กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1221 ผู้อ่านตำรา
ภูเขาลั่วพั่ว
นักพรตเซียนเว่ยเกาหัว รู้สึกเหลือเชื่ออย่างมาก ราวกับว่ามีเสียงในใจเสียงหนึ่งก้องสะท้อนอยู่ในหัว และยิ่งเหมือนมีเสียงแว่วกังวานที่วนโอบล้อมอยู่รอบปิ่นไม้
นักพรตหนุ่มได้แต่จัดปิ่นไม้ให้ดี พลางเดินก้าวเร็วๆ ขึ้นเขาไป และในที่สุดก็ไปเจอหัวสองหัวที่กำลังเอนเข้าหากระซิบกระซาบกันอยู่บนยอดเขาจี๋หลิง
เอ่ยประโยคหนึ่งกับเด็กชายชุดเขียวและแม่นางน้อยชุดดำที่นั่งยองอยู่บนพื้นว่า อีกเดี๋ยวเจ้าขุนเขาก็จะกลับมาบ้านแล้ว
หมี่ลี่น้อยหันไปมองสบตาแล้วยิ้มให้กับเฉินหลิงจวิน พวกเขายกมือขึ้นตีกันหนึ่งที ดีเลย พรุ่งนี้ก็จะออกไปท่องยุทธภพได้แล้ว
ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง จวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์
ผู้ฝึกกระบี่หนุ่มที่มาเป็นแขกของที่นี่ชั่วคราวคลายหัวคิ้วออก ไม่เหลือความกลัดกลุ้มอีกแล้ว
จ้าวเทียนไล่ที่ยังคงมีรูปโฉมหล่อเหลาแต่เส้นผมทั้งศีรษะกลับเป็นสีขาวโพลนยิ้มเอ่ย
“หนึ่งกระบี่หนึ่งตราประทับที่จวนเทียนซือสืบทอดต่อกันมาหลายรุ่นหลายสมัย ไม่แน่เสมอไปว่าจะถูกทำลายลงจริงๆ กระบี่อาคมกับตราประทับอาคมที่แท้จริงอยู่ที่…มรรคา อยู่ที่การกระทำของนักพรตภูเขามังกรพยัคฆ์ทุกคนซึ่งมีผินเต้าเป็นหนึ่งในนั้น”
เสี่ยวโม่พยักหน้า “เห็นด้วยอย่างยิ่ง”
จ้าวเทียนไล่กล่าว “ไม่สู้อาจารย์เสี่ยวโม่พักผ่อนอยู่ที่จวนอีกสักสองสามวัน?”
แต่เสี่ยวโม่กลับปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม “ข้าคงไม่อยู่รบกวนการฝึกตนอย่างสงบของสหายที่นี่แล้ว”
จ้าวเทียนไล่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “เข้าใจได้”
เสี่ยวโม่เรียกยันต์สามภูเขาออกมาโดยตรง ข้ามทวีปไปยังภูเขาลั่วพั่ว
พอขอบเขตต่ำลง ไปถึงยอดเขาเรือนกายก็เริ่มโงนเงน แต่กลับถูกเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวคนหนึ่งพุ่งเข้ามากอดเอาไว้ นางหัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง
จิ้งจอกฟ้าสิบหางที่นอนขดตัวเป็นวงกลมอยู่บนหอสูงถามเสียงเบา “เทียนซือ ไม่เสียดายสักนิดเลยจริงๆ หรือ?”
จ้าวเทียนไล่ใช้เสียงในใจยิ้มบางๆ “จะเป็นไปได้อย่างไร เพียงแต่ว่าหากไม่พูดอย่างเปิดเผยเช่นนี้ คราวหน้าจะอธิบายกับคนอื่นในศาลบรรพชนได้อย่างไร”
นางผงกหัวรับ คลี่ยิ้มหวานอย่างเข้าใจ
ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ถ้าไร้ชื่อที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้แห่งนั้น ข้างกายเจิ้งจวีจงมีลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อที่เพิ่งรับมาใหม่สองสามคนยืนอยู่
พื้นที่ใจกลางเปลี่ยวร้าง “ลู่เฉิน” วางใจลงได้แล้ว สีหน้าสาแก่ใจ
นักพรตท่องประโยคหนึ่งคล้ายบทสวดว่า “เรือนกายทำให้เหมือนไม้ที่แห้งเหี่ยวได้ ทว่าจิตใจจะทำให้เหมือนขี้เถ้ามอดได้หรือ?”
ครู่หนึ่งต่อมา ลู่เฉินก็โหวกเหวกว่า “สหายเฉิน! วันไหนมีเวลาว่าง จำไว้ว่ามาช่วยเสี่ยวเต้าหน่อยนะ ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่จำไว้ว่าต้องมานะ”
ใต้หล้ามืดสลัว อวี๋โต้วแห่งป่ายอวี้จิงเหลือบตามองเหยาชิงแห่งตำหนักสู้ยฉู ฝ่ายหลังเลิกคิ้ว เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้ามองอะไร”
นอกฟ้า
ไม่สนใจกู้ช่านที่เร่งรัดให้รีบออกเดินทางครั้งแล้วครั้งเล่า หลิวเสี้ยนหยางมีท่าทีอาลัยอาวรณ์ เอาแต่มองภาพเหตุการณ์จริงที่ “วิถีแห่งเทพพังถล่ม’ ซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อเหล่านั้น
นวดคลึงปลายคาง เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “นึกจะพังทลายก็พังทลายลงทั้งอย่างนี้ น่าเสียดายเหลือเกิน”
กู้ช่านหัวเราะหยัน “นายท่านใหญ่หลิวใจใหญ่จริงๆ ยังจะมีเวลามาเสียดายอยู่ที่นี่หากยังไม่พังทลายอีก ใครจะเป็นคนทำลายมันได้? เจ้าหรือ? ถามกระบี่เต็มกำลังสามครั้งได้แค่ช่วยเกาให้เจิ้งจวีจงเท่านั้นเอง…”
หลิวเสี้ยนหยางกล่าว “ข้าไม่ถือสาตัวอะไรที่จะเป็นคนก็ไม่ใช่คน จะเป็นผีก็ไม่ใช่ผีหรอกนะ”
กู้ช่านรู้สึกอ่อนใจเป็นทบทวี สภาพการณ์ของเขาในเวลานี้ หากไปเยือนเส้นทางชิงเต้าที่เริ่มค่อยๆ เบาบางเจือจางลงแล้วก็มีแต่…
เขาได้แต่เอ่ยว่า “นายท่านใหญ่หลิว เซียนกระบี่หลิว เจ้าสำนักหลิว เจ้าบ่าวหลิว สามารถออกเดินทางได้แล้วจริงๆ”
หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า
และเวลานี้เอง กลับเห็นว่าจุดที่ห่างไปไกลมากซึ่งไม่สามารถใช้ระยะทางมาคำนวณได้ มีเรือนกายที่เป็นมายาเลื่อนลอยร่างหนึ่งพลิ้วกายมา
อีกฝ่ายมีสีหน้าประหลาด มองคนโง่สองคนที่ไม่ยอมไปจากที่นี่เสียทีอย่างพวกเขา
หลิวเสี้ยนหยางรู้สึกละอายใจที่สู้ไม่ได้อย่างหาได้ยาก ท่านผู้นี้ก็คือเฒ่าตาบอดแห่งภูเขาใหญ่แสนดี้หรือ? ตอนนี้มามองดูแล้ว บุคลิกท่วงท่าองอาจ รูปโฉมภายนอกหล่อเหลาน่ามองจนไร้เหตุผล
กู้ช่านรีบถามทันที “ผู้อาวุโส พวกเราเดินทางกลับครั้งนี้ต้องใช้เวลาเท่าไร?”
จือสือมองเส้นทางชิงเต้าที่เริ่มค่อยๆ เจือจางลงไป นับนิ้วคำนวณ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “น่าจะต้องใช้เวลาเดินทางเป็นสิบปีเลยกระมัง หากยังอยู่คุยเพิ่มอีกประโยคเวลาก็จะช้าไปอีกหลายปี ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้พวกเราพูดคุยกันอย่างนี้ ก็ยิ่งบอกได้ยากแล้ว”
กู้ช่านสูดลมหายใจเข้าลึก ช่างเถอะ ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าเวิ้งว้างหาที่สิ้นสุดไม่ได้กับเจ้าตะพาบหลิวเสี้ยนหยางผู้นี้ไปก็แล้วกัน แต่หากว่าเดินไปผิดทาง เช่นว่าทิศทางไม่ถูกต้อง…
หลิวเสี้ยนหยางประสานมือโค้งตัวคารวะ “ผู้อาวุโสมีอะไรจะสั่งความหรือไม่ ผู้เยาว์สามารถนำไปบอกต่อให้ได้ เรื่องที่สามารถช่วยได้ ข้าก็จะทำสุดความสามารถที่มี แต่เรื่องที่มากกว่านั้นกลับรับปากได้ยากแล้ว”
จือสือพยักหน้า คือเด็กรุ่นหลังที่มีน้ำใจ ต่อให้จะเสี่ยงอันตรายเป็นไปได้มากว่าจะถ่วงเวลาทำให้งานแต่งงานของตัวเองล่าช้าไปอีกนาน ก็จะต้องอยู่ที่นี่เพื่อลองเดิมพันดูสักครั้ง
คงเป็นเพราะในช่วงเวลาที่ฟ้าดินกำลังจะเริ่มบทใหม่ ได้เห็นผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์ที่พอจะพึ่งพาได้เช่นนี้ จือสือจึงอารมณ์ดีขึ้นหลายส่วน
เหลือบตามองกู้ช่าน ถามว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าทำอะไรโดยใช้อารมณ์ เลือกที่จะทำลายตัวเอง สิ่งที่ทำลายไม่ใช่กายเนื้อที่แท้จริงของเจ้าแต่เป็นเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตของเจ้ากู้ช่าน ส่วนร่างจริงของเจ้าคาดว่าน่าจะถูกเจิ้งจวีจงซ่อนไว้ที่ไหนนานแล้ว หลังจากกลับไปเจ้าก็ไปขอมาจากเขาเอาเอง แต่ไม่แน่เสมอไปว่าเจิ้งจวีจงจะยอมเห็นแก่หน้าข้า”
พูดมาถึงตรงนี้ จือสือก็ยกมือขึ้น สองนิ้วประกบกันวาดลงบนความว่างเปล่า เขียนตำราเต๋าเล่มหนึ่งขึ้นมาโดยตรง
หลิวเสี้ยนหยางกับกู้ช่านได้แค่อ่านบทนำไม่กี่ประโยคก็ตาพร่าลายจิตวิญญาณแกว่งไกว ไม่กล้ามองอีกแม้แต่น้อย
จือสือจงใจร่ายตราผนึกหลายร้อยชั้น ปิดตำราลง ผลักไปทางกู้ช่าน “ส่วนที่เกี่ยวพันกับสัจธรรมที่แท้จริงบางอย่างของรากฐานสามลัทธิ ในนี้ล้วนมีอยู่อย่างละนิดอย่างละหน่อย คำกล่าวที่บอกว่าเปิดตำรามีประโยชน์ย่อมไม่ใช่คำลวง จะอาศัยสิ่งนี้ย้อนทวนไปหาต้นกำเนิดก็ดี หรืออาศัยสิ่งนี้อนุมานให้เกิดการอธิบายอย่างอื่นที่แปลกใหม่ก็ช่าง ล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถในการอ่านตำราของเขาเจิ้งจวีจงแล้ว”
กู้ช่านโค้งคำนับขอบคุณ
จือสือเอ่ยสัพยอก “มาเจอกับตัวก่อเรื่องดื้อด้านที่ต่อให้ตายก็ไม่ยอมเปลี่ยนสันดานอย่างเจ้า ก็สมควรแล้วที่เขาเฉินผิงอันต้องเจอหายนะนี้”
แต่จะว่าไปแล้วก็โชคดีที่ความดื้อรั้นหัวแข็งส่วนนี้กลายมาเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการคลี่คลายทางตันครั้งนี้
โลกมนุษย์มีคนกี่มากน้อยที่มีใจอยากปลูกบุปผา ไร้ใจปักกิ่งหลิวแต่สุดท้ายกลับกลายเป็นทัศนียภาพแปลกใหม่ คนบนโลกมองไม่เห็น แต่โลกมนุษย์จะขาดไปไม่ได้
หลิวเสี้ยนหยางร้องเฮ้อ ดูเหมือนจะลำเอียงเข้าข้างกู้ช่านไปหน่อยนะ “ไฉนผู้อาวุโสจือสือถึงได้ด่ากันแล้วเล่า กู้ช่านมีสภาพเช่นนี้แล้ว ผู้อาวุโสก็อย่าสาดเกลือลงบนบาดแผลอีกเลย”
จือสือมองไปยังโลกมนุษย์ห่างไกลที่มีดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนกั้นขวาง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ประโยคที่บอกว่า “คนที่รู้ใจข้า มีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น” ช่างเป็นความอาภัพเพียงใดแล้วก็ช่างเป็นความโชคดีเพียงใด พวกเจ้าต่างก็ถือว่าดีมากแล้ว”
คืนสติกลับมาแล้ว จือสือก็เอ่ยว่า “หลิวเสี้ยนหยาง ข้ามีเรื่องอยากจะไหว้วานจริงๆ แต่เจ้าคือบัณฑิตลัทธิขงจื๊อ คือวิญญูชนผู้เที่ยงตรง ข้าคงไม่ทำการค้าอะไรกับเจ้าแล้ว…”
กู้ช่านหัวเราะร่วน ดี ดีมาก ดีมากๆ เลย
แรกเริ่มหลิวเสี้ยนหยางยังเสแสร้งว่าใจกว้างได้ แต่สุดท้ายก็อดไม่ไหว เอ่ยอย่างร้อนใจว่า “ผู้อาวุโสจือสือ หากท่านพูดแบบนี้ก็ทำให้ข้าเสียกำลังใจแล้วจริงๆ และข้าก็ไม่คาดหวังว่าจะได้ตำราที่ร้ายกาจหรือสมบัติล้ำค่าที่ชวนให้คนตกใจตายอะไร แต่อย่างไรก็น่าจะมีคาถากระบี่ที่เล็กๆ น้อยๆ ขอผู้อาวุโสโปรดถ่ายทอดให้ผู้เยาว์ด้วย ไม่ใช่การค้าการแลกเปลี่ยนอะไร ผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงคุณธรรมสูงส่งได้เจอกับผู้เยาว์ที่จิตใจบริสุทธิ์กว้างขวางก็เลยช่วยชี้แนะให้อย่างไม่ขี้เหนียววิชา แล้วก็ไม่ขัดต่อการที่หลิวเสี้ยนหยางคือวิญญูชน คือบัณฑิต”
จือสือส่ายหน้า “ไม่มีจริงๆ”
หลิวเสี้ยนหยางแน่ใจว่าผู้อาวุโสท่านนี้ไม่ได้เสแสร้ง กลายเป็นว่าไม่คิดอะไรมากแล้ว
เขายิ้มเอ่ยว่า “ก็ดีเหมือนกัน ผู้อาวุโสเชิญบอกมาได้เลย บอกตามตรงนะ แค่ได้เจอหน้า “นักพรตจือสือ” ได้พูดคุยด้วยก็ถือว่าได้กำไรแล้ว วันหน้าต้องมีศิษย์ลูกศิษย์หลานกลุ่มใหญ่ ข้าที่เป็นอาจารย์ เป็นบรรพจารย์ก็สามารถคุยโวกับพวกเขาโดยไม่ต้องคิดคำพูดไว้ล่วงหน้าได้แล้ว ฮ่าๆ แค่คิดภาพนี้ก็รู้สึกว่า…ยอดเยี่ยมแล้ว!”
จือสืออดทนฟังคำพูดจากใจจริงของหลิวเสี้ยนหยางจนจบ แล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าไปถึงโลกมนุษย์แล้วก็ช่วยดูแลหลี่ไหวให้มากหน่อย เขาเป็นคนจิตใจเรียบง่ายบริสุทธิ์มาโดยตลอด วิถีทางโลกต่อจากนี้กลับจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นแล้ว พวกเจ้าคือบุคคลมีฝีมือที่เป็นเจ้าสำนัก ทั้งยังเป็นคนบ้านเดียวกัน ช่วยเหลือกันและกันไว้ย่อมดี เดินอยู่บนมหามรรคา เจ้าช่วยเขาหนึ่งครั้ง เขาสนับสนุนเจ้าหนึ่งครั้ง ด่านยากของแต่ละคนก็จะผ่านไปได้แล้ว นั่นถึงจะสามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างยาวนานและทั้งสูงทั้งไกล”
จือสือมองกู้ช่านที่เมื่อครู่แสร้งทำเป็นสมน้ำหน้าผู้อื่น “เป็นคนเจ้าเล่ห์คนหนึ่งเหมือนกัน”
จือสือโบกชายแขนเสื้อ เพิ่มความมั่นคงให้กับเส้นทางชิงเต้า ยิ้มเอ่ยว่า “ไปดี”
หลิวเสี้ยนหยางเก็บกู้ช่านมาไว้ในชายแขนเสื้อก่อน แล้วเริ่มขี่กระบี่กลับบ้านเกิดไล่ตามเส้นทางสายนั้นไป หวังว่าจะสามารถกลับไปยังโลกมนุษย์ทันวันที่ห้าเดือนห้า ฟ้าดินกว้างใหญ่ แต่งภรรยาใหญ่ที่สุด!
แล้วก็ถือโอกาสด่าเจ้าหมอนั่นไปด้วย…แต่พอมาคิดอีกที หลิวเสี้ยนหยางก็ตัดใจพูดแรงๆ ไม่ได้
มาคิดอีกที หลิวเสี้ยนหยางกวาดตามองไปรอบด้านแล้วคุยเล่นกับเจ้าขี้มูกยืดน้อย
คิดดูแล้วเมื่อกลับไปถึงโลกมนุษย์และบ้านเกิด ทุกๆ วันพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้แน่นอนกระมัง
บนเรือป่ายโจว สตรีหันกลับไปมองโลกมนุษย์อย่างเหม่อลอย ก่อนจะถอนสายตากลับ
สองนิ้วของนางคีบของชิ้นหนึ่งขึ้นมา นางปล่อยดวงจิตจมจ่อมไปภายใน สีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็นอ่อนโยน ยิ้มตาหยี
ในนั้นก็มีเมืองเล็ก มีต้นไหวโบราณ มีบ่อน้ำ มีซุ้มป้าย แล้วก็มีตรอกหนีผิง มีเด็กหนุ่มสวมรองเท้าสาน
แต่นางไปถึงตรอกเล็กแห่งนั้นเร็วกว่านาง สรุปก็คือเด็กสาวมัดผมหางม้าได้เจอกับเด็กหนุ่มเร็วกว่าเด็กสาวที่สวมชุดสีเขียว
ภูเขาลั่วพั่ว
เด็กหนุ่มชุดขาวตรงหว่างคิ้วมีไฝสะบัดชายแขนเสื้อสองข้าง ข้างกายมีโจวอันดับหนึ่งที่สวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียวติดตามมา
เดินขึ้นไปบนขั้นบันไดของทางเดินขึ้นเขาพร้อมกัน สองพี่น้องรวมหัวกันคิดว่าตำแหน่ง ‘รองเจ้าขุนเขา” จะตกเป็นของใคร
จูเหลี่ยนปลดหน้ากากออก กลับคืนสู่โฉมหน้าที่แท้จริง กำลังง่วนทำอาหารมื้อดึกอยู่ในห้องครัว
ซิ่วไฉเฒ่าที่ท่าทางอิดโรยจากการเดินทางยืนอยู่หน้าประตู ว้าว กลิ่นควันไฟจากการปรุงอาหารเช่นนี้ กลิ่นหอมของอาหารเช่นนี้
บทใหม่ของโลกมนุษย์เหมือนบทพิเศษที่ยาวมากของเฉินผิงอัน แต่ก็เป็นเนื้อหาหลักของโลกมนุษย์ใบใหม่
ในบ้านเกิดแห่งความอ่อนโยนที่เป็นสถานที่พักใจของข้าแห่งนั้น เฉินผิงอันท่าทางอ่อนล้าแต่กลับยังยิ้มได้กำลังหลับสนิท
วินาทีที่เฉินผิงอันกำลังจะหลับ อีกทั้งยังจะต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เขาลืมตาขึ้นมา มองมายังพวกเรา
ราวกับเอ่ยเสียงในใจประโยคหนึ่งว่า ข้าชื่อเฉินผิงอัน ผิงอันที่แปลว่าสงบสุขปลอดภัย ข้าคือมือกระบี่คนหนึ่ง
เขามองเห็นพวกเรา
— จบบทหลัก —