กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1218.2 โลกมนุษย์แห่งนี้
โจวจื่อค่อนข้างจะเหนื่อยล้า เอ่ยว่า
“การเตรียมการอย่างที่สามก็คือโน้มน้าวศาลบุ๋นของพวกเจ้าให้พึ่งพาลัทธิเต๋าเหมือนกับเขา
แน่นอนว่ายังคงใช้กลิ่นอายแห่งความเที่ยงธรรมไพศาลเป็นรากฐาน ใช้แปดทวีปเป็นแปดกว้า
ใช้มหามรรคาของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางจำแลงเป็นไท่จี๋
ไท่จี๋ให้กำเนิดสองภาวะ สองภาวะแตกแยกเป็นสี่ลักษณ์แห่งการแปรเปลี่ยน
การเตรียมการอย่างที่สี่ก็คือสร้าง “มหาปัญจธาตุ (ห้าธาตุใหญ่) ขึ้นมา
ควบรวมทั้งใต้หล้าไพศาล ใต้หล้ามืดสลัว ดินแดนพุทธะสุขาวดี ใต้หล้าห้าสีและใต้หล้าเปลี่ยวร้างไว้ด้วยกัน
การเตรียมการนี้มีโอกาสทำสำเร็จได้มากที่สุด แต่ระดับความยากเป็นอย่างไร ทุกท่านก็น่าจะรู้กันดีอยู่แก่ใจ”
ลู่เสินพึมพำ
“ถูกลิขิตมาแล้วว่าต้องมีจุดจบเป็นกายดับมรรคาสลาย
ยิ่งระหว่างนี้ทำไปมากเท่าไรก็มีแต่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกด่ามากเท่านั้น
หากล้มเหลวก็จะยิ่งกลายเป็นคนผิดที่มีโทษมหันต์ไปอีกยาวนาน สรุปแล้วต้องการอะไรกันแน่นะ”
จิงเซิงชีผิงกล่าว
“วิญญูชนกล่าวไว้ว่า การศึกษาใฝ่รู้มิอาจหยุดยั้ง
ข้าฝึกหล่อเลี้ยงพลังแห่งความเที่ยงธรรมไพศาล สิ่งใดในใต้หล้ามิอาจสั่นคลอน
ข้าดำรงอยู่ด้วยสิ่งนี้ และก็ยอมตายด้วยสิ่งนี้”
เงียบงันกันไปพักหนึ่ง
จู่ๆ เหมาเสี่ยวตงที่ตาแดงก่ำก็เต้นผาง ชี้หน้ารองผู้อำนวยการสถานศึกษาท่านหนึ่ง
“มารดาเจ้าเถอะ ใครกันที่บอกว่าหนิงเหยาเป็นผู้ครองใต้หล้าแห่งหนึ่ง มาเตร็ดเตร่อยู่ในไพศาลนานเกินไป คือเรื่องไม่สมควร?”
ซิ่วไฉเฒ่าเอ่ยอย่างเดือดดาล “หุบปาก อย่าทะเลาะกัน!”
เหมาเสี่ยวตงหุบปากทันใด รองผู้อำนวยการสถานศึกษาท่านนั้นประสานมือโค้งตัวคารวะเขา
เหมาเสี่ยวตงถอนหายใจ ยื่นมือไปประคองเขาให้ยืดตัวขึ้นมา
“อันที่จริงจะโทษเจ้าไม่ได้ เป็นข้าที่เสียกิริยาไปเอง”
หลี่เซิ่งพลันเอ่ยว่า
“ดินแดนพุทธะสุขาวดีตอบตกลงแล้ว
อวี่โต้วแห่งป๋ายอวี้จิงและเหยาชิงแห่งสำนักการทหารต่างก็บอกว่าไม่เป็นปัญหา
หนิงเหยาบอกว่านางจะกลับไปยังใต้หล้าห้าสีทันที แต่ป๋ายเจ๋อกลับไม่ยอมตอบตกลง”
หย่าเซิ่งกล่าว “ข้าจะลองไปคุยกับป๋ายเจ๋อดู”
ซิ่วไฉเฒ่าโบกมือ
“ไม่ต้องไป นี่ไม่ใช่เรื่องที่สองใต้หล้าพักรบกันแค่ไม่กี่ปีแล้วจะสามารถเจรจากันได้สำเร็จ
ป๋ายเจ๋อไม่มีทางตอบตกลงแน่นอน สิ่งที่เข้าใกล้ความเป็นเทพมากที่สุดคือความเป็นมนุษย์หรือ?
ไม่ถูก แท้จริงแล้วคือความเป็นสัตว์ คือความ ‘ชั่วร้าย” อันบริสุทธิ์ที่ปีนั้นเจ้าและข้าต่างก็พูดได้ไม่ถึงแก่น
ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่กล้าพูดลงลึก
ถึงอย่างไรป๋ายเจ๋อก็คือป๋ายเจ๋อที่หวนกลับไปยังเปลี่ยวร้าง เป็นฝ่ายเลือกที่จะแบกรับการดำรงอยู่หรือการล่มสลายของใต้หล้าแห่งหนึ่งไว้ด้วยตัวเองแล้ว”
ลู่เสินกล่าว
“หลี่เซิ่ง ข้ายินดีฝืนผสานมรรคา ร่วมมือกับอาจารย์ชีผิงให้การช่วยเหลือเฉินผิงอันอีกแรง
ช่วงชิงโอกาสที่มากกว่าเดิมมาให้บรรพจารย์สามลัทธิและผู้อาวุโสจือสือ
เรื่องนี้ กลับกลายเป็นว่าข้ากับอาจารย์ชีผิงคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด”
จิงเซิงชีผิงยิ้มเอ่ย “ชีผิงขอบคุณการยอมรับของสหายลู่”
โจวจื่อกล่าว
“ฟ้าและดินเชื่อมโยงกันครั้งนี้ คือสนามรบที่มีแค่ “ครึ่งของหนึ่ง สองคนเท่านั้น
ในเมื่อตัวเฉินผิงอันเองไม่ได้เปิดค่ายกลใหญ่นี้
ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็อย่าว่าแต่ลู่เสินผสานมรรคาเลย
ต่อให้เจ้าเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าเทียมก็มีความหมายน้อยนิดมาก
ระวังว่าจะเป็นการแบกฟืนเข้าไปดับไฟ กลับกลายเป็นว่าปล่อยให้โจวมี่หาโอกาสเล่นงานเอาได้”
ลู่เสินเอ่ยอย่างเฉยเมย “หุบปาก”
หลี่เซิ่งกล่าว
“หลิวเสี่ยงบอกว่าให้พวกเรารอหน่อย เขาต้องยืนยันให้แน่ใจเสียก่อน
เขาบอกว่าดูเหมือนว่าเฉินผิงอันจะร่วมมือกับชุยฉาน แม้กระทั่งเขาก็ยังถูกหลอกเหมือนกัน”
โจวจื่อกล่าว
“สามารถรออีกหน่อยได้ ตอนนั้นฉีจิ้งชุนกับชุยฉานปล่อยให้หร่วนซิ่วกินความเป็นเทพของหลี่หลิ่วเข้าไป
ปล่อยให้นางอาศัยหอบินทะยานแห่งนั้นขึ้นฟ้าจากไปใต้เปลือกตาตัวเอง
หลายปีมานี้ข้าอนุมานซ้ำไปซ้ำมา แต่คิดเป็นร้อยตลบแล้วก็ยังไม่เข้าใจ
คิดดูแล้วพวกเขาก็น่าจะทิ้งทางหนีทีไล่เอาไว้แล้ว”
ในที่สุดฟ้าและดินก็เชื่อมโยงถึงกัน
แสงสีทองสองเส้น เส้นหนึ่งแหวกผ่าฟ้ากับอีกเส้นหนึ่งที่ร่วงลงมาบนดิน ในที่สุดก็กระแทกชนเข้าด้วยกัน
ระหว่างฟ้าและดินมีฝนเพลิงห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมา “หยดฝน” ละลายหายไปสิ้นอยู่กลางอากาศ
จือสือเงยหน้ามองไป ตาลายใจสั่นสะท้าน ได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ ชีวิตนี้ก็พึงพอใจแล้ว
นักพรตมีความรู้สึกปล่อยวางและสาแก่ใจราวกับว่า “ยามเช้าได้สดับธรรมแห่งมรรคายามเย็นจะสิ้นชีพก็หาเสียดายไม่
นอกหอสูงยังคงมีตราผนึกมหามรรคาที่สกัดกั้นฟ้าดินชั้นหนึ่งกั้นขวางอยู่ ราวกับจงใจขัดขวางไม่ให้ใครมาที่นี่
สีหน้าของโจวไห่จิ้งแปรเปลี่ยนไม่แน่นอน จู่ๆ ก็เหลือบมองไปยังหอกเหล็กที่อยู่บนพื้นตวาดกร้าวว่า “สร้างค่ายกล!”
นางยื่นมือไปกำหอกเหล็กซึ่งเป็นของตกทอดที่ทูตผู้ตรวจการซูเกาซานทิ้งไว้ในสนามรบมา
“ดี ข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องเสียเกียรติ! แล้วก็ไม่ได้มีแค่บุรุษอย่างพวกเจ้าเท่านั้นที่เป็นวีรบุรุษได้!”
โจวไห่จิ้งพึมพำกับตัวเอง
“วันนี้เหล่าเหนียงจะทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวัติศาสตร์
ให้โลกมนุษย์นับจากนี้พันปีหมื่นปีจดจำนามของผู้ฝึกยุทธ “โจวไห่จิ้ง” นี้ไว้ให้ดี!”
นางกวาดตามองไปรอบด้าน ยิ้มกว้างเอ่ยว่า
“บอกไว้ก่อนนะว่าการค้าที่ขาดทุนครั้งนี้ เหล่าเหนียงจะไม่ยอมขาดทุนเด็ดขาด!”
อุตรกุรุทวีป
ท่ามกลางม่านราตรี ประหนึ่งการเซ่นกระบี่ครั้งหนึ่ง
หลิวจิ่งหลงแห่งสำนักกระบี่ไท่ฮุยขี่กระบี่บินทะยานนำไปก่อนใคร
ผู้ฝึกกระบี่ป๋ายฉางที่เป็นขอบเขตบินทะยานก็พกกระบี่ทะยานขึ้นเบื้องบน
ต่อให้จะเคยมีการช่วงชิงบนมหามรรคากับเฉินผิงอันก็ตาม
แสงกระบี่หลายเส้นล้วนพากันพุ่งขึ้นสูง…
จากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม จากภูเขาสายน้ำ จากตำหนัก จากหมู่ชาวบ้าน จากบนมหาสมุทร
ผู้ฝึกกระบี่มากกว่าเดิมต่างก็ร่วมการ “เซ่นกระบี่” ครั้งนี้
แม้จะไม่เข้าใจว่า “เส้นสีทอง” สองเส้นพุ่งชนกันเกิดจากอะไร
แต่ทุกคนต่างก็รู้สึกเพียงว่าจิตแห่งมรรคาสั่นสะเทือน ถึงกับรู้สึกหายใจไม่ออกไปชั่วเสี้ยววินาที
มิอาจจินตนาการได้เลยว่าสองฝ่ายที่ประลองเวทคาถากันจะต้องมีขอบเขตสูงแค่ไหนถึงสร้างพลานุภาพรุนแรงได้ถึงขนาดนี้?
มีผู้ฝึกกระบี่หนุ่มคนหนึ่งรีบร้อนขี่กระบี่บินทะยาน
บังเอิญมาเจอกับคนคุ้นเคยของแคว้นเพื่อนบ้านที่ก็เพิ่งแหวกทะเลเมฆโผล่หัวมาเหมือนกัน
จึงหันหน้าไปถามไกลๆ ด้วยความประหลาดใจ “ไปทำอะไร?”
ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่รู้ว่าต้องไปทำอะไร เจ้าก็ตามมาด้วยหรือ? รีบไปเกิดใหม่หรือไร?”
ผู้ฝึกกระบี่หนุ่มพูดพึมพำกับตัวเอง
“ถามเจ้าอยู่นะ เจ้าขอบเขตสูงกว่าข้าอยู่หลายส่วน ก็น่าจะเคยได้ยินอะไรมาบ้างกระมัง?”
ผู้เฒ่าเองก็คร้านจะถือสาเรื่องที่เขาบอกว่าขอบเขตสูงกว่าแค่สองขั้นคือขอบเขตสูงกว่าหลายส่วน
แค่กลั้นหายใจทำสมาธิเอ่ยว่า
“แค่รู้สึกว่าแสงสีทองด้านบนพุ่งมาด้วยพลังอำนาจดุดัน ไม่เหมือนจะเป็นฝ่ายดีอะไร
แต่เส้นสีทองที่อยู่ข้างล่างกลับเป็นของเฉินอิ่นกวาน คนไหนดีคนไหนเลว ยังต้องให้ท่านปู่สอนเจ้าอีกหรือ?”
ผู้ฝึกกระบี่หนุ่มตอบรับ “อ้อ”
ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน
“อ้อกับท่านปู่ เจ้าสิ ด้วยขอบเขตน้อยนิดของเจ้า ยังไม่รีบไสหัวกลับไปอีก
ควรจะต้องทิ้งควันธูปบนวิถีกระบี่ไว้ให้กับอุตรกุรุทวีปสักหน่อย อย่าให้ถูกธวัลทวีปแย่งคำว่า “อุตร” ไปได้”
ผู้ฝึกกระบี่หนุ่มกล่าว
“ไม่เป็นไร ข้ามีลูกศิษย์สองคน เพิ่งจะเป็นขอบเขตสาม ไม่แย่เลยล่ะ
อีกอย่างข้ายังมีบรรพจารย์อีกคนหนึ่งที่ปิดด่านมานานหลายปี… เอ๊ะ ท่านบรรพจารย์ท่านก็มาด้วยหรือ”
ยิ่งขี่กระบี่ขึ้นสูงเท่าไรก็ยิ่งขยับเข้าใกล้ “เส้นสีทอง” เส้นนั้น
แล้วก็ยิ่งสะท้านสะเทือนกับความยิ่งใหญ่น่าครั่นคร้ามของ “เส้นบางๆ” ที่ส่องประกายแสงห้าสีแวววาว
ยิ่งใหญ่อลังการจนเหมือนเสาฟ้าที่ค้ำยันสรวงสวรรค์ในตำนาน
ป๋ายฉางเรียกกระบี่บินออกมาก่อน ตวัดฟันไปที่เส้นสีทองที่อยู่ในจุดสูง แต่ต้องกลับมามือเปล่า
“เส้นสีทอง” เส้นนั้นถึงขั้นไม่เกิดร่องรอยใดๆ เลยด้วยซ้ำ
ป๋ายฉางเช็ดเลือดกำเดาเบาๆ ตกตะลึงยิ่งนัก เก็บกระบี่บินมาดู เห็นรูอย่างชัดเจน
ป๋ายฉางที่เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานยังเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ฝึกกระบี่คนอื่นๆ เลย
ดูเหมือนว่าจะแค่ต้องการให้พวกเขาได้เห็นกับตาว่าตนลงมือทำอะไรบางอย่างให้กับโลกใบนี้อย่างไม่หวาดหวั่นสิ่งใด
ไม่สนใจผลได้ผลเสียเท่านั้นจริงๆ
ก็เหมือนกับ…มอบความอ่อนโยนให้กับโลกมนุษย์เป็นครั้งสุดท้าย
ป๋ายฉางพลันตวัดชายแขนเสื้อ หอบเอาผู้ฝึกกระบี่ของทวีปเดียวกันกลุ่มใหญ่มาไว้ข้างกายตัวเอง
ที่แท้ฝนเพลิงก็เกิดการเปลี่ยนแปลง พลันสาดกระจายออกไป
ฟ้าดินที่มองไม่เห็นถูกไฟเผาไหม้จนกลายเป็นน้ำวนเล็กๆ นับไม่ถ้วน
นั่นคือภาพเหตุการณ์ที่เทพชั้นสูงยุคบรรพกาลใช้ศาสตราวุธแหลมคมตัดฟันแม่น้ำแห่งกาลเวลาอย่างที่เล่าลือกันในตำนาน
หลิวจิ่งหลงสีหน้าเคร่งเครียด ยืนอยู่ข้างป๋ายฉาง ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“แสงแก้วใสห้าสีที่อยู่ชั้นนอกสุดเป็นแค่ท่วงทำนองของวิถีแห่งเทพที่เหลืออยู่น้อยนิดจากการปะทะเสียดสีกันระหว่าง “ความเป็นเทพ” กับแม่น้ำแห่งกาลเวลาเท่านั้น”
ป๋ายฉางขมวดคิ้ว “แบบนี้จะทำลายค่ายกลได้อย่างไร?”
หลิวจิ่งหลงเงียบไม่ตอบ “ก็ควรต้องทำอะไรสักอย่าง ข้าจะวางค่ายกลเอง ป๋ายฉางเจ้า…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ หลิวจิ่งหลงก็รู้สึกลำบากใจที่จะพูด ป๋ายฉางกลับคลี่ยิ้มอย่างสง่างาม
“ข้ายินดีปล่อยกระบี่หนึ่งครั้ง ยอมให้พลังตบะทั้งหมดที่สะสมมาหลังจากเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานต้องสูญเสียไป
แต่หากจะให้กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตหักหรือพังทลายทำให้ข้าขอบเขตถดถอย ข้ากลับทำไม่ได้จริงๆ…”
หลิวจิ่งหลงยิ้มกล่าว “แค่นี้ก็พอแล้ว”
ป๋ายฉางเอ่ยเตือน “เจ้าอย่าวู่วาม”
หลิวจิ่งหลงเอ่ย “ไว้ค่อยว่ากัน สร้างค่ายกลก่อน”
บนหอสูง จือสือเหลือแค่ดวงตาทั้งคู่และหน้าผากแล้ว
แต่กลับได้เห็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนหนึ่ง
จือสือรวบรวมจิตวิญญาณแท้จริงส่วนสุดท้ายมาชักนาริ้วคลื่นลมปราณเล็กน้อยที่อยู่เบื้องหน้ามาเอ่ยเป็นเสียงว่า
“อาจารย์เจิ้ง ในที่สุดก็ได้พบท่านแล้ว”
เจิ้งจวีจงสวมชุดตัวยาวสีขาวหิมะ ข้างกายคล้ายมีไอหมอกสีเทาขมุกขมัวกลุ่มหนึ่งติดตามมาด้วย
จือสือก็คร้านจะไปสืบเสาะว่านั่นคืออะไร ขณะที่ใกล้จะตาย
สามารถพูดคุยกับมารร้ายอย่างเจิ้งจวีจงผู้นี้ได้ ชีวิตนี้ก็ไม่เหลือความเสียดายอะไรแล้วจริงๆ
จือสือเห็นว่าเจิ้งจวีจงไม่มีท่าทีว่าจะเปิดปากพูดก็เป็นฝ่ายเอ่ยว่า
“พวกคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเองซึ่งเคียดแค้นชิงชังโลกใบนี้ มักจะทนมองเห็นความดีงามทุกอย่างไม่ได้
ฝ่ายหลังนั้นเป็นเหมือนดวงตะวันร้อนแรง เจิดจ้าแสบตาอย่างมาก
แต่หากเป็นจุดด่างพร้อยของความดีงาม กลับทำให้พวกเขาถูกใบไม้บังตา ลิงโลดร่าเริงกันขึ้นมาทันที
อาจารย์เจิ้ง ท่านว่าวิถีทางโลกอีกหนึ่งหมื่นปีให้หลังจะเป็นจิตใจมนุษย์และวิถีทางโลกแบบใดกัน
เจิ้งจวีจงกล่าว “เจ้าตายไปซะเถอะ”
จือสือหลุดหัวเราะพรืด ก็ไม่รู้ว่านักพรตผู้นี้คิดอย่างไร ในที่สุดร่างกายก็สลายหายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เงาขมุกขมัวนั้นเหมือนกำลังหัวเราะเยาะเจิ้งจวีจง นี่ก็คือเจ้านครแห่งนครจักรพรรดิขาวผู้วางแผนได้อย่างรัดกุมไร้ช่องโหว่หรือ?
นี่ก็คือผู้ที่ยอมถ่อมตนแด่ปวงชนทั่วหล้าหรือ?
เจิ้งจวีจงยื่นนิ้วออกมาเขียนชื่อของผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่ง
จากนั้นหยิบสมบัติสี่ห้าชิ้นออกมาจากชายแขนเสื้อแล้วบดขยี้ทำลายพวกมันอย่างสิ้นซาก
เจิ้งจวีจงเก็บเงาที่เหมือนกลุ่มหมอกนั้นยัดใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ แล้วหดย่อพื้นที่ข้ามทวีปไปเยือนเปลี่ยวร้างในทันที
พื้นที่ใจกลางของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง
ผู้เฒ่าชุดเขียวที่เป็นคนต่างถิ่นยืนอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง
ป๋ายเจ๋อยืนอยู่ริมตลิ่งของแม่น้ำสายหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ สองฝ่ายคุมเชิงกันอยู่นานมาก
แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด เฉินชิงหลิวกลับปล่อยกระบี่ออกไปนานแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เก็บกระบี่กลับมา
สองฝ่ายต่างก็อยู่ในสนามรบ แต่ดูเหมือนว่ากลับไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ให้กับฟ้าดินแห่งนี้เลย
ก่อนหน้านี้เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างที่ไม่แม้แต่จะเคยได้ยินฉายา ‘ชิงจู่’
หลังจากที่เฉินชิงหลิวผ่านทางมาก็ล้วนตายกันไปหมด
เหตุผลก็เรียบง่ายอย่างมาก เขาเองก็คร้านจะไปหาป๋ายเจ๋อ ให้ป๋ายเจ๋อมาพบตนเองก็แล้วกัน
เขาเฉินชิงหลิวต้องการใช้เวทกระบี่สามพันปีมาชั่งน้ำหนักพลังตบะหมื่นกว่าปีของป๋ายเจ๋อสักหน่อย
ศิษย์พี่หญิงเซี่ยพูดถูกแล้ว จะถามกระบี่ก็ควรถามแต่เนิ่นๆ
หากช้ากว่านี้อีกสักนิด พลังตบะของป๋ายเจ๋อก็จะไต่ขึ้นสูงจนมิอาจเอื้อมถึงจริงๆ แล้ว
ดีไม่ดีอาจเป็นขอบเขตสิบห้าคนแรกของโลกมนุษย์หลังจากที่บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคา
ถ้าอย่างนั้นยังจะต่อสู้กันได้อีกอย่างไร ต้องแพ้แน่นอนอยู่แล้ว
เซี่ยสือจียืนอยู่ห่างไปไกล นอกจากสตรีเรือนกายกำยำผู้นี้แล้วก็ยังมีผู้ช่วยป๋ายเจ๋ออีกสองคนอย่างเฟยหรานและกุ่ยเค่อ
คู่รักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ไม่มีหนึ่งในเพียงแต่ว่าพวกเขากับเซี่ยสือจีไม่ได้ต่อสู้กัน
กลับกลายเป็นว่าพูดคุยกันอย่างถูกคอยิ่ง
บนพื้นที่ที่กว้างขวางระหว่างเฉินชิงหลิวกับป๋ายเจ๋อ บางครั้งก็มีเสียงแผ่วเบาเหมือนเสียงกระเบื้องเคลือบแตกร้าว
กุ่ยเค่อแค่รู้ว่าความอันตรายในเหตุการณ์นี้ สนามรบที่อยู่ห่างไกลกันเป็นหมื่นลี้นี้ล้วนมีแต่ความตาย
แม้กระทั่งภูเขากับสายน้ำต่างก็ “จับตัวเป็นน้ำแข็ง” แข็งตายอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลา
เฉินชิงหลิวเอาสองมือไพล่หลัง ท่วงท่าผ่อนคลายสบายอารมณ์
เงยหน้ามองภาพเหตุการณ์ประหลาดที่ฟ้าดินเชื่อมโยงถึงกัน กระตุกมุมปาก เอ่ยว่า
“ป๋ายเจ๋อ เจ้าพูดออกไปได้เลย จะห้ามใครก็ดี จะช่วยใครก็ช่าง ล้วนมีอิสระในการตัดสินใจ”
ถ้าอย่างนั้นข้าเฉินชิงหลิวก็จะสามารถสืบสาวเบาะแสไปได้แล้ว
นครหลิงเป่าแห่งป๋ายอวี้จิงใต้หล้ามืดสลัว
ผังติ่งยืนพิงรั้วอยู่ครู่หนึ่งก็หมุนตัวเดินเข้าไปในพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ผ่านตราผนึกที่ลี้ลับมหัศจรรย์หลายชั้น
ผังติ่งที่มีรูปโฉมเป็นผู้เฒ่า เจ้านครหลิงเป่าที่ในศึกถามมารยาทก่อนหน้านี้ท่าทางใจร้อนฉุนเฉียว
เดินไปข้างหน้าทีละก้าว ประหนึ่งข้ามผ่าน “กระจก” หลายบาน ทิ้งเรือนกายที่อยู่ในรูปลักษณ์ไม่เหมือนกันเอาไว้
รูปโฉมเป็นผู้เฒ่า ภาพชีวิตในยามบั้นปลาย นักพรตวัยกลางคน นักพรตหนุ่ม เด็กหนุ่ม เด็กน้อย…
จากนั้นเปลี่ยนจากเด็กน้อยกลับมาเป็นเด็กหนุ่ม คนหนุ่ม…
สุดท้ายผังติ่งก็มายังแท่นประกอบพิธีกรรมปลาหยินหยางแห่งหนึ่ง เดินขึ้นบันไดไป นั่งลงบนเบาะ
สองมือวางทับซ้อนกันไว้บนหน้าท้อง ผังติ่งพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเบาๆ ใบหน้าประดับยิ้มน้อยๆ
คำปฏิญาณได้บรรลุผลแล้ว ขอบเขตสิบสี่แล้วหนอ
เมื่อหมื่นปีก่อน เฉินชิงตูกับสหายรักสองคนอย่างหลงจวินและกวานจ้าวร่วมกันถามกระบี่ต่อภูเขาทัวเยว่
“หลีเจิน” ในชาตินี้กวานจ้าวในชาติก่อน สิ่งที่ได้พบเห็นชาตินี้ยาวไกลแค่ไหน ไม่มีใครรู้ได้แล้ว
เขาเคยเห็น “กระแสหลัก’ อะไร ทำไมแม่น้ำลำคลองถึงเปลี่ยนเส้นทาง ล้วนกลายเป็นปริศนาไปหมดแล้ว