กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1219.1 สยบคลื่นลม
ฟ้าร่วง ดินลอย ล้วนเป็นคำกิริยา
ระหว่างนี้เสี่ยวโม่ได้เข้ามาแทนที่ตำแหน่งที่ว่างลงของป๋ายจิ่ง อีกทั้งยังไม่ได้เก็บ “โอ่วซือ” หนึ่งในกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตกลับคืนมา ยังคงชักนำดวงดาวดวงนั้นที่อยู่นอกฟ้าให้มา “เติมเต็มช่องว่าง” ตรงนี้ต่อไป
ดวงดาวดวงหนึ่งค่อยๆ เผยให้เห็นเค้าโครงอันใหญ่โตมโหฬารน่าตกตะลึง โลกมนุษย์เหมือนมีดวงตะวันจันทราสีดำสนิทเพิ่มมาหนึ่งดวง ทว่าเมื่อดวงดาวดวงนี้ยิ่งขยับเข้ามาใกล้เส้นสีทอง มันกลับค่อยๆ หดเล็กลง รอกระทั่งมันเหมือนไข่มุกจิ๋วเม็ดหนึ่งที่มาขวางอยู่หน้าเส้นสีทองที่เป็น “ฟ้าร่วง” ลงมานั้น ก็เหมือนเจอกับวิถีแห่งสวรรค์กดทับเหนือศีรษะอย่างแท้จริง ใช้ความเร็วที่เร็วมากบั่นทอนร่างจริงใหญ่โตโอฬารของเสี่ยวโม่และปณิธานกระบี่ที่เปี่ยมล้น ร่างจริงอันแข็งแกร่งทนทานอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ของปีศาจใหญ่ยุคบรรพกาล พลังตบะอันลึกล้ำของผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ขอบเขตสิบสี่ กลับยังคงเปราะบางอ่อนแอถึงเพียงนี้
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “โอ่วซือ” พลันระเบิดแตก ดวงดาวดวงหนึ่งก็เริ่มพังทลาย หากเสี่ยวโม่ไม่สู้สุดชีวิต ปล่อยให้ขอบเขตถดถอยลงไปทีละขั้นไม่หยุด สุดท้ายกลายเป็นเถ้าธุลี แล้วสลายหายไปอยู่ในโลกมนุษย์นับแต่นี้ ก็ยังคงมีจุดจบที่ว่าสามารถชะลอ “ฟ้าร่วง” ให้ช้าลงได้ครู่เดียว แต่กลับไม่อาจเปลี่ยนแปลงจุดจบสุดท้ายได้อยู่ดี
หรือไม่ก็รีบถอยออกไปจาก “วิถีสวรรค์” สีทองที่เชื่อมโยงฟ้าดินเข้าด้วยกันเส้นนี้ บางทีอาจจะยังพอรักษาขอบเขตเอาไว้ได้อยู่บ้าง หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็ช่างเถอะ ทว่าเสี่ยวโม่ที่ทำการสลายมรรคาเหมือนกับ “ป๋ายจิ่ง” เดินตามรอยเท้าของนางไปติดๆ กลับยังคงมีสีหน้าเป็นธรรมชาติ ศีรษะของร่างจริงเอียงกะเท่เร่แล้ว ลำคอที่เต็มไปด้วยบาดแผลซึ่งกำลังจะถูกบดขยี้ย่อยยับก้มหน้าลงมองโลกมนุษย์แวบหนึ่ง
ไม่อาจใช้เสียงในใจได้อีกแล้ว เพื่อประคับประคองให้ร่างจริงและปณิธานกระบี่ช่วยกัน “ค้ำยันฟ้า” ก็ถึงขั้นที่ว่าไม่อาจคิดพิจารณาถึงสิ่งใด สุดท้ายเสี่ยวโม่ได้แต่ขยับริมฝีปากเบาๆ คล้ายกับมอบคำตอบที่จริงใจที่สุดแล้วก็สั้นกระชับที่สุดต่อคำบอกรักของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวแค่คำเดียว “เหมือนกัน”
เขาเองก็ชอบนางเหมือนกัน
ในขณะที่ขอบเขตกำลังถดถอย หากขอบเขตลดจากสิบสี่มาเป็นบินทะยาน ต่อจากนี้การที่ขอบเขตถอยร่นอย่างต่อเนื่องก็คือความเป็นความตายที่จะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีจริงๆ แล้ว
และเวลานี้เอง นอกฟ้าก็มียันต์ธารดวงดาวที่สว่างพร่างพราวอย่างมากเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นมา ใช้ความเร็วที่ฟ้าผ่าไม่ทันป้องกันหูพุ่งกระแทกช่องโหว่ของเส้นสีทองด้วยพลานุภาพน่าครั่นคร้าม โอบล้อมร่างจริงของเสี่ยวโม่เอาไว้ ดันเส้นสีทองที่ลอยขึ้นด้านบนเส้นนั้น เสี่ยวโม่เหมือนมีเทพช่วย ปณิธานกระบี่เพิ่มขึ้นพรวดพราดในทันที
ทางฝั่งของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง เจินเหรินผู้เฒ่าแห่งยอดเขาพาตี้เปล่งเสียงกังวานประกาศว่าวิถีธรรมฝ่ายธรรมะรุ่งเรืองไพบูลย์ เรียกมังกรเพลิงลอยขึ้นฟ้าตัวหนึ่งออกมา มรรคกถาในโลกมนุษย์เหมือนมังกร
อยู่ในเปลี่ยวร้างเหมือนกัน จ้าวเทียนไล่เทียนซือแห่งภูเขามังกรพยัคฆ์เรียกกายธรรมออกมา มือหนึ่งถือกระบี่เทียนซือ อีกมือถือตราประทับอาคม บังคับควบคุมมังกรเพลิงมังกรบินอยู่บนฟ้า เหมือนพาดสะพานไว้ระหว่างฟ้าดิน เป็นการเติมเต็มช่องโหว่ไปเช่นกัน
ฟ้าที่กำลังร่วงลงมาถูกขัดขวางเอาไว้ ดินค่อยๆ ลอยขึ้นเบื้องบนช้าๆ
กายธรรมหกกรของอู่โจวแห่งมืดสลัวยิ่งรบก็ยิ่งกล้าหาญ ศาสตราวุธเทพห้าชิ้นแหลกสลายไปแล้ว แขนขาดไปห้าข้างแล้ว นักพรตหญิงขอบเขตสิบสี่แห่งใต้หล้ามืดสลัวผู้นี้เกิดจิตสังหารเช่นนี้ ออกแรงทุ่มกำลังอย่างเต็มที่ ยอมให้รากฐานมหามรรคาของตัวเองเสียหายอย่างไม่เสียดาย เพียงเพื่อประโยคว่า “เกลียดขี้หน้าโจวมี่” ประโยคเดียวเท่านั้น
ในป๋ายอวี้จิง ทางทิศตะวันออกสุดมีเต้ากวานสวมกวานหางปลาคนหนึ่งเดินเหยียบย่างกลางอากาศว่างเปล่ามาเยือนสนามรบ อู๋โจวที่กำลังฟาดฟันศัตรูอย่างบ้าคลั่งเหลือบตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
ที่แท้ก็คือเจียงจ้าวหมอ เจ้าหอจื่อซี่ที่เลื่อนขั้นเป็นขอบเขตสิบสี่อย่างเงียบเชียบผู้นั้น เขายื่นมือออกมา “รบกวนสหายอู๋โจวสะบั้นความเชื่อมโยงบนมหามรรคากับศาสตราวุธเทพชิ้นนี้ ให้ผินเต้ายืมใช้สักหน่อย”
อู๋โจวลังเลอย่างที่หาได้ยาก “หากเจ้าใช้วิธีสกปรกเล่นงานเจ้าคนแซ่เฉิน เหล่าเหนียงจะไม่ซวยไปแปดชาติเลยหรือ เจ้าต้องบอกเหตุผลให้ข้าฟังอย่างชัดเจนก่อน”
“ความแค้นส่วนตัวคือความแค้นส่วนตัว ความยุติธรรมคือความยุติธรรม”
เจียงจ้าวหมอถอดกวานเต๋าออก โยนเข้าไปในชายแขนเสื้อชุดเต๋าข้างหนึ่งที่ม้วนขึ้นมาแล้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “สหายอู๋โจวอย่าหวังว่าจะดูแคลนป๋ายอวี้จิงได้”
อู๋โจวยังคงมีสีหน้าเย้ยหยัน เพียงแต่ไม่ยอมยกศาสตราวุธเทพบรรพกาลชิ้นนั้นให้อีกฝ่ายยืม ต่อให้เหล่าเหนียงใช้มันจนพังจนย่อยยับก็จะไม่มีทางเปิดโอกาสให้กับนักพรตจมูกโคหน้าเหม็นจากป๋ายอวี้จิงอย่างพวกเจ้าแน่นอน
เจียงจ้าวหมอได้แต่ค้างอยู่ในท่ายื่นมือขอศาสตราวุธเทพ “แล้วนับประสาอะไรกับที่ข้าเองก็ไม่ยินดีจะพึ่งพาอยู่ใต้ชายคาของวิถีวรยุทธ ยืมจมูกของอีกฝ่ายหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้เขาอยู่บนยอดเขาแห่งนั้นแล้ว ตัวข้าก็จะสละวิถีวรยุทธขั้นเทพมาเยือนขอบเขตปลายทางทิ้งไป เพื่อวันหน้าที่ต้องแก้แค้นส่วนตัวจะได้สบายใจไม่อึดอัด อู๋โจว ไม่ต้องลังเลแล้ว ดาบนี้จะต้องเป็นจุดศูนย์รวมของคุณูปการทั้งชีวิตบนวิถีวรยุทธของเจียงจ้าวหมอ ไม่มีทางอ่อนด้อยได้แน่นอน”
ในขณะที่แขนของอู๋โจวกำลังปริแตก นางก็ยื่นศาสตราวุธเทพชิ้นนั้นไปให้เจียงจ้าวหมอ นักพรตหญิงที่ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายองอาจกล้าหาญพูดกลั้วหัวเราะเสียงดังว่า “อย่าให้แค่ “ไม่อ่อนด้อย” มันต้อง “แข็งแกร่งมาก” เท่านั้น!”
เจียงจ้าวหมอกุมดาบเล่มนั้นเอาไว้ สะบัดข้อมือ พูดด้วยสีหน้าเสียดายเล็กน้อย “ค่อนข้างเบา”
อู๋โจวกัดฟัน แล้วเตรียมจะพาร่างไปสิงอยู่บนดาบเล่มนั้น แต่เจียงจ้าวหมอกลับเดาความคิดของนางออก จึงรีบยื่นมือไปขวางการกระทำที่วู่วามของนางทันที จากนั้นมือหนึ่งถือดาบ เจียงจ้าวหมอที่แท้จะเรียกได้ว่ากายเนื้อกลายเป็นเทพถึงกับตัดใจวิถีวรยุทธที่เป็นท่าไม้ตายของตัวเองได้จริงๆ กายธรรมนักพรตของผู้ฝึกยุทธเจียงจ้าวหมอเงื้อดาบฟันไปข้างหน้าอย่างที่ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งใส่เส้นสีทองที่มีจุดเริ่มต้นมาจากสรวงสวรรค์เส้นนั้น แสงดาบที่ซุกซ่อนวิถีวรยุทธเอาไว้พุ่งไปถึง กระชากดึงให้เกิดแสงแก้วใสสว่างพร่างพราวเป็นทอดยาว
ทำลายปราการมหามรรคาที่คล้ายกับดินแดนอาคมแก้วใสชั้นหนึ่งให้แหลกสลาย ใบหน้าของเจียงจ้าวหมอที่ถอดกวานเต๋าหางปลาออกสดใส เส้นผมปลิวสยาย ทั้งแววตาและสีหน้าล้วนเต็มไปด้วยความสาแก่ใจ ฟันให้เกิดรอยดาบที่เล็กบางอยู่บนเสาสวรรค์แสงสีทองเส้นนั้น
อุตรกุรุทวีปจัดวางค่ายกลกระบี่ที่ยิ่งใหญ่โอฬารแห่งหนึ่ง แสงกระบี่ทั้งหลายที่ผุดขึ้นจากภูเขาสายน้าบนพื้นดินช่วยเพิ่มปราณกระบี่ให้ค่ายกลใหญ่นี้อย่างต่อเนื่อง
หลิวจิ่งหลงใช้กระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “กุยจวี้” เป็นแกนกลางค่ายกลใหญ่ ใช้การปล่อยกระบี่ของป๋ายฉางเป็น “ปลายกระบี่” ของทั้งค่ายกล และในเวลาสั้นๆ ก็ถึงกับสามารถเลียนแบบสร้างเส้นสีทอง “บนพื้นดิน” ที่แทบจะใกล้เคียงกับของจริงเส้นหนึ่งขึ้นมาได้!
เจียงจ้าวหมอไม่มีรอยเลือดใดๆ กายธรรมยังคงสะอาดสะอ้านไม่มีฝุ่นเกาะสักเม็ด เพียงแต่ว่าบนใบหน้าล้วนเป็นริ้วรอยจากการที่ทำลายและทอดทิ้งวิถีวรยุทธ เขาถูกอู๋โจวที่ไม่มีแขนตวัดชายแขนเสื้อหอบกลับมาไว้ข้างกาย ชายแขนเสื้อสองข้างของนักพรตหญิงห้อยตกลง เอ่ยด้วยสีหน้าเยียบเย็นว่า “พอได้แล้ว หากไม่เป็นเพราะป๋ายจิ่งฉีกช่องโหวให้อ้าออก นี่ก็ไม่ใช่การช่วงชิงบนมหามรรคาที่พวกเราจะเข้าร่วมอย่างส่งเดชได้จริงๆ”
แม้ว่ามหามรรคาของเจียงจ้าวหมอจะถูกทำลายไปเยอะมาก แต่จิตแห่งมรรคากลับไม่มีท้อถอยสิ้นกำลังใจเลยแม้แต่น้อย “แม้จะลงมือ แต่กลับไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องทำสำเร็จ การลงมือที่ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่สำเร็จ ก็คือจิตแห่งมรรคา”
อู๋โจวเอ่ยอย่างตกตะลึง “คือทองเม็ดหนึ่งที่อยู่ในนี่กองใหญ่หรือ”
เจียงจ้าวหมอยิ้มเอ่ย “คำพูดแบบนี้อย่าพูดอีกเลย หากอู๋โจวไปอยู่ในใต้หล้าไพศาลหรืออยู่ในใต้หล้าแห่งใด ก็ยังมีแต่จะอัดอั้นไม่เป็นสุขยิ่งกว่าเดิมเป็นทวีคูณ”
อู๋โจวกล่าว “ก็จริงนะ อาศัยโอกาสนี้ ข้าจะไปเยือนแจกันสมบัติทวีปในใต้หล้าไพศาลสักรอบ จะได้ให้เจ้าเฉิน…อาจารย์เฉินวางใจสักหน่อย เจียงจ้าวหมอ เจ้าจะเอาอย่างไรต่อ?”
เจียงจ้าวหมอกล่าว “กลับไปพักรักษาบาดแผล”
อู๋โจวเพ่งสายตามองให้แน่ชัด เลือกสถานที่ที่พลิ้วกายลงกับพื้น เรือนกายก็กลายเป็นแสงรุ้งเส้นหนึ่งที่พุ่งตรงลงไปยังโลกมนุษย์ ถือโอกาสคว้าไหล่ของ “โจวไห่จิ้ง” ที่ถือหอกเดินขึ้นฟ้าให้ลงไปด้วยกัน เอ่ยว่าพลังตบะของแม่นางน้อยยังอ่อนด้อย อย่าไปเพิ่มเติมเครื่องปรุงอะไรเลย ฟ้าดินเชื่อมโยงไม่ใช่การทำอาหารเสียหน่อย อู่โจวพาโจวไห่จิ้งกลับไปยังบริเวณใกล้เคียงกับหอสูงด้วยกัน เห็นว่าโจวไห่จิ้งยังมีสีหน้าเดือดดาล หันมาถลึงตาดุดันใส่ตน อู๋โจวก็ปล่อยมือออก ยิ้มเอ่ยว่า “แยกย้าย แยกย้ายกันได้แล้ว ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรพวกเราก็ได้แค่ทำอย่างสุดความสามารถ ที่เหลือก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามชะตาฟ้าลิขิตแล้ว ขอแค่ถามใจตัวเองแล้วไม่ละอายก็พอ”
โจวไห่จิ้ง” ยันหอกไว้กับพื้นดิน แถบผ้าหลากสีพลิ้วไสวสิบสองเส้นค่อยๆ สลายหายไป ดวงตาแนวตั้งที่อยู่ตรงหว่างคิ้วของนางก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
อู๋โจวกล่าว “ศาสตราวุธเทพสองเล่มอย่างลงทัณฑ์และพิฆาต แม่นางน้อยพวกเจ้าจงเก็บรักษาให้ดีอย่างสบายใจเถอะ ก่อนหน้านี้อู๋โจววางศักดิ์ศรีหน้าตาแย่งชิงมาจากเจ้าเฉินผิงอันได้ แต่กลับไม่มีหน้าจะรังแกผู้เยาว์ที่เหมือนยังสวมกางเกงเปิดก้นอย่างพวกเจ้า”
สิบสองคนของแผนภูมิดินที่มีโจวไห่จิ้งเป็นหนึ่งในนั้นมารวมตัวกัน ไม่ได้กังวลว่าอู๋โจวจะเกิดใจสังหารพวกเขาในฉับพลัน
อู๋โจวมองใบหน้าของคนหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยความกังวล แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตพวกนี้ ยกนิ้วโป้งให้กับพวกเขา “อายุน้อยใจกล้าไม่เบา ต้าหลีช่างโชคดีเหลือเกิน”
ไหล่ของอู๋โจวขยับเล็กน้อยก็มีแขนใหม่สองข้างขาวนวลราวกับรากบัวงอกขึ้นมา พึมพำกับตัวเองว่า “ราชครูหนุ่มของพวกเจ้าคนนี้ คือ….คนที่…มองใจคนของพวกเราแทบจะไม่มี…ความผิดพลาดเลย”
การประชุมในศาลบุ๋นแผ่นดินกลางก่อนหน้านี้ อันที่จริงระหว่างนั้นยังมีการประชุมริมน้าที่ถูกอำพรางไว้ครั้งหนึ่ง ควรจะพูดว่าบรรพจารย์สามลัทธิรับผิดชอบออกคำถาม หลี่เซิ่งรับผิดชอบกำกับควบคุมการสอบและตรวจข้อสอบมากกว่ากระมัง?
การทดสอบใหญ่ที่ริมแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาครั้งนั้น นอกจากผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง พวกอวี๋โต้ว อู๋โจว ฯลฯ พวกเขาต่างก็มีทางเลือกของตัวเอง แต่มีสองคนที่เป็นกรณียกเว้น เจิ้งจวีจงไม่ได้มา “เข้าร่วมการสอบ” แต่เฉินผิงอันกลับยิ่งเป็นกรณีพิเศษ ทั้งๆ ที่เผยกายริมน้าแล้ว แต่กลับไม่ต้อง “ตอบคำถาม?”
จิตแห่งมรรคาของอู๋โจวสั่นสะเทือน เจ้าโจวมี่แห่งเปลี่ยวร้างที่ถูกหมาตัวเมียเลี้ยงมา เขาทิ้งทางหนีทีไล่ไว้ในโลกมนุษย์จริงๆ ด้วย!
อาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่แจกันสมบัติทวีป และยังมีฝูเหยาทวีปกับใบถงทวีป ในศาลของสามทวีปแห่งไพศาลที่จำนวนไม่เท่ากัน ทว่าจำนวนกลับมากน่าดูชม สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้า เทวรูปร่างทองแห่งศาลเถื่อน ประหนึ่งถูกเส้นสีทองเส้นหนึ่งเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน พากันปริแตกพร้อมกัน และยังเหมือนว่าในนาทีนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เสวยควันธูปจากโลกมนุษย์อย่างพวกเขาจำต้องบวงสรวง สละตนเป็นเครื่องบูชาเพื่อ “สร้างความสำราญให้แก่เทพเจ้า” สวามิภักดิ์ต่อ “ฟ้าที่หล่นลงมา”
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงใต้หล้าเปลี่ยวร้าง แสงสีทองที่ปริแตกจำนวนนับไม่ถ้วนกลายเป็นเส้นบางๆ เหมือนควันธูปที่ลอยกรุ่นขึ้นเบื้องบน คือการทำให้ใต้หล้าผอมเพื่อตัวเองสมบูรณ์อย่างแท้จริง นี่ก็คือมหามรรคาของโจวมี่
ดังนั้นผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่ขึ้นเขาฝึกตนด้วยอักขระเมฆาวารีที่มหาสมุทรความรู้โจวมี่เป็นผู้สร้างขึ้นมา ต่างก็ต้องดึงควันธูปกลุ่มหนึ่งออกมาจากหัวใจ ทุกคนล้วนมีความเป็นเทพอยู่ในตัวทั้งสิ้น ก็เหมือนอย่างที่โจวมี่อาศัยเรือนกายของพวกเขาบ่มเพาะควันธูปที่มีความเป็นเทพบริสุทธิ์ส่วนหนึ่งขึ้นมา ตอนนี้ก็ถึงคราวที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างจะต้องใช้คืนทั้งต้นทั้งดอกแล้ว
จ้าวเทียนไล่ถอยออกมาจากช่องโหว่ ร่างแห่งมรรคาเปลวเพลิงโชติช่วงที่ไร้ซึ่งมลทิน ดึงเสี่ยวโม่ที่เลือดท่วมเต็มร่างออกมาด้วยกัน อาศัยตราประทับเทียนซือให้จำแลงกลายเป็นค่ายกลใหญ่ที่ฟ้าดินและกระบี่อาคมจำแลงออกมาเป็นภูเขาเขียวลูกหนึ่ง พริบตาเดียวก็ถูก “เส้นสีทอง” บดขยี้จนแหลกลาญ คนเราย่อมมีช่วงเวลาที่พละกำลังหมดลง สูญเสียอาวุธอาคมที่เป็นรากฐานของจวนเทียนซือซึ่งสืบทอดต่อกันมาหลายพันปีสองชิ้นไป สีหน้าของเทียนซือที่ขอบเขตถดถอยเป็นเซียนเหรินท่านนี้ยังคงเป็นปกติดังเดิม ชุดคลุมอาคมสีม่วงเหลืองกลายเป็นเถ้าถ่านร่วงเผลาะๆ เรือนกายของเทียนซือเหมือนใบไม้ปลิดปลิวที่หล่นร่วงสู่โลกมนุษย์
จิ้งจอกฟ้าสิบหางสีขาวหิมะตัวหนึ่งกระโดดทะยานออกมาจากจวนเทียนซือ ประคองร่างของเทียนซือและผู้ฝึกกระบี่ท่านนั้นไว้เบาๆ ต่อให้ซิ่วไฉเฒ่าบอกว่าไม่ต้องไปเยือนเปลี่ยวร้าง หย่าเซิ่งก็ยังคงพาร่างจริงเยื้องกรายมายังพื้นที่ใจกลางของเปลี่ยวร้างอยู่ดี
ป๋ายเจ๋อรู้ถึงความตั้งใจของอริยะศาลบุ๋นท่านนี้ แต่เขายังคงส่ายหน้า
หย่าเซิ่งมองความเป็นเทพที่พากันไหลรินเข้าหาเส้นสีทองที่อยู่เบื้องบนกลางอากาศ แล้วกระตุกคอเสื้ออีกครั้ง
เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ “ฆ่าใครก็เหมือนกันนั่นแหละ ข้าไม่ถือสาหรอกนะหากจะต้องร่วมมือกัน ส่วนราคาที่ต้องจ่ายจะมากหรือน้อย ฆ่าไปแล้วค่อยมาคิดกันอีกที”
เส้นเอ็นในหัวใจของเฝ่ยหรานและกุ่ยเค่อต่างขึงตึง เซี่ยสือจีที่คุ้นเคยกันแล้ว เวลานี้กลับเหมือนกลายมาเป็นคนแปลกหน้า
จิตหยินขอบเขตสิบสี่ของเจิ้งจวีจงเผยกายออกมาจากความว่างเปล่า มายืนอยู่ด้านหลังป๋ายเจ๋อ บวกกับเฉินชิงหลิวที่คุมเชิงอยู่กับป๋ายเจ๋อ ตำแหน่งของทั้งสามคนเชื่อมโยงเป็นเส้นเส้นหนึ่งพอดี
ในเมื่อป๋ายเจ๋อในภายภาคหน้าจะต้องกลายเป็นภัยแฝงที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจควบคุมได้ ถ้าอย่างนั้นก็ควรรีบกำจัดแต่เนิ่นๆ
คิดไม่ถึงว่าปีศาจใหญ่ชูเซิงขอบเขตสิบสี่จะพาแม่นางน้อยมัดผมแกละคนหนึ่งมายืนอยู่ด้านหลังจิตหยินของเจิ้งจวีจง ยังคงอยู่เหนือเส้นเส้นหนึ่ง
เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ดี ครึกครื้นแล้ว แบบนี้สิถึงจะถูก”
เจิ้งจวีจงไม่สนใจขอบเขตสิบสี่สองคนที่อยู่ด้านหลัง เพียงเอ่ยว่า “ป๋ายเจ๋อ เจ้าเหมือนคนโชคดีที่ดวงดีมากคนหนึ่ง ฟ้าดินและโลกมนุษย์ต่างก็โปรดปรานเจ้าเป็นพิเศษ แต่ก็แค่นี้เท่านั้น โลกมนุษย์มีคนแบบนี้อยู่เยอะ ก็แค่โชคดีเท่านั้นจริงๆ เพียงแต่ว่าเจ้าโชคดีเป็นพิเศษถึงได้กลายเป็น “นายท่านป๋ายเจ๋อ” แห่งใต้หล้าเปลี่ยวร้าง โจวมี่ไม่กล้ากินเจ้า ศาลบุ๋นไม่กล้าหมิ่นเกียรติเจ้า ใครก็ต้องเคารพเจ้า ก็หนีไม่พ้นว่ากลัวเจ้าจะลงมืออำมหิต”
ป๋ายเจ๋อยิ้มเอ่ย “ไม่อาจเถียงได้เลย”
เจิ้งจวีจงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หาไม่แล้วหากว่ากันด้วยสติปัญญา วิธีการ ความใจกล้า เจ้าก็ล้วนอยู่ปลายแถวไม่เข้าขั้น ใจเจ้าอ่อนเกินไป มักจะโหดเหี้ยมไม่ลง ต้องการให้ “อะไรก็ดีไปหมด” อยู่เสมอ เจ้าคิดอะไรก็จะได้อย่างนั้นเสมอหรือ? เปลี่ยวร้างรอคอยให้เจ้าตอบแทนมหามรรคามาโดยตลอด แต่เจ้ากลับไม่ยอมมอบความคาดหวังนี้ให้เลย”
“ดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้โจวมี่ได้ฉกฉวย สุดท้ายทำให้โจวมี่นำพาหายนะไปสู่สรวงสวรรค์ยุคบรรพกาลได้สำเร็จ”