กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1217.3 ฟ้าดินเชื่อมโยง
ผู้เฒ่าวิ่งออกไปไกลมากแล้ว แล้วจู่ๆ ก็หันขวับกลับมา ชี้ไปที่ดวงตาของตัวเอง ก่อนจะชี้ไปที่หลิวเสี่ยง ยิ้มเอ่ยว่า “น้องหลิว ข้ารู้ว่าอันที่จริงเจ้าคือบัณฑิตกยากที่คิดว่าตัวเองเกิดมาไม่ถูกเวลา ใช่ไหม? ไม่ต้องอัดอั้นแล้ว คราวหน้าพวกเราสองพี่น้องไปเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนด้วยกัน ในอนาคตพวกเราสองพี่น้องก็จะได้เป็นเพื่อนบ้านกันในอักขรานุกรมท้องถิ่น จุ๊ๆ ยามที่อยู่ว่างๆ ก็ทำกับแกล้มสองสามจานกินกับสุรา ดื่มเหล้าต้มพื้นบ้านชีวิตที่เป็นเช่นนี้ก็คือชีวิตของเทพเซียนแล้ว!”
หลิวเสี่ยงยิ้มเอ่ย “ตัวพี่หันเองวางหน้าไปขอสอนหนังสือกับต้าหลีไม่ลงก็เลยจะลากข้าไปด้วยกันสินะ?”
ผู้เฒ่าหัวเราะฮ่าๆ “ไม่เสียแรงที่เป็นบัณฑิต สายตาของน้องหลิวก็แม่นยำเหมือนกัน”
หลิวเสี่ยงยิ้มรับ กินเมล็ดฟักทองที่ส่งมาจากบ้านเกิดจนหมดแล้วก็ปัดมือ เอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าใจว่า “วางแผนยาวไกลไว้มากมายขนาดนั้น จะให้ความสนใจได้ครบถ้วนจริงหรือ? ต้องละทิ้งไปกลางคัน ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน”
ชานเมืองหลวงต้าหลี ถ้ำชิงเสวียนที่อยู่บนสะพานหยวนโหรว กู้ช่านเงยหน้าขึ้น ส่งเสียงหึ ยิ้มเอ่ย “เจิ้งจวีจงร้ายกาจ ข้ากู้ช่านคิดได้แล้ว”
เจิ้งจวีจงเอ่ยอย่างเฉยเมย “ว่าอย่างไร?”
กู้ช่านยืดแขนบิดขี้เกียจ เดินมาถึงริมหน้าผา มองไกลๆ ไปยังเมืองหลวงต้าหลีที่ม่านราตรีเริ่มหนาหนัก แสงไฟเริ่มสว่างไสว ก่อนจะขยับสายตาเบี่ยงออกไป นั่นคือเมืองเล็กบ้านเกิด
บนใบหน้าของกู้ช่าน นับตั้งแต่หว่างคิ้วมาเริ่มมีรอยแตกเล็กๆ รอยหนึ่งปรากฏขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆ แผ่ลามไปทั่วใบหน้า
เจ้าสำนักของสำนักฝูเหยาในทุกวันนี้ เจ้าขี้มูกยืดน้อยแห่งตรอกหนีผิงในอดีต ตัวถ่วงคอยตามก้นของใครบางคน เวลานี้สูดจมูกเบาๆ “เจิ้งจวีจง เจ้าบอกกับเฉินผิงอันด้วยว่า ถูกหรือผิด ล้วนเป็นข้าที่เลือกเอง”
กู้ช่านยิ้มกว้าง “ถ้าอย่างนั้นก็ขออวยพรโลกมนุษย์แห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ขอให้ทุกคนได้อยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยนตลอดไป”
ใบหน้าของคนหนุ่มผู้หล่อเหลาพลันระเบิดแตกกระจาย
“ข้ากู้ช่านขออวยพรให้ทุกคนบนโลกมนุษย์ได้เจอแค่คนอย่างหลิวเหล่าเฉิง หลิวจื้อเม่า เถียนหูจวินไปตลอดกาล เป็นๆ ตายๆ ทุกชาติทุกภพ ล้วนไม่มีทางได้พบเจอเฉินผิงอัน”
เรือนกายที่มีเลือดเนื้อแม้กระทั่งจิตวิญญาณทั้งหมดเหมือนเครื่องกระเบื้องชิ้นหนึ่งที่แตกกระจาย สาดกระเซ็นไปในฟ้าดิน
เจิ้งจวีจงที่สกัดกั้นฟ้าดินไว้นานแล้วไม่พูดอะไรสักคำ ปล่อยให้กู้ช่านเลือกทางสายนี้
บางทีโลกมนุษย์ในฟ้าดินอาจจะให้การตอบรับที่ยาวนานแก่การเลือกและ…คำสาบาน ของกู้ช่าน แต่เฉินผิงอันกลับไม่มีทางได้ยินคำพูดเหล่านี้ของกู้ช่านแล้ว
เจิ้งจวีจงทอดสายตามองไปยังโลกมนุษย์อันซับซ้อนที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์มากมาย มนุษย์นี่นะ
เฉินผิงอันดื่มเหล้าที่อยู่ในกาหมดแล้วก็วางไว้ด้านข้าง ถามว่า “วางแผนมาตั้งมากมาย สิ่งที่ต้องการคืออะไร?”
ซือโจวเหรินหลุดหัวเราะพรืด น้ำลดหินผุดขนาดนี้แล้ว เจ้าเฉินผิงอันมีสติปัญญาเฉียบแหลมถึงเพียงใด ไฉนยังต้องถามอีกเล่า?
สองมือสองเท้าของนักพรตล้วนกลายเป็นเถ้าธุลีที่สลายหายไป หลงเหลือแค่ส่วนหน้าอกกับศีรษะแล้ว เขาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “แน่นอนว่าบีบให้เจ้าไม่เป็นตัวของตัวเอง ต้องกลายเป็นเทพที่เดินขึ้นสวรรค์”
“ผสานมรรคา” กับโจวมี่ผู้นั้น อาศัยโอกาสที่ความเป็นเทพของพวกเจ้าชักคะเย่อกันร่วมมือกับบรรพจารย์สามลัทธิและผู้อาวุโสที่ขึ้นสวรรค์ไปก่อนท่านนั้นทำลายซากปรักสรวงสวรรค์บรรพกาลทิ้งอย่างสิ้นเชิง”
“เฉินผิงอัน โจวมี่ บรรพจารย์สามลัทธิ ผู้อาวุโสที่เคยเปิดเส้นทางขึ้นสวรรค์เพียงลำพังท่านนั้น ล้วนตายกันหมด ในที่สุดโลกมนุษย์ก็สงบสุขอย่างแท้จริง โลกมนุษย์ก็คือโลกมนุษย์ของโลกมนุษย์แล้ว”
สีหน้าซือโจวเหรินเบิกบาน “ในเมื่อชุยฉานสามารถขอให้บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคาได้ แล้วทำไมผินเต้าจะไม่อาจช่วงชิงสันติสุขมาให้โลกมนุษย์ได้บ้างเล่า?”
“หากไม่เป็นเพราะเจ้ากับโจวมี่เฉลี่ย “หนึ่งนั้น” กันไปอย่างพอดี หากไม่เป็นเพราะเจ้าคือนายของผู้ครองกระบี่ แล้วโลกมนุษย์จะยังมีใครที่สามารถปล่อยกระบี่แทงโจวมี่อย่างไม่มีใครคาดฝันได้อีก?”
“เฉินผิงอัน ช่วยให้เจ้าเดินขึ้นสวรรค์ จะขอบคุณข้าอย่างไร? ฮ่าๆ บีบให้เจ้ากลายเป็นเทพเดินขึ้นสวรรค์ก็ยิ่งทำได้อย่างเหมาะสมพอดิบพอดี”
ไม่รู้ว่าเหตุใด เฉินผิงอันถึงยังคงถามว่า “ซือโจวเหริน สิ่งที่ต้องการคืออะไร?”
ซือโจวเหรินฉงนสนเท่ห์ไม่เข้าใจ
สุดท้ายเฉินผิงอันเอ่ยว่า “นักพรต สิ่งที่ต้องการคืออะไร?”
ซือโจวเหรินย้อนนึกถึงชีวิตการศึกษามรรคาที่ผ่านมา ราวกับว่าภาพเหตุการณ์ทั้งหลายแล่นผ่านไปในสมอง แล้วเขาก็พลันตระหนักรู้ในฉับพลัน พึมพำว่า “กิจของเราสำเร็จแล้ว ทว่าจิตใจของเรากลับเอนเอียงผิดทางไปแล้ว”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะด้วยส่วนรวมหรือส่วนตัวเป็นคนดีเป็นคนเลว ศึกษามรรคาไม่ศึกษามรรคา ที่แท้พวกเราที่มีความต้องการต่างก็ต้องลำบากกันมาก”
ซือโจวเหรินหุบยิ้ม ร่างที่เหลือเพียงศีรษะค่อยๆ ลอยขึ้นสูง พูดเสียงเบาด้วยสีหน้าซับซ้อนว่า “ใครว่าไม่ใช่กันล่ะ เฉินผิงอัน ขอให้ผินเต้าได้มองเป็นครั้งสุดท้าย ขึ้นสวรรค์ไปเถิด”
ในโลกมนุษย์มีคนลุ่มหลงกี่มากน้อยที่ขยุ่มหัวตัวเองด้วยความกลัดกลุ้มเพราะอยากขึ้นสวรรค์
เฉินผิงอันเอาสองมือยันไว้ที่ด้ามกระบี่ตรงเอว เอ่ยว่า “ซือโจวเหริน เป็นชื่อที่ดี”
ซือโจวเหรินยิ้มเอ่ย “สมชื่ออย่างแท้จริง แค่ต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ผินเต้าจะเป็นผังติ่งหรือไม่ จะสำคัญอะไรอีกเล่า โลกมนุษย์รู้จักนามและเรื่องราวของผินเต้าหรือไม่ สำคัญตรงไหนเล่า”
เฉินผิงอันที่เป็นครึ่งของหนึ่งนั้น การช่วงชิงระหว่าง “มนุษย์และเทพ” ในใจเขา ได้สิ้นสุดลงแล้ว
ซือโจวเหรินไม่เอ่ยอะไรอีก เพียงแค่ตั้งตารอดู จือสือจำเป็นต้องใช้ภูเขาใหญ่แสนลี้ที่หยั่งรากลึกอยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้างมาบังคับกระชากรั้งเรือนกายไม่ให้บินทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า
เฉินผิงอัน เจ้าล่ะจะอาศัยอะไร?
เฉินผิงอันกล่าว “ในที่สุดข้าก็เข้าใจสภาพจิตใจของอาจารย์ฉีในตอนนั้นแล้ว”
ซือโจวเหรินถามอย่างสงสัย “คือสภาพจิตใจแบบไหน?”
เฉินผิงอันกล่าว “อิสระที่ยิ่งใหญ่”
ซือโจวเหรินส่ายหน้า ไม่เข้าใจ
พวกเจ้าไม่เข้าใจก็ถูกต้องแล้ว เฉินผิงอันสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง หันหน้ากลับมายิ้มเอ่ย “ดูให้ดีล่ะ”
ซือโจวเหรินยิ้มบางๆ “เป็นเกียรติอย่างยิ่ง”
เฉินผิงอันหมุนตัวเดินไปยังใจกลางหอสูง สองมือกุมด้ามกระบี่ยาวสองเล่มอย่างเย่โหยวและฝูผิงเอาไว้ เงยหน้ามองม่านฟ้า
ต่อจากนั้นเขาก็…กระโดดสองสามที ทำให้ซือโจวเหรินที่มองดูอยู่ปากอ้าตาค้าง แต่จากนั้นก็หัวเราะดังลั่น ทั้งๆ ที่หัวเราะแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดน้ำตาจึงไหลอาบหน้านักพรต
เฉินผิงอันส่งเสียงดังหึ เกาแก้ม เดิมอยากจะพูดประโยคห้าวเหิมสักหน่อย แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิด
เพียงแค่
เพียงแค่หวังว่า “พวกกู้ช่าน” ที่อยู่ในโลกมนุษย์ หวังว่าพวกเราทุกคนจะไม่ต้องเดินไปยังทะเลสาบซูเจี่ยน
หวังว่าต่อให้พวกเขาจะไม่อาจเป็นตัวของตัวเอง ยังคงพบเจอทะเลสาบซูเจี่ยนของตัวเองบนเส้นทางชีวิต พวกเขาจะสามารถ และก็ต้องสามารถเป็นวิญญูชนที่เพียรพยายามขัดเกลาตนอย่างมิรู้สิ้น ดั่งครรลองฟ้าที่ดำเนินไปอย่างแข็งขันไม่หยุดยั้ง! หรือไม่ หรือไม่ก็ได้เจอกับ “เฉินผิงอัน” ที่ทำได้ดียิ่งกว่า
เฉินผิงอันชักกระบี่ทั้งคู่ออกมา ชีวิตคนนี่นะ จะเป็นเหมือนจอกแหนที่ล่องลอยอยู่ในฟ้าดินยามค่ำคืน ชีวิตนี้ชาตินี้ต้องจมจ่อมอยู่กับความมืดมิดได้อย่างไร
พวกเราต่างก็ต้องกลายเป็นผู้แข็งแกร่ง พวกเราต่างก็ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อโลกใบนี้
หลิวเสี่ยงไปยกเหล้าหมักข้าวเหนียวชามหนึ่งที่ส่งมาจากบ้านเกิดมาจากในห้อง เดินมาที่ลานบ้าน
บุคคลที่เป็นการจำแลงของมหามรรคาแห่งใต้หล้าไพศาลผู้นี้จัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ถือชามเหล้านั่งคุกเข่า “ขอเทพยดาทรงพิทักษ์และเสวยเครื่องสักการะนี้ ข้าขอน้อมกราบวิงวอนให้ทรงโปรดรับไว้ด้วยเถิด”
ใต้หล้าห้าสี เฟิงหยวนเชียวที่ถูกหนิงเหยาปกป้องคุ้มครอง ถึงขั้นที่ยังช่วยถ่ายมรรคาให้แก่นาง กำลังนั่งเท้าคางด้วยมือข้างเดียว เปิดอ่านตำราเล่มหนึ่งอ่าน อ่านไปเจอประโยคว่า “เลี้ยงดูทั่วหล้าให้บริบูรณ์ด้วยผลประโยชน์อุดมสมบูรณ์ แต่ข้ากลับต้องร่วมรับเคราะห์ภัยไปพร้อมกับมัน” แม่นางน้อยขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง คิดอยากจะรอให้พี่หญิงหนิงเหยากลับมาบ้านแล้วค่อยขอวิชาความรู้จากนาง แต่จู่ๆ เฟิงหยวนเชียวก็หัวเราะ พี่หญิงหนิงก็อาจจะไม่เข้าใจเหมือนกัน นางจะต้องเอ่ยประโยคนั้นออกมาอีกแน่ๆ นอกจากมรรคกถาวิชากระบี่แล้ว ไม่ว่าอะไรก็ถามได้ มีเพียงเรื่องของการอ่านตำราและเรื่องวิชาความรู้ที่วันหน้าเจ้าสามารถไปถามเขาได้ เขารู้เยอะที่สุด แล้วยังชอบทำตัวเป็นอาจารย์ของผู้อื่นด้วย…
ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง จิตใจของกุ่ยเค่อที่มีรูปโฉมเป็นเด็กสาวสะท้านสะเทือน เฝ่ยหรานประหลาดใจอย่างมาก ถามเสียงเบาว่าว่าเป็นอะไร ไฉนถึงได้ร้องไห้ กุ่ยเค่อส่ายหน้า พูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าบอกว่าตัวเองได้ยินเสียงในใจประโยคหนึ่ง เขาบอกว่าใต้หล้าเปลี่ยวร้างก็คือโลกมนุษย์เช่นกัน เฝ่ยหรานมึนงงไม่เข้าใจ แต่ก็ช่วยเช็ดน้ำตาบนใบหน้าให้คนรักอย่างอ่อนโยน เพียงแต่ว่ากุ่ยเค่อน้ำตาไหลไม่หยุด แม้กระทั่งตัวนางเองก็ยังไม่รู้สาเหตุ
ชินขู่แห่งยอดเขารุ่นเยว่ที่เพิ่งจะตามจางเฟิงไห่กลับมายังใต้หล้ามืดสลัวด้วยกันยืนอยู่บนยอดเขา อยู่ดีๆ เขาก็นึกถึงบทกวีไว้อาลัยที่อ้างว้างอย่างถึงที่สุด กล่าวถึงเรือนกายอวบอิ่มที่กลายเป็นอาหารแก่หมู่มดปลวก และซากร่างกายงดงามซึ่งสลายสูญไปชั่วกาล
ซากปรักสรวงสวรรค์ยุคบรรพกาล เหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตำแหน่งสูงของสรวงสวรรค์ใหม่ “หลีเจิน” หนึ่งในห้าเทพชั้นสูงสุดที่เพิ่งมาเสริมตำแหน่งที่ว่างลงหลุบตาลงมองโลกมนุษย์เขาเอ่ยอย่างเป็นเดือดเป็นแค้นว่า “ไม่ควรเป็นเช่นนี้ ข้าไม่เคยเห็นภาพนี้ในแม่น้ำแห่งกาลเวลา เจ้าไม่จำเป็นต้อง…”
โจวมี่สีหน้าเหี้ยมอำมหิตอย่างถึงที่สุด ถึงกับจับพวก “หลีเจิน” กินทั้งหมด เอามาใช้เป็นพลังของตน หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความเป็นเทพของตัวเอง
มีเพียงเทพอัคคี “หร่วนซิ่ว” ที่ตอนนี้ยังกินไม่ได้ ช่างเถอะ ไม่กินก็ไม่เป็นไร ไม่แน่ว่ากินไปแล้วจะกลับกลายเป็นปัญหายุ่งยาก
เดิมทีโจวมี่คิดว่าจงใจรับกระบี่ไปหนึ่งที อย่างน้อยที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่ายแล้วก็ยังพอจะมีเวลาต่อสู้พัวพันกันไปได้อีกร้อยสองร้อยปี คิดไม่ถึงว่าเจ้าสารเลวเฉินผิงอันผู้นี้จะ…
บนหอสูง ความเป็นเทพที่ถูกสยบกำราบมาโดยตลอดไม่เคยรู้สึกสบายผ่อนคลายเท่านี้มาก่อน
พริบตานั้นใบหน้าครึ่งหนึ่งมืดครึ่งหนึ่งสว่างของบุรุษชุดเขียว ในที่สุดก็สว่างไสวทั้งหมด
ข้าต่อสู้กับตัวเองมาเนิ่นนาน บัดนี้ข้าขอเป็นตัวข้าเอง!
เฉินผิงอันในเวลานี้ไม่กล้ามองคนทั้งหลายที่ตัวเองผูกพันมาเนิ่นนาน เขากลัวว่าตัวเองจะเปลี่ยนใจ กลัวว่าจะขลาดกลัว กลัวว่าจะลังเลถอยร่น
ได้แต่กล้ามองฟู่เต๋อชงแห่งภูเขาผูซานที่อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรม มองตำราเต๋าเล่มนั้นที่อยู่ในชายแขนเสื้อของเทพภูเขา ลู่เฉิน จากลากันตรงนี้
“ลู่เฉิน” ที่อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้างส่ายหน้า อย่าได้เอาอย่างข้าซูเฉิน อย่าทำแบบนี้เด็ดขาดเชียว!
เฉินผิงอัน เจ้าอายุยังน้อย ยังสามารถทำผิดพลาดได้มากมายโดยไม่ต้องกลัว ยังสามารถทำอะไรได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีความหมายหรือเรื่องที่น่าสนใจ หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ทั้งน่าสนใจทั้งมีความหมายไปพร้อมๆ กัน
เคยมีนักพรตคนหนึ่งลงมาจากดวงจันทร์ไปเยือนโลกมนุษย์ แล้วก็มีเซียนกระบี่ที่ออกจากโลกมนุษย์ จะขึ้นไปบนฟ้า
ระหว่างฟ้าดินมีแจกันสมบัติทวีปเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมหอสูง กายธรรมของคนชุดเขียวลอยขึ้นสูง แสงสีทองส่องเจิดจ้าไร้ที่สิ้นสุด
มนุษย์หรือเทพ?
คือเด็กกำพร้าและเด็กหนุ่มแห่งตรอกหนีผิงที่คิดมาตั้งแต่เด็กว่า “ล้วนเป็นความผิดของข้า เป็นข้าที่ทำได้ไม่ดีมากพอ?
บุรุษที่เป็นร้านผ้าห่อบุญมานานหลายปีค่อยๆ สะสมทรัพย์สมบัติไปทีละนิด ในที่สุดก็เหมือนว่าได้สร้าง “ร้านกระบี่” แห่งหนึ่งขึ้นมา
เขาได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสี่เล่มอย่างนกในกรง จันทร์ปากบ่อ ชิงผิง เป่ยโต้ว และยังมีกระบี่พกอีกสองเล่มอย่างเย่โหยว ฝูผิง
หนึ่งนั้นของฟ้าดิน
ผู้ที่ขึ้นสวรรค์ไปแล้วคือ โจวมี่
ผู้ที่อยู่บนพื้นดินคือ เฉินผิงอัน
ต่างคนต่างได้ครอบครองคนละครึ่ง
บทกวีโบราณกล่าวไว้ว่า
สามสิบปีผ่านไปอย่างเร่งรีบ ทั้งตำราและกระบี่ล้วนเล่าเรียนไม่ประสบความสำเร็จ
เหอะ ไม่ควรได้เห็นตัวอักษรดีๆ เช่นนี้จากหน้าหนังสือเลยจริงๆ แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังไม่ได้แต่งภรรยาเข้าบ้านเลยด้วย
แม่นางที่ดีขนาดนั้น จะตัดใจไม่รักไม่ถนอมนางได้อย่างไร ไฉนถึงต้องแยกจากกันอีกแล้วเล่า
เฉินผิงอันกวาดตามองไปที่ภูเขาลั่วพั่วอย่างว่องไว ส่ายหน้าให้นางเบาๆ
ใช้นกในกรงปกคลุมเรือนกายของตัวเอง จันทร์ปากบ่อกลายเป็นกระบี่บินจำนวนนับไม่ถ้วนที่ปูทางขึ้นฟ้า เป่ยโต้วเปิดทาง ชิงผิงเชื่อมโยงโลกมนุษย์กับนอกฟ้า
เส้นยาวเส้นหนึ่งแหวกผ่าฟากฟ้า
เฉินผิงอันเดินขึ้นสวรรค์ไปทั้งอย่างนี้ เขาหลับตาลง เอ่ยประโยคหนึ่งในใจว่าคือหน้าที่ที่พึงกระทำ หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใคร
สุดท้ายท่องภาษาธรรมหนึ่งประโยคว่า ใจข้าไม่ลังเล
พลันลืมตาขึ้น เฉินผิงอันแสยะยิ้มเหี้ยม “โจวมี่ จงตายซะเถอะ!”
สรวงสวรรค์ใหม่ โจวมี่ยืนอยู่บนสะพานโค้งสีทองแห่งนั้น สัมผัสได้ถึงความกระเหี้ยนกระหือรือของโลกมนุษย์ทั้งใบ ทันใดนั้นสิ่งที่โจวมี่เห็นอยู่ในสายตาก็ราวกับว่าเป็นภาพของเมื่อหมื่นปีก่อนกับหมื่นปีให้หลังที่ทับซ้อนเข้าด้วยกันในวินาทีหนึ่ง
กระทั่งบัดนี้ในที่สุดโจวมี่ก็สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่ไม่เคยมีมานาน ใบหน้าของโจวมี่บิดเบี้ยว เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ด่ากราดไปประโยคหนึ่งว่าเฉินผิงอันเจ้าสกุลชั้นต่ำ…
โจวมี่ที่ได้ครอบครองความเป็นเทพอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้และร่างกายของฟ้าดินที่ไม่เสื่อมสลาย เริ่มหล่นร่วงลงไปยังโลกมนุษย์อย่างที่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ พุ่งไปหาใต้หล้าไพศาล ไปหาแจกันสมบัติทวีปแห่งนั้น
เป็นทั้ง “ครึ่งของหนึ่ง” ที่วิถีแห่งเทพชักดึงกันเอง แล้วก็เป็นทั้งวิถีแห่งฟ้าที่พังถล่มหมายจะให้ย่อยยับพินาศกันไปทั้งสองฝ่าย…
โลกมนุษย์ทั้งแห่ง ใต้หล้าห้าแห่ง สรรพชีวิตทั้งหลายต่างก็ได้เห็นภาพอันงดงามตระการตาที่น่าอกสั่นขวัญผวานี้
ราวกับว่าสีเส้นสีทองที่สว่างจ้าพร่าตาอย่างถึงที่สุดได้พุ่งจากโลกมนุษย์ขึ้นไปยังท้องฟ้า แล้วก็มีแสงสีทองที่บริสุทธิ์เส้นหนึ่งจากสรวงสวรรค์พุ่งลงมาสัมผัสกับพื้นดิน
ฟ้าและดินเชื่อมโยงถึงกัน!