กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1218.3 โลกมนุษย์แห่งนี้
สถานที่แร้นแค้นห่างไกลปราณวิญญาณบางเบาแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเปลี่ยวร้าง
ท่ามกลางกลุ่มภูเขามีถ้ำไร้นามที่ไม่สะดุดตาอยู่แห่งหนึ่ง
คราวก่อนอยู่บนเรือราตรี เฉินผิงอันได้พูดถึงวิธีการที่ลี้ลับอำพรางบางอย่างซึ่งโจวมี่ได้ซุกซ่อนไว้ในสองใต้หล้า
ทางฝั่งของใต้หล้าไพศาลนี้ได้ถูกศาลบุ๋นจัดการจนสะอาดเอี่ยมแล้ว
ทว่าทางฝั่งของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง โจวชิงเกาที่เป็นลูกศิษย์ปิดสำนักของมหาสมุทรความรู้โจวมี่
รวมไปถึงเซียนกระบี่หญิงหลิวป๋ายดูเหมือนว่าจะเกิดใจขานรับ
พวกเขาจึงไปซ่อนตัวกันแล้ว นอกจากจะมีโซ่วเฉินศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาช่วยปกป้องมรรคาให้ด้วยตัวเอง
คนอื่นๆ ที่เหลือแม้กระทั่งปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ใหม่เอี่ยมก็ยังไม่รู้ร่องรอยของพวกเขา
ในถ้ำ บนโต๊ะหินตัวหนึ่งมีคนร่วมสำนักสามคนนั่งล้อมวงกัน
ผู้ฝึกกระบี่หญิงหลิวป๋ายแห่งกระโจมเจี่ยเซินในอดีต
หลายปีมานี้นางสวมชุดคลุมอาคมถ้ำสวรรค์อวี่เหว่ยอยู่ตลอดเวลา
โซ่วเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า
“ศิษย์น้องหญิง เจ้าก็คือการ “เว้นที่ว่าง” (หลิวป๋าย) ที่ใหญ่ที่สุดที่อาจารย์ทิ้งไว้ในโลกมนุษย์
แน่นอนว่าข้าและโจวชิงเกาต่างก็ใช่ ต่อจากนี้จุดจบจะเป็นเช่นไร ก็ต้องดูที่การวางแผนของอาจารย์แล้ว”
หลิวป๋ายก้มหน้าลงไป โจวชิงเกาทอดถอนใจ หัวคิ้วขมวดมุ่น “ข้ายังอยากทบทวนกระดานหมากกับใต้เท้าอิ่นกวานสักครั้งนะ”
โซ่วเฉินแค่จ้องมองศิษย์น้องหญิงเท่านั้น เอ่ยว่า “ไม่เพียงแต่เจ้าที่ไม่มีทางเลือก พวกเราต่างก็ไม่มีทางเลือก”
ทว่าผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานอย่างโซ่วเฉินที่ทั้งขอบเขตและพลังพิฆาตล้วนเหมือนราชาบนบัลลังก์ใหม่
ก็ไม่อาจรู้ได้เช่นกันว่านอกถ้ำในเวลานี้มีบุรุษชุดขาวอยู่คนหนึ่งที่มาเฝ้าตอรอกระต่าย มีเขาเป็นคนปิดฉากเรื่องราว
หลังจากที่เส้นบางๆ ซึ่งจำแลงมาจากฟ้าและดินพุ่งชนกันแล้ว มหาเปลวเพลิงก็ไหม้ลามไปทั่วผืนฟ้า
ส่องสว่างให้ม่านราตรีเหมือนยามกลางวัน
ประหนึ่งวิถีสวรรค์ที่ลดลงต่ำแล้วเริ่มสร้างแรงกดดันให้กับโลกมนุษย์
ทั่วทั้งใต้หล้าไพศาลค่อยๆ จมลงช้าๆ ด้วยความเร็วที่แม้กระทั่งผู้ฝึกตนก็ยังสัมผัสไม่ถึง
แม่น้ำลำคลอง ทะเลสาบและมหาสมุทรของเก้าทวีปในไพศาลเหมือนร่างกายมนุษย์มีเสียงจังหวะชีพจรดังขึ้นลงแผ่วเบา
ทว่ากลับแข็งแกร่งอีกทั้งยังทอดยาว
กุ่ยเค่อแห่งเปลี่ยวร้างเลือกที่จะมองดูอยู่เฉยๆ เฟิงหยวนเชียวแห่งใต้หล้าห้าสียังมึนๆ งงๆ ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าไฉนจิตแห่งมรรคาถึงไม่มั่นคง
ซินขู่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางแห่งยอดเขารุ่นเยว่เขานั้นถือว่ามีใจแต่ไร้กำลัง
เขาคือคนที่ถูกมหามรรคาของทั้งใต้หล้าสยบสยบราบไว้อย่างน่าอนาถมากที่สุด
แม้ว่าในอดีตกุ่ยเค่อจะถูกโจวมี่สยบไว้น่าสงสารที่สุด แต่ซินขู่กลับได้แค่กลายมาเป็นผู้ฝึกยุทธเต็มตัวคนหนึ่งเท่านั้น
กลับกลายเป็นว่าใต้หล้าไพศาลที่ไม่สอดคล้องกับมหามรรคามากที่สุด
หลิวเสี่ยงที่ถึงขั้นสามารถ เผชิญหน้าทัดเทียม” ปรมาจารย์มหาปราชญ์
เลือกที่จะยืนอยู่ข้างกายของบัณฑิตคนหนึ่งที่อยู่ในระบบของลัทธิขงจื๊อ ร่วมกันต่อต้านวิถีแห่งเทพใหม่เอี่ยมส่วนนั้น
จวนราชครู ในที่สุดเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวก็มีความเคลื่อนไหว
เรือนกายกลายร่างเป็นสายรุ้ง เมืองหลวงต้าหลีพลันสั่นสะเทือน ฝุ่นกระจายคละคลุ้ง
ในมือของป๋ายจิ่งถือดาบสั้น ทั้งยังเผย “ร่างจริง” บินทะยานขึ้นฟ้าไป
บนหัวกำแพงเมือง คนหนุ่มที่สวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียวก็ขยับกายตามไปด้วย ขัดขวางการส่งกระบี่ของป๋ายจิ่ง
เงาร่างที่ว่องไวมากสองเงาอยู่ห่างจากเส้นสองเส้นที่เป็นจุดเชื่อมต่อของฟ้าดิน
ในขณะที่กำลังจะสัมผัสกับม่านฟ้าของไพศาล
ป๋ายจิ่งที่เป็นขอบเขตบินทะยานถึงกับเพิ่มความเร็วของเรือนกายได้อีก
ทำให้ขอบเขตสิบสี่อย่างเสี่ยวโม่ก็ยังตามไม่ทัน
เสี่ยวโม่รีบเรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มหนึ่งออกมาเพื่อชักนาดวงดาวดวงหนึ่งที่อยู่นอกฟ้าทันที
เงยหน้ามองเห็นรอยยิ้มที่คุ้นเคยของเด็กสาว เพียงแค่หยุดชะงักไปเล็กน้อย
การ “ส่งกระบี่” ของเสี่ยวโม่ก็ช้าไปกว่าเดิมนิดหน่อย
ป๋ายจิ่งก้มหน้าลงเหลือบมองเขา นางยิ้มกว้างเอ่ยว่า “เสี่ยวโม่ ชอบเจ้านะ”
ในที่สุดโลกมนุษย์ก็มีผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่สามารถบุกเข้าไปในเสาลำแสงสีทองเส้นนั้นได้
ราคาที่ต้องจ่ายก็คือขอบเขตของนางพลันถดถอยเป็นเซียนเหริน สลายมรรคาเป็นเจ็ดสาย
พอถึงขอบเขตหยกดิบก็สลายมรรคาเป็นสิบสองสาย…
ใช้แค่เวทคาถาวิชาอภินิหารอย่างเดียว ต่อให้พลังพิฆาตของเจ้าจะสูงแค่ไหน
เกรงว่าก็อย่าหวังว่าจะทำลายแสงแก้วใสที่อยู่ชั้นนอกสุดนั้นได้ ต้องใช้เส้นสายของยุคบรรพกาลมารับมือกับวิถีแห่งเทพเท่านั้น
กระตุกผมเส้นเดียวสะเทือนไปทั้งร่าง พริบตานั้นเส้นแสงสีทองที่ผุดขึ้นมาจากโลกมนุษย์ก็มีต้านทานแนวโน้มที่ถดถอยลงต่ำแล้วต่ำอีก
ในที่สุดก็ค่อยๆ ทะยานขึ้นสูงช้าๆ
นอกฟ้า แสงรุ้งเส้นหนึ่งพุ่งตะบึงจากใต้หล้ามืดสลัวมาอย่างว่องไวราวกับสายฟ้าแลบ
นั่นคือ “กายธรรม” แปลกประหลาดตนหนึ่งที่มองดูคล้ายว่าทุกหนทุกแห่งมีแต่รอยแตกร้าวทว่ามหามรรคากลับสมบูรณ์
ดูจากใบหน้าของอีกฝ่ายคือสตรีที่องอาจห้าวหาญอย่างมาก
ป๋ายจิ่งเหลือบมองนาง ฝ่ายหลังก็เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “อู๋โจวแห่งมืดสลัว”
อู๋โจวพลันร่ายกายธรรมใหญ่โตโอฬารที่มีหกแขนออกมาทันที แต่ละแขนแยกกันถือศาสตราวุธเทพชิ้นหนึ่ง
คือของที่หล่อหลอมจากสรวงสวรรค์ยุคบรรพกาล เสริมอาวุธขึ้นฟันเส้นทางเทพใหม่เอี่ยมเส้นนี้
เหล่าเหนียงเกลียดขี้หน้าเจ้าโจวมี่มานานแล้ว
เสี่ยวโม่กระชากเซี่ยโก่วออกมา ร่ายวิชาคาถาบทหนึ่งส่งนางกลับไปยังโลกมนุษย์
ขณะเดียวกันก็เข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่างลงของ “ป๋ายจิ่ง”
เจียงซ่างเจินอยู่ที่ท่าเรือก่าวซู่ยิ้มเอ่ยกับเด็กหนุ่มชุดขาวข้างกายที่มีสีหน้าร้อนรนกระวนกระวาย
“น้องชุย วันหน้าต้องพึ่งเจ้าให้คอยปกป้องข้าแล้วนะ”
ชุยตงซานคืนสติกลับมา รีบรั้งแขนของเจียงซ่างเจินเอาไว้ ห้ามปรามอย่างรีบร้อนว่า
“อย่าเรียกใบหลิวใบนั้นออกมา ไม่มีความหมายหรอก ฟังข้าสักคำ…”
เจียงซ่างเจินกลับเรียก “ใบหลิว” กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่เพิ่งจะซ่อมเสร็จเล่มนั้นออกมานานแล้ว
โลกมนุษย์ก็เหมือนมีเรือแจวสีเขียวขจีใบหนึ่งที่พุ่งทะยานไปยังนอกฟ้า
ชุยตงซานเงียบงัน
เจียงซ่างเจินยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“เจียงซ่างเจินต่อสู้กับสัตว์เดรัจฉานที่เป็นราชาบนบัลลังก์ ประลองเวทกระบี่กับเฝ่ยหราน
ประลองกับอู๋ซวงเจี้ยงขอบเขตสิบสี่ ประลองกับเจียงเซ่อปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร
เปลี่ยนจากฟุ่มเฟือยมาเป็นประหยัดนั้นยากยิ่ง เคยชินเสียแล้วกับการสู้แต่ศึกหนัก ศึกยืดเยื้อ และศึกที่ต้องตายถวายชีวิต!”
กระบี่เล่มหนึ่งที่อยู่นอกฟ้าแหลกสลายคาที่
ก็ไม่ได้ทำเพื่อเฉินผิงอันและภูเขาลั่วพั่วไปทั้งหมด ถึงขั้นที่ว่าไม่ได้ทำเพื่อโลกมนุษย์อะไรด้วย
เจียงซ่างเจินเพียงแค่อดไม่ไหว อยากจะพูดความในใจประโยคหนึ่งกับฟ้าดิน
ข้าผู้แซ่เจียงย่อมไม่ใช่คนดีอะไร แต่กลับเคยทำเรื่องดีอยู่บ้าง วันหน้าวิถีทางโลกจะเป็นเช่นไร
โลกมนุษย์จะเป็นโลกมนุษย์อย่างไรก็ตามแต่ใจเถิด
และเจียงซ่างเจินก็ไม่เช็ดคราบเลือดบนใบหน้า พึมพำว่า
“สมมติว่าโลกมนุษย์สามารถข้ามผ่านหายนะครั้งนี้ไปได้จริงๆ
ก็ไม่รู้ว่าโลกมนุษย์จะมีคนฉลาดอีกกี่มากน้อยที่หัวเราะเยาะพวกเราว่าไฉนไม่รีบๆ ตาย รีบๆ บาดเจ็บกันให้เร็วกว่านี้
ภูเขาลั่วพั่ว
นักพรตหนุ่มพลันขยับเท้า ง่วนทำอะไรอยู่กับตัวเองพักหนึ่ง สุดท้ายก็เอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ นั่งยองอยู่กับพื้น
ดินทรายหนึ่งกอง ก้อนหินหนึ่งก้อน แบ่งออกเป็นบนกับล่าง
ดินทรายสองกองที่ใหญ่เล็กไม่เท่ากันแบ่งออกเป็นซ้ายกับขวา
ตรงกลางมีกิ่งไม้กิ่งหนึ่งวางขวางอยู่คล้ายกับเส้นแบ่งเขตแดน มีเพียงเมล็ดทรายเล็กๆ เมล็ดหนึ่งที่วางอยู่บนกิ่งไม้
นักพรตที่ปักปิ่นไม้ไว้บนมวยผมเหม่อลอย คล้ายว่ามองอะไรไม่ออก ไม่ได้คำตอบที่ต้องการ
อยู่ดีๆ เฉินหลิงจวินก็มาที่ประตูภูเขา เห็นเซียนเวี่ยนั่งยองอยู่ก็วิ่งเข้ามาร่วมวงความครึกครื้น
เซียนเว่ยอธิบาย “นี่ก็น่าจะเป็นฟ้าดินในสายตาของโจวจื่อ”
เฉินหลิงจวินถามอย่างระมัดระวัง “ใครกัน ชื่ออะไร คือเจ้าไข่เน่าคนไหน?”
ขออย่าให้เป็นโจวจื่อที่ชื่ออยู่อันดับต้นๆ ของ “รวมเล่มคนผ่านทาง” ผู้นั้นเลย
เซียนเว่ยยิ้มเอ่ย “ก็คือโจวจื่อที่เจ้ารู้จักนั่นแหละ”
เฉินหลิงจวินแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน นวดคลึงปลายคาง มองภาพที่อยู่บนพื้น
“นักพรตเซียนเว่ย หมายความว่าอย่างไร?”
เซียนเว่ยชี้ไปที่หินก้อนนั้น
“โจวจื่อรู้สึกว่าหินก้อนนี้อาจร่วงลงมาได้ทุกเมื่อ บ้างก็กระแทกแหลกเละ บ้างก็ถูกผลักออก
หรือไม่ก็ถูกบดขยี้กลายเป็นเมล็ดทราย
ดินและทรายของโลกมนุษย์หากเกิดเป็นร่องรอยเส้นหนึ่งขึ้นมา ล้วนคือราคามหาศาลที่ต้องจ่าย
ยกตัวอย่างเช่นว่าต้องมีคนตายเยอะมาก”
เฉินหลิงจวินพยักหน้าร้องอืมๆ “มีเหตุผล พอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง”
เซียนเว่ยยิ้มเอ่ย “รู้สึกว่ามีเหตุผลเหมือนกันหรือ?”
เฉินหลิงจวินกล่าว “ต้องมีเหตุผลสิ หินก้อนใหญ่ขนาดนี้ แค่เดินง่ายๆ ไม่กี่ที…”
เด็กชายชุดเขียวที่ไม่รู้จักสังเกตบรรยากาศรอบกายชี้ไปที่ภาพนั้น พูดแก้ไขว่า
“หากใช้โลกมนุษย์มาเปรียบเทียบ ไม่ใช่แค่ด้านล่างเท่านั้นที่ถึงจะมีดินและทราย
รอบๆ ก้อนหินก็มีดินทรายอ่อนนุ่มอยู่เช่นกัน อย่าว่าแต่ก้อนหินกลิ้งเลย แค่ขยับเล็กน้อยก็มีแต่ร่องรอยทั้งนั้น”
เซียนเว่ยเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “นั่นสิ”
เฉินหลิงจวินเอ่ย “จัดการได้ง่ายเลย!”
เซียนเว่ยถามอย่างสงสัย “จัดการได้ง่ายหรือ?”
เด็กชายชุดเขียวตบอก ยกนิ้วโป้งขึ้น กะพริบตาปริบๆ ยิ้มถามว่า “เซียนเว่ย เจ้าว่าข้าเป็นคนมีคุณธรรมไหม?”
นักพรตพูดกลั้วหัวเราะเบาๆ “มีสิ มีคุณธรรมน้ำใจอย่างมาก”
เด็กชายชุดเขียวยื่นมือมาป้องข้างปาก
“มีเพียงอยู่กับนายท่านเจ้าขุนเขาเท่านั้นที่ข้าไม่จำเป็นต้องยึดหลักคุณธรรมอย่างตายตัว
เหอะ เมื่อก่อนมีลู่เหล่าซาน บางทีอาจเป็นเพราะหมัดเท้าสู้ข้าไม่ได้ ก็เลยเอาคุณธรรมมาข่มข้า
โน้มน้าวให้ข้าออกไปจากภูเขาลั่วพั่ว เจ้าเดาสิว่าเป็นอย่างไร ข้าก็เลยพูดไป
ความหมายคร่าวๆ ก็คือ ต่อให้ข้าไร้คุณธรรมแค่ครั้งสองครั้ง นายท่านเจ้าขุนเขาก็ไม่มีทางตำหนิข้า
ตอนนั้นลู่เหล่าซานอึ้งงัน ปากอ้าตาค้างเป็นไก่ไม้ นับถือทั้งกายทั้งใจไปเลยล่ะ
แล้วก็ไม่โน้มน้าวให้ข้าติดตามเขาเดินทางไปอยู่สถานที่ที่ห่างไกลมากๆ อีก”
เฉินหลิงจวินชี้ไปที่หินก้อนนั้น
“ดังนั้นวิธีการของข้าก็เรียบง่ายอย่างมาก นั่นก็คือให้นายท่านเจ้าขุนเขามาเป็น
เขาคือคนดีนี่นา แล้วยังมีความอดทนดีเยี่ยม แค่นี้ทุกเรื่องก็ราบรื่นเป็นมงคลแล้ว”
นักพรตหนุ่มเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “แบบนี้เองหรือ”
เฉินหลิงจวินถาม
“นักพรตเซียนเว่ย เจ้าดูดวงแม่นหรือไม่ ไม่สู้ช่วยดูดวงให้เจ้าขุนเขาของพวกเราหน่อยว่าจะสามารถ
และจะได้กลายเป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่เมื่อไหร่?”
เซียนเว่ยพูดด้วยสีหน้าซับซ้อน “ดูเหมือนว่าจะไม่ทันแล้ว”
เฉินหลิงจวินเอ่ยอย่างขัดใจ “เจ้าปวดฉี่หรืออยากอีล่ะ? อย่าเพิ่งสิ อดทนหน่อย
แค่ดูดวงง่ายๆ ไม่เสียเวลาเท่าไรหรอก พี่น้องคนกันเอง ต่อให้นี่อีราดกางเกงก็ไม่หัวเราะเจ้าหรอก…”
นักพรตเซียนเว่ยอ่อนใจเป็นทบทวี โบกมือส่งนายท่านใหญ่เฉินที่ปากไร้หูรูดผู้นี้กลับไปที่เดิมในภูเขา
แม่นางน้อยชุดดาก็มาที่นี่เหมือนกัน นางเองก็ใจใหญ่เหมือนเด็กชายชุดเขียว
ไม่ถามถึงต้นสายปลายเหตุเช่นกันว่าไฉนจู่ๆ ตนถึงมาที่หน้าประตูภูเขา
หมี่ลี่น้อยทรุดตัวลงนั่งยอง ยื่นเมล็ดแตงที่หยิบออกมาจากชายแขนเสื้อส่งไปให้นักพรตหนุ่มโบกมือ
หมี่ลี่น้อยก็ไม่แทะเมล็ดแตงเพียงลำพัง เพียงแค่มองภาพบนพื้นอยู่เป็นเพื่อนนักพรตเซียนเว่ย
เซียนเว่ยถาม “หมี่ลี่น้อย เจ้าคิดว่าใต้หล้านี้มีคนดีที่สามารถสละคนคนหนึ่งเพื่อช่วยใต้หล้าอยู่จริงหรือ?”
หมี่ลี่น้อยพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
“ต้องมีแน่อยู่แล้ว ใต้หล้านี้มีคนเลวเยอะ แต่ก็มีคนดีเยอะเหมือนกัน
คนดีมีกำลังแต่ไร้ใจก็มีเยอะมาก คนดีมีใจแต่ไร้กำลังก็เยอะมากเหมือนกัน”
หมี่ลี่น้อยเกาแก้ม ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “คนดีต้องได้รับความอยุติธรรมมากหน่อย ดังนั้นถึงได้บอกว่าน่ากลุ้มอย่างไรล่ะ”
นักพรตชี้ไปที่ดินทรายสองกอง
“กองนี้มีเยอะหน่อย ชื่อว่าผิดหวัง”
“กองนี้มีน้อยหน่อย ชื่อว่าความหวัง”
แต่หมี่ลี่น้อยกลับมองเห็นกิ่งไม้อันนั้นได้ทันที นางถามอย่างอยากรู้ว่า
“เซียนเว่ย เซียนเว่ย แล้วเจ้าหมอนี่ชื่อแซ่อะไรล่ะ?”
นักพรตลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “มันชื่อว่าสิ้นหวัง”
หมี่ลี่น้อยเกาแก้มอีกครั้ง “หา? มันน่าสงสารขนาดนี้เลยหรือ ข้าไม่กล้าหาเพื่อนให้มันแล้ว เซียนเว่ย ทำอย่างไรดีล่ะ?”
นักพรตสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มเอ่ยว่า “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ลำบากนัก”
จากนั้นนักพรตเซียนเว่ยก็เห็นว่าหมี่ลี่น้อยแอบเอาดินทรายพวกนั้นไปใส่ไว้ในกระเป๋าตัวเอง
เซียนเว่ยจึงยิ้มถามว่า “ทำอะไรน่ะ?”
หมี่ลี่น้อยหัวเราะหึ “ข้าคนเดียวมีความผิดหวังมากหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก”
เซียนเว่ยสองจิตสองใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า “เจ้าขุนเขาคนดีของเจ้า บางทีอาจจะไม่ได้กลับบ้านแล้ว”
หมี่ลี่น้อยอึ้งตะลึง ถามอย่างระมัดระวังว่า “นานแค่ไหนกว่าจะกลับ? กี่วัน? กี่เดือน? กี่ปี?”
เซียนเว่ยเงียบไม่ตอบ
หมี่ลี่น้อยที่ค่อยๆ “ขนย้าย” “ความผิดหวัง” พวกนั้นไปทีละนิด ลังเลอยู่เล็กน้อย
คิ้วสีเหลืองอ่อนขมวดมุ่นเข้าหากัน ใบหน้ายับยู่
ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็พลันอารมณ์ดี เก็บเอา “ความผิดหวัง” พวกนั้นใส่ไว้ในกระเป๋าและชายแขนเสื้อมากกว่าเดิม
โคลงศีรษะท่าทางน่ารักซุกซน ในดวงตาสองข้างมีน้ำตาเอ่อคลอ พึมพากับตัวเองว่า
“ไม่มีทางหรอก เป็นคนดีต้องได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทน คนดีย่อมมีสวรรค์คอยช่วยคุ้มครอง
อีกไม่นานเจ้าขุนเขาคนดีก็จะได้กลับบ้านแล้ว…”
นักพรตยื่นมือไปจับประคองปิ่นไม้ ทว่าปิ่นเต๋ากลับเอียงกว่าเดิม
นักพรตเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพยักหน้า ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “หวังว่านะ”
บนพื้นดินที่กว้างใหญ่ไพศาล ภูเขาเขียวน้ำใสหาที่สิ้นสุดไม่ได้
ในโลกมนุษย์ราวกับว่าได้ยื่นมือออกไปช้าๆ
หมายจะโอบกอดนักพเนจรผู้ตกอับที่อยู่ในแดนไกลเข้ามาไว้ในอ้อมอกเบาๆ นำพาเขากลับบ้าน
หรู่โจวแห่งใต้หล้ามืดสลัว อารามหลิงจิ้งแห่งหนึ่งที่ไร้ชื่อเสียงไม่โด่งดัง
ภูเขาลูกเล็ก ประตูหน้าภูเขาก็เล็ก เสียงคลื่นต้นสนพัดเป็นระลอก
ตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งที่อยู่ในห้องถูกจุดส่องสว่างให้ห้องเป็นสีเหลืองสลัวราง
ในที่สุดก็เล่าเรื่องราวแห่งภูเขาสายน้ำให้เด็กหนุ่มเฉินฉงฟังจบแล้ว
เด็กหนุ่มนวดคลึงปลายคาง เขาคิดไว้เรียบร้อยแล้ว จะเป็นพระเอกอะไรนี่ไม่ได้หรอก ลำบากเกินไปแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดันมาเจอผู้ปกป้องมรรคาชาติสุนัขอย่างชุยฉาน
ต้องมีความแค้นยิ่งใหญ่แค่ไหนถึงได้ทำให้จิตแห่งมรรคาของศิษย์น้องเล็กของตัวเอง…
เด็กหนุ่มพลันให้ข้อเสนอว่า ท่านลุงฉาง เรื่องราวไม่เห็นยั่วยวนเร้าอารมณ์เลย
เปลี่ยนใหม่เถอะ เด็กหนุ่มยังเป็นเด็กหนุ่มเหมือนเดิมนั่นแหละ
แต่สามารถทำให้รูปโฉมของข้าเปลี่ยนไปหล่อเหลาองอาจกว่าเดิม
พูดจาแข็งกร้าวสักหน่อย ทำอะไรดุดันเด็ดขาดสักหน่อย…
ท่านลุงฉางเพียงแค่หยิบถั่วลิสงเมล็ดหนึ่งขึ้นมาโยนใส่ปากเคี้ยวอย่างละเอียด
ยกมือขึ้น จีบสองนิ้วเข้าหากัน เหลือระยะห่างไว้เพียงเส้นบางๆ
เฉินฉงยิ้มกว้างเอ่ยว่า
“รู้แล้ว นี่ก็คือจะบอกว่าเส้นแห่งความดีความเลวสองเส้นของเขาอยู่ใกล้กันมากมาตั้งแต่เด็กไม่ใช่หรือ หึหึ
ข้าคือใคร อ่านตำราอย่างจริงจัง ฟังเรื่องเล่าก็ยิ่งมีสมาธิตั้งใจ!”
ผู้เฒ่าพยักหน้า ถามคำถามข้อหนึ่งกับเด็กหนุ่ม
“ถ้าอย่างนั้นปัญหาก็มาแล้ว เจ้าคิดว่าส่วนที่ถูกขังไว้ของเขา สรุปแล้วคือความเป็นเทพหรือความเป็นมนุษย์กันแน่?”