กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1220.3 หนึ่งใบไม้ปลิดปลิว
ชูเซิงยิ้มอย่างเข้าใจ เอ่ยว่า
“สหายเซียวสวิ้น เจ้าคือผู้ศึกษามรรคาที่พบเจอได้ยากยิ่ง
ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะพูดความในใจกับเจ้าสักหน่อย จะดีหรือเลวก็ไม่เป็นไร ปล่อยให้คนพูดกันไปเอง
แต่ชีวิตในการศึกษามรรคานั้นกว้างไกลไร้เวลาจำกัด จะต้องเสาะหาจุดยึดเหนี่ยวสักหนึ่งหรือสองจุด
ถึงจะไม่ทำให้จิตแห่งมรรคาของเราเหมือนจอกแหนล่องลอยไปตามถิ่นทุรกันดาร เพียรพยายามไปด้วยกัน”
เซียวสวิ้นอึ้งตะลึง ก่อนเอ่ยด้วยความจริงใจว่า “สหายชูเซิง ข้าจะไม่กินร่างจริงของเจ้าก็แล้วกัน”
ปีศาจใหญ่ชูเซิงหลับตาลง เสียงหัวเราะก้องอยู่ในถ้ำหินเนิ่นนาน
“กินเลย! ทำไมจะไม่กินเล่า ร่างนี้ก็หนีไม่พ้นว่าต้องกลับคืนสู่โลกมนุษย์ ข้าเป็นเช่นนี้ คนรุ่นข้าก็เช่นเดียวกัน…”
เส้นสีทองสองเส้นแรกสุดที่เป็นฟ้าเชื่อมโยงดิน ฟ้าร่วงลงมาถึงโลกมนุษย์แล้ว
เส้นสีทองของดินที่ลอยขึ้น สุดท้ายก็สลายหายไปอย่างสิ้นเชิง ทุกสิ่งที่ทำมานั้นสูญเปล่า
ท้ายที่สุดแล้วโจวมี่ก็เหลือความเป็นเทพที่บริสุทธิ์อยู่เกือบอีกสามส่วน
หากไม่เป็นเพราะตอนที่ร่างจริงออกจากสรวงสวรรค์ใหม่ไม่ได้กินเทพอัคคีหร่วนซิ่ว ตอนนี้ก็คงเหลือความเป็นเทพมากกว่านี้
ไม่ใช่เพราะโจวมี่ไม่มีเวลาพอจะทำเช่นนั้น แต่เป็นเพราะทำไม่ได้จริงๆ
เทพสูงสุดห้าท่านยุคบรรพกาล ผู้ครองกระบี่เลือกรับเฉินผิงอันเป็นนาย พลังพิฆาตที่สูงเหนือฟ้าของนางยังคงอยู่ แต่สุดท้ายก็ถูก “ตัดชื่อ” ออก
หร่วนซิ่วคือหนึ่งในห้าเทพสูงสุดที่ทั้งเทพเก่าและเทพใหม่ล้วนเป็นเทพองค์เดิม ยังคงครองบัลลังก์ราชาเทพอัคคีมาโดยตลอด
ก่อนที่โจวมี่จะขึ้นสวรรค์ หร่วนซิ่วที่จำเป็นต้องกลืนกินความเป็นเทพทั้งหมดของเทพวารีหลี่หลิ่วขึ้นสวรรค์ไปพร้อมกัน
หลังจากไปถึงบนสวรรค์แล้ว กลับหาเส้นทางที่ทั้งไม่ทำร้ายสรวงสวรรค์ใหม่แล้วยังสามารถผสานมรรคาความเป็นเทพของนางไปพร้อมกันด้วย
ใต้หล้าเปลี่ยวร้างรับตัวอดีตกวานเซียวสวิ้นผู้ทรยศเอาไว้
เซียวสวิ้นเองก็สร้างคุณความชอบในศึกโจมตีไพศาลไว้จริงๆ และสรวงสวรรค์ใหม่ก็จำเป็นต้องรับเทพอัคคีหร่วนซิ่วเอาไว้
หร่วนซิ่วเองก็ไม่เคยช่วงชิงมรรคากับโจวมี่
ทั้งยังช่วยเขาแบกรับแรงโจมตีจากมหามรรคาหลังจากบรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคาและยามที่จือสือขึ้นสวรรค์ไปชดเชยช่องโหว่
โจวมี่ยืนอยู่บนหอสูง นี่คือกลิ่นอายของโลกมนุษย์ที่ห่างหายไปนาน
เพื่อการเชื่อมโยงฟ้าดินสองครั้งในวันนี้ ความเป็นเทพและความเป็นมนุษย์ของเฉินผิงอันเพิ่งจะถูกดึงออกไปอย่างแท้จริงในนาทีที่เดินขึ้นสวรรค์ไป
เฉินผิงอันที่มีความเป็นเทพในเวลานี้เหมือนทวยเทพแห่งโลกมนุษย์ที่แต่งตั้งตัวเอง แน่นอนว่าเขาแพ้แล้ว แต่โลกมนุษย์กลับชนะแล้ว
โจวมี่มอง “คนหนุ่ม” ผู้นี้ สีทองบริสุทธิ์ เส้นผมสยาย ยืนเปลือยเท้า
เสายาวสีทองที่เชื่อมโยงฟ้ากับดินเส้นแรกเหมือนฝุ่นที่ลอยตกลงบนพื้น เรื่องราวได้ยุติลงแล้ว
เส้นสีทองที่เชื่อมโยงฟ้าดินเส้นที่สองก็ได้เก็บแสงสีทองหาที่สิ้นสุดไม่ได้ไปแล้ว
ณ สรวงสวรรค์ใหม่ บรรพจารย์สามลัทธิลงมือแล้ว หมื่นปีมาแล้ว
การขึ้นฟ้าสองครั้งก่อนหลัง ในที่สุดก็ถึงคราวปิดฉากบทของวิถีแห่งเทพ
เหมือนกับการวาดเครื่องหมายมหัพภาคอย่างหนักแน่นจนซึมทะลุไปถึงหลังกระดาษแห่ง “โลกมนุษย์”
บรรพจารย์สามลัทธิต่างก็หันไปมองโลกมนุษย์ และทันใดนั้นความว่างเปล่าหาที่สิ้นสุดไม่ได้ที่สรวงสวรรค์ใหม่ครอบครองไว้
ก็พลันมีดอกบัวสีม่วงทองดอกหนึ่งผลิบานออกมาบนกลีบดอกเขียนอักษรคำว่าโลกมนุษย์ไว้เต็มทุกพื้นที่
จือสือถือประคองดอกบัว หวนกลับไปยังโลกมนุษย์ที่ม่านราตรีแผ่ปกคลุม ส่องประกายแสงเจิดจ้าพร่างพราว
มรรกถาของสามลัทธิรวมกันเป็นหนึ่ง สะบั้นรากฐานของวิถีแห่งเทพที่โจวมี่ทิ้งไว้ในสรวงสวรรค์ใหม่อยู่ตลอดก่อน
แล้วค่อยปล่อยแสงกระบี่ลงไปสู่โลกมนุษย์ ทำลายเส้นยาวสีทองทั้งเส้นให้แหลกยับไปทีละชั้น
จือสือเองก็มองโลกมนุษย์เป็นครั้งสุดท้าย นั่นคือสถานที่แห่งหนึ่งในเปลี่ยวร้าง
โจวมี่ที่อยู่บนหอสูง เรือนกายโงนเงนไม่มั่นคง
หมายจะเก็บเอาทางหนีทีไล่ที่ทิ้งไว้ในเปลี่ยวร้างอย่างสามอสุภะ โซ่วเฉิน หลิวป๋ายและโจวชิงเกามา
แต่สุดท้ายกลับถูกเจิ้งจวีจงก่อกวนจนเสียเรื่องไปแล้ว สถานการณ์ใหญ่จากไป แพ้ทั้งกระดานแล้ว
นับประสาอะไรกับที่ต่อให้โลกมนุษย์มีมหาสมุทรความรู้แห่งเปลี่ยวร้างเพิ่มมาอีกคน
ขอแค่ไม่อาจเลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าได้ในเสี้ยววินาที สำหรับโจวมี่ที่ปณิธานอยู่ที่การสร้างฟ้าดินและโลกมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง นั่นไม่มีความหมายอะไรเลยจริงๆ
เจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว หรือแม้กระทั่งอวี๋โต้วและป๋ายอวี้จิง
หนิงเหยาแห่งใต้หล้าห้าสี ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ดินแดนพุทธะสุขาวดี…
ล้วนไม่มีทางปล่อยให้ “เสี้ยววินาทีนั้น” มาเยือนโลกมนุษย์ได้
โจวมี่เองก็ไม่อยากจะเปลืองน้ำลายพูดกับพวกเขาอีกแม้แต่ครึ่งประโยค
ไม่อยากจะมองหน้าผู้ศึกษามรรคาคนใดในโลกมนุษย์อีกแม้แต่ครั้งเดียว ก็แค่คนชนะเป็นกษัตริย์ คนแพ้เป็นโจรก็เท่านั้น
หร่วนซิ่วที่นั่งเท้าคางด้วยมือข้างเดียวอยู่บนบัลลังก์ราชาสูงยกมือข้างหนึ่งขึ้น
สองนิ้วหยิบเส้นสีทองจุดหนึ่งออกมา ราวกับว่าเจาะสกัดภูเขาทองที่ใหญ่โตโอฬารสูงทะลุชั้นฟ้าแห่งหนึ่งแค่จุดเล็กๆ เพียงเท่านี้
ทว่าสรวงสวรรค์ใหม่ทั้งแห่งกลับเริ่มพังทลายเพียงแค่เพราะสูญเสียจุดเล็กๆ ที่เล็กจ้อยจนไม่มีค่าพอให้พูดถึงนี้ไป
การเชื่อมโยงฟ้าดินครั้งก่อนหน้านั้น พวกเขาก็คล้ายเป็นเพื่อนบ้านกันมานานหมื่นปี ทว่าโจวมี่กลับไม่เคยพูดอะไรสักคำ อีกฝ่ายก็เช่นเดียวกัน
คนหนึ่งคือชายหนุ่มเลือดร้อนหัวทึบถือมีดยืนขวางทาง อีกคนหนึ่งคือตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่ในใจอัดแน่นไปด้วยความแค้น
ก่อนหน้านี้ต่างก็อยากจะจัดการกับอีกฝ่ายให้ได้ก่อนแล้วค่อยพูดอะไรไม่ใช่หรือ?
โจวมี่มองสรวงสวรรค์ใหม่ที่เริ่มปริแตกแล้วส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม
สักวันหนึ่ง เจ้าเฉินผิงอัน หากไม่ใช่อวี๋โต้วแห่งโลกมนุษย์ก็จะต้องเป็นโจวมี่แห่งบนฟ้า
โจวมี่สลายความคิดจำนวนนับไม่ถ้วนทิ้งไป สุดท้ายก็มีการตัดสินใจอย่างหนึ่ง
ความเป็นเทพสามส่วนสุดท้ายยังเหลืออยู่ ก็ให้เขาได้ทำเรื่องเรื่องหนึ่งก็แล้วกัน
เขาต้องการปะทะกับ “แสงกระบี่” ที่มาจากบรรพจารย์สามลัทธิและจือสือซึ่งๆ หน้า
ทิ้งหลุมขนาดใหญ่ไว้ในโลกมนุษย์ ถือเป็นฝันร้ายที่เขาโจวมี่มอบให้กับผู้ฝึกลมปราณในโลกมนุษย์ทุกคน
แต่เป็นเรื่องน่าตกตะลึงระคนยินดีสำหรับมนุษย์ธรรมดาล่างภูเขาทุกคน
ต่อจากนี้ไปร้อยปีพันปีหมื่นปี ปราณวิญญาณฟ้าดินล้วนจะมารวมตัวกันอยู่ “ที่นี่”
ผู้ฝึกตนทุกคนในโลกมนุษย์ นับตั้งแต่วันนี้ไป พวกเจ้าต้องรีบทำเวลาเข้าหน่อย
สามารถดูดดึงเอาเงินเทพเซียน สมบัติอาคม ภูเขาสายน้ำและปราณวิญญาณทั้งหมดของ “คนอื่น” ทุกคนมาอย่างบ้าคลั่งได้แล้ว!
เวทคาถาวิชาอภินิหารทุกบทที่พวกเจ้าร่ายออกมา สมบัติอาคมทุกชิ้นที่พวกเจ้าใช้ฝึกตนหรือเรียกออกมาใช้
ปราณวิญญาณเป็นเส้นๆ เป็นกลุ่มๆ ที่น่าตะลึงพรึงเพริดล้วนจะต้องกลับคืนมายังที่แห่งนี้ทั้งหมด
ไม่ใช่ว่าทุกคนล้วนมีความเป็นเทพอยู่ในตัวหรอกหรือ?
โลกมนุษย์นับจากนี้จะค่อยๆ ไม่เหลือปราณวิญญาณอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นตำหนักแห่งเทพที่ยิ่งนานวันควันธูปก็ยิ่งโชติช่วง
ฮ่าๆ นี่ก็คือเค้าโครงของสรวงสวรรค์ใหม่อีกอย่างหนึ่งแล้ว!
แสงกระบี่พุ่งลงมาจากฟ้า
โจวมี่เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น “บนดิน”
เส้นทางเชื่อมโยงฟ้าดินเส้นที่สาม
แสงสองเส้นพลันปะทะพุ่งชนกัน โลกมนุษย์มีน้ำวนขุ่นมัวราวกับหลุมไร้ก้นลูกหนึ่งโผล่มาทันที
ปราณวิญญาณฟ้าดินที่อยู่รอบด้านไหลทะลักกรูกันเข้าไปข้างในอย่างบ้าคลั่ง
ใต้หล้าห้าแห่ง ดวงดาวนับไม่ถ้วนนอกฟ้าต่างก็เริ่มค่อยๆ เอนเอียงลง
เฉินผิงอันที่ถือกระบี่เดินขึ้นฟ้า เรือนกายพลิ้วลงบนสรวงสวรรค์ใหม่ที่ทุกหนทุกแห่งเริ่มพังทลาย
ร่างกายมนุษย์เหมือนเครื่องกระเบื้องชิ้นหนึ่งที่กำลังจะแตกแต่ยังไม่แตก
หร่วนซิ่วที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสีหน้าเฉยเมย มองสบตากับเขาอยู่ไกลๆ
เฉินผิงอันสะบัดข้อมือควงกระบี่ ครั้งนี้เปลี่ยนให้เขามาอยู่บน “ฟ้าร่วง” บ้างแล้ว
กระบี่เสียดฟันไปยังน้ำวนลูกนั้น
บนยอดสูงของภูเขาลั่วพั่ว หนิงเหยากลับชิงตัดหน้าไปก่อนหนึ่งก้าว
ประกบสองนิ้วเข้าด้วยกัน ตรงหว่างคิ้วของนางก็มีรอยแยกฉีกออกมา “จงฟันเปิดฟ้าดินแห่งนี้ให้ข้า!”
ระหว่างที่พูดจุดที่สูงที่สุดซึ่งเป็นปราการมหามรรคาของใต้หล้าห้าสี
ประหนึ่งมีดวงตาแนวตั้งขนาดใหญ่ยักษ์สีทองข้างหนึ่งตั้งขึ้นมา ฟ้าดินส่งเสียงขานรับพร้อมกัน “น้อมรับคำสั่ง!”
ตีนเขาของภูเขาลั่วพั่ว นักพรตเซียนเว่ยลุกขึ้นยืน ไม่มองบนพื้นดินอีกแล้ว
“นักพรตคนแรกของโลกมนุษย์” ทิ้งไว้แค่ร่างกายเปลือกนอกให้กับนักพรตเซียนเว่ย
และปิ่นไม้ชิ้นหนึ่งที่สูญเสียปณิธานแห่งมรรคาทั้งหมดไปแล้ว ราวกับว่านั่นคือของขวัญจากลาที่ไร้เสียงชิ้นหนึ่ง
กระบี่หนึ่งที่มีจุดเริ่มต้นมาจากใต้หล้าห้าสีฟันผ่าไปที่น้ำวนก่อน
ทว่าน้ำวนลูกนั้นกลับเหมือนมหามรรคาที่กำลังจะกลับคืนสู่จุดเดิม แล้วก็ถูกอีกกระบี่ฟันผ่าไปมากกว่าเดิม
เรือนกายของผู้ครองกระบี่แหลกสลาย ความเป็นเทพกระจัดกระจายหายไป ความเป็นมนุษย์ก็ตามมาติดๆ
เรือนกายสีเขียวร่างหนึ่งยื่นมือมาโบก ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “นี่ เจ้าขุนเขา ตื่นสิ ตื่นแล้วค่อยไปนอนดีๆ”
จากนั้นร่างสีเขียวของนักพรตผู้นี้ก็ยิ้มเอ่ยประโยคหนึ่งว่า “อย่าคิดว่าจะดื้อดึงได้”
มรรคาดั่งฟ้าคราม ขับไล่น้ำวนลูกนั้นออกไปช้าๆ
โจวมี่หรี่ตาเงยหน้ามองภาพเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ตระการตานั้น พึมพำเสียงแผ่วว่าปิดฉากชีวิตนี้ลงเช่นนี้ก็ถือว่างดงามน่าชม
เจิ้งจวีจงสะบัดชายแขนเสื้อสองข้าง
แล้วก็เดินเลียบท่วงทำนองของมหามรรคาที่เหลืออยู่ขึ้นไปบนสวรรค์
ตรงดิ่งไปยังสถานที่ที่นับตั้งแต่วันนี้ไปจะกลายเป็น “สรวงสวรรค์เก่า’
เขาโยนกลุ่มหมอกและหลิวเสี้ยนหยางที่ถามกระบี่สามครั้งออกมาจากชายแขนเสื้อ
การกระทำนี้ของเจิ้งจวีจงทำให้ทุกคนตกใจกันมาก คลื่นลูกหนึ่งสงบ คลื่นอีกลูกก็ซัดขึ้นมาอีก เอาอีกแล้วหรือ?!
เจิ้งจวีจงคิดจะทำอะไร!?
หลิวเสี้ยนหยางหันไปมองสตรีที่คุ้นเคย โบกมือทักทาย ยิ้มหน้าทะเล้น
“แม่นางหร่วนซิ่ว ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ทำไมมองดูเหมือนผอมลงล่ะ ในชามใหญ่อย่างสวรรค์แห่งนี้ไม่มีเนื้อให้กินหรือ….”
กู้ช่านกังวลว่าจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนจึงเอ่ยอย่างเดือดดาลว่า “หุบปากเดี๋ยวนี้ะ!”
คิดไม่ถึงว่าหร่วนซิ่วจะพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
เจิ้งจวีจงถาม “ใช่?”
หร่วนซิ่วพยักหน้า
เขากับลู่เฉินต่างก็เดาถูกแล้ว โลกมนุษย์ทั้งแห่งก็คือการถือกำเนิดสืบเนื่องมาจากการจำแลงมรรคาของบุคคลในสรวงสวรรค์ยุคบรรพกาลท่านนั้น
และมรรคาก็ยืดขยายทอดยาวออกไป
พูดง่ายๆ ก็คือ คนทุกคน ภูเขาสายน้ำทุกหนแห่ง ในบางความหมายแล้วล้วนก็คือหนึ่งนั้น
เป็นเหตุให้ไม่เพียงแต่ลู่เฉินเท่านั้นที่เป็นหนึ่ง ไม่ว่าใครก็เป็นหนึ่งทั้งสิ้น
ลัทธิพุทธกล่าวไว้ว่ามนุษย์ทุกผู้ล้วนมีพุทธภาวะสถิตอยู่ภายใน แน่นอนว่าต้องถูกต้อง
ถ้าอย่างนั้นมนุษย์ทุกคนมีความเป็นเทพอยู่ในตัวเอง ก็ยิ่งเป็นธรรมชาติมานับแต่โบราณกาล
เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ย “เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”
หร่วนซิ่วลุกออกจากบัลลังก์ราชา บังคับเรือป่ายโจวลานั้นมา แล้วนางก็ไม่มองโลกมนุษย์ เพียงแค่จากไปไกลเท่านั้น
หลิวเสี้ยนหยางถาม “เหล่าเจิ้งอ่า เขาไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เจิ้งจวีจงตอบ “ยังดี”
ไม่เปิดโอกาสให้หลิวเสี้ยนหยางได้ซักถามต่อ เจิ้งจวีจงหวนกลับไปยังโลกมนุษย์ก่อนกลับไปยังเปลี่ยวร้างแล้ว
กู้ช่านขมวดคิ้วน้อยๆ
หลิวเสี้ยนหยางจุ๊ปาก กวาดตามองรอบด้าน มหัศจรรย์จนเกินจะบรรยายเหลือเกิน
นึกถึงตอนเด็กที่ “เขียนตัวอักษร” ไว้บนผนังในศาลาริมทาง นี่ก็ถือว่าอยู่สูงเหนือใครอย่างแท้จริงสักครั้งหนึ่งแล้วสินะ?
ไม่ว่าจะอย่างไร ในที่สุดโลกมนุษย์ก็ไม่มีโจวมี่อีกแล้ว
ก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้อีกหมื่นปีจะดีหรือร้าย
จะเป็นวิถีทางโลกสงบสุขที่จิตใจคนมุ่งไปสู่ความดีอย่างแท้จริงหรือไม่
บางทีอาจไม่ บางทีอาจใช่ คงเป็นเพราะเมื่อมีความหวังก็มักจะเจอความผิดหวัง
ความผิดหวังก่อตัวกลายเป็นความสิ้นหวัง แต่บางทีความหวังก็อาจจะได้เจอกับความหวังที่มากกว่าเดิม
ไม่แน่ว่าในความสิ้นหวังอาจจะมีแสงแห่งความหวังเสี้ยวหนึ่งผุดออกมา
เรื่องของวันพรุ่งนี้ใครจะไปรู้ได้ ใครเล่าจะกล้าพูดว่ามันต้องเป็นอย่างไรแน่นอน
โลกมนุษย์ของเมื่อวานมีแต่สุสานของวีรบุรุษอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
โลกมนุษย์ในวันนี้ก็มีบ้านเกิดแห่งความอ่อนโยนเหมือนกัน
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรก็ค่อยว่ากันพรุ่งนี้ ก็ขอฝากความหวังไว้กับวันข้างหน้าแล้วกัน
ระหว่างฟ้าและดิน
ใบไม้ใบหนึ่งร่วงปลิดปลิว
โอนเอนส่ายไหว
หนิงเหยาโอบกอดเขาเอาไว้ นางเอ่ยเสียงเบา “กลับบ้านแล้ว”
หมื่นขุนเขาบนพื้นดินในโลกมนุษย์โอบรับอย่างนอบน้อม
หลังจากเสียงฟ้าร้องกัมปนาทผ่านไปก็คือความอ่อนโยนที่ห้อมล้อม
ผู้ฝึกกระบี่ต่างถิ่น รีบกลับบ้านเถิด