กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1219.2 สยบคลื่นลม
“กลายเป็นว่าเพราะการไม่ทำอะไรของเจ้า แต่กลับมาครอบครองเปลี่ยวร้าง ส่งผลให้แผนการที่เฉินผิงอันจะเข้าสู่กระแสธรรมแล้วเชื่อมร้อยใต้หล้าห้าแห่งเพื่อถ่วงดุลแนวคิด “มหาปัญจธาตุ” แห่งวิถีเทพใหม่ต้องสูญเปล่าไม่เป็นผล ป๋ายเจ๋อ เจ้าสมควรตายจริงๆ”
ป๋ายเจ๋อเงียบไม่เอ่ยอะไร
ปีศาจใหญ่ชูเซิงที่ในมือถือไม้เท้ารีบร้อนส่งเสียง “ป๋ายเจ๋อ อย่าให้จิตแห่งมรรคาต้องวุ่นวาย ขอแค่ยืนหยัดได้อีกครู่เดียว โจวมี่ก็จะสามารถอาศัยวิถีแห่งเทพครอบครอง ‘ใต้หล้า’ โลกมนุษย์ก็จะได้ข้อยุติแล้ว”
เผ่าปีศาจจะเปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้านได้หรือไม่ก็อยู่ที่การกระทำในครั้งนี้แล้ว! หากแผนการของโจวมี่สำเร็จ สวรรค์ก็คือสวรรค์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พื้นดินก็คือพื้นดินของเผ่าปีศาจ จะให้ก็ให้ จะยึดคืนก็ยึดคืน ล้วนขึ้นอยู่กับอารมณ์เท่านั้น สรรพชีวิตทั้งหมดล้วนต้องก้มหัวนอบน้อม โลกมนุษย์กลับไปเดินบนเส้นทางเดิมอีกครั้ง? สำหรับเผ่าปีศาจที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ในมุมหนึ่งของพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารมานานเป็นหมื่นปี นี่ก็คือมหามรรคาเชื่อมฟ้าใหม่เอี่ยมเส้นหนึ่ง!
ชูเซิงรู้สึกเพียงว่าเสียวสันหลังวาบ ที่แท้จิตหยางขอบเขตสิบสี่ของเจิ้งจวีจงก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ข้างหลังเขากับเซียวสวิ้นแล้ว เป็นเหตุให้ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ พวกเขาอยู่บนแนวเส้นเดียวกันมาโดยตลอด
จิตหยินของเจิ้งจวีจงพลันหัวเราะขึ้นมา “แต่ว่า “ป๋ายเจ๋อที่สมควรตาย” ก็อยู่ในแผนการมาตั้งแต่ต้นแล้ว ป๋ายเจ๋อไม่เป็นเช่นนี้ ฟ้าดินจะสามารถเห็นหนึ่งในความเป็นมนุษย์บริสุทธิ์ที่ค่อนข้างยิ่งใหญ่ สร้าง “ฟ้าดินเชื่อมโยงถึงกัน” ที่มองไม่เห็นเส้นที่สองขึ้นมาได้อย่างไร?”
ปีศาจใหญ่ชูเซิงขมวดคิ้วมุ่น คำพูดประโยคนี้ของเจิ้งจวีจง สรุปแล้วหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
เซียวสวิ้นหัวเราะร่วน “สมองไม่พอใช้แล้วสินะ”
จิตใจของปีศาจใหญ่ชูเซิงยิ่งถูกเจิ้งจวีจงชักนำไปมากกว่าเดิม ช่วยไม่ได้ เป็นศัตรูและต้องคุมเชิงกับเจิ้งจวีจงบนเส้นทางนั้นมีแรงกดดันไม่น้อย ประเด็นสำคัญคือเจิ้งจวีจงคนที่สามไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน?
โดยไม่มีลางบอกเหตุ เซียวสวิ้นใช้หมัดต่อยทะลุหน้าอกของชูเซิง
“สัตว์เดรัจฉาน รู้หรือไม่ว่าอิสระที่ข้าแสวงหาคืออะไร?”
เซียวสวิ้นยิ้มกว้าง ปีศาจใหญ่ชูเซิงหลบหนีห่างไปไกลหมื่นลี้แล้ว เซียวสวิ้นตามติดดั่งเงา ฟ้าดินรอบด้านแถบหนึ่งเป็นสีดำแถบหนึ่งเป็นสีขาว เหมือนเด็กน้อยที่เอากองเถ้าผ้าแพรมาประกบประกอบรวมกัน และคล้ายกับถูกปราณกระบี่ตัดแบ่งออกมาให้เป็นดินแดนแก้วใสพื้นที่ของใครของมัน ขัดขวางทางไปของปีศาจใหญ่ชูเซิงที่มีสีหน้าตะลึงพรึงเพริดเอาไว้ ชูเซิงคำรามก้องเดือดดาล “เซียวสวิ้น เจ้าบ้าไปแล้วหรือไร?!”
“มีอิสระที่ไม่ได้เป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ มีอิสระที่เกลียดไพศาลจึงทรยศออกจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ มีอิสระที่อยู่ในเปลี่ยวร้างเกลียดขี้หน้าใครก็ฆ่าคนนั้น มีอิสระของเซียวสวิ้นที่ได้เป็นตัวของเซียวสวิ้นอยู่ตลอดเวลา!”
“เฉินชิงตูที่ควบคุมเรื่องโน้นเรื่องนี้มานานหมื่นปียังควบคุมข้าไม่ได้ ราชาบนบัลลังก์ผายลมสุนัขอย่างพวกเจ้าก็คิดจะควบคุมข้าหรือ? ไปตายซะเถอะ!”
ปีศาจใหญ่ชูเซิงที่ถูกด่าว่า “สัตว์เดรัจฉาน” เข้าไปอยู่ใน “ตำหนักอิงหลิง” ที่ปีนั้นเขาเป็นผู้สร้างขึ้นมาเองกับมือ สีหน้าของชูเซิงมืดทะมึน ลอยตัวอยู่กลางอากาศว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดที่เป็นสีดำสนิท ในมือของปีศาจใหญ่ถือไม้เท้า ในใจเจ็บแค้นอย่างถึงที่สุด เฉินชิงตูมันช่าง…แรกเริ่มปีศาจใหญ่อย่างเขากับพวกจูเยี่ยนยังกังวลว่าเซียวสวิ้นทรยศออกจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ จะเป็นแผนการที่เฉินชิงตูกับเซียวสวิ้นช่วยกันประสานในนอกหรือไม่ ภายหลังโจวมี่บอกว่าไม่ใช่ ทางฝั่งของเฝ่ยหรานและกุ่ยเค่อก็แน่ใจแล้วว่าเซียวสวิ้นไม่มีความคิดที่จะร่วมมือกับทางใต้หล้าไพศาลอย่างแน่นอน ในบรรดาราชาบนบัลลังก์ของเปลี่ยวร้างที่อยากจะแว้งกลับไปโจมตีไพศาลมากที่สุด ย่อมต้องมีนางเซียวสวิ้นเป็นคนหนึ่งในนั้น…เฉินชิงตูยอมมอบเด็กน้อยซุกซนที่ไร้เหตุผลที่สุดและไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนมากที่สุดมาให้เปลี่ยวร้างจริงๆ หรือ? จะเรียบง่ายแค่นี้จริงหรือ?
เซียวสวิ้นยืนอยู่บนหอสูงที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ นางขมวดคิ้ว ที่แท้ก็มีคนนอกดอดเข้ามาในนี้ด้วย
เจิ้งจวีจงยืนอยู่ข้างกายนาง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ไม่สู้ติดตามข้าไปเก็บกวาดซากเละเทะที่เปลี่ยวร้าง บุกเบิกโฉมหน้าใหม่ ก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์”
ป๋ายเจ๋อกับมหามรรคาของใต้หล้าเปลี่ยวร้างไม่สอดคล้องกัน แต่เซียวสวิ้นนั้นไม่เหมือนกัน
เซียวสวิ้นหลุดหัวเราะพรืด “ใครจะก่อตั้งลัทธิ ใครจะเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์? เจิ้งจวีจง เจ้าคิดจะทำให้ใครสะอิดสะเอียนกัน เจ้าก็คู่ควรให้ข้าช่วยสนับสนุนหรือ? โอ้โหพะอืดพะอมแล้ว สะอิดสะเอียนจนจะอ้วกแล้ว…”
เจิ้งจวีจงกล่าว “ข้าคือคนก่อตั้งลัทธิ เจ้าคือคนที่เรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์”
เซียวสวิ้นอึ้งตะลึง สองมือจับผมแกละ “ว่าไงนะ?!”
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเปลี่ยวร้าง ในถ้ำไม่ทราบนาม หลิวป๋ายถามอย่างประหลาดใจ “ศิษย์พี่ ในเมื่อพวกเราต่างก็เป็นบุคคลที่เกิดจากสังหารสามอสุภะของอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นรอให้อาจารย์กลับคืนมายังโลกมนุษย์แล้ว ก็จะต้องได้ครอบครองร่างแห่งมรรคาที่ยอดเยี่ยมมากพอจะแบกรับความเป็นเทพไร้ที่สิ้นสุดของเขาได้ถึงจะถูก”
โซ่วเฉินเอ่ย “กุ่ยเค่อที่จำแลงมาจากมหามรรคาของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง อาจารย์ได้แบ่งแยกและจับนางมารวมกันหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน ได้เปิดเส้นทางของการเป็นนกพิราบยึดรังนกกางเขนทิ้งไว้มานานแล้ว ห้องหนังสือที่มีชื่อว่าฮ่าวหรันแห่งนั้นก็น่าจะเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เอามาใช้ผสานมรรคาใหม่อีกครั้ง”
โจวชิงเกาพยักหน้าเอ่ยว่า “ไม่เสียแรงที่เป็นอาจารย์ผู้มีแผนการล้ำลึกคำนวณการณ์ไกลได้อย่างแยบยล”
แต่หลิวป๋ายกลับรู้สึกประหลาด นางอึดอัดอย่างมาก “ข้าคือสตรี กุ่ยเค่อก็เป็นสตรี อาจารย์ไม่รู้สึกรังเกียจบ้างหรือ?”
โซ่วเฉินหลุดหัวเราะพรืด “นี่ก็คือการดำรงอยู่ของมรรคา แค่นี้จะนับเป็นอะไรได้”
หน้าประตูถ้ำสถิต เจิ้งจวีจงโบกชายแขนเสื้อไปสองครั้งแล้ว คล้ายกับโบกปัดอะไรบางอย่าง
เงาหมอกถาม “ทำไมเจ้าไม่กำจัดหลิวเสี้ยนหยางไปพร้อมกันด้วยเลยล่ะ?”
ร่างจริงของเจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็สลายความเป็นมนุษย์จนสิ้น “กลายเป็นเทพ” อย่างสิ้นเชิงแล้วจริงๆ แล้วพวกเราจะยังรับมือกับโจวมี่ไปอีกทำไม คาดว่าโจวมี่ก็น่าจะยินดีที่ได้เห็นด้วยซ้ำ เป็นฝ่ายเลือกให้ฟ้าและดินเชื่อมถึงกัน ชักนำ “เขา” เข้าสู่สรวงสวรรค์แห่งใหม่ เมื่อเป็นเช่นนี้การสลายมรรคาของบรรพจารย์สามลัทธิ การเดินขึ้นฟ้าไปขวางทางของจือสือ แน่นอนว่ายังมีการร่วมมือกันวางแผนของชุยฉานกับฉีจิ้งชุน ทุกอย่างล้วนจะกลายเป็นเรื่องตลกที่ใหญ่ที่สุดในโลกมนุษย์”
เงาหมอกถามอย่างสงสัย “ไม่เข้าใจ”
เจิ้งจวีจงกล่าว “หากเจ้าเข้าใจได้ทั้งหมด โจวมี่จะถูกล่อให้ติดกับได้อย่างไร”
“หมื่นปีที่ผ่านมา ใครสามารถถูกบรรพจารย์สามลัทธิและขอบเขตสิบสี่มากมายขนาดนี้ร่วมมือกันเล่นงานได้บ้าง?”
“มีแค่โจวมี่เท่านั้น”
เงาหมอกกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็พูดภาษาคนที่ข้ากู้ช่านพอจะเข้าใจได้หน่อย”
เจิ้งจวีจงเอ่ย “ชุยฉานขอให้ข้าช่วยปกป้องมรรคา คือการปกป้องมรรคาเพื่อ “เฉินผิงอัน อย่างแท้จริง แต่กลับไม่ใช่เฉินผิงอันคนที่หวนกลับมายังไพศาลที่พวกเจ้าเห็น แต่เป็นเฉินผิงอันที่ถูกเขากักขังเอาไว้”
“เฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพกักขังเฉินผิงอันที่มีความเป็นมนุษย์”
ฟังมาถึงตรงนี้ กู้ช่านก็เอ่ยอย่างเดือดดาล “เจ้าผายลมน่ะสิ! อย่ามาพูดจาเหลวไหลแสร้งทำเป็นลึกลับซับซ้อนที่นี่…”
เจิ้งจวีจงพึมพำอยู่กับตัวเอง “นับตั้งแต่ตอนที่เขาอายุยังน้อย เส้นแห่งความดีความเลวของจิตใจมนุษย์ก็อยู่ใกล้กันมาก แทบจะผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ยิ่งเป็นคนข้างกายที่คุ้นเคยกับเฉินผิงอันมากเท่าไร พวกเจ้าก็ยิ่งมองไม่ออกมากเท่านั้น นี่เรียกว่าเงามืดใต้โคมไฟ ในความเป็นจริงแล้วตัวเฉินผิงอันเองก็ไม่อาจแยกแยะได้อย่างชัดเจน อะไรคือความเป็นคนและความเป็นเทพที่แท้จริง ภายหลังในที่สุดก็ได้รู้แล้ว แต่กลับไม่เป็นตัวของตัวเอง ในเมื่อกลายเป็นครึ่งของหนึ่งนั้นก็ย่อมต้องมีภาระของครึ่งของหนึ่งผูกติดอยู่ตลอด”
“ตอนที่เฉินผิงอันอายุยังน้อยก็แสวงหา “การไร้ความผิด’ มาโดยตลอด ตัวเขาเองกลับรู้สึกว่านี่คือเรื่องที่สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดิน ใครที่เป็นคนก็ควรต้องเป็นเช่นนี้ แต่กลับไม่รู้ว่านับแต่โบราณมา คนที่คิดเช่นนี้อีกทั้งยังทำเช่นนี้มีเพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ผู้ฝึกบำเพ็ญตนไม่ถือว่าเป็นคนแล้ว ที่พูดถึงก็คือสถานการณ์เช่นนี้”
“เจ้าลองย้อนนึกดู บนเส้นทางชีวิตของเขา ความเดือดดาลอย่างรุนแรงที่มีน้อยจนนับนิ้วได้พวกนั้น เป็นเพราะ “ใช้ความดีมองเห็นความเลว” เท่านั้นจริงหรือ? คือถูกผิด คือความดีเลวของใจคนหรือ? ใช่ก็ใช่ แต่กลับไม่ใช่ทั้งหมด แรกเริ่มสุด ท่ามกลางสายฝนของตรอกหนีผิงในปีนั้น ลูกศิษย์เตาเผาเกือบจะบีบคอซ่งจี่ชินตาย ก่อนหน้านี้ไม่นาน ริมฝั่งแม่น้ำแห่งกาลเวลา ได้เจอกับ ‘วิญญาณกระบี่” ที่เดินผ่านด่านทางใจที่ยากลำบากมากมายอยู่เคียงข้างเขา กินผู้ครองกระบี่ใหม่เอี่ยมเข้าไป เฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพเป็นหลักรู้ดีถึงความแตกต่างของทั้งสองอย่างนี้ ดังนั้นเขาถึงได้โกรธเคือง เขาก็เหมือนคนที่พูดด้วยความโมโหซ้ำไปซ้ำมาว่า “เปลี่ยนกลับมา” “เอากลับมา” …”
“เด็กกำพร้าคนหนึ่งที่ระมัดระวังอย่างถึงที่สุด ความโกรธเคืองเดือดดาลทั้งหมดในชีวิตนี้ที่ไม่อาจควบคุมได้ ล้วนสรุปรวมเป็นประโยคเดียวว่า “พวกเจ้าคือมนุษย์ ไฉนถึงทำเรื่องแบบนี้ได้?!”
เจิ้งจวีจงหัวเราะ “ผิดแล้ว ผิดมหันต์เลยล่ะ เพราะว่าพวกเจ้าคือมนุษย์ พวกเจ้าถึงได้ไร้สาระและทำผิดพลาดกันเช่นนี้ แล้วก็เพราะความ “ผิดพลาด” โลกมนุษย์ถึงได้มีชีวิตชีวา”
โลกมนุษย์ก็คือความผิดพลาดนับไม่ถ้วนที่ถักทอเข้าด้วยกัน เหมือนต้นหญ้าบนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เกาะกลุ่มรวมกันเติบโตงอกงาม แผ่ขยายก่อเกิดพลังชีวิตอันไร้ขอบเขต ทั้งดิบเถื่อนและอ่อนโยนควบคู่กัน
มรรคาไร้ความลำเอียง ยอมรับได้แค่ความดีงามที่โลกยุคหลังสรุปรวมออกมาเท่านั้นจริงๆ หรือ ไม่อาจยอมรับความเลวร้ายที่ถูกตัวอักษรของโลกมนุษย์จำกัดความจริงๆ หรือ?
“แล้วก็เพราะเขาเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก เป็นเหตุให้ต่อให้แบ่งความเป็นเทพและความเป็นคนออกจากกันได้ เฉินผิงอันก็ยังคงเป็นเฉินผิงอัน ดังนั้นปรมาจารย์มหาปราชญ์ถึงได้ไปเยือนใบถงทวีป ไปเห็นมากับตาตัวเอง”
“ดังนั้นมรรคาจารย์เต๋าและศาสดาพุทธถึงได้ไปเยือนเมืองเล็กของอำเภอไหวหวง เพราะก็ต้องไปดูให้แน่ใจว่าชุยฉานกับฉีจิ้งชุนคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่”
“ชุยฉานไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่มารอบหนึ่ง ขอยืมตัวอักษรแห่งชะตาชีวิตสองตัวมาใช้ พลิกกลับภูเขาสายน้า สิ่งที่เขาพลิกกลับอย่างแท้จริงก็คือความเป็นคนและความเป็นเทพของเด็กหนุ่มที่เคยเดินทางไกลท่องไปตามภูเขาเขียวน้ำใส”
จากลากับศิษย์พี่ชุยฉานที่หัวกำแพง แต่เฉินผิงอันกลับตื่นขึ้นมาที่ “ถ้ำแห่งวาสนา” บนทะเล “เทพ” เดินอยู่ในโลกมนุษย์จะไม่ใช่ความฝันใหญ่ตื่นหนึ่งหรอกหรือ? จะไม่มีความสงสัยว่าชีวิตคือฝันซ้อนฝันได้หรือ?
เส้นสีทองสองเส้นจากใต้ฟ้าและบนดินผสานรวมเป็นหนึ่งอีกครั้ง พุ่งชนปะทะกันอีกครั้ง ควรจะแยกจุดที่ฟ้าดินบรรจบกันได้อย่างไรก็ง่ายมาก แค่ต้องดูตำแหน่งที่ฝนไฟสาดกระจายออกไป แค่มองก็รู้แล้ว
ฝนเพลิงระลอกแล้วระลอกเล่าขยับเข้าใกล้โลกมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็ลอยขึ้นสูง ไม่อาจทำให้ “ฟ้าร่วง” กลายเป็น “ฟ้าขึ้น” อย่างยาวนานได้ในรวดเดียว
เจิ้งจวีจงเงยหน้ามองภาพเหตุการณ์อลังการยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนตลอดหมื่นปี คนนอกยากที่จะจินตนาการได้ถึงสภาพการณ์ของ “เฉินผิงอัน” แต่เขากลับพอจะเข้าใจได้หลายส่วน
คิดดูแล้วในอดีตตอนที่เด็กหนุ่มรองเท้าสานเดินอยู่บนสะพานแบบคานแห่งนั้น ก็น่าจะต้องแบกรับความทุกข์ทรมานมากกว่าหลายต่อหลายเท่าเลยกระมัง
เพราะถึงอย่างไรตอนนั้นเด็กหนุ่มก็เดินทีละก้าวไปหาอนาคต แต่วันนี้กลับเดินเข้าหาจุดจบของมหามรรคาในชีวิตนี้
คนที่ชีวิตนี้เป็นห่วงโลกมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้
ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็เพียงเพื่อพิสูจน์เรื่องหนึ่งแก่คนนอกฟ้าดินที่แอบเฝ้าสอดส่องจิตใจเขามาช้านาน และพิสูจน์แก่ผู้คนและเรื่องราวมากมายในส่วนลึกของหัวใจที่ตัวเขาเองไม่อาจฉุดรั้งไว้ได้
เฉินผิงอันแห่งตรอกหนีผิง นับแต่เด็กมาเขาก็คือคนดี
“ข้าต้องดูแลเฉินผิงอันแทนซุยฉาน ความเป็นเทพจะมากเกินไปไม่ได้ ความเป็นมนุษย์จะน้อยเกินไปก็ไม่ได้ ส่วนเฉินผิงอันจะลำบากหรือไม่ จะน่าสงสารหรือไม่ ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของข้า”
“ข้าเคยเล่นหมากล้อมเมฆหลากสีกับชุยฉานไปสิบตา”
“การที่ชุยฉานแพ้ให้ข้า ก็เพียงแค่เพราะกระดานหมากเล็กเกินไป”
ยิ่งกระดานหมากใหญ่เท่าไร ความสามารถในการวางหมากของซุยฉานก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น ผู้รับช่วงต่อเล่นกระดานหมากนั้นต่อก็คือเฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพ
เป็นเหตุให้ศึกกับเซียนเหรินหันอวี้ซู่ที่ใบถงทวีป ฝ่ายหลังเคยเรียกสมบัติหนักแห่งสำนักออกมา ทว่า “เฉินผิงอัน” กลับมีท่วงท่าผ่อนคลายสบายอารมณ์ ไม่เก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย พูดแค่ว่าเทพหญิงผู้นั้นคือ…ผู้น้อยที่ล่วงเกินผู้ใหญ่!
ร่วมกันสังหารเจียงเซ่อ “เฉินผิงอัน” ปล่อย ‘ความเป็นเทพ” ออกมา เหมือนกับเทพที่มีเหตุผลเยือกเย็น ปราศจากความผิดพลาด และไร้ซึ่งหัวใจมากกว่าจริงๆ หรือ? ไม่ใช่มนุษย์ที่เต็มไปด้วยเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาหรือไร?
ที่เมืองหลวงต้าหลี ถูกคันฉ่องหยุดวารีปลดปล่อย ‘ความเป็นเทพ” ออกมา ไฉนถึงได้เลือกจะลงมือกับลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊ออย่างอำมหิตที่สุด?
แล้วก็เพราะเจียงเซ่อปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารรู้เรื่องนี้ ในศึกเป็นตายช่วงหลังถึงได้เลือกที่จะหยุดมืออย่างเหมาะสม ปล่อยให้เฉินผิงอันที่มีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงใช้กระบี่ฟันสังหารช่วงชิงบัลลังก์ไปจากตัวเอง
ก่อนหน้านี้เจียงเซ่อมีจิตสังหารถึงเพียงใด ปราณสังหารเข้มข้นแค่ไหน ผู้ที่ป่าวประกาศกับ “เฉินผิงอัน” ว่าคนที่สังหารเทพองค์แรกของโลกมนุษย์ในอดีต ก็คือเขาเจียงเซ่อ!
เงาหมอกเงียบงันไปเนิ่นนาน ก่อนจะถามเสียงเบาว่า “ทำไมไม่รออีกสักหน่อย? รอให้เฉินผิงอันสร้าง “มหาปัญจธาตุ” ขึ้นมาเสียก่อน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าไม่มีวิธีช่วยเขาสลายการประทานพรจากขอบเขตสิบสี่ของ “เสี่ยน”
เจิ้งจวีจงรู้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง “ก็เพราะว่าเจ้าคือลูกศิษย์ผู้สืบทอด ข้าถึงได้มีความอดทนดีเช่นนี้ ถ้าเป็นเฉินผิงอันคงไม่ถามคำถามโง่เง่าแบบนี้ออกมา”
เงาหมอกไม่ได้ด่าต่ออย่างหาได้ยาก
เจิ้งจวีจงอธิบายว่า “คิดอยากจะพบเจอกันบนทางแคบ ให้คนอ่อนแอสังหารคนแข็งแกร่ง ก็ต้องเลียนแบบวิธีการที่ปีนั้นใช้สังหารไช่จินเจี่ยนในเมืองเล็ก เอาชนะด้วยการจู่โจมอย่างที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว จะมีแผนการที่รอบคอบรัดกุมไปทุกด้านอย่างแท้จริงเสียที่ไหน กระดาษสองปีกที่อยู่ในจวนราชครู ล้วนจงใจให้โจวมี่ดู ก็คือต้องการให้เขาเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อส่งกระบี่ไปแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายก็จะได้เริ่มสะสมกำลังที่แท้จริง จัดวางกองกำลังอย่างมั่นคง สักวันหนึ่งจะเปิดฉากเข่นฆ่าอย่างผึ่งผายบนสนามรบ กู้ช่าน ข้าถามเจ้าหน่อย ต่อให้เฉินผิงอันจะฉลาดแค่ไหน แต่เขาสู้โจวมี่ได้หรือ?”
กลุ่มหมอกเอ่ย “ข้าคิดว่าสู้ได้”
เจิ้งจวีจงมีโทสะอย่างที่หาได้ยากเช่นกัน เขาเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำอย่างหนึ่ง ทนเห็นคนโง่ไม่ได้มากที่สุด
ยังดีที่เงาหมอกเอ่ยเสริมมาประโยคหนึ่งว่า “เฉินผิงอันก็แค่เสียเปรียบที่อายุน้อยกว่า”