอารมณ์ได้ทันใด ขัดขวางเจิ้งจวีจงนั้นคือความฝันของคนปัญญาอ่อน แต่ควรจะเตือนเขาอย่างไร?
ใช้เสียงในใจเรียกชื่ออีกฝ่ายไปโดยตรง ไร้ผล คิดจะติดต่อหลิวเสี้ยนหยางก็ไร้ผลเช่นเดียวกัน…”
เจิ้งจวีจงสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะช่วยเขาสักครั้ง ให้เขาได้รู้จักจิตใจดั้งเดิมของตัวเองอย่างแท้จริงว่า
สรุปแล้วเขาเป็นวิญญูชนจอมปลอม หรือเป็นคนถ่อยที่แท้จริง หรือว่าเป็น…..คนดีกันแน่?
การปกป้องมรรคาเช่นนี้จะไม่ยิ่งถูกต้องชอบธรรมมากกว่าเดิมหรอกหรือ?”
บทที่ 1216.4 ความฮึกเหิมพลันบังเกิด
กู้ช่านถาม “เจิ้งจวีจง สรุปแล้วเจ้าทำไปถึงขั้นไหนกันแน่?”
เจิ้งจวีจงไม่ใช่คนที่จะแสร้งทำเป็นลึกลับซับซ้อนหลอกให้คนกลัวอย่างแน่นอน
เรื่องที่เขาทำ ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดจะต้องอำมหิตยิ่งกว่าถ้อยคำโหดร้ายที่เขาเอ่ยไว้เสียอีก
เจิ้งจวีจงเอ่ย “พูดปากเปล่าไร้หลักฐาน สิ่งที่ตาเห็นเท่านั้นถึงจะเป็นความจริง ตั้งตารอไปเถอะ”
กู้ช่านเช่นเขี้ยวเคี้ยวฟันจนเลือดสดซึมออกมาจากมุมปาก
เจิ้งจวีจงถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หากเจ้าตายไปก็จะทำให้เขาไม่เหลือปมในใจอีก กู้ช่าน เจ้าจะตายหรือไม่?
ตอนนี้เวลานี้เลย ให้คำตอบมา บางทีอาจจะยังพอมีโอกาสพลิกผันได้บ้าง”
กู้ช่านก้มหน้าลง เงียบไม่เอ่ยอะไร ตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง
เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย “มนุษย์นี่นะ”
…..
นอกเรือนอักษรอี่ของทะเลสาบเหล่าอิง
ราชวงศ์ต้าโซ่วยังมีองครักษ์ผู้ติดตามอีกหลายคนที่ร้อนใจราวกับถูกไฟลน
เหมือนมดที่อยู่บนกระทะร้อน เพียงแต่ปากไม่กล้าพูดอะไร บนใบหน้าก็ไม่กล้าเผยสีหน้าโมโหเดือดดาล
ทางฝั่งของราชวงศ์ต้าหลีนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีใครมาพูดอะไรกับพวกเขาสักคำ
พวกเขาจึงได้แต่ยืนกันอยู่ที่เดิม พวกเขาไม่ได้โชคดีอย่างเกาซื่อที่ยังมีชีวิตอยู่ได้
ถือเป็นความโชคดีท่ามกลางความโชคร้าย ไม่ได้ “พลีชีพเพื่อชาติ” ไปพร้อมกับฮ่องเต้
แต่ก็หวังว่าอีกฝ่ายน่าจะต้องยึดถือคุณธรรมที่ไม่ประหารทูตผู้มาเจรจาด้วยกระมัง?
ทหารม้าของกองทหารม้าลาดตระเวนพระนครเก็บกวาดพื้นที่จนสะอาดเอี่ยมหมดแล้ว
ศพของอินจี้ฮ่องเต้ต้าโซ่วก็แค่เอาเสื่อไม้ไผ่มาม้วนออกไปแล้วโยนไว้ที่มุมกำแพงชั่วคราว
หวังหย่งจินนายอำเภอจากอำเภอหย่งไท่กับเสมียนขุนนางที่เขาพามาจากที่ว่าการอำเภอ
แต่ละคนเงียบกริบเป็นจักจั่นในหน้าหนาว ไม่รู้ว่าคืนนี้ต้องไปค้างคืนอยู่ที่กรมอาญาหรือที่ว่าการเหนือกันแน่?
หงจี้ขุนนางหลักของที่ว่าการเหนือขี่ม้าถือง้าวออกไปทางประตูใหญ่ของทะเลสาบเหล่าอิงเพียงลำพัง
พวกลูกกระต่ายน้อยทั้งหลายไม่เลวเลยทีเดียว
สามารถขัดขวางเหล่าขุนนางบุ๋นสองกลุ่มที่มาจากกรมพิธีการและศาลหงหลูเอาไว้ได้
ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าไม่ช้าไม่เร็วดังมาเป็นระลอก
รอกระทั่งหงจี้ขี่ม้าข้ามผ่านธรณีประตูมา ผู้บังคับกองสองคนของที่ว่าการเหนือก็ได้ขยับพื้นที่ตรงกลางออกให้แล้ว
ยกมือที่กุมแส้ขึ้นคารวะ “ผู้บัญชาการหง”
หงจี้พยักหน้า พาดง้าวยาวขวางไว้บนหลังม้า
หัวเราะร่วนพูดกับเหล่าขุนนางบุ๋นที่อยู่ข้างนอกว่า
“พวกเจ้าแยกย้ายกันไปได้แล้ว ท่านราชครูจัดการเรื่องนี้กับมือตัวเอง
ทางฝั่งของฝ่าบาทก็มีการตัดสินใจแล้ว พวกเจ้าสามารถรอกลับไปฟังคำสั่งกันได้แล้ว”
ซือถูเตี้ยนอู่ใบหน้าอึ้งค้าง เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ? ราชครูเฉินมาเยือนทะเลสาบเหล่าอิงแล้ว?
หงจี้หัวเราะร่วนเอ่ยว่า
“ผู้กองฉินเปียว ทำหน้าตาอมทุกข์ทำไมกัน?
ไม่ได้ชักดาบฟันคนที่สนามรบมานานเกินไป
มีชีวิตที่สงบสุขอยู่ในที่ว่าการเหนือของพวกเรามาจนชินแล้วก็เริ่มคิดถึงวิธีการในวงการขุนนางแล้วหรือ?”
ฉินเปียวสีหน้าเป็นปกติ เอ่ยว่า
“ผู้บัญชาการหง อย่างข้านี่เรียกว่าเข้าเมืองตาหลิ่ว หลิ่วตาตาม
หากจำไม่ผิดล่ะก็ แรกเริ่มสุดไม่ใช่ท่านที่เป็นคนสอนข้าหรือไร?”
หงจี้แค่นเสียงเย็น ยกง้าวยาวขึ้นจิ้มไปบนกระจกปกป้องหัวใจตรงอกของเสื้อเกราะฉินเปียวเบาๆ
“ข้าจะไม่รู้ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าได้หรือ
รีบไสหัวออกไปจากที่ว่าการเหนือโดยเร็ว ข้าเองก็คงไม่ถ่วงรั้งการเลื่อนขั้นร่ำรวยของเจ้าแล้ว
ท่องเที่ยวไปในภูเขาสายน้ำก็ดี กลับไปเยือนมาตุภูมิเดิมก็ช่าง พวกเราก็ถือเสียว่าพบเจอกันด้วยดีแล้วจากลากันด้วยดี
งานเลี้ยงสุราอำลาที่ลำคลองชางผู้นั้นคงไม่ต้องแล้ว แพงเกินไป
เงินเดือนน้อยนิดแค่นั้นของข้า เลี้ยงไม่ไหวหรอก
หากวันใดข้าไปที่ชายแดนทิศใต้ก็ค่อยให้เจ้าสิ้นเปลืองเงินทองสักหน่อย
ถึงเวลานั้นเจ้าก็คงไม่มีหน้ามาร่ำร้องว่ายากจนกับพี่น้องแล้ว”
ฉินเปียวหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย
ซือถูเตี้ยนอู่เค้นรอยยิ้มออกมา รีบพูดไกล่เกลี่ยว่า
“หัวหน้าหง เอาเรื่องส่วนตัวมาเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวม แอบดื่มเหล้าอยู่ในสวน
ดื่มจนเมาแล้วก็เลยพูดจาแบบคนเมาหรือ? ทำตัวไม่ห่างเหินกับพี่น้องบ้านเดียวกันเลยนะ
ตำแหน่งขุนนางใหญ่ก็ห้าวหาญเลยหรือ จะเลื่อนขั้นขุนนางไปนำพากองทัพอยู่ที่ชายแดนเมื่อไหร่ล่ะ
ถึงเวลานั้นก็ยกเก้าอี้อันดับหนึ่งให้กับฉินเปียวก็แล้วกัน ภรรยาและลูกของเขาล้วนอยู่ที่นี่
ข้ายังเป็นชายโสดก็คงต้องทนรับความอยุติธรรมสักหน่อย ไปดื่มฉี่ม้าที่ชายแดนกับท่าน เป็นอย่างไร?”
หงจี้ส่ายหน้า “ที่ว่าการเหนือไม่มีข้าไม่ได้”
ซือถูเตี้ยนอู่ใช้แส้ฟาดม้าชี้ไปในสวน กดเสียงลงต่ำถามว่า
“เหล่าหง ท่านบอกกับข้ามาตามตรง ในนั้นพูดคุยกันเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?
ราชครูเฉินได้เจอกับฮ่องเต้ต้าโซ่วแล้วหรือยัง พวกเขาเจอกันที่ไหน ที่โต๊ะเหล้าของเรือนอักษรเจี่ยหรือ?”
หงจี้ขยี้ซีกหน้า ถอนหายใจ “เจอกันนานแล้ว ไม่ได้ไปดื่มเหล้าที่โต๊ะ จบเรื่องอย่างขอไปที”
ผู้บังคับกองฉินเปียวมองไปข้างหน้า มุมปากเผยรอยยิ้มเย็นชา
ปีนั้นที่ราชครูชุยทรยศออกจากสายเหวินเซิ่งก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลจริงๆ
ซือถูเตี้ยนอู่อึ้งค้างไร้คำพูด เงียบงันไปนาน แล้วก็พลันเหวี่ยงแส้ฟาดม้า ถอนหายใจหนักๆ
หงจี้มองไปเบื้องหน้า เอ่ยว่า
“ศีรษะของสาวใช้ชุยจี๋ที่ตบตีคน หล่นอยู่ในทะเลสาบเหล่าอิงแล้ว ข้าเพิ่งจะสั่งให้คนงมขึ้นมา”
ซือถูเตี้ยนอู่สีหน้าหม่นหมอง ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป
เขาคือลูกหลานเมล็ดพันธุ์แม่ทัพของถนนฉือเอ๋อร์ ย่อมเข้าใจความรู้ที่ซ่อนอยู่ในเรื่องนี้ดี
ฟ้าร้องดังฝนตกเบา ฟ้าร้องก็เพื่อให้ชาวบ้านได้ยิน
ฉินเปียวส่ายหน้าอย่างไม่ให้เป็นที่จับสังเกต ความผิดหวังในแววตายิ่งเข้มข้นขึ้น
หงจี้กล่าวต่ออีกว่า
“มหาบัณฑิตไช่อวี้ซ่านที่ชอบเล่นลิ้นใช้คารมตายแล้ว
คือผู้ฝึกตนได้ยินมาว่าขอบเขตไม่ต่ำ ดูเหมือนว่าจะเป็นเซียนเหรินอะไรสักอย่าง
ราชครูเจอหน้าก็ตบเขาจนปากทั้งปากแหลกยับ ตอนหลังราชครูให้โอกาสเขาได้พูดดีๆ อีกรอบ
บัณฑิตไช่เก่งนักมีความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี ก็เลยต้องตายคาที่
ถือเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมืองได้สมดังใจปรารถนาแล้ว
แม้จะบอกว่าเป็นขุนนางต่างราชสำนัก แต่ก็ถือว่าอีกฝ่ายคือลูกผู้ชายคนหนึ่ง”
เหล่าขุนนางจากกรมพิธีการและศาลหงหลูที่อยู่บนลานกว้างหันมามองหน้ากันเอง
นี่ก็คือฉีกหน้าแตกหักกับราชสำนักต้าโซ่วอย่างสิ้นเชิงแล้วหรือ?
ซือถูเตี้ยนอู่เหลือบมองฉินเปียว เห็นได้ชัดว่าฉินเปียวมีท่าทางประหลาดใจ
ดวงตาเป็นประกายวาบ กล้าฆ่าคนผู้นี้ด้วยหรือ? ฆ่าคนผู้นี้ได้ด้วยหรือ?
พ่อลูกอินจี้อินเหมี่ยวจะไม่เดือดดาลปานฟ้าผ่าเลยหรือไร?
ซือถูเตี้ยนอู่ถามหยั่งเชิง
“องค์ชายอินเหมี่ยวที่จิตใจชั่วร้ายก็โดนตบปากด้วยหรือ?
หรือว่าลงไปว่ายน้ำอยู่ในทะเลสาบเหล่าอิงเหมือนคุณชายใหญ่เว่ย?”
ฉินเปียวทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด เพียงยกแส้ฟาดม้าขึ้นมาถูใบหน้าตัวเอง
หงจี้หัวเราะดังลั่น “แค่นี้เองหรือ? ลองเดาใหม่! เดาให้ใหญ่เข้าไว้ ใจกล้าให้เต็มที่!”
ซือถูเตี้ยนอู่เอ่ยเสียงเบา “คงไม่ถึงขั้นถูกราชครูตบปากจนตายหรอกกระมัง?”
หงจี้ส่ายหน้า “ไม่ใช่”
สายตาของซือถูเตี้ยนอู่ฉายประกายเร่าร้อน
“เหล่าหง ท่านอย่ามัวอมพะนำอยู่เลย คิดว่าตัวเองคือนักเล่านิทานที่ตบไม้ปลุกสติอยู่ในเหลาสุราหรืออย่างไร
รีบๆ เล่ามาเร็วเข้า!”
หงจี้ตบง้าวยาวเบาๆ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เสียงกร๊อบดังลั่น ราชครูก็บิดคอเขาจนหัก”
ฉินเปียวเอ่ยอย่างตกตะลึง “บิดคอเจ้าลูกหมานั่นหักจริงๆ หรือ?!”
หงจี้หลุดหัวเราะพรืด “เจ้าลูกหมาอินเหมี่ยวจะนับเป็นอะไรได้
ราชครูของพวกเรามีขอบเขตอะไร พวกเจ้าไม่รู้หรือ?
หากราชครูเป็นคนใจเย็นอ่อนโยนจริงๆ จะสอนลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาอย่าง “เจิ้งเฉียน” ที่เป็นปรมาจารย์ขอบเขตปลายทางออกมาได้อย่างไร?
จะได้เป็นอิ่นกวานคนสุดท้ายแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผลักไสคนนอกมากที่สุดได้หรือ?
ถ้าถามข้านะ ตะพาบอย่างพวกเจ้า จะว่าไปแล้วก็ยังเป็นเพราะสายตาตื้นเขินเกินไป
ติดตามข้าอยู่ในที่ว่าการเหนือมานานขนาดนี้กลับไม่รู้จักเรียนรู้ความสามารถที่แท้จริงไปจากข้าบ้างเลย”
ทหารม้าของที่ว่าการเหนือที่เฝ้าอยู่หน้าประตูใหญ่พากันหัวเราะครืน
ผู้บัญชาการหงคือสุดยอดผู้เชี่ยวชาญในการคุยโวไม่ร่างคำพูดกับพวกเขาอยู่ในวงเหล้าที่สุดแล้ว
แต่เห็นได้ชัดว่าเวลานี้เหล่าหงไม่ได้ดื่มเหล้า ทว่ากลับเหมือนคนเมาหนักเสียนี่
ซือถูเตี้ยนอู่เอานิ้วบีบปากแล้วเป่าปากแรงๆ
ขุนนางหนุ่มคนหนึ่งของศาลหงหลูที่ตำแหน่งค่อนไปทางท้ายใช้หมัดทุบฝ่ามือ แบบนี้สิถูกต้องแล้ว!
สายตาฉินเปียวเป็นประกายระยิบระยับ อัดอั้นมานาน ในที่สุดก็หลุดคำพูดออกมาว่า “สะใจนัก!”
หงจี้จุ๊ปาก เหล่ตามอง
“ผู้กองฉิน ไม่ย้ายบ้านแล้วหรือ?
ที่ว่าการเหนือคือศาลเล็ก หมวกขุนนางที่ใหญ่ที่สุดก็คือขุนนางชั้นสามชั้นโทอย่างข้าหงจี้เท่านั้น
ขอแค่หนึ่งวันที่ข้าไม่ย้ายรังไปไหน ก็จะถ่วงเวลาการเลื่อนขั้นเป็นขุนนางร่ำรวยของเจ้ากับซือถูเตี้ยนอู่หนึ่งวัน ไม่อัดอั้นแย่หรือ?”
ใบหน้าของฉินเปียวพลันแดงก่ำ ตะเบ็งเสียงก่นด่า
“หัวหน้าหง ท่านเป็นลูกผู้ชายตัวโตๆ แต่กลับชอบไปสืบเรื่องในบ้านของคนอื่น ไม่รู้จักอายเสียบ้าง
คิดว่าข้าคือลูกเขยที่แต่งเข้าบ้านท่านจริงๆ หรือไร…”
หงจี้พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ฉินเปียว ตามข้าเข้าไปในสวน รอให้ราชครูกลับมาถึงที่นี่
ข้าจะช่วยผู้บังคับกองลาดตระเวนพระนครฉินเปียวของานสกปรกที่ไม่เหนื่อยทำจากเขา
ใช่แล้ว ลืมถามเจ้าไป เจ้าจะกล้าทำหรือไม่?”
ฉินเปียวพูดกลั้วหัวเราะ “เหลวไหล!”
หงจี้หันหัวม้ากลับ “ไปเก็บศพฮ่องเต้อินจี้แห่งต้าโซ่ว”
หลังจากความอึ้งตะลึงผ่านไปแล้ว ฉินเปียวก็ควบม้าตามไปอย่างว่องไว ยิ้มเหี้ยมเอ่ยว่า “ไม่ได้มาเสียเที่ยว!”
ในเมื่อบอกว่าไม่ได้มาทะเลสาบเหล่าอิงเสียเที่ยว ก็ยิ่งหมายความว่าไม่ได้มาราชสำนักต้าหลีเสียเที่ยว
……
บริเวณใกล้เคียงกับภูเขาลั่วพั่ว ด้านหนึ่งคือเนินฝูเหยาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวของเจ้าขุนเขา
อีกด้านหนึ่งคือยอดเขาเทียนตูที่เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของลู่เสินมานานหลายปี
ลู่เสินเดินออกมาจากเรือนที่สร้างติดหน้าผา ยืนพิงราวรั้ว มองเส้นทางเทพของยอดเขาจี๋หลิงภูเขาลั่วพั่ว
มหามรรคาระหว่างผู้ฝึกกระบี่บนยอดเขากับนักพรตตรงตีนเขากำลังคุมเชิงกัน
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นระลอกหนึ่ง ฟังจากเสียงฝีเท้าในระเบียงและเสียงพูดคุยคือผู้ฝึกตนห้าขอบเขตกลางคนหนึ่ง
ทว่าลู่เสินกลับร่ายวิชาอภินิหารบทหนึ่งออกมาทันใด
รากภูเขาที่มองไม่เห็นเส้นหนึ่งทอดตัวยาวลามออกไปจากระเบียงชมทิวทัศน์ถึงนอกประตู
กักตัวนักพรตในภูเขาที่ขอบเขตต่ำต้อยผู้นั้นไว้ใน “รากภูเขา”
จริงดังคาด นักพรตผู้นั้น “เดินออกมาจาก’ รากภูเขาได้ ตรงดิ่งมายังระเบียงชมทิวทัศน์แห่งนี้
มายืนอยู่ข้างกายลู่เสิน ถามว่า “ลู่เสิน เจ้าได้เห็นเองกับตาแล้ว”
ลู่เสินรู้ความนัยนอกเหนือจากคำพูดของเจ้าหมอนี่ดี
โจวจื่อถามเขาลู่เสินว่า เป็อย่างไร นี่ก็คือผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ ขอบเขตสิบสี่ยังเป็นเช่นนี้ แล้วขอบเขตสิบห้าจะเป็นเช่นไร?
เกี่ยวข้องกับความดีความเลวหรือไม่? ถูกผิดมีประโยชน์หรือไม่? โลกมนุษย์ที่ตั้งอยู่ในฟ้าดินสามารถแบกรับได้ไหวไหม?
เจ้าประมุขสกุลลู่ที่เป็นขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบมาสามพันปีแล้วยังคงเปิดปากพูดอย่างยากลำบาก
“ไยต้องทำถึงขั้นนี้ด้วย”
โจวจื่อถาม “ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้หรือ?”
ลู่เสินสะท้อนใจยิ่งนัก แล้วยังรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง เขาพึมพำว่า
“ฟ้าดินก็อยากจะเห็นคนหน้าใหม่สักคนสองคน ทุกวันนี้มีแล้ว ไฉนเจ้าต้องฆ่าทิ้ง
โลกมนุษย์คือโลกมนุษย์ของพวกเรา ไม่ใช่ของเจ้าโจวจื่อ ไม่ใช่ของข้าลู่เสิน
บางทีสิ่งที่เจ้าทำอาจถูกต้อง ถูกต้องอย่างแน่นอน แต่อยู่ดีๆ ข้ากลับรู้สึกว่า…
มหามรรคาไร้ความรู้สึก ไม่มีกลิ่นอายของมนุษย์”
……
บนหอสูง
สำหรับเรื่องที่เฉินผิงอันมั่นใจว่าเขาคือผังติ่ง อินจี้แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงยกมือข้างนั้นขึ้นสูง พูดกับตัวเองว่า
“ข้าเองก็ไม่โน้มน้าวเจ้าแล้ว”
“ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้ เหมือนพันธมิตรยิ่งกว่าพันธมิตร ก็แค่คอยช่วยเหลือเจ้าอยู่อย่างลับๆ
อีกทั้งเป็นการทำเรื่องดีที่ไม่ทิ้งนาม เจ้าขุนเขาเฉิน คงคิดไม่ถึงสินะ?”
“จะขอบคุณข้าอย่างไรล่ะ?”
ฟังคำพูดระยำที่ฟังดูคล้ายลึกลับซับซ้อนของอินจี้แล้ว เฉินผิงอันก็ไม่พูดอะไรสักคำ
เดินไปถึงริมขอบของหอสูง นั่งอยู่ตรงนั้น สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ
ครุ่นคิดแล้วก็หยิบน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ที่เดินทางผ่านพันภูเขาหมื่นสายน้ำเคียงเขามานานหลายปี ลูกนั้นออกมา ดื่มเหล้าเงียบๆ
อินจี้มานั่งลงข้างกายเขา สองมือสอดรองกันไว้ใต้ท้ายทอย
“ท่วงท่าเกียจคร้าน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า เจ้าขุนเขาเฉิน ไยต้องลำบากใจขนาดนี้ด้วยเล่า
ข้ามีวิธีหนึ่งที่คลี่คลายความเคลือบแคลงใจได้ ไม่สู้ลองฟังดู?
ง่ายเลย ง่ายยิ่งนัก แค่แสร้งทำเป็นไม่รู้ก็พอ
หลอกคนใต้หล้านั้นไม่ง่าย แต่หลอกตัวเอง ปล่อยตัวเองไปจะมีอะไรยาก”
มือซ้ายของเฉินผิงอันถือน้ำเต้าบรรจุเหล้า มือขวายกขึ้นโบก
อินจี้ก็ไม่พูดจาปลุกปั่นอีกจริงๆ คงเพราะเขารู้สึกว่าอะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดี กลับจะเป็นว่าไม่มีความหมายกระมัง
อินจี้หันหน้ามามองบุรุษที่ยังอายุน้อยอยู่มาก ปักปิ่นไม้ไว้บนมวยผม สวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียว
ตรงเอวห้อยกระบี่สองเล่ม… ยิ่งมีสถานะมากเท่าไร ผลสำเร็จบนมหามรรคาก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น แล้วก็ยิ่งน่าสงสารมากเท่านั้น น่าสงสารมากๆ
เขาเหมือนกำลังเอ่ยประโยคหนึ่งกับตัวเองว่า สิ่งที่อินจี้ปรารถนา แค่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม แล้วเอ่ยว่าทำไมจะไม่ได้เล่า
คนหนุ่มวางน้ำเต้าบรรจุเหล้าลง ในมือก็มีใบไม้ใบหนึ่งโผล่มา
เขาเป่าใบไม้เป็นเพลงพื้นบ้านที่น้ำเสียงใสกังวานทอดยาว
บางทีอาจจะเรียนรู้มาจากบ้านเกิด หรือบางทีอาจได้ยินมาจากต่างบ้านต่างเมือง
อินจี้นั่งอยู่ข้างๆ ตบเข่าเบาๆ
เมื่อครู่นี้เฉินผิงอันบอกว่าจะให้เขามองโลกมนุษย์ได้นานอีกหน่อย