กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1220.1 หนึ่งใบไม้ปลิดปลิว
เส้นสีทองเส้นทางเทพเส้นเดิมที่ฟ้าดินเชื่อมโยงถึงกัน ฟ้าค่อยๆ ลดลงมา ดินไม่ลอยขึ้นสูงอีก
แนวโน้มที่เสื่อมถอยของฝ่ายหลังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ได้แต่ลดระดับลงต่ำแล้วลงต่ำอีก
ทุกๆ ระยะห่างช่วงเล็กๆ ช่วงหนึ่ง จุดที่ฟ้าดินเชื่อมติดกันจะต้องมีสะเก็ดเปลวเพลิงที่สาดแสงพร่างพราวอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้บังเกิดขึ้น
ริ้วกระเพื่อมเป็นชั้นๆ จากเส้นทางแห่งเทพแผ่ออกมาข้างนอกอย่างรุนแรง
เหมือนกระแสน้ำขึ้นที่ถาโถมชำระล้างฟ้าครามสร้างความปั่นป่วนให้กับแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่มองไม่เห็น
แสงสีทองที่กระจายออกไปนับล้านๆ จุดจนแทบจะหาจำนวนที่สิ้นสุดไม่ได้ต่างก็เป็นการซัดกระจายอย่างฉับพลันของความเป็นเทพที่บริสุทธิ์
ประหนึ่งหิมะสีทองปลิวปราย เกล็ดหิมะทุกดอกล้วนประดับประดาไปด้วยรัศมีแสงหลากสีสัน
ระหว่างฟ้าและดินเหมือนมีเครื่องเป่าลมตั้งอยู่
หากจะบอกว่าการสลายมรรคาของบรรพจารย์สามลัทธิก่อนหน้านี้ชักนำให้ใต้หล้าหลายแห่งเกิดฝนใหญ่ตกกระหน่ำติดต่อกันไม่ขาดสาย
นั่นคือการ “อยู่ท่ามกลางสายฝน” ถ้าอย่างนั้นเวลานี้ใต้หล้าห้าแห่งก็รู้สึกเหมือน “อยู่ท่ามกลางหิมะ”
แต่กระนั้นก็ยังมีเส้นทางเทพที่เชื่อมโยงฟ้าดินเส้นใหม่เกิดขึ้น
ฟ้าที่ร่วงลงมาเป็นฝ่ายชักนาดินที่ลอยขึ้นสูง
ใช้พลังอำนาจมหาศาลที่มิอาจต้านทานได้กระชากรั้งให้มุ่งหน้าไปยังสรวงสวรรค์แห่งใหม่ที่ตอนนี้มีเทพสูงสุดเพียงองค์เดียวเป็นผู้นั่งบัญชาการ
เมื่อเทียบกับการชักดึงของฝ่ายแรกซึ่งระหว่างนั้นมีการเคลื่อนขึ้นเคลื่อนลงหลายครั้งแล้ว
ฝ่ายหลังกลับไม่มีติดชะงักใดๆ พุ่งออกไปเป็นเส้นตรงเหมือนกระบี่ที่ฟันเปิดฟ้า
มีเพียงผู้ฝึกตนบนยอดเขากลุ่มของสิบสี่เก่าใหม่และผู้ที่พิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยานแล้วเท่านั้นที่ถึงจะพอมองเบาะแสออกได้บ้างเล็กน้อย
แต่ไม่มีใครกล้าพูดว่าตัวเองแน่ใจ มองสาเหตุของ ‘ก่อนหน้า’ และจุดจบของ “ภายหลัง’ ออกอย่างชัดเจน
อวี๋เสวียนนั่งบัญชาการอยู่ที่ธารดวงดาวนอกฟ้า ร่างแห่งมรรตามืดมนลงหลายส่วน
เจินเหรินผู้เฒ่านับนิ้วคำนวณไม่หยุด ปลายนิ้วพลันมีสะเก็ดไฟระเบิดกระจาย ควันดำพวยพุ่ง
ทว่าอวี๋เสวียนกลับต้องการคำนวณผลลัพธ์ที่แน่นอนออกมาให้ได้
กลับกลายเป็นว่าแม้กระทั่งชายแขนเสื้อชุดเต๋าก็ยังติดไฟไปด้วย
เจินเหรินผู้เฒ่าจึงได้แต่สะบัดชายแขนเสื้อแรงๆ คำนวณไม่ได้แล้ว คำนวณไม่ได้แล้ว
อวี๋เสวียนมองไปทางจวนเทียนซือของภูเขามังกรพยัคฆ์
จิ้งจอกฟ้าสิบหางนอนขดตัวเหมือนก้อนหิมะอ่อนนุ่ม
ปกป้อง “นักพรตหนุ่ม” ที่สูญเสียทั้งกระบี่เทียนชื่อและตราประทับอาคมไปพร้อมกันเอาไว้
นอกจากเจินเหรินผู้เฒ่าจะเสียดายแล้วก็ยังพอจะวางใจได้บ้าง
ยังดีที่ไม่ได้เกิดโศกนาฏกรรมที่ต้องสละร่างอยู่ที่นี่ อวี๋เสวียนเองก็ไม่มีเวลามาสนใจตัวเองเช่นกัน
ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มียกมือขึ้นวาดยันต์แผ่นหนึ่ง สองนิ้วประกบกันแล้ววาดเบาๆ
ยันต์หล่นลงไปที่ภูเขามังกรพยัคฆ์ พยายามจะช่วยให้จวนเทียนซือป้องกันโชคชะตาของภูเขาลูกนี้ไม่ให้ไหลหายออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วโดยไม่เหลืออะไรเลย
ส่วนทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่วนั้น ราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก ความเสียหายก็มากเป็นพิเศษ
ตอนนี้อวี๋เสวียนได้แต่มีใจแต่ไร้กำลังจะให้การดูแลแล้วจริงๆ
ในเมื่อมีนักพรตคนแรกในโลกมนุษย์ที่กลับชาติมาจุติใหม่คอยเฝ้าประตูภูเขาอยู่ที่นั่นก็หวัง หวังว่าวันนี้จะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
เส้นสีทองสองเส้นที่ทำให้ฟ้าดินเชื่อมโยงกันก่อนหน้านี้ ล่างฟ้าและบนดิน
ต่างก็อยากจะบุกตะลุยไปข้างหน้าดุจผ่าลำไม้ไผ่ ทว่าโดยภาพรวมกลับถือว่าฝีมือสูสีกัน
เป็นเหตุให้ต่างฝ่ายต่างร่ายวิชาอภินิหารออกมา
ต่างฝ่ายต่างก็มีการฝังเบาะแสและกองหนุนเอาไว้ในโลกมนุษย์ เนื่องจากฟ้าที่ร่วงลงมาคิดอยากจะหยั่งรากลงดินอย่างรวดเร็ว
ถึงอย่างไรเรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ถูกเฉินผิงอันผู้นั้นวางแผนเล่นงาน จำต้องมาพบเจอกันบนทางแคบของตรอกเก่าโทรม
จะต้องแทงอีกฝ่ายให้มิดด้าม ใช้ความตายมาแลกกับการบาดเจ็บสาหัส
จากนั้นค่อยช่วงชิงโอกาสเสี้ยวหนึ่งในการสยบคลื่นลมในโลกมนุษย์ให้ได้อย่างสิ้นเชิงให้กับบรรพจารย์สามลัทธิ
ถ้าอย่างนั้นเขาโจวมี่ก็ขอเดิมพันครั้งใหญ่สักครั้ง
สังหาร “คนหนุ่มหัวดื้อที่ถือดาบมาดักรออยู่ในตรอกเก่าโทรม”
ฉวยโอกาสนี้สร้างเส้นทางที่เชื่อมโยงสรวงสวรรค์ใหม่และโลกมนุษย์เก่าขึ้นมา จากนั้นค่อยสร้างหอบินทะยาน
นับแต่นี้ไปบรรพจารย์สามลัทธิก็ไม่อาจมาเจ้ากี้เจ้าการอะไรได้อีกแล้ว
การที่ร่วมมือกับจือสือมาดักขวางอยู่หน้าประตูก็ไร้ผล
ถึงขั้นที่ว่าขอแค่ทำเรื่องนี้สำเร็จ สามารถ “เดินผ่านตรอกเก่าโทรม” ไปได้สำเร็จ
ก็จะสามารถเป็นฝ่ายแว้งกลับมาจัดการบรรพจารย์สามลัทธิที่สลายมรรคาไปแล้ว รวมไปถึงจือสือผู้นั้นได้
เสบียงบนมหามรรคาของโลกมนุษย์แห่งใหม่ในอนาคตจะมากกว่าเสบียงสี่ส่วนนี้ได้หรือ?
ส่วนดินที่ลอยขึ้นสูงนั้นก็คิดอยากจะขัดขวางไม่ให้ฟ้าร่วงลงมา ยิ่งขวางไว้ได้มากเท่าไรก็ยิ่งดีมากเท่านั้น
และที่มากกว่านั้นคือ ลดทอนความเป็นเทพของฝ่ายแรก ใช้ภูเขาสายน้ำและสรรพชีวิตของโลกมนุษย์
ไม่จำกัดทั้งผีและวิญญาณหยิน ไม่ว่านิสัยจะดีหรือเลวก็ล้วนสามารถแบกรับ “การประทานพร” จากความเป็นเทพของพวกเขาสองฝ่ายได้ไม่มากก็น้อย
สิ่งที่พวกเขาแบกรับไว้ก็คือการสยบสยราบโจวมี่เจ้าแห่งสรวงสวรรค์ใหม่ รวมไปถึงเฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพ
พวกอันธพาลในหมู่ชาวบ้านมักจะมีภาษาลับประโยคหนึ่งที่ใช้ร่วมกัน
ชอบโหวกเหวกว่าข้าผู้อาวุโสยอมโดนสับร่างทั้งตัว แต่ก็ต้องลากฮ่องเต้ลงมาจากหลังม้าให้จงได้
ความตั้งใจเดิมของ ‘เฉินผิงอัน” ก็น่าจะเป็นเช่นนี้กระมัง?
นี่สรุปว่าแพ้หรือว่าชนะกันแน่ล่ะ?
ไม่รู้ว่ามีเด็กนักเรียนประถมในโลกมนุษย์กี่มากน้อยที่ต่างก็เงยหน้าขึ้นมองทัศนียภาพอันงดงามบนท้องฟ้า
ปีใหม่แล้ว ดอกไม้ไฟดอกนี้ต้องใหญ่แค่ไหนกันนะ?
เจียงจ้าวหมอเจ้าหอจื่อซี่ที่สูญเสียวรยุทธทั้งร่าง และร่างแห่งมรรคาก็ได้รับบาดเจ็บรุนแรง
มองอวี๋โต้วที่นั่งบัญชาการหอซานชิง คล้ายจะพูดว่าความแค้นส่วนตัวที่มีกับเจ้าถึงท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้ชำระ
อวี๋โต้วหัวเราะ ไอ้หมอนี่ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ก็ล้วนถือเป็นวีรบุรุษ
วันนี้ทำเรื่องประเภทนี้ลงไปได้ ห้านครสิบสองหอเรือนของป๋ายอวี้จิงต่างก็รู้สึกประหลาดใจ แต่อวี๋โต้วกลับไม่แปลกใจเลยสักนิด
ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันมาที่นี่ มองดูคล้ายใช้คำพูดที่แฝงไว้ด้วยเจตนาร้าย
ยุยงความสัมพันธ์ระหว่างเจียงจ้าวหมอกับอวี๋โต้ว และหอจื่อชี่กับป๋ายอวี้จิงให้แตกคอกัน
แต่แท้จริงแล้วคำพูดของเขากลับถูกต้องตรงประเด็น
เจียงจ้าวหมอพลิ้วกายลงที่หอจื่อชี่ ยืนพิงราวรั้ว ยกแขนข้างหนึ่งขึ้น
บอกกับเต้ากวานสกุลเจียงของหอจื่อชี่ทุกคนว่าอย่ามารบกวนเขาที่นี่ ไม่ต้องมาโอภาปราศรัยตามมารยาทอะไรกับเขา
เจียงจ้าวหมอใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“อวี๋โต้ว ถ้าหาก ถ้าหากยังมีโอกาสได้รับกระบี่อีกครั้ง
เจ้าก็ไม่ต้องช่วยข้าหาโอกาสในการกลับมาจุติใหม่แล้ว
หากเจ้าไม่รับปาก ถึงเวลานั้นข้าก็จะร่วมมือกับผู้ที่มาถามกระบี่ นำพาหอจื่อชี่ทั้งแห่งให้ก่อกบฏต่อป๋ายอวี้จิง”
อวี๋โต้วพยักหน้า “ตกลง”
เจียงจ้าวหมอแห่งหอจื่อขี่ค่อนข้างคล้ายคลึงเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่อยู่ข้างกายเจ้าขุนเขาเฉิน หรือไม่ก็เซียวสวิ้นแห่งเปลี่ยวร้าง
ราวกับว่าไม่ว่าใครก็ไม่รู้ว่านาทีถัดไปพวกเขาจะทำอะไร
ก่อนหน้านี้หนิงเหยาออกไปจากขั้นบันไดบนสุดของเส้นทางเทพยอดเขาจี๋หลิง
ขี่กระบี่บินทะยานไปโอบกอดร่างของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่ “สลายมรรคาติดต่อกันถึงสองครั้ง” มาไว้อย่างอ่อนโยน
เด็กสาวที่ขอบเขตถดถอยเป็นหยกดิบเอาหมวกขนเตียวมาปิดบังใบหน้า
แล้วก็ไม่รู้ว่าป๋ายจิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ หรือเป็นเซี่ยโก่วที่ไม่กล้ามองสภาพการณ์ของเสี่ยวโม่หลังจากเขาเข้าไปแทนที่นางกันแน่
พลิ้วกายลงที่ภูเขาลั่วพั่ว เซี่ยโก่วเก็บอารมณ์ทั้งหมดไว้ได้แล้ว ยืนอยู่ข้างกายฮูหยินเจ้าขุนเขา
นางค่อยๆ ขยับหมวกขนเตียวออกทีละนิด ได้แต่กล้าเผยดวงตาออกมาเล็กน้อยเหลือบมองไปบนฟ้าอย่างระมัดระวัง
หนิงเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ตอนนี้เจ้าคือหยกดิบ ต่อให้เบิกตาทั้งคู่กว้างแค่ไหนก็มองเห็นภาพเหตุการณ์จริงได้ไม่ชัดหรอก”
พอเซี่ยโก่วได้ยินประโยคนี้ก็มีโทสะทันใด รีบกลับมาสวมหมวกขนเตียวใหม่อีกครั้งทันที
นางดึงหมวกลงมาแรงๆ ก่อน สะบัดหัวโคลงเคลง ก่อนจะยกสองมือเท้าเอวฉับ
“หนิงเหยา ทำไมเจ้าถึงปลอบใจคนอื่นแบบนี้ล่ะ เจ้าขุนเขาช่างตาไม่ดีจริงๆ ถึงได้หาภรรยาที่ไม่อ่อนโยนอย่างเจ้ามา”
หนิงเหยายื่นมือไปลูบหมวกขนเตียวที่ยิ่งดึงก็ยิ่งเอียงบนหัวของนาง ยิ้มเอ่ยว่า
“ข้าไม่ค่อยเข้าใจคนอื่นเท่าไรจริงๆ แต่หากจะบอกว่าใต้หล้านี้ใครเชื่อใจเขาที่สุด พวกเจ้าล้วนเทียบข้าไม่ได้หรอก”
หลังจากนั้นก็เป็นการลงมือของเหล่าขอบเขตสิบสี่ “ก่อนฝนและหลังฝน” ทั้งหลายของไพศาล
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “โอ่วซือ” ของเสี่ยวโม่พังทลาย
ถูกเทียนซือจ้าวเทียนไล่พาออกไปจาก “ช่องโหว่” ไปยังภูเขามังกรพยัคฆ์ที่ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางด้วยกัน
เซี่ยโก่วโล่งอก เกาหน้า หนิงเหยาเอ่ย
“แรกเริ่มข้ายังกังวลว่าเจ้าจงใจเดินนำขึ้นฟ้าไปก่อน หลอกล่อให้อาจารย์เสี่ยวโม่ไปอุดช่องโหว่แทน แล้วเจ้าค่อยปล่อยกระบี่ แล้วก็หนีไปเมื่อทำสำเร็จ”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ก่อนจะขึ้นไปบนฟ้า มีความคิดนี้อยู่จริงแต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ กลับล้มเลิกความคิด แล้วทำไมต้องทำเช่นนี้ คิดแล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”
เงียบไปครู่หนึ่ง เซี่ยโก่วก็ใช้หมัดทุบฝ่ามือ เอ่ยว่า
“คราวก่อนติดตามเจ้าขุนเขาไปเที่ยวเยือนภูเขาสายน้ำของใบถงทวีป เดินๆ หยุดๆ
เจ้าขุนเขาพูดหลักการเหตุผลหลายอย่างที่สอดคล้องกับสถานการณ์ แล้วก็มีอยู่สองอย่างที่ตอนนี้มาคิดดูแล้วก็น่าจะจงใจพูดให้ข้าฟัง”
หนิงเหยาถามอย่างประหลาดใจ “หลักการเหตุผลอะไร?”
“ข้อแรกก็คือลัทธิพุทธกล่าวว่าเสียงซึ่งมีภาษาเป็นหนึ่งในนั้น ล้วนดังเหมือนเสียงกลอง จะว่างก็ไม่ว่าง ไม่ว่างก็ว่าง
เป็นคนเหมือนกัน มีผู้ได้ยินธรรมจนบรรลุปัจเจกพุทธะและก็มีผู้แสร้งทำเป็นหูหนวกใบ้ไม่รับรู้”
เซี่ยโก่วเอ่ย
“อีกอย่างก็คืออยู่ล่างภูเขามองคนอื่น ควรพิจารณาจากการกระทำ มิใช่ตัดสินจากเจตนาในใจ
ขึ้นเขาไปฝึกตน จะพิจารณาทั้งใจและการกระทำก็ได้ วิถีฟ้าเป็นไปตามธรรมชาติ วิถีคนขึ้นอยู่กับตนเอง
หากอยากรู้ว่าตัวตนแท้จริงคือใคร ก็รู้ได้แค่ชั่วขณะหนึ่งหลังผ่านความลังเลนับร้อยพันครั้ง”
หนิงเหยาพยักหน้า
“ในเมื่อพูดให้ป๋ายจิ่งฟัง ก็เพราะอยากจะให้โลกมนุษย์มีเซี่ยโก่วเพิ่มมาคนหนึ่ง
แล้วก็เป็นคำพูดที่เฉินผิงอันพูดให้ตัวเองฟังด้วย”
เซี่ยโก่วขมวดคิ้วไม่พูดอะไร ท่าจะพูดแต่ไม่พูด นางมองหนิงเหยา
ท้ายที่สุดก็ยังคงไม่เอ่ยอะไร เพราะถึงอย่ายังรองผู้ถวายงานที่มีคุณความเหนื่อยยากสูงท่านนี้ก็กังวลว่าจิตแห่งมรรคาของฮูหยินเจ้าขุนเขาจะเกิดปัญหาน่ะสิ
แต่หนิงเหยากลับยิ้มอย่างเข้าใจ ยกมือขึ้น วาดเส้นเส้นหนึ่งกลางอากาศ
มองปราดๆ คล้ายเส้นตรง แต่มองให้ดีกลับจะเห็นเป็นเส้นโค้ง นางอธิบายว่า “เป็นเขา แล้วก็เป็นป๋ายจิ่งหรือไม่ก็เซี่ยโก่ว”
เซี่ยโก่วเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบาย “เข้าใจแล้ว เป็นหลักการเหตุผลที่ดี”
หนิงเหยายิ้มถาม “เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งเข้าใจ?”
เซี่ยโก่วกลอกตามองบน
“หนิงเหยา รองผู้ถวายงานอย่างข้าไม่ได้นั่งร่วมโต๊ะกับพวกกากธรรมดาเสียหน่อย
พวกเราสองคนต่างก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ที่ฉลาดเฉลียวเหมือนกัน ไม่อาจดูแคลนใครได้เลย”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวกระดิกนิ้ว ด้านบนและด้านล่างเส้นที่คล้ายลายน้ำในโลกมนุษย์
จึงมี “ดอกไม้” หรือไม่ก็ “เมล็ดพันธุ์” สีทองที่บ้างก็ “กระโดดพ้นเหนือผิวน้ำ” หรือไม่ก็ “จมลงไปใต้น้ำ” เพิ่มขึ้นมา
และระหว่างเมล็ดพันธุ์และดอกไม้พวกนี้ก็วนเวียนไปตามเส้นโค้งนั้น เชื่อมต่อและรัดพันก่อเกิดเป็นเส้นสีทองอีกสายหนึ่ง
หนิงเหยาพยักหน้า “เข้าใจจริงๆ ด้วย”
เซี่ยโก่วยกสองมือเท้าเอว หัวเราะฮ่าๆ “หากเปลี่ยนเป็นเสี่ยวโม่ก็คงงงอย่างหนักเลยล่ะ”
หนิงเหยาถาม “ถ้าอย่างนั้นเจ้ายังชอบอาจารย์เสี่ยวโม่ถึงขนาดนี้อีกหรือ?”
เซี่ยโก่วหัวเราะหึ เอ่ยว่า “เดิมทีร่างนี้ไม่รู้จักความกลัดกลุ้ม กลัวที่สุดว่าจะได้พบความอ่อนโยน”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเช็ดปาก เฮ้อ ฐานะคู่บำเพ็ญเพียรคงหนีไปไหนไม่ได้แล้ว
ทางที่ดีที่สุดควรเข้าห้องหอกันตั้งแต่คืนนี้ จะต้องไปพิถีพิถันกับพิธีการยิบย่อยพวกนั้นทำไม
หาผ้าแดงสักผืนมาเปลี่ยนกับหมวกขนเตียว จับเสี่ยวโม่มัดตัวมา โยนลงไปบนเตียง นางเลิกผ้าแดงขึ้น หึหึหึ…
ทว่าส่วนลึกในหัวใจกลับคิดว่าที่ก่อนหน้านี้ยืนกรานจะงัดข้อกับเจ้าขุนเขาและฮูหยินเจ้าขุนเขาให้ได้
ช่วงชิงตำแหน่ง “คู่รักอันดับหนึ่งในโลกมนุษย์” มาครอง คงทำได้ยากจริงๆ แล้ว