กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1219.3 สยบคลื่นลม
เจิ้งจวีจงกล่าว “กระบี่นั้น คนปล่อยกระบี่ คนรับกระบี่ ทั้งสองฝ่ายต่างก็จงใจทำ โจวมี่ต้องการให้เฉินผิงอันประมาท เข้าใจผิดคิดว่าจะสามารถผ่านสะพานเชื่อมอย่างเฉินผิงอันทำให้ได้รับการเชื่อมโยงที่มากกว่าเดิมมาจากโลกมนุษย์ ส่วนเฉินผิงอันก็ต้องการให้โจวมี่เข้าใจผิดคิดว่าศึกปิดฉากจะเกิดขึ้นในอีกร้อยสองร้อยปีข้างหลัง ขณะเดียวกันสิ่งที่โจวมี่เชื่อมโยงกับโลกมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ใช่สะพานที่เต็มไปด้วยใจคนในโลกโลกีย์ แต่เป็นตำหนักเทพแห่งหนึ่ง ควันธูป “บนพื้นดิน” ที่ถูกเฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพหล่อหลอมมานานแล้วสอดแทรกไปด้วยใจคนและความเป็นคนที่เล็กมาก แต่กลับมีมากมายอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ซึ่งเฉินผิงอันสะสมมาก่อนที่เขาจะเผชิญหน้ากับจิตมารและได้สังหารตัวเองไปนับล้านๆ ครั้ง โจวมี่ไม่กล้าหล่อหลอมมันอย่างส่งเดช แต่ก็ไม่อาจตัดใจสละทิ้งได้ ถึงอย่างไรสรวงสวรรค์ใหม่ก็เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งวิถีเทพที่สมบูรณ์ซึ่งไม่สามารถใช้กำลังภายนอกมาทำลายได้ จึงได้แบ่งส่วนหนึ่งยัดเข้าไปในร่างของพวกหลีเจิน คิดอยากจะรอดูการเปลี่ยนแปลงอย่างสงบ ทว่าเทพสูงสุดกลุ่มใหม่พวกนี้ ถึงอย่างไรก็เป็นเทพสูงสุดปลอมๆ เท่านั้น ผู้ที่หลุบตามองมาจากที่สูงเห็นภูเขาสายน้าชัดเจนกระจ่างตา ผู้ที่เงยหน้ามองหน้าผาสูงเห็นเมฆหมอกบดบังแสงท้องฟ้า เมื่อเส้นแห่งมหามรรคาเชื่อมโยงฟ้าและดินก็ได้แต่บังคับจับพวกหลีเจินมากิน ด่าเฉินผิงอันว่าสถุลชั้นต่ำ ก็ถือว่าโจวมี่อบรมบ่มเพาะตัวเองมาดีมากแล้ว”
แล้วก็จริงดังคาด ขณะที่เจิ้งจวีจงกำลังพูดอยู่นั้น
เส้นสีทองที่ร่วงลงมาจากฟ้าด้วยพลานุภาพที่มิอาจต้านทาน ถึงกับเกิดการส่ายไหวเบาๆ อย่างไม่สมเหตุสมผล ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีผู้ฝึกตนคนใดในโลกมนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกลับเกิดเสียงเหมือนเครื่องกระเบื้องเกิดรอยร้าวเล็กๆ ดังเป็นระลอก ระหว่างฟ้าดินมีคลื่นแห่งมหามรรคาดังเหมือนลั่นระฆังใหญ่ ฝนเปลวเพลิงที่เดิมทีพลานุภาพก็ยิ่งใหญ่มากอยู่แล้ว เวลานี้กลับยิ่งส่องแสงเจิดจ้าพร่าตา ความเป็นเทพของสองฝ่ายที่พุ่งชนปะทะกันยิ่งกระเพื่อมรุนแรงมากขึ้นทุกที เส้นสีทองเส้นหนึ่ง “พุ่งขึ้นจากพื้น” สู่ระดับสูงลิ่วในชั่วพริบตา
เจิ้งจวีจงหัวเราะ พูดนอกประเด็นมาประโยคหนึ่งว่า “เฉินผิงอันอยู่ที่ภูเขาถัวเยว่เคยพูดว่าหากตัวเองมีอายุการฝึกตนได้เท่าหยวนซง หยวนซงคงไม่เห็นว่าเขาออกกระบี่อย่างไรด้วยซ้ำ นั่นไม่ถือว่าคุยโว”
“กู้ช่าน เจ้าคิดว่าสิ่งที่ชุยฉานอยากปกปิดอย่างแท้จริงก็คือการที่กระบี่โบราณเล่มนั้นยอมรับเฉินผิงอันเป็นนายอย่างนั้นหรือ?”
“ผิดแล้ว แต่เป็นความเป็นคนและความเป็นเทพที่นับตั้งแต่เฉินผิงอันเป็นเด็กกำพร้าก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งยังปะปนกันจนแยกไม่ออกต่างหาก นั่นต่างหากถึงจะเป็นจุดที่น่ากลัวอย่างแท้จริงของเฉินผิงอัน ใช้ ‘วิญญาณกระบี่” ของกระบี่โบราณมาปิดบังเรื่องนี้ก็เหมาะสมอย่างถึงที่สุดแล้ว”
เจิ้งจวีจงกล่าวต่ออีกว่า “พวกเราแต่ละคนวางแผนกันมาเนิ่นนาน จังหวะลงมือก่อนหลังที่แท้จริงก็คือสองประโยคที่อยู่ในคัมภีร์ซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็นผู้นำแห่งเหล่าคัมภีร์เล่มนั้น”
“ประโยคที่ว่า “วิถีแห่งฟ้าดำเนินไปอย่างแข็งขัน วิญญูชนไม่หยุดพากเพียร” ของกว้าแรก”
ปีนั้นในถ้ำสวรรค์หลีจู ปราณสังหารอยู่ทั่วสารทิศ ฉากสังหารที่ฉีจิ้งชุนต้องตายถูกจัดวางไว้ แต่กลับไม่ได้คิดเลยว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องสองฝ่ายกลับคิดพิจารณาไปก่อนแล้วว่าจะคลายเงื่อนตายของโลกมนุษย์ได้อย่างไร
คิดอยากจะแทนที่โลกมนุษย์ไปเก็บกวาดซากปรักสรวงสวรรค์ยุคบรรพกาลซึ่งเหมือนถูกพยับหมอกเมฆทะมึนบดบังอยู่ชั่วนิรันดร์กาล
หากไม่เน้นย้ำในเรื่องของผลงานอันเป็นรูปธรรมอย่างถึงที่สุดก็ย่อมไม่อาจทำสำเร็จได้ แต่หากมีแต่ความรู้ด้านผลงานและคุณความชอบของชุยฉานเป็นรากฐานอย่างเดียวก็ไม่ได้เหมือนกัน คิดคำนวณใจคนถึงที่สุด แต่กลับพลาดเรื่องใจฟ้า
ต่อให้บทเปิดฉากของเจ้าจะเป็นถ้อยคำอันห้าวเหิม หรือต่อให้จิตใจจะทะเยอทะยานแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็ต้องเอนเอียงคลาดเคลื่อน ยากที่จะเรียกว่าเป็นการดำเนินตามมหามรรคาได้อย่างแท้จริง อย่างน้อยที่สุดชุยฉานก็ผลักดันทฤษฎีเรื่องผลงานอันเป็นรูปธรรมมาแค่ร้อยปี หาใช่พันปีไม่
สถานการณ์ใหญ่กำลังจะถาโถมบดขยี้เข้ามาในไม่ช้า ชุยฉานไม่มีเวลาแล้ว
“กว้าที่สองคือ “ดินมีอิทธิพลต่อปฐพี วิญญูชนย่อมรองรับสรรพสิ่งด้วยคุณธรรม” นี่ก็คือคำตอบต่อคำถามใหญ่เทียมฟ้านี้ คือคำอธิบายเพียงหนึ่งเดียว กู้ช่าน ท่องจำได้ไหม?”
กู้ช่านสัมผัสได้ถึงการเสื่อมถอยของเส้นสีทองที่ขึ้นไปจากพื้นดิน จิตใจก็ร้อนราวไฟลน จึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ข้าผู้อาวุโสท่องได้กับมารดาเจ้า….”
เจิ้งจวีจงหัวเราะร่วน ความอดทนของเขาก็มีจำกัดเหมือนกัน ถึงอย่างไรทุกวันนี้เจ้าก็เป็นแค่เศษสวะที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ใหญ่แล้ว
โชคดีที่กู้ช่านเปลี่ยนคำพูดอย่างว่องไว เหมือนเด็กน้อยในโรงเรียนประถมที่ท่องตำราเพียงไม่นานก็ท่องไปถึงประโยคว่า “ครองฉลองพระองค์สีเหลืองมหามงคล (หวงฉางหยวนจี๋) เพราะวัฒนธรรมคุณธรรมสถิตอยู่ภายใน มังกรต่อสู้กันกลางทุ่ง แสดงว่าหนทางนั้นได้ถึงที่สิ้นสุดแล้ว….
กู้ช่านพลันหุบปาก เอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “เป็นเจ้าหรือไม่ก็ชุยฉานที่ตกลงกับเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว?!”
เจิ้งจวีจงส่ายหน้า “ไม่ใช่ เขาเป็นคนคิดได้เอง หรือควรจะบอกว่านี่คือการขานรับของคนและฟ้าหลังจากที่เขาได้พิสูจน์มรรคาบินทะยาน”
หยวนซงลูกศิษย์คนแรกของบรรพบุรุษใหญ่ภูเขาถัวเยว่ แท้จริงแล้วแรกสุดป๋ายเจ๋อได้ตั้งชื่อให้เขาว่า “หยวนจี๋” นักพรตน้อยที่อุ้มหูฉินติดตามอาจารย์เดินทางผ่านพันภูเขาหมื่นสายน้ำมีชื่อว่า “หวงฉาง”
มังกรที่แท้จริงตัวสุดท้ายบนโลกขึ้นฝั่งทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีป แล้วหนีไปทางเหนือตลอดเส้นทาง ไปตามเส้นทางมังกรเดิน แล้วไปตายอยู่ที่ถ้ำสวรรค์หลีจู ก็เพื่อ “มังกรต่อสู้กันกลางทุ่งนา (อุปมาถึงการปะทะกันอย่างรุนแรงของพลังอำนาจใหญ่สองฝ่ายจนถึงขั้นถึงขีดสุดหรือใกล้แตกหัก)
ผีที่ร่อนเร่อยู่ในราชสำนักต้าโซ่วมานานหลายปี “เสี่ยน” ที่แบกรับทัณฑ์สวรรค์รุนแรงมานานเจ็ดพันปี ทนทุกข์ทรมานมานานสามพันปี ต้องเจอกับการสละร่างใต้คมอาวุธ คือหนทางนั้นได้ถึงที่สิ้นสุดแล้ว
กู้ช่านเอ่ยอย่างเสียใจ “มรรคาจารย์เต๋าก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่า ไม่กล้าเป็นผู้นำแห่งใต้หล้า”
เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย “แค่พูดให้พวกเจ้าฟัง ไม่ได้พูดให้ใครบางคนฟัง”
ถึงอย่างไรก็เป็นบัณฑิตที่ไม่เคยเรียนหนังสือที่โรงเรียนแม้แต่วันเดียว ท้ายที่สุดแล้วก็มีจิตใจดั้งเดิมของบัณฑิตที่เฝ้าหวังมายาวนานว่าไม่อยากให้ผู้อื่นต้องผิดหวังเนิ่นนาน
มหาสมุทรความรู้โจวมี่แห่งเปลี่ยวร้าง เฉินผิงอันแห่งภูเขาลั่วพั่ว ก่อนที่ฟ้าและดินจะเชื่อมโยงถึงกันในครั้งนี้ ท่ามกลางขั้นตอนที่พวกเขาแต่ละคนค่อยๆ กลายเป็นครึ่งของหนึ่ง การช่วงชิงบนมหามรรคาที่แท้จริงของพวกเขาสองฝ่ายคืออะไร?
ใช้ความเป็นคนให้กำเนิดความเป็นเทพที่มากที่สุด ดังนั้นจึงต้องเดินขึ้นฟ้า
ใช้ความเป็นเทพให้กำเนิดความเป็นคนที่มากที่สุด ดังนั้นถึงได้อยู่บนดิน
บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคา สยบกำราบความเป็นมนุษย์ที่โจวมี่ปรารถนาอยากจะได้ไปจากโลกมนุษย์มากกว่าเดิม
นักพรตเซียนเว่ยเฝ้าประตูก็เพื่อป้องกันความเป็นเทพของเฉินผิงอันไม่ให้มีความเป็นเทพมากขึ้น
หลังจากที่หวนกลับมายังไพศาล ความโกรธแค้นที่แสดงออกชัดเจนเป็นพิเศษมาพร้อมกับความเสียใจที่สลักลึกฝังใจ คำพูดหรือสายตาที่อ่อนโยน ก็คือความเป็นมนุษย์ที่เกิดจากความเป็นเทพ
กู้ช่านถามคำถามข้อหนึ่งที่สำคัญอย่างถึงที่สุด “หร่วนซิ่วจะทำอะไร?”
เจิ้งจวีจงกล่าว “ต้องดูว่าปีนั้นฉีจิ้งชุนกับชุยฉานคุยอะไรกับนาง”
กู้ช่านเงียบไปพักใหญ่ ถามคำถามข้อสุดท้ายว่า “พวกเจ้าเคยถามความเต็มใจของตัวเฉินผิงอันเองบ้างไหม? เคยสนใจความคิดและความรู้สึกของเขาบ้างไหม?”
เจิ้งจวีจงให้คำตอบที่ดูเหมือนว่าจะสามารถอธิบายไปได้หลายแบบ “บอกได้ยาก”
ปีนั้น ศิษย์พี่ศิษย์น้องสองฝ่ายร่วมมือกัน พูดคุยกันต่อหน้ากับโจวมี่แห่งเปลี่ยวร้างอยู่บนเรือลำหนึ่งของท่าเรือใบท้อใบถงทวีป
ก่อนที่หร่วนซิ่วจะกินความเป็นเทพทั้งหมดของหลี่หลิ่วเข้าไป พวกเขามาที่ตีนเขาของภูเขาเสินซิ่วด้วยกัน หน้าผาแกะสลักตัวอักษรใหญ่สี่คำว่า “สวรรค์สร้างเสินซิ่ว”
หร่วนซิ่วนั่งอยู่บนขีดแนวนอนที่อยู่สูงสุดของอักษรคำว่า “เทียน” (天) พูดด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า “อาจารย์ฉี ข้าไม่อยากเห็นเขา”
ฉีจิ้งชุนยิ้มเอ่ย “ข้ารู้ดังนั้นข้าถึงได้พาเขามาที่นี่ด้วยกัน”
หร่วนซิ่วคิดแล้วก็พยักหน้า
ฉีจิ้งชุนหันไปมองชุยฉานที่อยู่ข้างกาย ศิษย์พี่ เป็นอย่างไร? ความสัมพันธ์อันดีกับผู้คนของข้ากับท่าน สามารถตัดสินสูงต่ำกันได้ทันทีเลยไหม?
ชุยฉานสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่สะทกสะท้าน
ในอดีตบรรดาคนร่วมสำนักก็เป็นเจ้าฉีจิ้งชุนที่มีใจคิดอยากเอาชนะมากที่สุด เอาจริงเอาจัง ดื้อดึง หากต้องตัดสินแพ้ชนะก็จะต้องได้ที่หนึ่งตลอด พูดง่ายๆ ก็คือเป็นคนใจแคบ
ระหว่างที่ฉีจิ้งชุนพูดคุยกับหร่วนซิ่ว ซุยฉานกลับคิดไปถึงเรื่องเล็กบางอย่างและภาพเหตุการณ์บางอย่างในอดีต แล้วก็มีความเกี่ยวข้องกับอาเหลียง
ชายร่างเล็กเตี้ยที่หนวดเครารกรุงรังพูดยุให้ดื่มเหล้าด้วยท่าทางกวนโอ๊ย “เสี่ยวฉีอ่าพฤติกรรมยามดื่มเหล้าของเจ้ายอดเยี่ยมมาก คว้าที่หนึ่งได้อย่างมั่นคงเลยนะ ก็แค่ว่าความสามารถในการดื่มแย่ไปสักหน่อย อย่าว่าแต่อันดับหนึ่งเลย เกือบจะเป็นอันดับท้ายแล้วด้วยซ้ำ”
เด็กหนุ่มที่ใบหน้าแดงก่ำไม่ชอบใจแล้ว ตบโต๊ะเอ่ย “ว่าไงนะ?! เอามาอีกกา!”
“ศิษย์พี่จั่วกับศิษย์พี่หลิวถูกข้าซัดจนหมอบไปแล้ว ข้าจะอยู่ท้ายสุดได้อย่างไร?”
“อาเหลียง ชุยฉาน พวกเจ้าอย่าหนีนะ!”
หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็นอนฟุบบนโต๊ะแล้วละเมอพูดไปเรื่อยเปื่อย
คนหนุ่มวางจอกเหล้าลง ดวงตายังคงฉายประกายสดใส อาเหลียงกระดกกันคืบกับข้าว ทำความสะอาดสนามรบ เศษซากน้ำแกงในจานถูกรวมมาไว้ด้วยกัน ยังกินได้อีกคำไม่ใช่หรือ
ชายฉกรรจ์ปากมันเยิ้ม เช็ดปากพลางพึมพำว่าก็ไม่รู้ว่าวันหน้าจะมีเทพธิดาจอมยุทธหญิงคนใดที่สามารถแต่งคนที่เป็นคนประหยัดมัธยัสถ์เพียบพร้อมอ่อนโยนไปไว้ที่บ้านได้รู้สึกดีใจแทนางจริงๆ
สุดท้ายเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ที่มีเพียงตัวเดียว ก็ไม่รู้ว่าฉวยหยิบ “บัลลังก์” ตัวนี้มาจากไหนหรือไปซื้อราคาถูกมาจากที่ใด บุรุษพาดสองเท้าไว้บนโต๊ะ ตบหน้าท้องเบาๆ คาบไม้จิ้มฟัน ส่งเสียงเรอ ยิ้มด่าขำๆ ว่า “เจ้าจะไปงัดข้อเอาชนะกับเขาทำไม”
ชุยฉานยิ้มบางๆ “ก็สนุกนี่นา”
อาเหลียงกลอกตามองบน ตบหลังของเด็กหนุ่มเบาๆ ยังยืนกรานจะไม่อาเจียน คออ่อนขนาดนั้นจะดื่มได้แค่ไหนกันเชียว? นิสัยกวนโอ๊ยเช่นนี้ หึ ข้าชอบ!
ชุยฉานขมวดคิ้ว “อยู่ในกฎระเบียบหน่อย เอาขาวางลงไป”
อาเหลียงร้องอ้อ รีบเอาขาวางลงทันที
ชุยฉานลุกขึ้นเก็บชามและตะเกียบ ปรายตามองชายร่างกายาบางคนที่ส่งเสียงกรนราวเสียงฟ้าผ่า “หลิวสือลิ่ว เลิกแกล้งหลับได้แล้ว มาช่วยกันหน่อย”
หลิวสือลิ่วรีบยืดเอวขึ้นตรงทันใด แกล้งโง่พูดว่า “ฟ้าสว่างแล้วหรือ?”
อาเหลียงทำท่าลับๆ ล่อๆ หึ ข้าวางกลับไปอีกแล้ว
ชุยฉานถลึงตาใส่ ส่งเสียงเบาๆ เอ่ยเตือน “อาเหลียง!”
อาเหลียงจึงได้แต่หดเท้าสองข้างกลับไปอย่างขุ่นเคือง เจ้าชุยฉานผู้นี้ เขามักจะมีโรคย้ำคิดย้ำทำน่าเหลือเชื่อสารพัดอย่าง ยกตัวอย่างเช่นหากเห็นว่าหน้าหนังสือถูกพับมุมไว้ เขาจะต้องลูบให้มันเรียบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่อยู่บนชั้นหนังสือหรือจะตำแหน่งของของตกแต่งห้องหนังสือทุกชิ้นที่วางอยู่บนโต๊ะ ล้วนจะต้องวางไว้ที่เดิม ห้ามคลาดเคลื่อน แต่หากถูกพวกศิษย์น้องร่วมสำนักทำให้รกเละเทะ เขากลับไม่เคยพูดอะไร แค่ “แก้ให้ถูกต้อง” ของตัวเองไปเงียบๆ เท่านั้น ตำแหน่งข้าวของพวกนั้น เจ้าทึ่มจั่วนับว่าดีหน่อย หลิวสือลิ่วใจไม่ซื่อตรงเท่าไร บางครั้งก็จะแกล้งบ้าง แต่เสี่ยวฉี…กลับชอบจงใจแกล้งเสมอ!
เห็นซุยฉานก่นด่าพลางเก็บโต๊ะไปด้วย อาเหลียงก็ยิ้มเอ่ย “แบบนี้ก็ถูกต้องแล้ว ควรจะมีกลิ่นอายของมนุษย์สักหน่อย”
จั่วโย่วพลันลุกขึ้นนั่ง เริ่มคิดบัญชีทันใด เขายื่นมือออกมา “อาเหลียง เงินหกเฉียน จ่ายมาเลย”
อาเหลียงแกล้งโง่ เอ่ยอย่างเสียใจว่า “หา? ข้าคือกุนซือหัวสุนัขของสายเหวินเซิ่งนะเป็นคนกันเอง จั่วโย่ว แบบนี้น่าเบื่อแล้วนะ พวกเจ้ายากจน แล้วข้ารวยนักหรือ…..”
จั่วโย่วยังคงยื่นมือมา “อย่ามัวพูดไร้สาระ หลิวสือลิ่ว ไปดักหน้าประตู ถ้าเขาไม่จ่ายเงินก็ไม่ให้เขากลับ”
ถึงท้ายที่สุด โต๊ะเหล้าตัวหนึ่งก็เหมือนว่าจะมีแค่เด็กหนุ่มที่ไร้เดียงสาที่สุดคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงส่งเสียงกรนดังสนั่น
ซิ่วไฉเฒ่าเพิ่งจะเขียนตำราเล่มหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะจัดพิมพ์ได้หรือไม่เสร็จ เรียบเรียงต้นฉบับลายมือเรียบร้อยแล้วก็เลยวิ่งตามกลิ่นหอมของสุรามาที่นี่ หลังจากหัวเราะร่วนชมความครึกครื้นอยู่หน้าประตูแล้วก็รู้สึกสงสาร กังวลว่าจะเสียงดังจนปลุกให้ลูกศิษย์ที่อายุน้อยที่สุดตื่น อาจารย์จึงเอาสองมือเท้าเอว ด่าทุกคนที่ยังตื่นอยู่ในห้องเบาๆ อาเหลียงวางเงินก้อนหนึ่งไว้บนโต๊ะ เชิดจมูกขึ้นฟ้า บัณฑิตร้องโอ้โห ก้าวเร็วๆ ข้ามธรณีประตูเข้ามาอยู่ด้านหลังพี่น้องอาเหลียงที่มือเติบใจกว้าง ตบลงไปบนหัวของจั่วโย่ว “อึ้งอยู่ทำไม รินเหล้าให้อาเหลียงสิ เอาเงินมาแล้วก็ไปซื้อเนื้อตุ๋นพะโล้มากินแกล้มเหล้าหน่อย พาสือลิ่วไปด้วย เขาตัวใหญ่ เวลาต่อราคาจะมีพลังอำนาจมาก ประหยัดได้เล็กน้อยก็ยังดี ข้าจะดื่มเป็นเพื่อนอาเหลียงอีกสักหน่อย ชุยฉาน เจ้าแบกเสี่ยวฉีกลับไปพักผ่อนก่อน อีกเดี๋ยวพวกเราเล่นทายหมัดกันจะได้ไม่ปลุกให้เสี่ยวฉีตื่น….มาๆๆ อาเหลียง พวกเราสองพี่น้องชนแก้วกันหน่อย เอ๊ะ นี่มันอะไรกัน เจ้ารินเหล้าให้ตัวเองเยอะขนาดนี้ จอกของข้ากลับมีเหล้าน้อยนัก น้อยไปแล้วเงินแค่หกเฉียนเท่านั้น ทำหน้ามุ่ยทำไมกัน วีรบุรุษที่หล่อเหลาองอาจดุจต้นไม้หยกรับลมอย่างเจ้าไม่ใจกว้างแล้วหรือ…’
อารามหลิงจิ้ง
ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “หนุ่มน้อย เรื่องเล่าเล่าจบแล้ว ต้องเริ่มบทใหม่แล้ว”
“เฉินฉง” พยักรับด้วยรอยยิ้ม ลุกขึ้นยืน หยิบถั่วลิสงเมล็ดหนึ่งขึ้นมาจากในจาน ใส่ปากเคี้ยวอย่างละเอียด ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ส่วนที่เหลืออยู่ ล้วนเหลือค้างไว้ให้พวกท่านแล้ว”
นอกฟ้า สตรีร่างสูงใหญ่ได้ขยับเข้ามาใกล้สรวงสวรรค์ใหม่แล้ว สองมือกุมกระบี่ หยุดเดินชั่วคราว ยิ้มเอ่ยว่า “ได้”
ชุยฉานลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะศิษย์น้องเล็ก
เฉินผิงอันที่ความเป็นมนุษย์ไร้ที่สิ้นสุดล้วนรวมอยู่ในร่างนี้ ประสานมือโค้งคารวะอำลาศิษย์พี่ใหญ่
จุดแสงจุดหนึ่งพลันสว่างไสวขึ้นจากบ้านบรรพบุรุษของตรอกหนีผิงซูโจวแห่งแจกันสมบัติทวีปใต้หล้าไพศาล
เส้นสายที่มองไม่เห็นเส้นหนึ่งติดตามร่องรอยที่เด็กหนุ่มสวมรองเท้าสานเคยเดินผ่านวาดเส้นยาวเหมือนมังกรเพลิงที่สว่างไสวอย่างถึงที่สุดไว้บนพื้นดินของโลกมนุษย์
เทพอัคคีหร่วนซิ่วเข้าไปในสรวงสวรรค์ใหม่ นั่งตำแหน่งบัลลังก์ราชาสูง
นอกฟ้า ผู้ครองกระบี่ทำหน้าที่ชักนำแสงสว่างที่ผุดขึ้นมาจากโลกมนุษย์เส้นนี้
ฟ้าดินโลกมนุษย์จึงมี “เส้นทางเชื่อมโยงฟ้าดิน” เส้นที่สองเกิดขึ้นมา
ชายแขนเสื้อใหญ่ของผู้ครองกระบี่โบกสะบัด มุ่งหน้าไปยังโลกมนุษย์ นางยิ้มอ่อนโยนสีหน้าของนางสดใสมีชีวิตชีวา ในดวงตาสีทองที่บริสุทธิ์คู่นั้นราวกับบรรจุโลกมนุษย์ทั้งใบของเมื่อหมื่นปีก่อนและหมื่นปีให้หลังเอาไว้
“นายท่าน”
ความเป็นเทพทั้งหมดล้วนกลายมาเป็นกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง เรือนกายของสตรีร่างสูงใหญ่ล่องลอยดั่งภาพมายา
ฟ้าดินเชื่อมติดกัน เฉินผิงอันถือกระบี่ยาวไว้ในมือ ยื่นฝ่ามือข้างหนึ่งออกมายันกับมือของนางที่คุกเข่าข้างเดียว
“วิถีแห่งฟ้าพังทลาย ข้าเฉินผิงอันมีเพียงหนึ่งกระบี่ สามารถย้ายภูเขา สะบั้นแม่น้ำพลิกกลับมหาสมุทร กำจัดปีศาจ สยบมาร สั่งการเทพ เด็ดดวงดาว ทำลายนคร เปิดแผ่นฟ้า!”
ฟ้าดินจำต้องมอบเสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทให้แก่ผู้ที่เงียบงันมาอย่างยาวนาน
“วิถีแห่งฟ้าพังทลาย ข้าเฉินผิงอันมีเพียงหนึ่งกระบี่ สามารถย้ายภูเขา สะบั้นแม่น้ำพลิกกลับมหาสมุทร กำจัดปีศาจ สยบมาร สั่งการเทพ เด็ดดวงดาว ทำลายนคร เปิดแผ่นฟ้า!”