กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1217.1 ฟ้าดินเชื่อมโยง
เฉินผิงอันคลายนิ้วมือออกเบาๆ ใบไม้ใบหนึ่งก็ปลิวออกไปจากหอสูง หมุนคว้างอยู่ท่ามกลางสายลมเนิ่นนาน
อินจี้ยิ้มเอ่ย “คลื่นมรกตกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา บทเพลงแห่งบ้านเกิดแว่วดังกังวานห้วงมหรรณพแห่งความทุกข์ไร้ที่สิ้นสุด เป็นเพียงเรือน้อยที่ล่องลอยอย่างเดียวดาย”
เฉินผิงอันหยิบน้ำเต้าบรรจุเหล้าขึ้นมาแกว่ง ยังเหลือเหล้าอยู่อีกเล็กน้อย
อินจี้ถามอย่างประหลาดใจ “เจ้าขุนเขาเฉินสัมผัสได้ถึงสถานการณ์ที่สิ้นหวังนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ตอนที่ออกจากหัวกำแพงเมืองเข้าไปในทะเลสาบเหล่าอิง”
อินจี้ปรบมือยิ้มเอ่ย “มิน่าเล่าหลี่ป๋อที่เป็นเซียนเหริน ตอนนั้นก็ยังไม่อาจใช้เสียงในใจเตือนให้เจ้ารู้ถึงรากฐานมหามรรคาของเสี่ยนได้ ตอนนั้นเจ้าก็ได้ขังตายจิตแห่งมรรคาแล้วหรือ?”
“เสี่ยนจงใจสร้างสะพานโค้งแห่งนั้นขึ้นมา พยายามจะพาข้าหนีกลับไปที่ราชสำนักต้าโซ่ว ล้วนเป็นเรื่องโกหก นางตัดสินใจได้นานแล้วว่าจะต้องทำลาย ‘สถานที่มังกรลุกผงาดในชาตินี้ของหวังจูให้จงได้”
“แต่ข้ายังกังวลว่าเจ้าขุนเขาเฉินจะเปลี่ยนใจกะทันหัน จงใจปล่อยเสี่ยนกลับไปที่ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ทำให้แผนการสามสิบปีที่ข้าวางมาอย่างตั้งใจไหลหายไปกับสายน้ำ”
ฟังมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันก็ยิ้มเอ่ยว่า “เรียกชื่อตรงๆ เลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเน้นคำว่า “ภูเขาลั่วพั่ว” กับ “ครึ่งของหนึ่ง” กับข้า จะทำให้ข้าดูไม่ฉลาดมากพอ ส่วนเจ้าก็โง่เกินไป เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วไม่สู้ตรงไปตรงมากับตัวเองและฝ่ายตรงข้ามสักหน่อย แบบนั้นน่าจะดีกว่ากระมัง?”
อินจี้พยักหน้า “ควรจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมา พูดกันอย่างเปิดเผย”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “พวกเจ้าน่ะ ยังสู้หยวนซงแห่งภูเขาถัวเยว่ของเปลี่ยวร้างไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
อินจี้นั่งขัดสมาธิ กำมือเป็นหมัดทุบลงบนหัวเข่าเบาๆ ยิ้มเอ่ย “แน่นอนว่าพวกเราไม่องอาจตรงไปตรงมาได้อย่างเขา แต่เขาถูกเจ้าตัดหัว พวกเรากลับทำสำเร็จแล้ว”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ก็ถูกนะ สำหรับโลกมนุษย์ทั้งแห่งแล้ว ราคาที่ต้องจ่ายอาจจะมองข้ามไปได้เลย แต่สำหรับเจ้าแล้วกลับถือเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ในเรื่องนี้เจ้าก็ไม่ถือว่าเป็นคนขี้ขลาด”
ที่แท้จิตวิญญาณของอินจี้ก็ส่ายไหว มีลางว่าเลือดเนื้อจะหลอมละลายแล้ว มือข้างที่ตีลงบนหัวเข่ากลายเป็นกระดูกขาวไปแล้ว เถ้าถ่านแห่งหายนะบนมือร่วงเผลาะๆ ลงมาแล้วปลิวกระจายไปตามสายลม
อินจี้ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เอ่ยว่า “นาทีที่เจ้ามอบดาบแคบสองเล่มอย่างพิฆาตและลงทัณฑ์ให้โจวไห่จิ้ง “ยืมใช้ชั่วคราว” ในที่สุดข้าก็รู้ว่าเรื่องราวยุติลงแล้ว”
“ตอนที่เจ้าหดมือกลับ ข้าตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด ยังดีที่โจวไห่จิ้งรับเอาไป เจ้าไม่ได้เปลี่ยนใจ”
“หลังจากวางใจได้แล้ว ข้าก็คิดว่าไฉนเจ้าไม่เอ่ยเสริมไปประโยคหนึ่งว่าให้ยืมใช้ชั่วคราวแค่ไม่กี่วัน จากนั้นก็ให้เอาไปมอบต่อให้กับเผยเฉียน แต่ไม่นานข้าก็คิดจนเข้าใจ เจ้าไม่ต้องการให้เผยเฉียนมีชีวิตที่เหนื่อยเกินไป ไม่อยากให้นางต้องมาพัวพันกับผลกรรมที่ยาวนานเป็นหมื่นปีพวกนี้ บางทีทัณฑ์สวรรค์ร้ายแรงที่สะสมมานานหลายปี ในที่สุดวันนี้ก็ได้สลายหายไปแล้ว แต่คำสาปแช่งแห่งสวรรค์อย่างใหม่กลับเริ่มต้นขึ้นในวันนี้เช่นกัน”
อินจี้เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เจ้าตัดสินใจอย่างไร ช่วงเวลาอันใกล้นี้อู๋โจวแห่งใต้หล้ามืดสลัวก็ไม่มีทางมารังแกโจวไห่จิ้ง แต่ในอนาคตอู๋โจวจะเกิดหวั่นไหว เลือกที่จะเล่นงานสายแผนภูมิดินหรือไม่? อย่างเช่นว่าเดินทางข้ามใต้หล้ามารีบรบรีบจบ ช่วงชิงศาสตราวุธเทพสองชิ้นนี้ไป?”
เฉินผิงอันกล่าว “ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าอยู่ริมตลิ่งของแม่น้ำแห่งกาลเวลา ได้ยินคำพูดที่นางพูดเองกับปาก เห็นเรื่องที่นางทำกับตาตัวเอง ข้ารู้ว่าอู๋โจวเป็นคนอย่างไรขอแค่รับประกันว่าอู๋โจวในเวลานี้ จะไม่อาศัยกำลังบังคับช่วงชิงดาบไป แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
“ในสายตาของอู๋โจว อิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่ หรือเจ้านายของผู้ครองกระบี่ คือผู้แข็งแกร่ง ส่วนโจวไห่จิ้งกับผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินล้วนเป็นผู้อ่อนแอ รับมือกับฝ่ายแรก นางสามารถไม่ต้องออมมือได้เลย แต่สำหรับฝ่ายหลัง อู๋โจวไม่ถึงขั้นที่จะต้องลงมือสังหารอย่างเหี้ยมโหด ความใจกว้างของอู๋โจวก็มากพอที่จะยอมปล่อยให้พวกเขามาแก้แค้นนางในอนาคตได้เช่นกัน”
อินจี้พยักหน้า “เห็นด้วย”
บุญคุณความแค้นความสัมพันธ์ของผู้ฝึกตนในโลกมนุษย์ล้วนเหมือนลำธารที่ไหลออกจากภูเขา มีสายน้ำบางส่วนที่อาจจะไหลไปรวมกับแม่น้ำลำคลอง จากนั้นก็สงบนิ่งราบเรียบ หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เงียบสงัดไร้เสียง
บางส่วนกลับอาจไหลทะลักออกมาจากภูเขา พุ่งชนสะพานเสาคาน ถึงขั้นที่ว่าอาจทำให้ทำนบแตก เป็นเหตุให้ท้องน้ำเปลี่ยนเส้นทาง น้ำท่วมไกลหมื่นลี้ บ้านเมืองมนุษย์จมอยู่ในความวิบัติ ประชาราษฎร์ทุกข์ยาก เข้าใจผิดคิดว่าภัยอันเกิดจากน้ำมือคนเป็นมหันตภัยจากฟ้าดิน
อินจี้ยิ้มเอ่ย “เจ้าขุนเขาเฉิน คิดผิดแล้ว ข้าไม่ใช่ผังติ่งแห่งนครหลิงเป่า ทั้งไม่ใช่ยันต์หุ่นเชิดของเขา แล้วก็ไม่ใช่ร่างแยกที่ได้จากการสังหารสามอสุภะ ยิ่งไม่ใช่วิธีการที่ผังติ่งดึงเอาดวงจิตเมล็ดงาดวงหนึ่งออกมาจำแลงเป็น “จิตหยินออกนอกช่องโพรงเดินทางไกล” ก็เหมือนอย่างที่เจ้าพูด ไม่มีทางทิ้งหลักฐานใดๆ ไว้ อย่าว่าแต่นครหลิงเป่าแห่งหนึ่งเลย ต่อให้เป็นป่ายอวี้จิงในทุกวันนี้ก็ไม่อาจแบกรับผลกรรมในส่วนนี้ได้”
อินจี้หันตัวกลับมา มือทั้งสองข้างเหลือแต่กระดูกแล้ว แต่กระนั้นก็ยังก้มหัวคารวะตามขนบลัทธิเต๋า “ชื่อเดิมของผินเต้าคือซือโจวเหริน เป็นเรื่องจริงที่เคยได้รับบุญคุณจากนครหลิงเป่า อาศัยเหตุพลิกผันที่ฉีจิ้งชุนแบกรับทัณฑ์สวรรค์ในปีนั้นแอบแฝงตัวเข้าไปในแจกันสมบัติทวีปของใต้หล้าไพศาล แล้วผินเต้าก็เริ่มท่องไปในทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางจนกระทั่งได้พบกับ “เสี่ยน” อินเหมี่ยวฝันว่าได้ไปท่องนครแห่งเทพ ข้าก็เลยเข้าฝันเขา ส่วนเรื่องที่ฮ่องเต้อินจี้ปรารถนาอยากมีชีวิตเป็นอมตะ กลับไม่ใช่ว่าผินเต้าลงมือทำอะไรไป ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด จะเป็นการวาดงูเติมขาเสียเปล่าๆ”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ซือโจวเหริน เจ้ามองตัวเองสูงไป มองผังติ่งต่ำเกินไป”
เฉินผิงอันเคยฝันประหลาดอยู่ครั้งหนึ่ง เพียงแต่ว่าเขาไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ให้ซือโจวเหรินฟัง
ซือโจวเหรินเอ่ยอย่างเฉยเมย “คงอย่างนั้นกระมัง”
ไม่ได้รู้สึกว่าเฉินผิงอันคิดอยากจะสาดน้ำสกปรกใส่ผังดิ่งและป่ายอวี้จิง นั่นก็เป็นการดูแคลนเจ้าขุนเขาเฉินที่เป็นคนตัดสินใจเด็ดขาดเกินไป
บอกตามตรง ซือโจวเหรินทั้งอยากให้การวางแผนอย่างลับๆ และรอบคอบยาวนานสามสิบปีของตนสำเร็จลุล่วงด้วยดี แต่ทว่าส่วนลึกในจิตใจของนักพรตกลับมีความรู้สึกประหลาดอยู่เสี้ยวหนึ่ง เจ้าเฉินผิงอันไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้
ซือโจวเหรินสลายริ้วกระเพื่อมของจิตแห่งมรรคาส่วนนี้ทิ้งไป “ในเมื่อเฉินผิงอันสามารถอดทนมาได้นานหลายปีกว่าจะไปถามกระบี่กับภูเขาตะวันเที่ยง ก็ต้องอนุญาตให้คนอื่นมีความอดทนที่ไม่เลว สะสมจากน้อยเป็นมากเพื่อรับมือกับภูเขาลั่วพั่วและเฉินผิงอันได้เช่นกัน ใช่หรือไม่ล่ะ?”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มเอ่ย “ไม่พูดถึงเรื่องความดีความเลว ความถูกความผิดแน่นอนว่าต้องเป็นหลักการเหตุผลข้อนี้”
ซือโจวเหรินถาม “ถูกโจวจื่อตามตอแยไม่เลิก รู้สึกอย่างไร?”
เฉินผิงอันกล่าว “ใต้หล้ามืดสลัวของเจ้าก็ถูกไม้กวนอาจมผู้นี้เล่นงานอย่างอเนจอนาถเหมือนกันไม่ใช่หรือ”
ซือโจวเหรินหัวเราะเสียงดังลั่น “เป็นกรรมที่ก่อขึ้นเอง จะโทษว่าโจวจื่อวางแผนเล่นงานไม่ได้ โจวจื่อไม่เล่นงานใครเลย คนที่เขาพุ่งเป้าเข้าใส่ก็คือผู้ฝึกกระบี่ทุกคนที่มีหวังว่าจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้า ใครเลื่อนอยู่ในอันดับนี้ได้ เขาก็จะทำให้คนผู้นั้นสะอิดสะเอียน ผู้ไร้เทียมทานที่แท้จริงของพวกเราใช่ เฝ่ยหรานผู้ครองเปลี่ยวร้างใช่ เจ้าเฉินผิงอันแห่งภูเขาลั่วพั่วก็ใช่เหมือนกัน หนิงเหยาแห่งใต้หล้าห้าสีก็ยังคงใช่ โชคดีที่ผินเต้าไม่ใช่ เป็นเพียงผู้ศึกษามรรคาคนหนึ่งเท่านั้น”
รายชื่อของคนสิบคนและตัวสำรองในใต้หล้า ไหนเลยจะเป็นกระดานรายชื่อที่มีความหมายแค่ว่าใครแข็งแกร่งใครอ่อนแอ นั่นคือพระราชโองการที่เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ใต้หล้าทุกข์ยากเพราะอวี๋โต้วมานาน” ต่างหาก
นักพรตซุนแห่งอารามเสวียนตูไปถามกระบี่ที่ป่ายอวี้จิงเพียงลำพัง อันที่จริงยังถือว่าดีทว่าอู๋ซวงเจี้ยงนำพาพวกเกากูไปถามมรรคาที่ป่ายอวี้จิงด้วยกัน กลับเป็นการแทงผ้าที่ปิดบังความน่าอับอายไว้จนขาดแล้วจริงๆ
เผชิญหน้ากับ “กระดาษคำตอบ” ที่อันตรายอย่างถึงที่สุด หากตอบคำถามเล็กๆ ข้อใดผิดไปก็อาจจะต้องตกสู่ห้วงแห่งหายนะไม่อาจฟื้นคืนได้อีก เฝ่ยหรานแห่งเปลี่ยวร้างกลับฉลาดมาก ข้าผู้อาวุโสไม่เล่นแล้ว เลือกที่จะถอยออกไปด้วยตัวเอง เป็นฝ่ายผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับกุ่ยเค่อ คล้ายคลึงกับ “เขยแต่งเข้าบ้าน” ในหมู่ชาวบ้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าได้ผูกติดกับใต้หล้าเปลี่ยวร้างไว้อย่างแน่นหนาแล้ว นอกจากนี้ไพศาลโจมตีเปลี่ยวร้าง ป่ายเจ๋อต่างหากถึงจะเป็นหัวใจหลักของเปลี่ยวร้างตามความหมายที่แท้จริง อย่างน้อยในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เฝ่ยหรานก็ไม่มีทางถูกโจวจื่อคว้าจับไว้ไม่ยอมปล่อย
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “อันที่จริงข้าเข้าใจความตั้งใจและเพียรพยายามอย่างยากลำบากของโจวจื่อดี แต่ก็ไม่ขัดกับการที่ว่าหากมีโอกาส ข้าจะต้องเล่นงานเขาให้ถึงตาย”
เงียบไปครู่หนึ่ง เฉินผิงอันก็เอ่ยว่า “ก่อนจะฆ่าเขาตาย ข้าจะให้เขากินถังหูลูให้ท้องแตกเสียก่อน”
เหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่ซือโจวเหรินได้รู้จักกับเจ้าขุนเขาเฉิน พอได้ยินประโยคนี้ก็รู้สึกสาแก่ใจยิ่งนัก หัวเราะจนน้ำตาของนักพรตเกือบจะหลั่งออกมา เขาก้มหน้าเช็ดหัวตา “น่าเสียดาย น่าเสียดายนัก”
มองเห็นว่าสองแขนของตนกลายเป็นเถ้าธุลีทั้งหมดแล้ว ซือโจวเหรินก็รีบเพิ่มความเร็วในการพูด “เป็นเพราะเคยคิดไว้ว่าพื้นที่มงคลดอกบัวจะมีปัญหาเกิดขึ้น หรือไม่ก็เป็นคนหน้าใหม่บางคนของภูเขาลั่วพั่วที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์หรือ? คนที่เป็นเจ้าบ้านเป็นผู้ปกครอง ต้องคอยป้องกันโจรพันวันก็ค่อนข้างยากลำบากจริงๆ”
เฉินผิงอันกล่าว “เคยมีสมมติฐานบางอย่าง อย่างเช่นว่า “ท่านเทพยดา” ในพื้นที่มงคลรากบัวที่เกิดจากการจำแลงของมหามรรคาท่านนั้น อีกฝ่ายกับข้ามีเส้นทางแตกต่างกัน”
ซือโจวเหรินถามอย่างใคร่รู้ “แล้วมีอะไรอีก?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หรือยกตัวอย่างเช่นอยู่ดีๆ วันนี้หรือไม่ก็วันพรุ่งนี้ฮ่องเต้ซ่งเหอของต้าหลีหายตัวไป”
ซือโจวเหรินตกตะลึงยิ่งนัก อยากจะปรบมือร้องให้กำลังใจ แต่กลับพบว่าข้อมือสองข้างกลายเป็นเถ้าถ่านไปนานแล้ว แต่กระนั้นก็ยังเอ่ยชื่นชมว่า “ทำให้คนปวดหัวจริงๆ นั่นแหละ ซ่งจ่างจิ้งที่อยู่ในสนามรบของเปลี่ยวร้างต้องเดือดดาลอย่างมาก และราชครูคนใหม่อย่างเจ้า สรุปแล้วจะสนับสนุนให้ซ่งเกิงขึ้นครองราชย์ หรือจะช่วยเพื่อนบ้านเก่าให้ครองบัลลังก์ดีล่ะ? เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วทั้งราชสำนักจะมีท่าทีเช่นไร ไม่แน่ว่าอาจจะเริ่มสงสัยเจตนาของซิ่วหูไปด้วยแล้ว หากจะบอกว่าเป็นการกระทำที่จำใจ ต้องใช้วิธีการของตระกูลเซียนบางอย่างทำให้ฮ่องเต้ “ซ่งเหอ” ได้นั่งบัลลังก์มังกรต่ออีกครั้ง สุดท้ายแล้วกระดาษก็ห่อไฟได้ไม่มิด ถึงเวลานั้นมีแต่จะยิ่งเป็นหลักฐานว่าเจ้าคือคนที่แย่งชิงบัลลังก์”
เฉินผิงอันกล่าว “อันดับแรกข้าก็พบร่องรอยของเชียวสิงในพื้นที่มงคลรากบัว จากนั้นอาศัยตัวนางตามหาเผ่าปีศาจเจออีกหลายคน คลี่คลายภัยแฝงที่ซ่อนอยู่ เรื่องของการขุดเจาะลำน้ำใหญ่ในแจกันสมบัติทวีปจึงดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น นี่ก็คือเบาะแสที่ซ่อนแฝงเอาไว้ ตอนนี้หันกลับไปมองก็ถือเป็นเส้นสายที่ค่อนข้างชัดเจน ในเรื่องนี้เป็นเจ้าที่ให้การช่วยเหลืออย่างลับๆ หรือ?”
ซือโจวเหรินพยักหน้ายิ้มเอ่ย “สามสิบปีที่ผ่านมา จริงๆ เท็จๆ ผินเต้าคอยให้ความช่วยเหลือเจ้าและภูเขาลั่วพั่วอย่างลับๆ อยู่ตลอด ช่วยเพิ่มโชคชะตาอย่างเหมาะสม ก่อนหน้านี้ผินเต้าบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าและข้าเหมือนพันธมิตรยิ่งกว่าพันธมิตร ไม่ใช่คำลวง ลองย้อนนึกดู นอกจากเรื่องที่โจวมี่แห่งสรวงสวรรค์ยุคบรรพกาลวางหมากจากนอกฟ้าพุ่งเป้าเล่นงานภูเขาลั่วพั่ว ผินเต้าที่แขนขาเล็กบางไม่อาจต้านรับ “ทัณฑ์สวรรค์” ของแท้แน่นอนส่วนนี้ไว้ได้จริงๆ ได้แต่มองดูอยู่ข้างๆ แต่นอกจากนี้แล้ว ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้ภูเขาลั่วพั่วเคยมีภัยพิบัติฉับพลันที่ค่อนข้างใหญ่อะไรบ้างไหม? ไม่เคยมีกระมัง ผินเต้าไม่กล้าเอาความชอบนี้มาเป็นของตัวกล่าวอ้างว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคุณความชอบจากการให้การดูแลของผินเต้า แต่ต่อให้ไม่มีคุณความชอบก็ถือว่ามีคุณความเหนื่อยยาก ส่วนรายงานข่าวที่ว่องไวของภูเขาตะวันเที่ยง การย้ายแคว้นทำได้อย่างราบรื่น ผินเต้าล้วนปักบุปผาดอกเล็กๆ ลงบนผ้าแพรทั้งสิ้น เป็นบุปผาดอกที่เล็กมากๆ พอเหมาะพอสม ครั้นภารกิจสำเร็จเสร็จสิ้นก็ถอยออกมาอย่างสงบ ในที่สุดเฉินผิงอันก็ได้เป็นราชครูต้าหลี ในที่สุดก็เป็นอย่างที่ผินเต้าคิดไว้ ร่างกายและบ้านเมืองเป็นหนึ่งเดียวกัน ฟ้าและคนขานรับกันสุดท้ายก็เป็นฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ลัทธิเต๋าแล้ว”
บางทีสายแผนภูมิดินอาจจะแค่ประหลาดใจอยู่บ้างว่าทำไมสังหารผีสำเร็จแล้ว ราชครูเฉินถึงยังไม่ถอนตราผนึกที่สกัดกั้นฟ้าดินแล้วกลับไปยังเมืองหลวงต้าหลี และทางฝั่งของทะเลสาบเหล่าอิงก็เหมือนว่ายังมีเรื่องเละเทะที่รอให้ราชครูไปจัดการด้วยตัวเอง
แต่ซือโจวเหรินกลับรู้ดีว่ามีเรื่องเละเทะที่ใหญ่ที่สุดในฟ้าดินกำลังรอให้เจ้าขุนเขาเฉินไปเก็บกวาดด้วยตัวเอง เรื่องเล็กๆ ในทะเลสาบเหล่าอิงที่เทียบไม่ได้แม้แต่เมล็ดงาจะมาทัดเทียมได้อย่างไร
อันที่จริงซือโจวเหรินก็ไม่คิดอะไรมากแล้ว ก็เหมือนที่เฉินผิงอันพูดนั่นแหละ สำหรับสรรพชีวิตทั้งหลายในฟ้าดินแล้ว นักพรตซือโจวเหรินเล็กจ้อยยิ่งนัก แต่สำหรับซือโจวเหรินเองกลับเป็นทั้งหมดของเขา เป็นเพียงผู้ที่ต่อให้ย้อนกลับไปแก้ไขภพก่อนหน้าก็ยังพ่ายแพ้ย่อยยับ
ซือโจวเหรินมีสีหน้าลำพองใจอย่างมาก หัวเราะร่าอย่างมีความสุข “คนทั่วไปที่เป็นปรปักษ์กับเจ้ากลัวว่ายิ่งนานวันเจ้าก็จะยิ่งแข็งแกร่ง ทุกครั้งที่ขอบเขตเจ้าสูงขึ้นหนึ่งขั้นก็จะต้องหวาดผวาส่วนหนึ่ง แต่ผินเต้ากลับคิดตรงข้าม อยากให้เจ้าเลื่อนขั้นเยอะมากขึ้น โชคดีมากกว่าเดิม กลัวก็แต่ว่าเจ้าจะฝ่าทะลุขอบเขตช้าไป ความโชคดีของภูเขาลั่วพั่วมีน้อยไป กังวลว่าเรื่องการขุดเจาะลำน้ำใหญ่ของแจกันสมบัติทวีปจะถูกถ่วงเวลาล่าช้า วันเวลาที่เจ้าจะได้เป็นเจ้าแห่งสองทวีปช้าไป เรื่องพวกนี้ทำให้ผินเต้าเป็นกังวลอย่างยิ่ง…”
เฉินผิงอันพยักหน้า “สรรพสิ่งทั้งปวงเมื่อถึงที่สุดแล้วย่อมหวนคืนสู่ต้นกำเนิดตามครรลองแห่งธรรมชาติ เมื่อน้ำเต็มก็ย่อมล้น จันทร์เต็มดวงแล้วก็ต้องกลายเป็นจันทร์เสี้ยวแย่งน้ำทำให้คนชิงชังรังเกียจ ช่วยคนเติมน้าไม่ว่าใครก็ชื่นชอบ”
ซือโจวเหรินยิ้มเอ่ย “ชั่วชีวิตนี้เจ้าระมัดระวังรอบคอบมากมาโดยตลอด นี่ยิ่งทำให้ผินเต้าระวังยิ่งกว่าเดิม คนที่กินข้าวร้อยบ้านเติบโตมาต้องเข้าใจเรื่องการสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้อื่น ต้องสัมผัสได้ถึงจิตใจและอารมณ์อันละเอียดอ่อนของผู้อื่น นี่ไม่ใช่ความสามารถอะไร แต่นี่คือสิ่งจำเป็นสำหรับการเอาชีวิตรอด คนที่กินข้าวร้อยบ้านเติบโตมาได้กลายเป็นเทพเซียน ฝึกวิชาเซียน ย่อมต้องมีการหยั่งรู้และสัมผัสถึงร่องรอยและเค้าลางแห่งการไหลเวียนของมหามรรคที่ดำเนินอยู่ในความเร้นลับเกินหยั่งถึงได้อย่างเฉียบคมว่องไวยิ่งกว่าลูกรักแห่งสวรรค์ทั่วไป หากเปลี่ยนไปเป็นคนอื่น ผินเต้าหรือจะต้องเหนื่อยใจเช่นนี้”