กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1218.1 โลกมนุษย์แห่งนี้
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง
ทุกคนซึ่งรวมถึงหลี่เซิ่งพากันหันไปมองซิ่วไฉเฒ่า
“ไม่ขวาง!”
ซิ่วไฉเฒ่าเอ่ยอย่างหนักแน่น ก่อนจะทอดน้ำเสียงให้อ่อนลง “ต่อให้ขวางก็ขวางไม่อยู่”
ตอนที่ซิ่วไฉเฒ่าเอ่ยประโยคหลังนี้ เขาหันไปมองหลี่เซิ่ง
หลี่เซิ่งพยักหน้า
โจวมี่ก็แค่ถูกลากร่างทองลงมายังโลกมนุษย์เท่านั้น
อันที่จริงรากฐานวิถีแห่งเทพยังคงมีความเชื่อมโยงอันแนบแน่นอยู่กับสรวงสวรรค์ใหม่
เฉินผิงอันเองก็เช่นเดียวกัน แม้ว่ากายธรรมจะลอยขึ้นฟ้าเป็นเส้นยาวผ่านภากาศ
ทว่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรมกลับยังคงเป็นโลกมนุษย์
ไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าเฉินผิงอันในเวลานี้แกร่งกร้าวมากแค่ไหน
แค่มองโจวมี่ที่ถูกเขากระชากออกมาก็พอจะรู้ได้แล้ว
การสลายมรรคาของบรรพจารย์สามลัทธิ บวกกับจือสือที่เดินขึ้นฟ้าไป
แต่กระนั้นก็ยังได้แค่กักตัวโจวมี่ไว้เท่านั้น ไม่อาจสยบการอาฆาตสังหารอีกฝ่ายได้อย่างสิ้นซาก
หากจะพูดถึงพลังตบะ พลังพิฆาตที่แท้จริง เฉินผิงอันย่อมด้อยกว่าโจวมี่มากนัก
ทว่า “ฟ้าดินเชื่อมโยง” ในครั้งนี้ ร้ายกาจก็ตรงที่ “ศัตรูมาพบเจอกันบนทางแคบ” ซึ่งต้องปะทะกันอย่างซึ่งๆ หน้า
ยกตัวอย่างที่อาจจะไม่ค่อยเหมาะสมนักก็เหมือนแม่ทัพในสนามรบที่สืบทอดยศศักดิ์จากทางตระกูลมารุ่นสู่รุ่น
มีพละกำลังมีฝีมือ อีกทั้งคุณูปการด้านการสู้รบยังโดดเด่น
เพียงแต่ว่าเขาถูกวางแผนเล่นงาน มีวันหนึ่งไม่ได้พาผู้ติดตามไปด้วยแม้แต่คนเดียว
เดินเข้าไปในตรอกเล็กแคบ สถานะเมล็ดพันธุ์แม่ทัพของเขาก็กลายเป็นมายาเลื่อนลอย
ทหารใต้บังคับบัญชาล้วนเป็นมายาเลื่อนลอย
สุดท้ายถูกเด็กหนุ่มนิสัยดื้อดึงถือดาบมาดักขวางอยู่ในตรอก มีแค่คนสองคนที่ตัดสินเป็นตายกัน!
อาจารย์ต่งเจ้าลัทธิศาลบุ๋นถาม “หลี่เซิ่ง ความตั้งใจแรกของเฉินผิงอันคืออะไร?”
หลี่เซิ่งกล่าว
“ทำให้ฟ้าดินเชื่อมโยงถึงกัน บังคับกระชากเอาความเป็นเทพของโจวมี่ออกมาจากสรวงสวรรค์
อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ร่างทองของเขาห่างไกลจากสรวงสวรรค์ ยิ่งไกลมากเท่าไรก็ยิ่งดี
ครึ่งของหนึ่งของแต่ละคนพุ่งชนกันจนแหลกลาญ
ความเป็นเทพของสองฝ่ายกระจัดกระจายออกไปนับไม่ถ้วน กลับคืนสู่สรรพชีวิตในโลกมนุษย์ทั้งหมด
ดูจากตอนนี้เฉินผิงอันจะต้องกายดับมรรคาสลายอย่างแน่นอน
ส่วนความเป็นเทพของโจวมี่จะถูกกระแทกแหลกละเอียดทั้งหมดหรือไม่ บอกได้ยาก
บางทีอาจจะเหลือไว้สองถึงสามส่วน บรรพจารย์สามลัทธิกับจือสือต่างก็ต้องลงมือแน่นอน”
อาจารย์ต่งถาม “เฉินผิงอันมีการเข้าสู่กระแสแห่งธรรมบ้างหรือไม่?”
(เข้าสู่กระแสแห่งอริยมรรค หรือทวนกระแสวัฏสงสาร เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มออกจากการเวียนว่ายตายเกิด)
วิชาความรู้ในโลกมนุษย์ สิ่งที่ยากที่สุดคือการเข้าสู่กระแสธรรม
ซิ่วไฉเฒ่ายื่นมือไปคว้ากระดาษเขียนด้วยลายมือสองปีกนั้นมาโดยตรง พลันคลี่กางออก
ปล่อยให้พวกมันลอยอยู่กลางอากาศ ล้อมกันเป็นวงกลม
คือภาพแผนที่ของสามทวีปอย่างแจกันสมบัติทวีป อุตรกุรุทวีปและใบถงทวีป
และยังมีภาพของลำน้ำใหญ่สามสายล้วนไปถึงภาพแผนที่เก้าทวีปของไพศาล
หย่าเซิ่งข้ามทวีปใช้ร่างจริงมาเยือนศาลบุ๋นแผ่นดินกลางโดยตรง
ขณะเดียวกันเขาก็บอกให้จิงเซิงชีผิงรีบมาเปิดการประชุมที่นี่อย่างเร่งด่วนด้วย
หย่าเซิ่งพลิกเปิดสำเนาต้นฉบับทั้งหลายที่สอดแทรกอยู่ในภาพแผนที่
คือการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบที่ยาวไกลครั้งหนึ่งจริงๆ
เกี่ยวพันเป็นวงกว้าง เกี่ยวพันกับเรื่องมากมาย เกินกว่าที่จะจินตนาการได้ถึง
ซิ่วไฉเฒ่ายื่นนิ้วที่สั่นระริกวาดลงไปบนภาพแผนที่ของสามทวีป เอ่ยว่า “มี พวกเจ้ามาดูภาพนี้”
อาจารย์หันรองเจ้าลัทธิศาลบุ๋นสะบัดข้อมือ คัดลอกตัวอักษรจากต้นฉบับนั้นมาแล้วกวาดตาอ่านอย่างว่องไวอยู่หลายรอบ
แล้วก็โพล่งหลุดประโยคหนึ่งออกมาว่า “ไอ้ฉิบหายอินจี้”
แต่กลับไม่คิดจะเปลืองเวลาสักเสี้ยว
อาจารย์ผู้เฒ่าที่มีคุณความชอบด้านการสร้างระบบลัทธิขงจื๊อขึ้นมาใหม่ผู้นี้ข่มกลั้นความวู่วามที่จะด่ากราดออกไป
เปลี่ยนมาพูดด้วยน้ำเสียงที่ว่องไวแทนว่า
“อินจี้ไม่มีสมองเช่นนี้ สรุปแล้วป๋ายอวี้จึงมีความเกี่ยวข้องลึกซึ้งแค่ไหน
หลี่เซิ่ง เจ้าแม่งเลิกพูดคำว่า “บอกได้ยาก” สักทีเถอะ…
ซิ่วไฉเฒ่า ต้นฉบับลายมือของเฉินผิงอันร้อยเรียงต่อเนื่องกัน
เห็นได้ชัดเจนว่ามีการเกี่ยวพันถึงห้าธาตุที่ขัดแย้งกันเอง นี่เป็นกุญแจสำคัญอย่างมาก
ไม่อาจมีข้อผิดพลาดได้แม้แต่น้อย เฉินผิงอันในเวลานี้ไม่อาจติดต่อได้แล้ว…
ต้องการให้พวกเราจับตัวโจวจื่อและลู่เสินมาถามพร้อมกันไหม?
หลี่เซิ่ง แม่งคงจะพูดว่า “ทำได้ยาก” อีกใช่ไหม?”
หลี่เซิ่งถลึงตาใส่ “ทำได้!”
หย่าเซิ่งขยับคอเสื้อ เอ่ยเสียงเบาว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้ไวหน่อย!”
เหวินเซิ่งตบแขนของหย่าเซิ่ง ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ต้องรีบร้อน ทุกคนไม่ต้องรีบร้อน”
เจิ้งจวีจงเคยบอกกับเฉินผิงอันเองว่า
พวกเราอย่าได้ประเมินวิชาอภินิหารอันลึกล้ายิ่งใหญ่ของบรรพจารย์สามลัทธิสูงเกินไป
แม้จะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้มรรคาก็ยังไม่ใช่มรรคาอย่างแท้จริง
ยังคงมีบางอย่างที่ทำไม่ได้ ผู้ที่ก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์นั้นไร้อิสระที่สุดแล้ว
พูดถึงแค่ความสัมพันธ์ระหว่างร่องรอยของเรือราตรีลำหนึ่งกับศาลบุ๋นแผ่นดินกลางใต้หล้าไพศาลก็เคยมีการเปรียบเทียบอยู่สองอย่าง
หนึ่งคือเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่ตียุงอยู่ในบ้าน
กับอีกอย่างคือเหมือนคนที่จับปลาตัวหนึ่งอยู่ในสระบ้านตัวเอง
เจิ้งจวีจงสร้างค่ายกลใหญ่ท้องในท้อง ใจในใจขึ้นมาในซากปรักของนครจินชุ่ย
สุดท้ายร่วมมือกับเฉินผิงอันและอู๋ซวงเจี้ยงใช้ค่ายกลนี้สังหารเจียงเซ่อโดยที่เปลี่ยวร้างไม่รู้เรื่องเลยสักนิด
กระทั่งโจวมี่รับกระบี่หนึ่งจากเฉินผิงอัน เบาะแสส่วนหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ในทวีปทั้งหลายของใต้หล้าไพศาลถึงได้ถูกเปิดโปงออกมา
ถูกศาลบุ๋นไล่ตามเบาะแสไปทำความสะอาดเก็บกวาดจนเกลี้ยง
เฉินผิงอันที่อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวเนินฝูเหยา
อันที่จริงพอมีโอกาสก็จะต้องแบ่งสมาธิไปจับตามองไกลๆ
ไปยังการเรียนวรยุทธและการฝึกบำเพ็ญตนของพวกเด็กหนุ่มเด็กสาวสองกลุ่มที่อยู่ในยอดเขาฮวาอิ่งและยอดเขาอิงอู่อยู่เสมอ
ภายหลังเข้าไปอยู่ในจวนราชครูก็ยิ่งหลอมจวนราชครูทั้งแห่ง
แต่เพราะว่าไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงมากพอมาจับจ้องทุกรายละเอียดจริงๆ
ก็เหมือนอย่างที่เจิ้งจวีจงพูด อยู่ในฐานะสูง เรื่องราวก็จะยิ่งเปลี่ยนมามีหนักมีเบา มีรีบมีไม่รีบแล้ว
ก่อนหน้านี้ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางไม่ได้เหมือนป๋ายอวี้จิงที่มีเต้ากวานคอยนั่งบัญชาการค่ายกลใหญ่โดยเฉพาะ
คอยจับตามองผู้ฝึกตนใหญ่ทุกคนในใต้หล้ามืดสลัวแล้วบันทึกเส้นทางการออกจากภูเขาไปท่องเที่ยวของภูเขาอย่างละเอียด
และยังรวมไปถึงการคอยอนุมานทำนายประเภทต่างๆ ด้วย
ทว่าหลังจากการประชุมคราวก่อนในศาลบุ๋นแผ่นดินกลางผ่านไปก็เห็นได้ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
การควบคุมและการจับตามองที่มีต่อผู้ฝึกตนใหญ่ได้พุ่งไปถึงขีดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
บุรุษวัยกลางคนสีหน้านิ่งขรึมกับคนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสวมกวานสูงรัดเข็มขัด
ถูกหลี่เซิ่ง “เชิญตัว” จากยอดเขาเทียนตูภูเขาลั่วพั่วมายังที่แห่งนี้โดยตรง
ไม่เพียงแต่ร่างจริงของหย่าเซิ่ง แม้กระทั่งหลี่เซิ่งก็ยังอยู่ด้วย
ลู่เสินรีบคารวะตามขนบลัทธิเต๋าทันใด
ในภาพแผนที่ภาพหนึ่งที่หมุนช้าๆ อยู่กลางอากาศ
ภาพแผนที่ของสามทวีปจากใต้ไปเหนือ แบ่งออกเป็นลำน้ำใหม่เอี่ยมสายหนึ่งของใบถงทวีป
ที่มีสำนักกระบี่ชิงผิงและเฉินผิงอันเป็นคนนำขบวน กำลังทำการขุดเจาะ
และยังมีลำน้ำฉีตู้แจกันสมบัติทวีปที่ซิ่วหู่ชุยฉานใช้กำลังของหนึ่งแคว้นสร้างขึ้นมา
รวมไปถึงลำน้ำจี้ตู้ของที่อุตรกุรุทวีป
สามทวีปทางทิศตะวันออกของใต้หล้าไพศาล
ลำน้ำใหญ่ใหม่เก่าสามสายล้วนทอดยาวผ่ากลางทวีปจากตะวันออกไปตะวันตกทั้งสิ้น
ทว่าโจวจื่อกลับเงยหน้ามองภาพแผนที่สองสามภาพ ก่อนจะหยิบเอาต้นฉบับลายมือหลายแผ่นที่เนื้อหาที่เขียนค่อนข้างคลุมเครือ
จงใจใช้คำอื่นมาเรียกแทนความหมายตรงๆ ก้มหน้าลงอ่านแล้วก็นับนิ้วคำนวณเงียบๆ ครู่หนึ่ง
โจวจื่อแอบพยักหน้าอยู่กับตัวเอง เงยหน้าขึ้นแล้วโบกมือ
อันดับแรกก็เอาแผนที่สามทวีปทางทิศตะวันออกของไพศาลมาซ้อนกันเรียงจากสูงมาต่ำ
แล้วจึงยื่นนิ้วออกไปวาดเส้นจากบนลงล่างเส้นหนึ่งระหว่างภาพแผนที่สองแผ่นของแจกันสมบัติทวีปกับใบถงทวีป วาดเส้นสีแดงเส้นหนึ่งไว้บนแผนที่ เอ่ยว่า
“ตามหลังลำน้ำร้อยบุปผาที่ยังไม่ได้ผสานมังกร เฉินผิงอันยังคิดจะสร้างสะพานใหญ่ข้ามมหาสมุทรเชื่อมโยงสองทวีปให้สำเร็จในรวดเดียว”
โจวจื่อใช้นิ้ววาดอีกครั้ง ก็มีเส้นยาวอีกเส้นหนึ่งเพิ่มมาระหว่างอุตรกุรุทวีปและแจกันสมบัติทวีป
นั่นคือสะพานใหญ่ข้ามมหาสมุทรที่เคยเชื่อมโยงสองทวีปเข้าหากัน
นอกจากการย้ายภูเขาเคลื่อนมหาสมุทรของผู้ฝึกตนสองทวีปแล้ว
หร่วนซิ่ว หลี่หลิ่ว ตั้นตั้นฮูหยินแห่งหลุมน้ำลู่ต่างก็เคยออกแรงกันมาก่อน
เพียงแต่ว่าเมื่อสงครามใหญ่ปิดฉากลง ‘สะพานใหญ่” ที่อยู่ใต้การกำกับดูแลตรวจตราของซิ่วหู่ชุยฉานก็ได้จมกลับเข้าไปในทะเลอีกครั้ง
อีกทั้งยังฟันให้เส้นลมปราณมังกรที่อยู่ใต้น้ำขาดออกเป็นสองท่อน
เพราะถึงอย่างไรหากสองทวีปอาศัยเส้นลมปราณมังกรเส้นนี้เชื่อมโยงถึงกัน ยังจะมีอะไรให้พูดถึงอุตรกุรุทวีปและแจกันสมบัติทวีปอีก
พวกเขาต้องเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วจริงๆ นี่เกี่ยวพันไปถึงการไหลรินของโชคชะตาในเก้าทวีปของไพศาล ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
อาจารย์ต่งผู้เป็นเจ้าลัทธิพยักหน้าเอ่ย
“พื้นดินของใบถงทวีปจมดิ่ง อาศัยการขุดเจาะลำน้ำใหญ่เส้นหนึ่งมาพักฟื้นได้แค่ไม่กี่ปีก็ยังอ่อนแอเกินไปอยู่ดี
เป็นเหตุให้สะพานยาวข้ามมหาสมุทรที่ตั้งอยู่ระหว่างนครมังกรเฒ่าและภูเขาชิงจิ้งก็คือสะพานพาดผ่านตามความหมายหน้าตัวอักษรอย่างแท้จริงแล้ว
สร้างมังกรที่อ่อนแอพลังปราณพร่องตัวหนึ่งขึ้นมาหลีกเลี่ยงไม่ให้หัวหนักเท้าเบา เดินโซเซไม่มั่นคง
นี่ย่อมต้องเป็นเพราะแจกันสมบัติทวีปยอมผ่อนปรนให้กับใบถงทวีป”
“สันหลังของเส้นลมปราณมังกรที่อยู่ระหว่างอุตรกุรุทวีปกับบุรพแจกันสมบัติทวีปเส้นนี้กลับเป็นมังกรแข็งแกร่งที่ข้ามทะเลลงน้ำแล้วค่อยขึ้นเขา
สองทวีปมีพลังปราณโชติช่วง ก็หนีไม่พ้นเช่นนี้เอง”
สายตาของโจวจื่อเหลือบมองขึ้นไปด้านบนเล็กน้อย ยื่นมือใช้ “พู่กันสีแดง” วาดแนวเทือกเขาจงเถียวของอุตรกุรุทวีปที่ทอดยาวจากใต้ไปเหนือ
อาจารย์ต่งขมวดคิ้วน้อยๆ แต่เพียงไม่นานก็เอ่ยอย่างกระจ่างแจ้งว่า
“มิน่าเล่าราชสำนักต้าหยวนถึงได้ให้รัชทายาทหลูจวินกับราชครูหยางโฮ่วแจ๋วไปที่เมืองหลวงต้าหลี
เพราะสองฝ่ายเจรจากันสำเร็จอย่างลับๆ มานานแล้ว?”
โจวจื่อกล่าว “การจัดวางในสามทวีป เฉินผิงอันได้เตรียมการไว้สองแนวทาง”
เจ้าลัทธิรองสองท่านของศาลบุ๋นหันมามองสบตากัน
เจ้าตัวดี มิน่าเล่าอิ่นกวานหนุ่มผู้นี้ถึงไม่เคยมาระบายทุกข์กับศาลบุ๋น
ดูท่าว่าคงคิดจะจัดวางผังสามทวีปด้วยวิธีการสะเทือนฟ้าสะเทือนดินโดยตรงเลยสินะ!
อารมณ์ของเหมาเสี่ยวตงรองผู้อำนวยการสถานศึกษาหลี่จี้ซับซ้อนถึงขีดสูงสุด
ทั้งรู้สึกตื่นเต้น ภาคภูมิใจ แต่ก็ทั้งเจ็บแค้นเศร้าโศกไปพร้อมกัน
ศิษย์น้องเล็กไฉนต้องละทิ้งทุกอย่างไปกลางคัน ปล่อยให้เรื่องทั้งหมดกลายเป็นเพียงความคิดที่เลื่อนลอย?!
ก่อนหน้านี้บนภูเขาก็มีคำซุบซิบนินทาบางอย่างบอกว่าอิ่นกวานหนุ่มอย่างเขา
มีทั้งภูเขาเบื้องบนและสำนักเบื้องล่าง ทั้งต้องการเป็นเจ้าแห่งทวีปของแจกันสมบัติทวีป
แล้วยังอยากจะยื่นมือเข้าแทรกแซงใบถงทวีป เป็นเจ้าแห่งทวีปควบสองทวีป
พูดผิดไปแล้ว? เปล่าเลย เฉินผิงอันมี ใจทะเยอทะยาน เช่นนี้จริงๆ
พูดถูกแล้ว? ก็ไม่แน่เสมอไป เพียงแค่เพราะยังคงดูแคลนราชครูคนใหม่ของต้าหลี ศิษย์น้องเล็กของซิ่วหู่ชุยฉานเกินไป!
การเตรียมการด้านหนึ่งคือใช้ลำน้ำใหญ่ของใบถงทวีปบวกกับลำน้ำฉีตู้ของแจกันสมบัติทวีป
ลำน้ำจี้ตู๋ของอุตรกุรุทวีป บวกกับเส้นลมปราณมังกรที่เชื่อมโยงระหว่างแจกันสมบัติทวีปและอุตรกุรุทวีป
รวมไปถึงภูเขาจงเถียว
ในเมื่อมีสองเส้นนอนหนึ่งเส้นตั้ง ก็กลายเป็นอักษรคำว่า “ถู่ (土)
ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการแบบไหน
เฉินผิงอันก็มีแผนทางเลือกสำรองสำหรับใช้ทดแทนในกรณีที่แนวทางหลักไม่อาจดำเนินต่อไปได้อยู่เสมอ
สร้างอักษรคำว่า “ถู่” (ดิน) ขึ้นมาในโลกมนุษย์
ลู่เสินพยักหน้า
“ธาตุดินเป็นราชันแห่งสี่ฤดู ร้อยรัดเชื่อมต้นและปลาย
เขียว แดง ขาว ดำ ต่างครองทิศของตน ล้วนรับอำนาจจากตำหนักกลางด้วยคุณแห่งอู้และอี่
มนุษย์มีรูปกายจำลองฟ้าดิน โดยมีดินสถิตกึ่งกลางคอยกำกับสี่ทิศทั้งปวง”
สามลัทธิหนึ่งสำนัก ขงจื๊อ พุทธ เต๋า การทหาร
ไม่มีทางหลอมตัวอักษรแห่งชะตาชีวิตออกมาได้อย่างแน่นอน
นี่ก็หมายความว่าต่อให้เฉินผิงอันจะฝึกวิชาหลอมลมปราณของลัทธิขงจื๊อมามากแค่ไหน ก็มีขีดจำกัดสูงสุดอยู่ดี
เพราะสาเหตุจากชาติกำเนิดและประสบการณ์ นับแต่เด็กมาเฉินผิงอันก็ใกล้ชิดกับ “พระโพธิสัตว์” และพระธรรมคำสอน
ทว่าบนเส้นทางของการเดินทางไกล ส่วนใหญ่แล้วเขาจะใช้สิ่งนี้มาปรับจิตใจ
การราบจิตที่เป็นดั่งวานรไม่หยุดนิ่ง สยบความคิดที่เป็นดั่งม้าพยศมากกว่า
สำนักการทหารได้ถูกอู๋ซวงเจี้ยงและเจิ้งจวีจงช่วงชิงบัลลังก์ไปสำเร็จ ตำแหน่งจึงสูงไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
ถ้าอย่างนั้นเส้นทางต่อจากนี้ที่สามารถยกระดับการฝึกตนให้สูงขึ้นได้จะยังเหลืออะไรอยู่อีก?
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าก่อนหน้านี้จือสือได้เอ่ยว่าในที่สุดเจ้าก็เป็นฝ่ายขยับเข้าใกล้ลัทธิเต๋าด้วยตัวเอง
ลัทธิเต๋าบางสายชอบเปรียบเทียบร่างกายเป็นบ้านเมือง
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อร้อยขุนนางมีระเบียบก็เปรียบดุจอวัยวะภายในที่ลมปราณประสานได้คล่อง
แล้วอาศัยหลักเกณฑ์แห่งการปกครองบ้านเมืองมาเป็นแบบอย่างในการบำเพ็ญขัดเกลากายใจ
ร่างกายและบ้านเมืองมีโครงสร้างแบบเดียวกัน
การพิสูจน์มรรคาบินทะยาน รับหน้าที่เป็นราชครูต้าหลีก็จะยิ่งจัดการกับสามทวีปได้อย่างสบายมือมากขึ้น
เป็นการยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัว
โจวจื่อเอ่ย
“การเตรียมการอย่างที่สองของเขาก็คือสร้างอักษร “หวัง” (王 ราชา)
ก่อนหน้านี้อยู่ในพื้นที่มงคลรากบัว เฉินผิงอันได้ทำการสร้างเค้าโครงแห่งมหามรรคาด้วยการ “จัดวางโลกมนุษย์” ไปแล้วรอบหนึ่ง
ทั้งสามารถปกครองดูแลพื้นที่มงคล หาตัวหารร่วมที่ใหญ่ที่สุดให้กับคำว่า “อิสระ”
แล้วก็เป็นการ “การซ้อมรบฝึกทหารล่วงหน้า” เพื่อเตรียมพร้อมก่อนพายุฝนจะมา นี่ก็ถูกต้องแล้ว
แต่เฉินผิงอันยังมีการเตรียมการอย่างที่สาม”
ลู่เสินตะลึงลาน เหล่าเจ้าลัทธิของสายบุ๋นก็ตกตะลึงกันอย่างหนัก
ซิ่วหู่ชุยฉานให้การช่วยเหลือราชวงศ์ต้าหลี ช่วยกอบกู้ฟ้าที่กำลังจะถล่มลงมาให้กับใต้หล้าไพศาล
ถ้าอย่างนั้นราชครูต้าหลีคนใหม่อย่างเขาก็คิดอยากจะทุ่มกำลังให้การสนับสนุนฮ่องเต้ต้าหลี
ไม่ใช่ตอนนี้ ก็เป็นในอนาคต ให้กลายเป็นเจ้าแห่งวิถีมนุษย์ของใต้หล้าไพศาล!
ผู้ฝึกตนบนภูเขาเห็นเรื่องนี้กับตาตัวเองก็ดี มนุษย์ธรรมดาผ่านโลกดุจพลิกตำราก็ช่าง
ประวัติศาสตร์และเรื่องราวทางโลกที่แท้จริง จะต้องมีอยู่ช่วงหนึ่ง หายไปช่วงหนึ่ง แล้วก็กลับมามีอีกช่วงหนึ่ง
ทำเรื่องหลายอย่างแต่กลับทำไม่ได้ดีเลยสักเรื่อง แต่สามารถทำเรื่องนี้ให้ดีได้
กับทำเรื่องหนึ่งให้ดีได้ก็เท่ากับว่าทำเรื่องมากมายให้ดีได้ นี่ก็น่าจะเป็นความต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างมนุษย์กับมนุษย์กระมัง
โจวจื่อพูดเสนอแนะว่า “จิงเซิงชีผิง ใช้ร่างกายแสดงเป็นมรรคา ลองดูผลสำเร็จของการเตรียมการสองอย่างนี้ก่อน”
จิงเซิงชีผิงมองหลี่เซิ่ง หลี่เซิ่งพยักหน้า “ทำได้”
ภูเขาสายน้ำบนพื้นแผ่นดินของสามทวีปเหมือนมีชีวิต
เฉินผิงอันยังคงเลือกบินทะยานไปคุมเชิงกับโจวมี่ ทว่าด้านหลังได้ลากเอา “ความเป็นคน” ไปด้วยนับไม่ถ้วน
ใช้ป้องกันไม่ให้โจวมี่ที่มีความเป็นเทพสองสามส่วนชนะได้….
ครู่หนึ่งต่อมา จิงเซิงชีผิงเอ่ย “มีความมั่นใจอยู่หกส่วน”
โจวจื่อเสียดายอยู่บ้าง ส่ายหน้าเอ่ยว่า
“อย่าว่าความมั่นใจหกส่วนเลย ต่อให้เก้าส่วนก็มีความหมายไม่มาก
ยิ่งเกี่ยวพันเป็นวงกว้างเท่าไร ตัวแปรก็ยิ่งมีมาก ไม่ว่าใครก็เดิมพันไม่ไหว”