กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1217.2 ฟ้าดินเชื่อมโยง
เฉินผิงอันยกมือขึ้น แบฝ่ามือออก เอ่ยว่า “สำหรับเด็กกำพร้าแล้ว ทำให้เพื่อนบ้านรู้สึกว่า “เด็กน้อยรู้ความคือคนดี” นี่คือชามใบหนึ่ง เอามาใช้บรรจุข้าวร้อยบ้าน”
ซือโจวเหรินเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “สังหารหม่าขู่เสวียน เจ้ายังคงระมัดระวัง ไม่ได้รับการประทานพรใดๆ มาจากมหามรรคา ใช่หรือไม่?”
ขนาดนี้แล้วยังอดทนไว้ได้ หม่าขู่เสวียนไม่มีใจคิดจะวางแผนร้ายเล่นงานใดๆ เลย ถ้าอย่างนั้นก็เหมือน “เด็กหนุ่มชาวบ้านคนหนึ่งที่…หยิ่งทระนงสุดขีดทั้งยังเจ้าแง่เจ้างอนถึงที่สุด ราวกับว่าไม่ยอมพูดขอบคุณคนอื่น แต่ความซาบซึ้งและการยอมรับที่อยู่ส่วนลึกในใจจะมีน้อยได้หรือ? ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ของถ้ำสวรรค์หลีจู คนเดียวที่หม่าขู่เสวียนเห็นอยู่ในสายตา มีเพียงเฉินผิงอันเท่านั้น
ซือโจวเหรินยิ้มบางๆ “แต่มีบางอย่างที่เจ้าไม่อาจปฏิเสธได้ ก็เหมือนกับ….ก็เหมือนกับชาดตลับนั้นที่ช่างเตาเผาซูหานฝังซ่อนไว้หน้าประตูบ้านตรอกหนีผิง”
“นอกจากนี้ก็มีของบางอย่างที่ชั่วชีวิตนี้เจ้าวิงวอนอยากได้มา”
“นี่ก็คือจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของเฉินผิงอัน คือช่องโหว่เพียงหนึ่งเดียวบนมหามรรคา!”
“คนที่เด็กหนุ่มยากจนไม่อาจเอื้อมคว้า สิ่งของที่เด็กกำพร้าไม่อาจได้มาครอง ล้วนเป็นสิ่งที่เฉินผิงอันในอนาคตคิดถึงคำนึงหา”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ซือโจวเหรินก็ทอดถอนใจด้วยความปลงอนิจจัง “น่าสงสาร น่าสงสารจริงๆ โลกภายนอกมักจะรู้สึกว่าเจ้ามีหน้ามีตาหาที่สิ้นสุดไม่ได้ แต่ผินเต้ากลับรู้สึกว่าเจ้าน่าสงสารอย่างถึงที่สุด”
“ไม่จำเป็นเลย เจ้าไม่เข้าใจว่าอะไรคือคำว่า ‘อิสระ’ แล้วก็ไม่เข้าใจความต่างระหว่างความลำบากกับความขมขื่น”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ยกตัวอย่างเช่น “ฮ่องเต้อินจี้” เห็นช่างขุดหิน สิ่งที่เห็นก็คือความรู้แต่กลับยากจะเข้าใจถึงความยากลำบากในการทำงานใช้แรงงานอย่างเงียบๆ มาทั้งชีวิตของช่างหิน รวมไปถึงความมีเกียรติและความสุขที่เห็นฮ่องเต้ยืนมองพวกเขาเจาะหินอยู่ข้างๆ ในเวลานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขากลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง ความสุขจากการที่ถูกดื่มสุราคารวะบนโต๊ะเหล้า ความภาคภูมิใจในดวงตายามที่พวกเขามองลูกของตัวเอง ตัวพวกเขาเองเบิกบานใจแค่ไหน ผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่มาเกี่ยวพันกับธุลีแดงในโลกมนุษย์เป็นครั้งคราวอย่างพวกเจ้าคิดไปเองว่ารู้ถึงความทุกข์ยากของโลกมนุษย์ คิดว่าเข้าใจความสุขความทุกข์การพบการพรากของพวกเขา อันที่จริงยังไม่พอ อยู่ไกลเกินกว่าจะพอมากนัก เจ้าพวกเจ้ามองโลกเหมือนอ่านตำรา มองโลกียวิสัยอันกว้างใหญ่ดุจเส้นทางอันน่าสะพรึงกลัว ควรหลีกเร้น ข้า พวกเรากลับเดินออกมาจากในตำราเล่มนี้ ถ้าอย่างนั้นเว้นเสียจากว่าพวกเราสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็ต้องฝากความหวังไว้ที่คนคนหนึ่ง ไว้ที่วันพรุ่งนี้อยู่เสมอ”
ซือโจวเหรินเงียบไปพักใหญ่ คงเป็นเพราะไม่รู้ว่าจะโต้เถียงในข้อสรุปนี้ของเฉินผิงอันอย่างไร จึงได้แต่กลับมาพูดหัวข้อหลักอีกครั้ง
ซือโจวเหรินหันหน้ามายิ้มถาม “ได้รับของขวัญส่วนใหญ่มาจากผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่คนหนึ่ง คราวนี้ในที่สุดก็กินอิ่มแล้วสินะ?”
ตอนที่ “เสี่ยน” ผีขอบเขตสิบสี่ถูกสังหาร ในที่สุดก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการถูกทัณฑ์สวรรค์ร้ายแรงสาปแช่งยาวนานสามพันปีอีกต่อไป
ฝืนสลายมรรคา คลื่นยักษ์ถาโถมเชี่ยวกราก น้ำท่วมกลบทับแจกันสมบัติทวีป เดือดร้อนหวังจูที่ได้สถานะมังกรที่แท้จริงกลับคืนมา คือการใช้ความแค้นตอบแทนความแค้นอย่างตรงไปตรงมาครั้งหนึ่ง
ใช้คุณธรรมตอบแทนคุณธรรม เสี่ยนรู้สึกซาบซึ้งใจกับการสังหารด้วยคมอาวุธของเซียนกระบี่หนุ่มผู้นั้น ช่วยให้นางหลุดพ้นจากทะเลแห่งทุกข์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกฝ่ายยังจงใจหยิบเอาดาบแคบสองเล่มที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลเคยใช้สยบขวัญเจียวหลงออกมา และยิ่งเป็นการให้คำสัญญาอย่างไร้เสียงอย่างหนึ่งเป็นคำสัญญาแห่งวิญญูชนที่มอบใจให้กันอย่างจริงใจ “เมื่อวานนี้” สิ้นสุดลงแล้ว “พรุ่งนี้” อย่างน้อยที่สุดแจกันสมบัติทวีปก็ยังคงมีดาบแคบเล่มนี้ วันหน้าหากพวกเผ่าพันธุ์เจียวหลงกล้าอาละวาดก่อเรื่อง ก็จะได้เห็นแสงดาบของดาบเล่มนี้ หากว่าทำตัวให้สอดคล้องกับมหามรรคาก็จะได้รับการปกป้องจากมรรคา
ดังนั้นเสี่ยนจึงยอมรับน้ำใจ พลานุภาพของทัณฑ์สวรรค์ร้ายแรงที่สะสมมาเจ็ดพันปีจึงอ่อนโยนลงหลายส่วน ถึงได้ถูกเฉินผิงอันใช้กำลังของตัวเองคนเดียวปิดผนึกเอาไว้ได้
ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ เฉินผิงอันจะต้องใช้ความเป็นเทพบริสุทธิ์ที่ “ใหญ่กว่าเดิม” แต่กลับไม่ได้ ‘มากกว่าเดิม’ เอามาชดเชยช่องโหว่ของ ‘ความเป็นคน’
ซือโจวเหรินถามคำถามที่เป็นกุญแจสำคัญมากที่สุด “ทำไมเจ้าถึงไม่ขอให้ศาลบุ๋นช่วย เบิกคุณความชอบใหญ่ก้อนหนึ่งมาใช้ล่วงหน้า สลายทัณฑ์แห่งสวรรค์ที่ร้ายแรงส่วนนี้ไป ให้โลกมนุษย์ของไพศาลช่วยแบ่งเบาของสิ่งนี้? ตามเหตุตามผล ไม่ว่าจะทางส่วนรวมหรือทางส่วนตัวก็ไม่ควรต้องมีปมทางใจใดๆ ถึงจะถูก คิดดูแล้วก็แค่ว่าชาวบ้านขาดเงินเหรียญทองแดงไปแค่ไม่กี่เหรียญเท่านั้น ริมน้าบางแห่งมีผีตกน้ำโดยไม่คาดคิดเพิ่มมาแค่ไม่กี่คน ถึงอย่างไรก็ดีกว่าราชสำนักต้าหลีเพิ่งจะมีราชครูคนใหม่ก็ไม่มีราชครูแล้ว มีเจ้าคอยเป็นผู้ดูแลบริหารบ้านเมือง ชะตาแคว้นของราชสำนักต้าหลีก็จะยิ่งยาวนานกว่าเดิม กองทัพชายแดนต้าหลี หรือแม้กระทั่งพลทหารของไพศาลที่อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้างก็จะมีคนตายน้อยลงไปอีกเยอะมาก ในเมื่อเจ้าเลือกทฤษฎีความรู้เรื่องผลงานอันเป็นรูปธรรมของชุยฉาน บัญชีเดินก้อนนี้ก็ควรจะต้องคิดคำนวณกันให้ชัดเจนถึงจะถูก หากเปลี่ยนมาเป็นชุยฉาน มีหรือจะเกิดความลังเลใดๆ? หากผินเต้าพุ่งเป้าเล่นงานซิ่วหู เกรงว่าชุยฉานก็คงจะหลุดเสียงหัวเราะออกมาเลยกระมัง ทำไมเจ้าถึงไม่ทำ? เฉินผิงอัน ผินเต้าขอคำอธิบายหน่อยเถอะ”
เฉินผิงอันหัวเราะ ไม่ได้ให้คำอธิบายใดๆ
เส้นทางแตกต่างก็มิอาจร่วมทาง? ซือโจวเหรินส่ายหน้า พูดพึมพำกับตัวเองว่า “กลไกสวรรค์ปั่นป่วนวุ่นวาย ไม่อาจคำนวณชะตาเจ้าได้ ทว่าสุดท้ายกลับก่อกรรมผูกมัดตนเองดุจไหมสาวรัง ตกสู่ชะตากรรมที่ผู้ใดไม่อาจยื่นมือช่วยเหลือได้”
“พันไม่ควรหมื่นไม่ควร เจ้าไม่ควรขอร้องท่านปู่อ้อนวอนท่านย่าไปขอธูปทางใจจากคนอื่นทั่วทุกหนแห่ง ช่วยให้การซ่อมแซมแจกันสมบัติทวีปของเจ้าราบรื่นเลยจริงๆ ยิ่งไม่ควรดื้อดึงดำเนินไปตามใจตนฝ่ายเดียว ขุดเจาะลำน้ำใหญ่ไว้ที่นั่นโดยพลการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรเอาบุญกุศลคุณความดีที่ศิษย์พี่ทั้งหลายสะสมมาละลายทิ้งไปทั้งอย่างนี้ หากเจ้าไม่ได้ใจกว้างขนาดนี้ เกรงว่าคงต้องชะงักค้างอยู่ในแจกันสมบัติทวีปอีกนานมาก ถึงจะสามารถหาโอกาสที่พันปีก็ยากจะพานพบนี้ได้เจอ เรือนกายที่มีเนื้อหนังมังสาร่างนี้พัวพันจิตแห่งมรรคาให้ต้องล่องลอยไปเนิ่นนาน”
“บางครั้งก็อาจจะถูกสังหารโดยบังเอิญ ทำให้พวกเราไม่มีทางได้เห็นว่าพวกมันเคยมาเยือนวิถีทางโลกแห่งนี้ พวกมันก็เหมือนดอกไม้ใบหญ้าในป่าเขาที่มีทั้งช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์และช่วงเวลาที่เหี่ยวเฉา”
“และก็อาจจะเป็นความบังเอิญประจวบกับความบังเอิญที่พัวพันกันเป็นปม วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า กาลเวลาผันผ่านซ้ำซากไม่รู้สิ้น สร้างความจำเป็นบางประการที่บ้างก็ใหญ่บ้างก็เล็ก ปรากฏกายมาในรูปลักษณ์แห่งความบังเอิญ เพื่อมอบความตระหนกตกใจหรือความปีติยินดีแก่เรา พวกมันก็เหมือนดอกไม้ป่าดอกหนึ่งบนคันนา พวกเราเดินผ่าน มองเห็นแล้ว หรือก็อาจจะเป็นวัชพืชต้นหนึ่งในนาข้าว ถูกคนรังเกียจ ยื่นมือไปดึงแล้วขว้างทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ สุดท้ายก็เน่าเปื่อยหลอมรวมกับพื้นดินบางจุด”
ภูเขาลั่วพั่ว นักพรตหนุ่มที่อยู่หน้าประตูหันตัวไปมองหนิงเหยาที่อยู่ด้านบนสุดของเส้นทางเทพ ยิ้มถามว่า “ฮูหยินเจ้าขุนเขา ท่านจะลากใต้หล้าห้าสีทั้งแห่งเข้ามาอย่างไม่เสียดายจริงๆ หรือ?”
ยอดเขาเทียนตูที่อยู่ติดกัน ลู่เสินเป็นกังวลในใจ ประโยคนี้ของนักพรตคนเฝ้าประตูของภูเขาลั่วพั่วช่างถามได้เหมือนการ…ราดน้ำมันลงบนกองเพลิงอย่างไรอย่างนั้น น้ำเสียงและเจตนาไม่เหมือนว่าจะต้องการห้ามปรามเลยสักนิด
บนหัวกำแพงเมืองชั้นนอกของเมืองหลวงต้าหลี เสี่ยวโม่คอยจ้องมองเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่อยู่ในจวนราชครูอยู่ตลอดเวลา เสี่ยวโม่ไม่ได้ถามอะไรแม้แต่ครึ่งคำ และดูเหมือนว่าเซี่ยโก่วเองก็ไม่มีความคิดที่จะอธิบายอะไรให้เขาฟัง
ที่พักของหลิวเสี่ยง ในหมู่บ้านชนบทที่มีเสียงไก่ขันเสียงหมาเห่าดังระงมแห่งนั้น บ้านข้างๆ คือครอบครัวหนึ่งที่เป็นบัณฑิตหัวทึบผู้หมกมุ่นกับตำรา บัณฑิตบ้านนอกผู้ยากไร้และอับเฉา อย่าว่าแต่เคอจวี่เหรินหรือซิ่วไฉเลย แม้กระทั่งถงเชิงก็ยังไม่ใช่ กว่าจะสอบติดได้ไม่ใช่เรื่องง่าย คิดไม่ถึงว่าปีที่สองจะเปลี่ยนฮ่องเต้ ไม่รู้ว่าต้องสิ้นเปลืองเงินค่าตะเกียงน้ำมันไปมากน้อยแค่ไหนกว่าจะได้ยศตำแหน่งปลายแถวมา ราชสำนักใหม่ก็ไม่ยอมรับ จึงกลายเป็นโมฆะไป อายุมากแล้ว แต่มักจะวิ่งไปในศาลบุ๋นของอำเภอ หันหน้าเข้าหาเทวรูปของปรมาจารย์มหาปราชญ์ หมอบกราบร่าไห้ น้ามูกน้าตานองเลอะเต็มใบหน้า หญิงชราที่แต่งกับไก่ตามไก่ แต่งกับหมาตามหมายอมรับชะตากรรมนานแล้ว คร้านจะด่าเขาแล้ว ลูกสะใภ้ที่พูดจาร้ายกาจด่าว่าเขาคือเศษสวะ ยังจะมาพล่ามเรื่องตำราโบราณไร้สาระอะไร…ลูกชายหัวเราะร่วนนั่งยองดูเรื่องสนุกอยู่ข้างๆ รู้สึกว่าถูกบิดาของเขทำให้เดือดร้อน ฉุดรั้งให้ชีวิตไม่มีความเจริญไปด้วย ผู้เฒ่าคร่ำครึไม่กล้าโต้เถียง ได้แต่กล้าด่าวิถีทางโลกตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนหรือตอนที่ฝนตกกลับไม่มีทางกล้าอย่างเด็ดขาด
หนอนหนังสืออายุมากชอบคุยเล่นกับเพื่อนบ้านข้างๆ ที่บอกว่าตัวเองไม่เคยเล่าเรียนเขียนอ่านมาก่อน เพียงแค่เพราะวิธีการที่เพื่อนบ้านโน้มน้าวเขา แม้ความคิดจะทุเรศอย่างมาก แต่น้ำเสียงคำพูดคำจากลับคล้ายบัณฑิตอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นโน้มน้าวเขาว่าต่อให้ในท้องจะมีความรู้มากแค่ไหน ต่อให้ความสามารถของเจ้าจะสูงส่งเพียงใด ก็ไม่อาจเอาไปใส่หม้อแล้วต้มออกมาเป็นข้าวได้หลายจิน อย่างไรก็ควรต้องหางานทำบ้าง
บัณฑิตบ้านนอกด้านหนึ่งก็ด่าเพื่อนบ้านว่าไม่ใช่บัณฑิต แต่ในใจกลับสั่นรัว จะให้ไปตั้งแผงในตัวอำเภอช่วยเขียนจดหมายให้คนอื่นก็รังเกียจว่าจะเป็นการลดฐานะ เสื่อมเสียเกียรติของวิญญูชน ให้ไปช่วยเขียนหนังสือฟ้องร้องเรื่องคดีความก็ยิ่งมิอาจทำได้ ให้ไปทำไร่ทำนาก็ไม่มีเรี่ยวแรงแล้วจริงๆ แต่หากจะบอกว่าให้เลี้ยงหม่อนเลี้ยงไหม เด็ดใบชาหารายได้เสริมอะไร บัณฑิตบ้านนอกก็ไม่มีความอดทนและกำลังเท้าขนาดนั้น
วันนี้ทั้งสองฝ่ายมานั่งพูดคุยเรื่อยเปื่อยกันที่กำแพงดินเหลือง หลิวเสี่ยงยื่นมือส่งเมล็ดฟักทองคั่วจนสุกกรอบมาให้ เอ่ยขอบคุณหลิวเสี่ยงไปหนึ่งคำ บัณฑิตบ้านนอกชอบลีลาพูดจาเชิงวรรณศิลป์ที่เจือความวิชาการของเขาอย่างมาก
หลิวเสี่ยงยิ้มถาม “พี่ใหญ่หัน ทำไมช่วงนี้ไม่ด่าราชสำนักต้าหลีและที่ว่าการในท้องถิ่นว่าวันๆ ไม่ทำเรื่องที่คนสมควรทำอีกแล้วล่ะ”
บัณฑิตบ้านนอกเงยหน้าขึ้น กวาดตามองไปรอบด้าน สีหน้าตื่นตระหนก ถลึงตากล่าว “น้องหลิว คำพูดแบบนี้อย่าได้พูดเหลวไหลเด็ดขาดเชียว! ต้องไปกินข้าวคุกนะบัณฑิตอย่างข้า หากถูกถลกกางเกงตีก้นอยู่ในศาลใหญ่ของที่ว่าการอำเภอ ก็คงอยู่ไม่สู้ตายแล้ว”
มือหนึ่งหลิวเสี่ยงถือเมล็ดฟักทองเอาไว้ อีกมือหนึ่งหยิบเมล็ดแตงขึ้นมากิน ยิ้มเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าทางฝ่ายของที่ว่าการอำเภอไม่ได้สนใจคำพูดวิพากษ์วิจารณ์พวกนี้นะ คนหนุ่มที่ก่อนหน้านี้ท่านมักจะบอกว่าบนร่างของเขามีกลิ่นอายของขุนเขา ทว่าฝ่ามือกลับเต็มไปด้วยรอยด้าน ตอนนั้นท่านยังสงสัยไม่เข้าใจ ผู้ติดตามข้างกายของคนหนุ่ม แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นคนฝึกการต่อสู้ที่กินข้าวหลวง แต่ว่าคนที่เป็นขุนนางล้วนเนื้อนิ่มผิวบาง จะมามีรอยด้านบนมือได้อย่างไร ดังนั้นคิดไปคิดมา ช่วยกันคิดกับข้าอยู่นานก็ยังรู้สึกว่าตัวเองมองผิดไปไม่ใช่หรือ? ยังจำได้ว่าเขาเข้ามาในลานบ้าน บอกว่าขอน้ำดื่มจากท่าน ท่านไปเอาชามมาใบหนึ่งคิดไม่ถึงว่าเขาจะตรงไปที่อ่างน้ำ หยิบกระบวยน้ำเต้าขึ้นมาตักน้ำแหงนหน้าดื่มโดยตรง”
บัณฑิตบ้านนอกหัวเราะร่วน “ข้ากลับหวังให้คนหนุ่มผู้นั้นเป็นนายอำเภอจริงๆ ต่อให้จะเป็นแค่เสมียนอาลักษณ์อยู่ในหกห้องก็ยังดี ถือว่าตำแหน่งขุนนางไม่เล็กแล้ว”
หลิวเสี่ยงยิ้มถาม “ต่างก็พูดกันว่าเจ้าเมืองถูกล้างตระกูล นายอำเภอบ้านแตกสาแหรกขาด หากว่าเป็นนายอำเภอจริงๆ ไม่ว่าจะตั้งใจมาเยือนหรือแค่ผ่านทางมา แวะมาดูที่บ้านท่านแค่ครู่เดียว ก็ไม่กลัวว่าเขาจะมาเพราะได้ข่าวอะไรบางอย่างหรอกหรือ?”
บัณฑิตบ้านนอกร้องเฮ้อ โบกมือเป็นพัลวัน “ต่อให้ต้าหลีจะห่วยแตกแค่ไหน ทำให้ข้าไม่ได้ยศตำแหน่งมาครอง แต่เรื่องผิดกฎหมายเช่นนี้ พวกเขาที่เป็นขุนนางจะทำลงอย่างไร”
หลิวเสี่ยงยิ้มถาม “เคยมีหลักฐานหรือ?”
บัณฑิตบ้านนอกยิ้มบางๆ “แม้ว่าข้าไม่ใช่คนของทางการ แต่กลับไม่ใช่สตรีปากมากที่ผมยาวความรู้สั้น พูดถึงแค่ในหมู่บ้านใกล้เคียงสามสี่แห่งนี้ เจ้าพวกคนที่บรรพบุรุษคือคหบดีท้องถิ่นผู้ฉ้อฉลมาหลายรุ่นหลายสมัย ทุกวันนี้ล้วนเปลี่ยนมาเป็นว่าง่ายกันมากขึ้นแล้ว ข้าก็รู้เลยว่ามีคนที่ได้เป็นขุนนาง เมื่อก่อนล้วนปล่อยตามใจพวกเขา คลุกคลีกันทำเรื่องชั่ว จะว่าไปแล้วก็คือทุกคนหาข้ออ้างเพื่อบดบังเจตนาที่แท้จริงที่จะหลอกเอาเงินจากชาวบ้าน ทุกวันนี้กลับมีการควบคุมพวกเขา ข้าไม่เชื่อที่ว่าการ แต่กลับเชื่อในสายตาของตัวเอง หึ น้องหลิว ไม่ใช่ว่าพี่ชายชมตัวเอง ด้วยดวงตาสองข้างนี้ของข้า ชีวิตนี้อ่านตำราอริยะปราชญ์มามากมายขนาดนั้น มองคนมองเรื่องราวล้วนแม่นยำอย่างมาก”
หลิวเสี่ยงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
ผู้เฒ่าตบหน้าอกตัวเอง “ชีวิตนี้ทำไมข้าต้องสอบเพื่อชื่อเสียงและยศศักดิ์ ทำไมจะต้องอยากเป็นขุนนางในที่ว่าการ ก็ไม่ใช่เพราะอยากเป็นขุนนางที่ไม่ปล่อยตามใจพวกเขาแต่อยากจะควบคุมพวกเขาหรืออย่างไร?! นี่ก็คือบัณฑิต ต้องช่วยขอความเป็นธรรมแทนราษฎรอย่างไรล่ะ”
หลิวเสี่ยงยิ้มเอ่ย “เป็นขุนนางดีที่มีมโนธรรมในใจ แล้วก็ถือโอกาสหาค่าน้ำร้อนน้ำชามาใส่ในกระเป๋าของตัวเองสักหน่อย?”
ผู้เฒ่าหัวเราะหึหึ “เป็นขุนนางต้องเป็นขุนนางที่ดี แล้วก็ไม่ควรทำให้ตัวเองและคนในครอบครัวต้องลำบากเกินไปด้วย”
หลิวเสี่ยงถาม “ไปเป็นขุนนางอยู่ในที่ว่าการจริงๆ แล้ว จะยืนหยัดได้สักกี่วันกี่เดือนกี่ปี ฝึกฝนตัวเองอยู่ในที่ว่าการ ลองว่าได้ล่องลอยอยู่ในท้องทะเลแห่งการเป็นขุนนางแล้ว จะควบคุมตัวเองไปได้ตลอดชีวิตเลยหรือ?”
ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างหม่นหมอง “จะไปรู้ได้อย่างไร ไม่เคยเป็นขุนนางเสียหน่อย”
หลิวเสี่ยงหัวเราะ บัณฑิตบ้านนอกมองแสงท้องฟ้าแวบหนึ่งแล้วก็คืนสติกลับมากระทืบเท้า เอ่ยอย่างรีบร้อนตระหนกลน “น้องหลิว คงไม่คุยเรื่อยเปื่อยกับเจ้าแล้ว ข้าต้องไปรับหลานที่โรงเรียน”
หลานคนเล็กที่เพิ่งเรียนชั้นประถมของตนคนนั้นคือเมล็ดพันธุ์บัณฑิตอย่างแท้จริง เก่งกว่าตนที่ในอดีตอ่านตำราโดยอาศัยการสุ่มเดาเอามากนัก
หลายปีที่ผ่านมานี้ว่ากันว่ากรมพิธีการต้าหลีจัดสรรงบประมาณแล้วให้ที่ว่าการระดับเขตและอำเภอเบิกจ่ายเป็นค่าจ้างแก่ครูผู้สอนในโรงเรียนของสถานที่ต่างๆ โดยตรง และยิ่งนานจำนวนเงินนี้ก็ยิ่งมากขึ้น ทุกๆ สี่ห้าปีจะมีการเพิ่มเงินหนึ่งครั้ง แต่ก็ยังมีคนที่รังเกียจว่าเงินน้อยเกินไป แต่พอคิดถึง “ปีหน้า” ก็ยอมสอนหนังสือต่อไป อีกทั้งยิ่งเป็นโรงเรียนในชนบทห่างไกล ทางที่ว่าการอำเภอกลับให้เงินเพิ่มเยอะกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ยินมาว่าอักขรานุกรมท้องถิ่นที่ผ่านการเรียบเรียงใหม่ทั้งหมดในจังหวัด ในอนาคตจะมีการเพิ่มบทให้เหล่าอาจารย์สอนหนังสือที่ไร้ชื่อเสียงเหล่านี้โดยเฉพาะ เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้กระทั่งบัณฑิตบ้านนอกอย่างเขาก็เริ่มหวั่นไหวแล้ว หากว่ามีเรื่องแบบนี้จริง ถ้าอย่างนั้นก็คือการสร้างเกียรติยศให้วงศ์ตระกูลของบัณฑิตที่ไร้ชื่อเสียงไร้ยศศักดิ์อย่างพวกเราแล้วจริงๆ เพียงแต่ว่าด่าราชสำนักต้าหลีมานานหลายปีขนาดนี้ ถึงอย่างไรผู้เฒ่าก็ยังหน้าบาง ไม่อาจกลับคำได้ทันทีทันใดคิดไว้ว่าเอาไว้ ‘ปีหน้า’ ค่อยว่ากันใหม่