กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1220.2 หนึ่งใบไม้ปลิดปลิว
หนิงเหยายิ้มเอ่ย “หมี่ลี่น้อยเคยบอกเป็นนัยแล้ว เจ้าคัดลอกผลงานคนอื่นหรือ”
เซี่ยโก่วร้องเฮ้อ
“อาจารย์จูบอกไว้แล้วว่าบัณฑิตไม่เรียกว่าคัดลอกผลงานของผู้อื่นเรียกว่าเอามาใช้เป็นบทเรียน
จงคัดแยกตัดทอนบทกวีที่ไม่ดีทิ้งไป เลือกสรรเฉพาะวรรณศิลป์อันละเอียดละไม
เรียนรู้จากปราชญ์ผู้ล่วงลับอย่างถ่อมตัว พวกเขาต่างหากจึงจะเป็นครูของข้าอย่างแท้จริง”
เซี่ยโก่วใช้เสียงในใจถาม “ต่อจากนี้จะเอาอย่างไรต่อ?”
หนิงเหยาเอ่ย “ส่งกระบี่”
เซี่ยโก่วตกตะลึง ยื่นมือมาป้องข้างปาก กดเสียงลงต่ำเอ่ยว่า “ท่านที่อยู่หน้าประตูภูเขาคนนั้น ตอนนี้ข้าก็ยิ่งเอาชนะไม่ได้นะ”
ด้านหน้าพวกนาง ลายน้ำอันลี้ลับที่มองดูคล้ายเส้นตรง แต่กลับมีความโค้งงอไม่เท่ากันพวกนั้น
ก็คือความเป็นมนุษย์และความเป็นเทพของ “เฉินผิงอัน” หรือไม่ก็ของ “เซี่ยโก่ว”
การเดินไปบนมหามรรคาก็คือสภาพการณ์เช่นนี้ อันที่จริงมิอาจแยกแยะออกมาเป็นสองส่วนได้
ไม่ว่าใครจะเป็นคนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ ถึงท้ายที่สุดแล้วก็ยังเอ่ยคำพูดที่ไม่แตกต่างกันและทำเรื่องที่ไม่แตกต่างกันสักเท่าไร
ทว่าบางครั้งมีร่องรอยทางใจและร่องรอยการเดินทางบางอย่าง เมล็ดพันธุ์กับดอกผลต่างเกื้อกูลเป็นเหตุเป็นผลให้แก่กันและกัน
เมื่อ “พวกมัน” เปิดเผยออกมาก็คือคำพูดและการกระทำบางอย่างที่โลกภายนอกไม่เข้าใจ
ก็เหมือนที่บัณฑิตผู้หยั่งรู้ใจคนเคยกล่าวไว้ว่า ผู้แยกตนอยู่โดดเดี่ยวจากหมู่ชน หากไม่เป็นเทพก็ย่อมเป็นสัตว์ป่า
ชุยฉานสลับหลักรอง แต่กลับไม่ได้แยกออกจากกันให้เป็นเจ้าบ้านกับแขกอย่างสิ้นเชิง
การสลับภูเขาและน้ำ ก่อนการเผยกายที่ถ้ำแห่งโชควาสนา “เจ้าแห่งมนุษย์” เดินทางท่องไปในโลกมนุษย์
ทะเลสาบซูเจี่ยนทำให้เฉินผิงอันเดินจากสิ่งที่ตัวเองคิดว่า “ไร้ความผิด” และ “ความหวัง”
ไปยังความผิดหวังอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้และความสิ้นหวังที่อยู่เหนือเกินกว่าตัวเองจะแบกรับได้ไหว
ปีนั้นสิ่งที่แตกสลายไปมีเพียงจิตฝุ่นสีทองดวงเดียวเสียที่ไหน
หลังจากที่เฉินผิงอันออกจากเมืองเล็กบ้านเกิดในถ้ำสวรรค์หลีจู ยิ่งขยับเข้าใกล้จุดเชื่อมต่อของฟ้ากับดิน ความเป็นเทพก็ยิ่งเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ทำให้แม้กระทั่งใจคนของเฉินผิงอันก็แหลกสลายไปด้วย ก่อเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ยักษ์
นั่นก็คือ “ทะเลสาบหัวใจ” ทำให้เฉินผิงอันไม่อาจเติมเต็ม “มัน” ด้วยตัวเองไปชั่วชีวิต
ความผิดหวังและความเสียดายถูกลิขิตมาแล้วว่าจะดำรงอยู่ไปตลอดกาล เจ้าก็แค่ต้องอดทนให้ผ่านพ้นไปได้
ทว่าใจคนที่เป็นช่องโหว่กลับเหมือนเงาที่ตามติดชีวิตนี้ชาตินี้ไปตลอด
จุดที่ชุยฉานอำมหิตที่สุดนั้นอยู่ที่ในจดหมายลับที่คล้ายกับจดหมายสั่งเสียของเขาฉบับนั้น
จงใจพูดให้เฉินผิงอันฟังว่าจุดจบของคนที่ตายไปอย่างอยุติธรรมในทะเลสาบซูเจี่ยนพวกนั้น ล้วนไม่เลว
ภายนอกคือให้เฉินผิงอันสบายใจ เพราะหากมองแค่ผลลัพธ์
หากทะเลสาบซูเจี่ยนไม่ได้เจอกับนักบัญชีคนนั้น ก็มีแต่จะยิ่งทำให้วิถีทางโลกสกปรกโสมม ใจคนถูกล่อลวงมอมเมาไปอีกนาน
แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่เปิดโอกาสให้เฉินผิงอันได้แก้ไขชดเชยใน “เรื่อง” เหล่านั้นด้วยตัวเอง
สรุปก็คือจะไม่มีทางมอบโอกาสที่ตัวเฉินผิงอันคิดว่า “แสดงคุณธรรมน้ำใจอย่างถึงที่สุด ถามใจตัวเองแล้วไม่ละอาย” ให้กับเขาเด็ดขาด
ต่อให้เจ้าจะเป็นราชครูคนใหม่ของต้าหลี ในมือได้กุมอำนาจที่แท้จริง
สำหรับทะเลสาบซูเจี่ยนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เล็กจ้อยเหมือนเมล็ดกระสุนแห่งนั้น เจ้าจะทำอะไรได้?
ปีนั้นคนที่ตายไปอย่างอยุติธรรมจะไม่ตายแล้วหรือ?
ถอยไปพูดหมื่นก้าว ต่อให้เวทคาถาของเจ้าจะเลิศล้ำทะลุฟ้า เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่หรือแม้กระทั่งขอบเขตสิบห้าแล้ว
สามารถย้อนกลับเวลาในฟ้าดินได้ แต่ขอแค่เจ้าไม่ยินดีหลอกตัวเอง ทั้งยังหลอกคนอื่น
ความละอายใจส่วนนี้ เจ้าก็จงแบกรับไว้แต่โดยดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าจริงๆ เฉินผิงอันหรือจะหลอกตัวเองได้…
เดินออกมาจากถ้ำแห่งวาสนา ข้ามมหาสมุทรขึ้นฝั่ง คล้ายกับ “เจ้าแห่งเทพ” ประหนึ่งเศษหญ้าที่ปลิวอยู่ข้างทาง
“เฉินผิงอัน” หลังจากนั้นมีความคิดที่รอบคอบรัดกุมถึงเพียงใด มีกลอุบายลึกล้ำเจ้าเล่ห์ถึงเพียงใด
สลายคุณความชอบทั้งหมดที่ศิษย์พี่สะสมมาไปอย่างไม่เสียดายเพื่อเอามาใช้ซ่อมแซมแผ่นดินที่เสียหาย
รับหน้าที่เป็นราชครูแล้วก็มีการเตรียมการสี่ด้านทันที…
ยอมฟังคำห้ามปรามของซ่งอวี่เซา ปล่อยให้หยางจื่อมีชีวิตรอดอยู่บนโลกไปวันๆ โดยที่ไม่ฆ่านางทิ้ง…
การถกมรรคาบนยอดเขา อวี๋เสวียนยังรู้สึกนับถือเขาอย่างถึงที่สุด เรียกขานว่าสหายเฉินด้วยความจริงใจ
ในพื้นที่มงคลรากบัวแห่งนั้น เป็นเทพเทวดายิ่งกว่าเทพเทวดา ทุกอย่างร้อยเรียงต่อเนื่องกัน
วางแผนจัดวางใต้หล้าอย่างระมัดระวังตั้งใจ…
ต้องการให้การช่วยเหลือฮ่องเต้บางคนของต้าหลีให้ช่วงชิงการเป็น “เจ้าแห่งวิถีมนุษย์” ของโลกมนุษย์ทั้งใบหาใช่แค่ของไพศาลเท่านั้น
นี่ก็คือความร้ายกาจของการที่ความเป็นเทพคือ “ผู้ตัดสินใจ”
บางครั้งที่มีกรณียกเว้นก็ล้วนมาจากความเป็นมนุษย์ที่หนีออกมาจากการควบคุมของความเป็นเทพทั้งสิ้น
ในฟ้าดินจิตธรรม ด่านหลายชั้นกั้นขวาง สิ่งที่ถูกกักขังก็คือความเป็นมนุษย์ “ไร้หน้า”
และใบหน้าของความเป็นมนุษย์นั้น ก็คือ “เฉินฉง” ในอารามหลิงจิ้งที่ชุยฉานใช้เศษเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตชิ้นสุดท้ายที่เก็บเอาไว้สร้างขึ้นมา
เฉินผิงอันสองคนที่ความเป็นมนุษย์และความเป็นเทพปะปนกันก็คือหนึ่งที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง เดินอยู่ในโลกมนุษย์ที่ซับซ้อนด้วยกัน
ค่ายกลใหญ่ที่ใช้กักตัวเฉินผิงอันที่มีความเป็นมนุษย์นั้น เดิมทีก็คือเส้นทางที่เชื่อมโยงกับใจคนของเฉินผิงอันนักพรตแห่งอารามหลิงจิ้งในอนาคต
คือ “ท้องน้ำ” เส้นเล็กๆ ที่ชุยฉานฉวยโอกาสตอนที่บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคาแอบขุดเจาะเอาไว้ในใต้หล้ามืดสลัว
หลังจากนั้นใจคนก็เหมือนสายน้ำที่ค่อยๆ ไหลรินไป ไม่เคยขาดสาย
คือสายน้ำเส้นเล็กที่ไหลยาว ระหว่างนั้นตอนที่ “เด็กหนุ่มเฉินฉง” กึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ในอาราม ก็ไม่ใช่ว่าเคยพูดเหมือนกันหรือ?
แต่ต่อให้ชุยฉานจะอำมหิตมากแค่ไหน ถึงอย่างไรก็คือลูกศิษย์คนแรกของสายเหวินเซิ่ง คือศิษย์พี่ใหญ่ของเฉินผิงอัน
จึงฉวยจังหวะช่องว่างนี้มอบ “วัยเด็ก” และ “วัยรุ่น” ที่ไร้ทุกข์ไร้กังวลให้กับเฉินผิงอัน
ทัศนียภาพที่เด็กหนุ่มเฉินฉงได้เห็นราวกับดอกไม้ที่บานสะพรั่งเต็มสองฝั่งของลำคลอง
นี่ก็น่าจะมีความเหมือนอันน่าอัศจรรย์กับลำน้ำร้อยบุปผาที่เฉินผิงอันจะสร้างขึ้นมาในใบถงทวีป
ทิวทัศน์ในโลกมนุษย์มีมากมายสารพัดรูปแบบ สรุปรวมแล้วก็แค่คำสองคำ ล้วนเป็น ‘ความงดงาม’
ส่วนขาดที่โลกนี้ไม่ได้มอบมันให้เจ้า ศิษย์พี่ใหญ่พอจะชดเชยให้ได้อย่างถูไถ
ก่อนหน้านี้อยู่บนหอสูง การที่นักพรตชื่อโจวเหรินพูดเหน็บแนมเวทนาหรือเสียดสีเฉินผิงอันเกี่ยวกับเรื่องวัยเด็กและวัยหนุ่มของเขานั้น
แท้จริงแล้วก็แค่เพราะพลังแห่งตบะของเขาอ่อนด้อยเกินไป ศาสตร์การคำนวณเละเทะเกินไป
นักพรตไม่รู้ถึงสิ่งที่ชุยฉานทำลงไป บางทีนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่เจิ้งจวีจงไปเยือนหอสูง
แต่กลับคร้านจะพูดกับนักพรตแม้แต่ประโยคเดียว นั่นเป็นเพราะเดิมทีสองฝ่ายก็ไม่มีอะไรที่คุยกันได้อยู่แล้ว
ปีศาจใหญ่ชูเซิงที่สร้าง “ตำหนักอิงหลิง” แห่งเปลี่ยวร้างขึ้นมา
สุดท้ายก็ต้องมากายดับมรรคาสลายอยู่ที่ตำหนักอิงหลิงแห่งนี้
เซียวสวิ้นและเจิ้งจวีจงต่างก็ไม่ใช่คนที่ชอบเล่นแง่ทำตัวไร้เหตุผล
สำหรับการร่วมมือกันจึงไม่รู้สึกแสลงใจใดๆ เซียวสวิ้นไม่กลัวว่าจะถูกเจิ้งจวีจงเป็นคนคว้าผลประโยชน์ไปในท้ายที่สุด
ก็เหมือนสายแผนภูมิดินได้เจอกับอู๋โจว ก็ไม่กลัวที่จะถูกสังหารในเสี้ยววินาที
ในใจเซียวสวิ้นรู้ดีว่ามารร้ายอย่างเจิ้งจวีจงมักจะทำเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ
แต่กลับไม่ใช่คนประเภทที่ทำทุกอย่างไม่เลือกวิธีการ ใช้แต่วิธีเจ้าเล่ห์ต่ำช้า
ในเมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้วว่าจะก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพจารย์อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้างด้วยกัน
ต่อให้จะเป็นแค่คำสัญญาปากเปล่า เซียวสวิ้นก็เชื่อใจเขา
ชูเซิงใช้วิธีการทั้งหมดที่มี แต่จนใจที่ฟ้าอำนวยดินอวยพรและคนสามัคคีล้วนไม่ได้อยู่ฝั่งเขา
เซียวสวิ้นที่หลอมตำหนักอิงหลิงทั้งแห่งโหดเหี้ยมมากเป็นพิเศษ
ไม่เพียงแต่ไม่กังวลสักนิดว่าเจิ้งจวีจงจะสังหารพวกเขาทั้งคู่แล้วจับหล่อหลอม
นางถึงกับเรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีคนแค่ไม่กี่คนที่รู้รากฐานวิชาอภินิหารของมันออกมาใช้
บวกกับการ “เติมน้ำมันใส่น้ำส้ม” ของเจิ้งจวีจง ปีศาจใหญ่ชูเซิงถูกหมัดเดียวของเซียวสวิ้นต่อยจนร่างไปฝังอยู่ในหน้าผาหิน
โยนไม้เท้าที่พังเสียหายย่อยยับด้ามนั้นทิ้งไป สะบัดไหล่หนึ่งทีก็ดันให้เกิดถ้ำสถิตแห่งหนึ่งที่คล้ายกับ “สถานที่นั่งละสังขาร” แห่งหนึ่งขึ้นมา
ปีศาจใหญ่บรรพกาลตนนี้มองเซียวสวิ้นที่ลอยตัวอยู่นอกหน้าผา ผมเปียก็ขาดไปเส้นหนึ่ง
ใบหน้าอ่อนเยาว์เปรอะโชกไปด้วยเลือด นางยกมือขึ้นฉีกหนังผิวหน้าบางส่วนทิ้งไป
ชูเซิงนั่งอยู่ในถ้ำหิน สะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ ถามด้วยสีหน้าซับซ้อน
“หากไพศาลรุกรานเปลี่ยวร้าง ใต้หล้าแห่งหนึ่งมีทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงครบถ้วนสมบูรณ์ เจ้าควรจะไปอยู่ที่ไหน?”
เซียวสวิ้นเช็ดหน้า กระดูกขาวเปิดเปลือย สะบัดข้อมือ สะบัดเลือดสดทิ้งไป
“เจ้าสัตว์เดรัจฉานเฒ่าสามารถตายไปอย่างวางใจได้แล้ว ข้ากับผู้ฝึกตนของไพศาล ชั่วชีวิตนี้มีความแค้นที่มิอาจอยู่ร่วมฟ้า”
ชูเซิงพยักหน้า ขยับเคลื่อนสายตาไปอีกด้าน
“อยากรู้ยิ่งนักว่าการฝึกตนในชีวิตนี้ของอาจารย์เจิ้ง สืบสาวราวเรื่องกันแล้วแสวงหาสิ่งใด?”
อันที่จริงนาทีที่เจิ้งจวีจงตามเซียวสวิ้นเข้ามาในตำหนักอิงหลิง ชูเซิงก็รู้จุดจบของตัวเองอย่างชัดเจนแล้ว
เจิ้งจวีจงเผยกายอยู่ข้างเซียวสวิ้น เอ่ยว่า
“มหามรรคาแตกต่าง โลกมนุษย์แตกแขนงออกไปหลายสาย พูดไปแล้วก็ไม่แน่เสมอไปว่าเจ้าจะเข้าใจ”
เซียวสวิ้นทำท่ากระเหี้ยนกระหือรือ จะเคี้ยวร่างแห่งมรรคาของชูเซิงก่อนแล้วค่อยๆ รวบรวมเอาปณิธานแห่งมรรคามาหล่อหลอมเส้นทางขอบเขตสิบสี่ที่ไม่เดินไปบนการเป็นผู้ฝึกกระบี่อิสระสายนี้ของตน
พลังพิฆาตก็จะค่อนข้างมากพอดูแล้ว
กลัวก็แต่ว่าปีศาจใหญ่ชูเซิงจะตัดสินใจอำมหิต ใช้วิธีระเบิดทั้งโอสถทอง ก่อกำเนิดและจิตวิญญาณไปพร้อมกัน
ถ้าอย่างนั้นการต่อสู้ครั้งนี้ก็จะได้ต่อสู้อย่างเต็มคราบแล้ว แต่กลับต้องขาดทุนอย่างหนัก
ชูเซิงยิ้มเอ่ย “ไม่ต้องรีบร้อน อีกเดี๋ยวจะให้เจ้าได้กัดกินอย่างสะอาดเอี่ยม”
เซียวสวิ้นยื่นมือไปตบผมเปีย คล้ายจะประหลาดใจอยู่บ้าง
เจิ้งจวีจงปัดแสงกระบี่เส้นหนึ่งที่จู่ๆ ก็โผล่เข้ามาในฟ้าดินจิตธรรมอีกครั้ง
เงาหมอกพยายามพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คนแซ่เจิ้ง แค่พอสมควรก็พอแล้ว ระวังหลิวเสี้ยนหยางจะสะพานแห่งอมตะขาดสะบั้น
ทำให้เฉินผิงอันโมโหขึ้นมา เดี๋ยวก็มอบทัณฑ์สวรรค์ร้ายแรงให้เจ้าโดยตรงหรอก”
เงียบไปครู่หนึ่ง ชูเซิงเอาสองมือทับซ้อนกันไว้ตรงหน้าท้อง กลิ่นอายมรรคาของทั้งร่างค่อยๆ สงบลง ถามว่า
“อาจารย์เจิ้ง ท่านคิดว่าชีวิตนี้ข้าวางแผนไปวางแผนมา น่าหัวเราะเยาะหรือไม่?”
เจิ้งจวีจงกล่าว
“ก่อนศึกเดินขึ้นสวรรค์ ชูเซิงแห่งเผ่าปีศาจคือวีรบุรุษ
ก่อนที่ฟ้าดินจะเชื่อมโยงถึงกัน ชูเซิงแห่งเปลี่ยวร้างคือสิงห์ร้ายผู้เห่อเหิม
สรุปก็คือปีศาจใหญ่ชูเซิงคือวีรบุรุษของเผ่าปีศาจ”
ดวงตาของชูเซิงพลันเจิดจ้า “อาจารย์เจิ้ง ข้าชูเซิงคู่ควรกับคำวิจารณ์นี้จริงๆ หรือ?!”
เจิ้งจวีจงพยักหน้า “คู่ควร สมควรได้รับ”
ชูเซิงหัวเราะเสียงดัง พูดคำว่าดีติดๆ กันหลายครั้ง แล้วก็เหมือนความสดใสครั้งสุดท้ายก่อนตาย
“เจิ้งจวีจง เซียวสวิ้น สหายทั้งสอง เผ่าปีศาจในโลกมนุษย์ ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง
วันหน้าก็คงต้องรบกวนให้ทั้งสองท่านให้การดูแลมากขึ้นแล้ว ลำบากแล้ว”
ชูเซิงกุมมือคารวะ “ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ มีวาสนาได้พบเจอสหายทั้งสอง นักพรตชูเซิงไม่มีอะไรให้ต้องเสียดายอีกแล้ว”
เจิ้งจวีจงก้มหัวคารวะตามขนบลัทธิเต๋า “เป็นเกียรติที่ได้พบ”
เจิ้งจวีจงเตะเซียวสวิ้นหนึ่งที ฝ่ายหลังจึงได้แต่ยกสองมือกุมเป็นหมัดอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ เอ่ยประโยคหนึ่งที่ถือว่าเป็นคำสัญญาได้ว่า
“สหายชูเซิง ดูแลไม่ดูแลอะไร ลำบากไม่ลำบากอะไร ข้าเซียวสวิ้นไม่ขอรับประกันอะไร
แต่หากจะบอกว่าให้ผู้ฝึกตนของไพศาลต้องเหนื่อยยากลำบาก นั่นก็คือเรื่องที่อยู่ในการรับผิดชอบของข้าอยู่แล้ว”