กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 1.1 เด็กหนุ่มออกเดินทาง
บทพิเศษ ตอนที่ 1.1 เด็กหนุ่มออกเดินทาง
พอมาถึงยอดเขาจี้เซ่อของภูเขาลั่วพั่ว เฉินผิงอันก็ตื่นแล้ว
อยู่บนลานกว้างหยกขาวของศาลบรรพจารย์ หนิงเหยาประคองให้เขาลุกขึ้น แล้วไปยืนพิงราวรั้วด้วยกัน
แสงจันทร์สงบเงียบ ภูเขาเขียวขจี เมฆหมอกคล้ายใยฝ้ายที่ถูกเอามาปูไว้
บางทีอาจเป็นเพราะจิตใจได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศรอบด้าน ดูเหมือนว่าโลกมนุษย์จะไม่เคยสงบสุขเช่นนี้มาก่อน
หนิงเหยาตั้งใจไม่ไปที่ยอดเขาจี๋หลิง นางใช้เสียงในใจถามว่า
“เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น?”
ดูเหมือนว่าหลังจากหลับเต็มอิ่มไปตื่นใหญ่ เฉินผิงอันเวลานี้ยังมึนๆ งงๆ อยู่บ้าง
เขายกมือขึ้นขยี้ตา เอ่ยว่า “มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่รู้สึกเหมือนจะได้เห็นคนที่เก่งกาจมากหลายคน”
หนิงเหยาเข้าใจผิดคิดว่าการเชื่อมโยงฟ้าดินหลายครั้งทำให้เฉินผิงอันได้เห็นความจริงของ “มรรคา” หรือไม่ก็ “ดินแดนบรรพบุรุษ” จึงรู้สึกสงสัยใคร่รู้อยู่บ้าง
“หมายความว่าอย่างไร?”
เฉินผิงอันโคลงศีรษะ ถามว่า “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
หนิงเหยาจึงไม่ซักถามเขาอีก นางกลอกตามองบน
“เจ้าคิดว่าข้าจะเป็นอย่างไรได้ล่ะ?”
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา “ข้าคิดว่าสามารถดื่มสุรามงคลได้ติดกันสองมื้อ”
หนิงเหยาหน้าแดงน้อยๆ
เฉินผิงอันยื่นมือออกมาลูบร่องรอยตรงคิ้วของนาง ถามอย่างสงสาร
“ไม่เป็นไรกระมัง?”
หนิงเหยาเอ่ย “ไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่ต้องหลอมและบำรุงไปด้วยความอบอุ่นอีกยี่สิบสามสิบปี”
เฉินผิงอันถามเสียงเบา “เสี่ยวโม่กับเซี่ยโก่วเป็นอย่างไรบ้าง?”
หนิงเหยาเอ่ย “พอได้ ภายนอกสภาพของเซี่ยโก่วอนาถกว่าเล็กน้อย
การ “สลายมรรคา” สามครั้ง สลายสายสืบทอดยุคบรรพกาลสามสิบกว่าสายไปจนหมด ขอบเขตจึงถดถอยมาเป็นก่อกำเนิด”
“แต่อันที่จริงเสี่ยวโม่ได้รับความเสียหายมากกว่า
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิต ‘โอ่วซือ’ กับดวงดาวที่ถูกกระบี่บินชักนำมาดวงนั้นต่างก็แหลกสลายไปหมดแล้ว
เขาคิดอยากจะหวนคืนไปยังขอบเขตสิบสี่อีกครั้งก็ยากแล้ว”
“กลับเป็นเซี่ยโก่วที่ได้เห็นมหามรรคาในยามที่ถ้ำกึ่งอยู่ระหว่างผลได้กับผลเสีย”
“ชุยตงซานห้ามเจียงซ่างเจินไม่ได้ เขายังคงเรียกใบหลิวใบนั้นออกมา แล้วก็ย่อยยับไปแล้ว”
ฟังมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันก็ขยี้ซีกหน้าแรงๆ
นี่ก็น่าจะเป็นการร่วมกันสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ตามความหมายที่แท้จริงกระมัง?
หนิงเหยารออยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่ได้ยินประโยคถัดไป นางจึงได้แต่ถามอย่างสงสัยว่า
“ไม่พูดว่า “ต้องโทษข้า” สักคำหรือ?”
สีหน้าของเฉินผิงอันสดชื่นปลอดโปร่ง ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า ยิ้มเอ่ยว่า
“เรื่องนี้จะโทษข้าไม่ได้หรอก ใครใช้ให้พวกเขามาเจอเจ้าขุนเขาแบบข้ากันล่ะ”
เขาอดไม่ไหวส่งเสียงจิ๊ๆ พูดเหน็บแนมกลั้วเสียงหัวเราะว่า
“เจ้าตำหนักอู๋ของพวกเราท่านนั้นช่างเป็นเศรษฐีบ้านนอกที่ไม่ยอมขาดทุนเลยจริงๆ
ควรจะเลือกเส้นทางการผสานมรรคาอย่างไรก็คือความรู้ยิ่งใหญ่จริงเสียด้วย”
กระบี่เย่โหยวที่หลอมขึ้นจากปลายกระบี่ของกระบี่ไท่ป้ายและชุดคลุมอาคมของหลงจวินพังพินาศไปแล้ว
“ฝูผิง” กระบี่พกที่มีต้นกำเนิดมาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ครึ่งท่อน แกะสลักตัวอักษรที่สลักไว้บนหัวกำแพงเมืองไว้มากมาย รวมถึง “เหลยฉือ” (บ่อสายฟ้า) เป็นหนึ่งในนั้นก็ไม่มีแล้ว
แต่ดูเหมือนว่ากระบี่ยาวสองเล่มนี้มีจุดจบเช่นนี้ถึงจะดีที่สุด
ก่อนหน้านี้ตอนที่เฉินผิงอันปล่อยกระบี่ออกไป ในใจก็มี “แรงบันดาลใจ’ สองส่วนที่ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างยิ่ง
กระบี่พกสองเล่มต่างก็แบ่งปณิธานกระบี่ส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่ในซูอีกับสืออูแล้ว
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “เป่ยโต้ว ได้สูญเสียการชักนำกับดวงดาวนอกโลกไปแล้ว
คาดว่าในอนาคตคงต้องไปเยือนนอกฟ้าอีกรอบ เพียงแต่ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรถึงจะกลับคืนมาเป็นขอบเขตบินทะยานได้?
ได้ยินเสียงคนคุยกันจากใต้หน้าผา เฉินผิงอันก็ฟุบตัวลงบนราวรั้ว
ยื่นหัวออกไปมองเห็นเพียงว่าบริเวณใกล้เคียงกับสระน้ำที่น้ำเป็นสีเขียวมรกต มี “คนตัดฟืน” สี่ห้าคนกำลังนั่งกินอาหารมื้อดึกกันอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่
ข้าวในกระบอกไม้ไผ่กินคู่กับผักดอง พวกเขามองดูเหมือนขึ้นเขามาตัดฟืน เก็บกิ่งไม้แห้งมัดรวมกันแล้วแบกลงภูเขาไป
แต่แท้จริงแล้วมาตัดไผ่มรกตที่มีเฉพาะของภูเขาลั่วพั่วที่สระน้ำแห่งนี้
จากนั้นเก็บเอาก้อนหินถุงหนึ่งไปจากในลำธาร
ไผ่มรกตสามารถเอาไปถักเป็นตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็ก เอาไปเหลาเป็นแกนพัดได้
หินไข่ห่านมีหลากหลายสีสัน แม้ว่าไม่ใช่ของมหัศจรรย์ที่ตระกูลเซียนโปรดปราน
แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้ว เอาไปแอบขายที่ตัวเมืองกลับได้รายได้ก้อนไม่เล็ก
หลายปีมานี้กลุ่มภูเขาทางทิศตะวันตกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ชาวบ้านในเมืองเล็กที่ปีนั้นขายบ้านบรรพบุรุษย้ายออกไปอยู่ในตัวเมือง
คนหนุ่มสาวส่วนมากได้ผลาญทรัพย์สมบัติของตระกูลหมดสิ้นแล้ว เดือดร้อนให้พวกคนเฒ่าคนแก่ต้องกลับมาทำอาชีพเก่า
บ้างก็ไปเป็นช่างเผาเครื่องกระเบื้องในเตาเผามังกร หรือไม่ก็ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร ทำไร่ทำนา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเขาลั่วพั่วมีเทพเซียนมาพักอาศัย
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนค้นพบคนแรกว่าด้านล่างยอดเขาจี้เซ่อแห่งนี้มีสระน้ำและลำธารที่ไม่ต่างอะไรจากอ่างรวมสมบัติที่ไม่สะดุดตาอยู่
ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่งพวกเขาจึงสวมรอยเป็นคนตัดฟืนเข้ามาในภูเขาเพื่อ “เก็บเงิน” แล้วก็เดินทางกลับ
หนิงเหยาถามอย่างสงสัย “หลายปีมานี้ล้วนเป็นแบบนี้ ไม่ควบคุมหน่อยหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “แรกเริ่มเฉินหลิงจวินอยากจะขู่ให้พวกเขากลัว
ภายหลังสังเกตเห็นว่าพวกเขาทำอะไรรู้หนักเบา ไม่เคยเรียกพรรคเรียกพวกจับกลุ่มกันมาสร้างความวุ่นวาย ผ่านมาหลายปีก็มีแต่คนหน้าเดิมๆ อย่างมากก็แค่มีผู้เยาว์ในตระกูลเพิ่มมาสองสามคน พวกเราก็เลยไม่ได้สนใจ”
คำพูดนี้ย่อมเป็นความจริง แต่เหตุผลส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพราะปีนั้น “เจ้าขุนเขา” เห็นว่าในกลุ่มคนมีเด็กหนุ่มร่างผอมแห้งสวมผ้าเนื้อหยาบผิวดำเกรียมอยู่ด้วย
น่าจะเพิ่งเคยยังชีพด้วยการลักขโมยแบบนี้เป็นครั้งแรก
หน้าหนาวอากาศหนาวเหน็บเดินอยู่ริมลำธารตื่นเต้นจนฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ทุกครั้งที่เงื้อมีดฟันลงไปบนต้นไผ่แล้วเกิดเสียงดังก็รู้สึกเหมือนเป็นการป่าวประกาศต่อ “เจ้าของที่” ในภูเขาลูกนี้ว่าข้ามาขโมยของแล้ว
เด็กหนุ่มตื่นเต้นจนหายใจไม่ออก ทำเอาพวกผู้ใหญ่และคนแก่ที่มาด้วยกันพูดล้อเลียนไม่หยุด
สระน้ำที่ถูกเล่าลือกันไปว่ามีความลี้ลับมหัศจรรย์อย่างมากแห่งนั้น หากเป็นตอนกลางวัน แสงอาทิตย์ส่องแสง คลื่นน้ำสีทองสีมรกตถักทอส่องประกายสีสันประหลาดตา มีความคล้ายคลึงกับ “สระมังกร” ที่บรรยายไว้ในตำราเรื่องเล่าประหลาดอยู่มากจริงๆ
น้ำในบ่อกระเพื่อมเป็นระลอก เมื่อผ่านกาลเวลาสะสมมาอย่างยาวนานจึงเกิดขึ้นมาเป็นลำธารที่ไหลลดคดเคี้ยวสายหนึ่ง
ยามที่ฝนตกหนักในช่วงหน้าร้อน น้ำในลำธารจะเพิ่มขึ้นพรวดพราดเหมือนมังกรสีเหลืองตัวหนึ่งแหวกสันเขาโผล่ออกมา
ในบันทึกประจำอำเภอของอำเภอไหวหวง มีชื่อว่า “ลำธารไท่ผิง” ประหนึ่งผ้าแพรต่วนสีขาวที่แบ่งเขตแดนให้กับภูเขาเขียว
ลำธารนี้ไม่ไหลไปรวมกับลำคลองหลงเหว่ย แต่อ้อมผ่านนาผืนใหญ่นอกภูเขาทุกคราที่ลมหนาวพัดมาเยือนก็จะมีไอหมอกสีขาวลอยอวลอยู่เหนือผิวน้ำ ประหนึ่งมังกรสีเงิน
สุดท้ายไหลรวมไปกับแม่น้ำเถี่ยฝู
เฉินผิงอันถอนสายตากลับมา สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ
สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที พูดอย่างมีความสุขว่า “ทุกวันนี้ข้าคือผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตหนึ่งผู้ยิ่งใหญ่แล้วนะ”
หนิงเหยาเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “เป็นห้าขอบเขตล่างที่ยืนอยู่ตีนเขา เจ้ากลับภาคภูมิใจถึงเพียงนี้?”
เฉินผิงอันกล่าว “หนุ่มน้อยเรียนวิชาขึ้นเขา มีอะไรต้องกลัวกันเล่า แล้วนับประสาอะไรกับที่ขอบเขตวิถีวรยุทธก็ยังอยู่”
หนิงเหยาก็เป็นเหมือนอย่างที่เซี่ยโก่วเอ่ยสัพยอกจริงๆ นางไม่รู้ว่าควรจะปลอบใจคนอื่นอย่างไร จึงได้แต่พูดเสียงเบาว่า
“พักผ่อนให้ดี ถึงจะฝึกตนให้ดีได้”
เฉินผิงอันยื่นมือมาจับมือของหนิงเหยา ถามว่า
“หาเวลาสักช่วงหนึ่ง พวกเราเดินเลียบเส้นทางขึ้นเขาของปีนั้นกันอีกสักรอบดีไหม?”
หนิงเหยายิ้มเอ่ย “ตกลง แต่ว่าครั้งนี้ไม่มีเงินให้เจ้าหากำไรนะ”
เฉินผิงอันขึ้นเขาหลายครั้ง มากกว่าช่างของเตาเผาทั่วไปมากนัก
หน้าร้อนดีกว่าหน้าหนาว เพราะอากาศร้อนแผดเผายังหลบเลี่ยงได้
ทุกครั้งที่เหงื่อหลั่งรินเปียกแผ่นหลัง แค่บิดเสื้อสะบัดตากไว้บนก้อนหิน นั่งกินอาหารแห้งเพียงลำพัง หลบอยู่ในร่มเงาต้นไม้ริมน้า
เท้าที่สวมรองเท้าสานแช่อยู่ในลำธาร ลำบากหรือ? อิสระหรือ?
เดินไปบนเส้นทางภูเขาที่พาดอยู่ระหว่างยอดเขาจี้เซ่อกับยอดเขาจี๋หลิง เดินไปถึงขั้นบันไดด้วยกัน
ระหว่างนั้นหนิงเหยาถามเรื่องหนึ่งว่าวันหน้า “นักพรตเซียนเว่ย” จะยังเฝ้าหน้าประตูอยู่อีกไหม
เฉินผิงอันบอกว่าตัวเขาเองคิดว่าไม่มีความจำเป็นเช่นนี้อีกแล้ว
อันที่จริงอีกฝ่ายสามารถพาลูกศิษย์ไปสร้างกระท่อมฝึกตนอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวที่ภูเขาเซียงฮว่อได้แล้ว
แต่เซียนเว่ยคิดอย่างไร จะยังอยู่ที่หน้าประตูอีกหรือไม่ กลับบอกได้ยาก
เฉินผิงอันเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีที่ยกพื้นที่ให้กับดวงจันทร์อีกครั้ง
อีกเดี๋ยวก็จะวันที่ห้าเดือนห้าแล้ว
ตรงขั้นบันได มีคนอยู่ไม่มาก
ชุยตงซานและเจียงซ่างเจิน คนหนึ่งชุดขาว อีกคนชุดเขียว
ข้างกายยังมีเว่ยเย่โหยวที่ไม่เห็นตัวเองเป็นคนนอกยืนอยู่ด้วยอีกคน
กวอจู๋จิ่วกับเผยเฉียนยืนอยู่ด้วยกัน
เด็กชายชุดเขียวกับเด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูปกป้องแม่นางน้อยชุดดำไว้ตรงกลาง
เสี่ยวโม่มีสีหน้าอ่อนโยน เซี่ยโก่วที่ทำหน้าทะเล้นอยากจะคล้องแขนเขาอย่างสนิทสนม แต่กลับถูกเขายื่นมือมากดหมวกขนเตียวเอาไว้
ในความเป็นจริงแล้ว อย่าว่าแต่ยอดเขาฮวาอิ๋งและยอดเขาอิงอวี่ที่ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นเลย แม้กระทั่งภูเขาฟือวิ่นก็ยังมึนๆ งงๆ
ดังนั้นเว่ยป้อจึงรีบมาที่นี่เพื่อสอบถามให้รู้แน่ชัด
เพียงแต่ว่าเมื่อครู่นี้ซิ่วไฉเฒ่าได้บอกกล่าวกับทุกคนไว้ก่อนแล้วว่าไม่ให้ถามอะไรมาก
อย่างน้อยช่วงเวลาอันใกล้นี้ก็ให้อดทนเอาไว้ก่อน ภูเขาเขียวไม่เปลี่ยน สายน้ำใสไหลยาวล้วนไม่ต้องรีบร้อน
ก่อนหน้านี้ภายใต้คำแนะนำและคำโน้มน้าวของซิ่วไฉเฒ่า จูเหลี่ยนจึงยังคงสวมหน้ากากทับไว้สองชั้นเหมือนเดิม
สายแผนภูมิดินต้าหลีก็บังเอิญ ‘ผ่านทาง” มาที่ภูเขาลูกนี้พอดี
จากนั้นก็ถูกเว่ยป้อเชิญให้ไปพักที่จวนเสินจวินบ้านตน
แต่พวกโจวไห่จิ้งกลับไม่มีความคิดที่จะไปภูเขาพีอวิ๋น
แค่บอกให้เย่โหยวเสินจวินช่วยนำความไปบอกต่ออาจารย์เฉินว่าพวกเขาได้เจอกับอู๋โจวแล้วพูดคุยกันได้ไม่เลว
นางกลับไปพักรักษาบาดแผลที่ใต้หล้ามืดสลัวแล้ว หากวันใดอาจารย์เฉินจะไปเป็นแขกที่ใต้หล้ามืดสลัวก็สามารถไปรำลึกความหลังกับนางได้
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของนางตั้งอยู่ในมณฑลที่เล็กที่สุด ถึงเวลานั้นก็เรียกชื่อนางออกไปตรงๆ ได้เลย
เฉินผิงอันคารวะอาจารย์ ซิ่วไฉเฒ่าประคองแขนของลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจคนนี้ไว้เบาๆ
ก่อนจะตบไหล่ของลูกศิษย์คนสุดท้าย ยิ้มเอ่ยว่า “ในที่สุดก็มีอิสระได้มากขึ้นแล้ว”
ซิ่วไฉเฒ่าเอ่ยเสียงเบา “ทางฝั่งของศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง อาจารย์หันเดือดดาลอย่างหนัก พร่ำด่าว่า “มารดามันเถอะ” อยู่ไม่ขาดปาก
รองเจ้าลัทธิที่หน้าดำทะมึนท่านนี้ไปเยือนราชสำนักต้าโซ่วด้วยตัวเองแล้ว”
อาจารย์และลูกศิษย์เดินขยับเท้านำไปก่อนใคร
เฉินผิงอันก้มศีรษะค้อมเอวลงน้อยๆ ซุบซิบอะไรบางอย่างกับอาจารย์ของตัวเอง
ซิ่วไฉเฒ่าเองเดี๋ยวก็พยักหน้า เดี๋ยวก็ส่ายหน้าแต่ว่าพวกเขาต่างก็มีเสียงหัวเราะ
ยอดเขาเทียนตูที่อยู่ติดกัน ลู่เสินที่กลับจากทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางมายังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตัวเองอีกครั้ง
ข้างกายเปลี่ยนคนยืนแล้ว ไม่ใช่โจวจื่ออีกต่อไป แต่เป็นหลิวเสี่ยง
ลู่เสินพูดได้แล้วก็ทำได้ ร่วมกันแสดงมรรคากับจิงเชิงชีผิง หวังว่าจะช่วยเฉินผิงอันได้อีกแรง
น่าเสียดายที่ผลลัพธ์ไม่โดดเด่น ลู่เสินยังขอบเขตถดถอยด้วย
หากไม่เป็นเพราะจิงเซิงซีผิงแบกรับการสยบกำราบของ ‘วิถีแห่งเทพ’ ไว้มากกว่า อย่าว่าแต่ขอบเขตถดถอยเป็นเซียนเหรินเลย ลู่เสินจะกลับมายังโลกมนุษย์ได้หรือไม่ก็ยังบอกได้ยาก
ดูท่าเจ้าประมุขสกุลลู่สำนักหยินหยางท่านนี้คงจะต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ยอดเขาเทียนตูแห่งนี้อีกนานแล้ว
หยุดเดินแล้ว เฉินผิงอันหันมามองพวกเขา ยิ้มเจิดจ้าเอ่ยว่า
“ช่วยเหลืออาหารมื้อดึกไว้ให้ข้าด้วย ต้องไปเมืองหลวงรอบหนึ่ง ต้องจัดการเรื่องทางนั้นให้เรียบร้อย
พวกเจ้าอย่ารีบร้อนกินก่อน รอข้ากลับมา ขอให้ข้าได้ตัดสินใจอย่างเผด็จการสักครั้ง ทุกท่าน ว่าอย่างไร?”
ผู้คุมกฎฉางมิ่งยิ้มบางๆ “ไม่ถือว่าเป็นการตัดสินใจอย่างเผด็จการหรอก ถูกไหม ทุกท่าน?”
จูเหลี่ยนที่หลังค่อมเอาสองมือไพล่หลัง หัวเราะร่วน อืมรับหนึ่งที
หมี่ลี่น้อยหัวเราะตามไปด้วยอย่างมึนๆ งงๆ
นางได้แต่คว้าชายแขนเสื้อข้างหนึ่งของเจ้าขุนเขาคนดีไว้เบาๆ
เด็กชายผมขาวมีสีหน้าตื่นเต้น ชูแขนสูงร้องตะโกน
“บรรพบุรุษอิ่นกวานพูดทั้งทีใครจะกล้าไม่ทำตาม ใครกล้าไม่ทำตามก็ต้องข้ามศพข้าไปก่อน…”
เซี่ยโก่วตบหัวของเด็กชายผมขาว “เจ้าประมุขกวอ คงโหว พูดจาไม่น่าฟัง ไม่สู้ตัดชื่อออกจากทำเนียบดีไหม”
กวอจู๋จิ่วพยักหน้า “ขับไล่ออกจากสำนัก มีผลทันที”
เด็กชายผมขาวปากอ้าตาค้าง พูดอย่างเจ็บปวดรวดร้าวใจ
“ไม่สิ ข้าจงรักภักดีต่อบรรพบุรุษอิ่นกวานและเจ้าประมุขกวอ ตะวันจันทราเป็นพยานได้
หัวหน้าเชี่ยลืมมิตรภาพของพวกเราที่ปูถนนสร้างสะพาน บุกเบิกแผ้วถางผืนดินให้กลายเป็นนามาด้วยกันไปแล้วหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “คงตำแหน่งไว้ชั่วคราวเพื่อรอการพิจารณาและติดตามพฤติการณ์ต่อไป”