กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 2.1 ปลากลายเป็นมังกร
บทพิเศษ ตอนที่ 2.1 ปลากลายเป็นมังกร
นครชั้นนอกของเมืองหลวงต้าหลี ทะเลสาบเหล่าอิงที่ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะต้องถูกนักประวัติศาสตร์ในโลกยุคหลังตวัดน้ำหมึกเข้มข้นบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สายแผนภูมิดินกลับมาถึงสถานที่แห่งนี้กันก่อน
ซ่งซวี่ไปที่ห้องทรงพระอักษรมารอบหนึ่ง เล่าต้นสายปลายเหตุของเหตุการณ์ฟ้าดินเชื่อมโยงในครั้งนี้ให้ฮ่องเต้ฟังคร่าวๆ
เพียงแต่ว่าซ่งซวี่ก็บอกด้วยว่าตัวเองขอบเขตต่ำ ได้แต่อนุมานอย่างผิวเผินเท่านั้น
ความจริงเป็นอย่างไรคงได้แต่ถามตัวราชครูเฉินเองแล้ว
ฮ่องเต้กลับส่ายหน้ายิ้มเอ่ยมาประโยคหนึ่งว่า
ข้าย่อมอยากรู้เรื่องแปลกประหลาดบนยอดเขาหรือแม้กระทั่งเรื่องบนฟ้าพวกนั้น
แต่ข้ากลับสนใจทิศทางการดำเนินไปของราชสำนักต้าหลีในวันพรุ่งนี้มากกว่า
เมื่อเฉินผิงอันเผยกายอีกครั้ง อารมณ์ของทุกคนที่อยู่ในสวนก็แตกต่างกันไป
บางคนก็โล่งใจได้ในที่สุด บางคนรู้สึกเหมือนหัวใจแล่นมาจุกอยู่ตรงลำคอ
บางคนสีหน้าเหมือนบิดาเสีย บางคนคลี่ยิ้มราวบุปผาผลิบาน
หน้าประตูเรือนอักษรเจี่ย หรงอวี๋เอ่ยเสียงเบาว่า “ลั่วอ๋องมารอนานแล้ว ก็เลยไปนั่งพักรออยู่ในลานบ้านก่อนแล้วเจ้าค่ะ”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ตั้งแต่เด็กเขาก็มีนิสัยอย่างนี้ หากนอนได้จะไม่มีทางนั่งเด็ดขาดหากนั่งได้ก็จะไม่มีทางยืนแน่นอน”
หรงอวี๋กล่าว “เฉินซียังอยู่ในศาลาริมน้ำ หันอีกับเหวยฉงก็อยู่ด้วย ไม่มีทางเกิดปัญหาใดๆ”
เฉินผิงอันพยักหน้า ถามว่า “ฝูชิ่งไปอยู่ทางทิศใต้พอดีก็ไม่สู้ให้เฉินซีเข้ามาอยู่ในจวนราชครู?”
หรงอวี๋ถามหยั่งเชิง “ราชครูคิดจะให้เฉินซีเป็นเหมือนฝูชิ่ง หรือว่าแค่ช่วยหาที่พักพิงให้นางเท่านั้น?”
เฉินผิงอันตอบ “แน่นอนว่าต้องเป็นอย่างหลัง”
หรงอวี๋กล่าว “ถ้าอย่างนั้นข้าคิดว่าจวนราชครูอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด
ที่นี่ดึงดูดสายตาคนมากเกินไป ชั่วชีวิตนี้นางไม่อาจตัดขาดความสัมพันธ์กับจวนราชครูได้แล้ว
เฉินซีเหมือนจะบอบบางอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วนิสัยแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว
วันหน้าต้องออกเรือนสถานะสาวใช้ของจวนราชครูจะทำให้ทุกคนในตระกูลสามีของนางในอนาคตอดคิดมากอย่างเลี่ยงไม่ได้”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ชีวิตของเฉินซีในเมืองหลวงหลังจากนี้ เจ้าสามารถปรึกษากับเฉาเกิงซินได้”
หรงอวี๋รับคำสั่ง เพียงแต่ในใจรู้สึกประหลาดอยู่มาก
ราวกับว่าครั้งนี้กลับมาจากการสังหารผียามทิวา ราชครูดูเหมือน…นางเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
เข้ามาในลานบ้าน เห็นลั่วอ๋องพาองครักษ์ข้างกายหลายคนเดินออกมาจากในห้องแล้ว เตรียมจะขยับเท้าไปที่อื่น
หลูจวินยักคิ้วหลิ่วตา มีคนนอกอยู่มากมายขนาดนี้ เขาย่อมไม่สะดวกจะเรียกออกไปว่าอาจารย์
เฉินผิงอันยิ้มผงกศีรษะให้กับลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อและราชครูคนใหม่ของต้าหยวน
หยางโฮ่วแจว๋ฉายาถวนหนีแห่งหน่วยฉงเสวียนคารวะตามขนบลัทธิเต๋าอย่างจริงจัง เฉินผิงอันก็รับการคารวะนี้ไว้อย่างผึ่งผาย
ก่อนจะมองไปที่ซ่งจี๋ซิน เฉินผิงอันถามว่า
“จะหนีไปไหน? เวลานี้จะไปเข้าร่วมการประชุมเล็กหรือ?
จะโน้มน้าวฮ่องเต้เรื่องสังหารอินจี้ หรือว่าจะระบายทุกข์กับฮ่องเต้ว่าสนามรบที่เปลี่ยวร้างจะทำอย่างไรต่อ?”
เดินลงบันไดมา ซ่งจี๋ซินเอ่ยอย่างมีโทสะ “ข้าทนเห็นเจ้าอวดอ้างบารมีอยู่ที่นี่ไม่ได้ เหตุผลข้อนี้ พอได้ไหมล่ะ?!”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เป็นคำพูดจากใจจริงของเจ้า แต่เจ้าก็อย่าหนีไปไหนเลย อ๋องเจ้าเมืองก็ต้องมีความรับผิดชอบของอ๋องเจ้าเมืองบ้าง”
ซ่งจี๋ซินจึงได้แต่กลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง
สุราบนโต๊ะถูกยกออกไปแล้ว มีการจัดโต๊ะใหม่ ค่อนข้างคล้ายโต๊ะในโถงที่ทำการขุนนางอยู่บ้าง
มองออกว่าซ่งจี๋ซินจงใจจัดการเช่นนี้ไว้ให้เฉินผิงอัน
ขอแค่ราชครูท่านนี้กลับมาก็จะสามารถทำการประชุม “ณ ที่นั้น” ได้ทันที จะไม่มีทางลากการประชุมไปถึงจวนราชครูเด็ดขาด
ส่วนอ๋องเจ้าเมืองอย่างเขา แน่นอนว่าต้องหลบเลี่ยงข้อครหา
ซ่งจี๋ซินนั่งลงบนเก้าอี้ เอนกายพิงพนักเก้าอี้ กระตุกคอเสื้อแรงๆ
มารดามันเถอะ คำพูดประหลาดแบบนี้ก็มีแต่เจ้าเท่านั้นที่พูดได้ ข้าผู้อาวุโสจะทนเอาไว้
ไม่อยากจะงัดข้ออะไรกับอิ่นกวานอย่างเจ้า ลองเปลี่ยนเป็นคนอื่นดูสิ?
เฉินผิงอันกล่าว “ในเมื่อเจ้าชอบอวดอ้างบารมีขุนนางนัก ก็ได้ เปลี่ยนเรือน ไปพูดคุยกับขุนนางของกรมพิธีการกับศาลหงหลูเสียสิ”
ซ่งจี๋ซินขมวดคิ้ว “ไม่ค่อยเหมาะกระมัง”
เฉินผิงอันถาม “ไม่เหมาะตรงไหน อ๋องเจ้าเมืองพบหน้าขุนนางในเมืองหลวงไม่กี่คนต่อหน้าข้า
เป็นกฎระเบียบข้อไหนของฝ่ายเชื้อพระวงศ์ที่ระบุว่าเจ้าซ่งมู่ล้ำเส้น?
เจ้าบอกข้ามา ไม่สู้ให้ข้าไปปรึกษากับสำนักกิจการภายในราชวงศ์สักหน่อย?”
“หรือกังวลว่าฮ่องเต้จะคิดว่าเจ้ากับเหล่าขุนนางเฒ่าฝ่ายบุ๋นของกรมพิธีการและศาลหงหลูมีการปรึกษากันอย่างลับๆ แอบสมคบคิดกัน หมายจะชูธงก่อกบฏ?”
“หากเป็นเช่นนี้จริง พวกเจ้าก็ไม่ต้องไปยืมดาบยืมธนู ยืมเสื้อเกราะหลายๆ ตัวมาจากที่ว่าการกรมอาญากรมกลาโหมก่อนหรอกหรือ?
หากมีความสามารถนี้จริง เจ้าลั่วอ๋องก็ถือว่ามีความสามารถเหลือเฟือในการทำเรื่องให้สำเร็จแล้ว”
ซ่งจี๋ซินซื่อบื้อพูดไม่ออก ชี้หน้าเจ้าคนที่พอออกจากตรอกหนีผิงบ้านเกิดกลับกลายเป็นว่ายิ่งเหมือนคนของบ้านเกิดเข้าไปทุกทีผู้นี้
เจ้าคิดเจ้าแค้น เจ้าคิดเจ้าแค้นของเจ้าไปเถอะ
ข้าซ่งจี๋ซินก็เคยเรียนหนังสือที่โรงเรียนมาก่อน อ่านตำรามามากกว่าเจ้าเฉินผิงอัน ดังนั้นจะไม่ทะเลาะกับเจ้าให้เสียเกียรติของบัณฑิตหรอก
ไม่อย่างนั้นหากข้าเริ่มด่าโดยไม่สนอะไรขึ้นมาก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะแพ้ให้เจ้า
ซ่งจี๋ซินลุกขึ้นยืน คิดว่าจะไป “เปิดโถงพิจารณาคดี” ที่เรือนอักษรวิ่งเสียหน่อย
ส่วนในเรือนอักษรอี่แห่งนั้น เขารังเกียจว่าจะอัปมงคลจริงๆ
กงเยี่ยนเก็บพัดกลมลงไป ยอบกายคารวะอิ่นกวานหนุ่ม
ส่วนนักพรตหยกหวงม่านกุมมือคารวะอำลาราชครูหนุ่ม
ซีหมานไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ความคิดของเขายังคงอยู่ที่ดาบวิเศษของพี่น้องเกาชื่อเล่มนั้น
แค่ถูกเฉาเลวี่ยแห่งราชสำนักต้าตวนแทรกเข้ามา ชวนคุยโน่นนี่เรื่อยเปื่อย คนทั้งสามก็สนิทสนมกันแล้ว
ชีหมานจึงไม่กล้าเอาแต่คิดว่าจะเก็บดาบวิเศษเล่มหนึ่งมาจากบนพื้นเปล่าๆ อยู่ตลอด
แต่หากขอยืมดาบมาใช้สี่ห้าวัน ล้วนเป็นพี่น้องบ้านเดียวกันแล้วก็น่าจะพอได้กระมัง?
มีเพียงหลี่ป๋อที่เสียวสันหลังวาบ ไม่ใช่เพราะเคารพยาเกรงเฉินผิงอันที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้
แต่เป็นความรู้สึกหายใจไม่ออกเหมือนผู้ฝึกตนได้เห็นมหามรรคากับตาตัวเอง
เฉินผิงอันรวมเสียงให้เป็นเส้น พูดคุยกับเซียนเหรินแห่งเกราะทองทวีปท่านนี้อย่างลับๆ ว่า
“ผ่านวันนี้ไป สหายชุ่ยจ่างก็จะไม่มีความรู้สึกเช่นนี้อีกแล้ว”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนจะดึงตัวซ่งจี๋ซินไปเดินเล่นริมทะเลสาบด้วยกัน พูดถึงความลับเรื่องต้นท้อในจวนราชครู เกี่ยวกับจำนวนของดอกท้อให้เขาฟัง
ซ่งจี๋ซินขมวดคิ้ว “ฟังดูมีเหตุผล”
ดอกท้อแปดสิบกว่าดอก นี่ก็หมายความว่า “ชะตาแคว้นที่แท้จริง” ของสกุลซ่งต้าหลีในเวลานั้นก็คือไม่ถึงแปดสิบปี
โอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันคือคนวัยเดียวกันกับพวกเขาสองคนเกือบสองร้อยปีที่ผ่านมา
ฮ่องเต้แต่ละรุ่นของสกุลซ่งต้าหลี ต่อให้จะไม่ถือว่าเป็นฮ่องเต้ที่มีอายุยืนยาวอะไร แต่ก็น้อยคนนักที่จะตายไปก่อนวัยอันควร
อดีตฮ่องเต้พระองค์ก่อนคือข้อยกเว้น ในนี้เกี่ยวพันไปถึงข้อห้ามของบนภูเขาและของศาลบุ๋น
ฮ่องเต้ซ่งเหอคิดแล้วก็น่าจะมีเวลาในการเป็นเจ้าแห่งแคว้นอีกยี่สิบสามสิบปี
สมมติว่าถึงเวลานั้นองค์ชายใหญ่ซ่งเกิงขึ้นครองราชย์ต่อ จักรพรรดิใหม่ของต้าหลีพระองค์นี้ครองบัลลังก์มังกรไปอีกยี่สิบสามสิบปี…
ต้าหลีคือราชวงศ์ใหญ่อันดับสามของใต้หล้าไพศาล พละกำลังแคว้นกำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์
บุคคลที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ย่อมไม่มีทางเสื่อมถอย ชะตาแคว้นขาดสะบั้นในช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่ปีแน่นอน
อย่างน้อยจะต้องมีคนหนึ่งรุ่นซึ่งใช้เวลายี่สิบปีสร้างแรงสั่นสะเทือนคลอนแคลนให้กับราชสำนัก
หากอนุมานไปเช่นนี้ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นบนมือของซ่งเกิงแล้ว
เขาและคนที่เขาเลือกมารับช่วงต่อปกครองบ้านเมืองจะทำให้ชะตาแคว้นสกุลซ่งต้องขาดสะบั้นลงหรือ?
ซ่งจี๋ซินนวดคลึงจุดไท่หยาง “ข้ารู้สึกว่านิสัยของซ่งเกิงมีปัญหาจริงๆ แต่คิดไม่ถึงว่าปัญหาจะใหญ่ขนาดนี้
อย่าเห็นว่าก่อนหน้านี้ข้าอยู่กับซ่งเหลียน ภายนอกแสดงออกอย่างแล้งน้ำใจไม่เห็นแก่ความเป็นญาติ
อันที่จริงไม่ได้รู้สึกว่าซ่งเกิงไร้ทางเยียวยาอย่างสิ้นเชิงจริงๆ
ซ่งเกิงก็แค่ด้อยกว่าเมื่อเทียบกับรุ่นพ่อ รุ่นบรรพบุรุษของเขาเท่านั้น
เมื่อเทียบกับราชวงศ์ใหญ่ทั้งหลายในเก้าทวีปของไพศาลแล้วก็ถือว่าโดดเด่นมากแล้ว”
เฉินผิงอันกล่าว “ใช้แค่ประโยคเดียวมาวิจารณ์ซ่งเกิง”
ซ่งจี๋ซินตอบ “คือจักรพรรดิที่แม้มิได้สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ แต่ก็รักษาสิ่งที่สร้างมาไว้ได้อย่างมั่นคงซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐาน”
เฉินผิงอันกล่าว
“ดังนั้นเจ้าอย่าเอาปัญหาผลักไปที่ตัวซ่งเกิงอย่างเดียว
หากเป็นอ๋องครองพื้นที่ศักดินาบางคนที่มีคุณความชอบในการปกปักษ์แผ่นดิน
และยิ่งมีคุณูปการในการบุกเบิกแผ่นดินกลับมายังแจกันสมบัติทวีปแล้วมีชื่อเสียงอย่างมาก
คนทั้งราชสำนักรู้จักแต่อ๋องเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองหลวงสำรองอย่างผิวเผิน
ไปเชื่อคำลวงของขุนนางผู้ค้ำชูราชวงศ์บางคน รู้สึกว่าควรแบ่งเขตอำนาจต่างฝ่ายต่างปกครอง
แบ่งสกุลซ่งต้าหลีออกเป็นสองส่วนก่อน แล้วค่อยให้เขามาควบรวมให้เป็นปึกแผ่น
ดีต่อตัวเอง ยิ่งดีต่อสกุลซ่งต้าหลี ก็เหมือนอย่างที่เจ้าพูดเองว่าซ่งเกิงจะเป็นจักรพรรดิที่รักษาสิ่งที่สร้างมาไว้ได้ซึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์
เผชิญหน้ากับการยกทัพใหญ่มาประชิดชายแดนของซ่งมู่ลั่วอ๋องผู้เป็นอา เขาจะยังปกปักษ์รักษาไว้ได้อย่างไร?”
พวกหลี่ป๋อต่างก็จิตแห่งมรรคาสะท้านสะเทือน ตกใจขนลุกชัน ราชครูเฉินก็ดี อิ่นกวานหนุ่มก็ช่าง ขาดก็แค่ไม่ได้ระบุชื่อแซ่เท่านั้น แล้ว?
ซ่งจี๋ซินเอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ สิบนิ้วประสานกัน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “คำพูดนี้พูดได้ทำร้ายจิตใจกันอย่างมากแล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ย “เจ้าเองก็ไม่ต้องแสร้งทำเป็นผ่อนคลายกับข้า ด้วยนิสัยและความคิดของเจ้า ข้าที่เป็นเพื่อนบ้านจะไม่เข้าใจได้หรือ?”
ซ่งจี๋ซินเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ได้ๆๆ เจ้าก็คอยจับตามองอ๋องเจ้าเมืองที่อาจก่อกบฏได้ทุกเมื่ออย่างข้าตลอดเวลาได้เลย”
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา
“ซ่งจี๋ซิน ระหว่างพวกเราสองคนหากหลบเลี่ยงข้อครหากลับจะยิ่งกลายเป็นที่น่าสงสัย
แต่วันหน้าอยู่นอกอาณาเขตของลั่วจิง เรื่องล่างภูเขาของแจกันสมบัติทวีป หากไม่ต้องไปยุ่งได้ก็อย่าไปยุ่งเลย
แต่หากเจอเรื่องอะไรเข้าจริง น้องชายฮ่องเต้ในทุกวันนี้ก็ดี ท่านอาของฮ่องเต้ในอนาคตก็ช่าง
อำนาจที่จะเลือกว่าจะยุ่งหรือไม่ยุ่งก็ยังคงอยู่ในมือของลั่วอ๋องแห่งต้าหลี และจะคงอยู่ตลอดไป”
ซ่งจี๋ซินพยักหน้า “ก็ได้ ถึงอย่างไรไปยุ่งเรื่องของเทพเซียนบนภูเขาก็เป็นปณิธานของข้ามาตั้งแต่เด็กแล้ว”
ประโยคเมื่อครู่นี้ของเฉินผิงอัน ในที่สุดก็พูดจาเหมือนภาษาคนบ้างแล้ว
เฉินผิงอันยื่นจดหมายฉบับหนึ่งส่งให้หลี่ป๋อ
“สหายชุ่ยจ่าง รบกวนนำจดหมายลับฉบับนี้ไปส่งให้หวังฝูจวินของพวกเจ้า
เกี่ยวกับความเป็นมาของ “เสี่ยน” ผีแห่งราชสำนักต้าโซ่วข้าเขียนไว้ในจดหมายอย่างละเอียดแล้ว”
หลี่ป๋อใช้สองมือรับจดหมายมา พยักหน้าเอ่ย “ขอขอบคุณท่านราชครูแทนฝูจวินด้วย”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ในอนาคตเรื่องที่ลำน้ำใหญ่ของใบถงทวีปจะมาบรรจบทำการผสานมังกรกัน เกรงว่าคงต้องรบกวนให้สหายชุ่ยจ่างเปลืองแรงใจสักหน่อย”
หลี่ป๋ากล่าว “เป็นหน้าที่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ทำให้เพียงทุ่มเทกำลังกายกำลังใจอย่างสุดความสามารถเท่านั้น”
เฉินผิงอันเอ่ย “ลั่วอ๋อง ถ้าอย่างนั้นต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปทำงานของตัวเองดีไหม?”
ซ่งจี๋ซินยืดแขนบิดขี้เกียจ เหลือบมองม่านราตรีที่ดวงจันทร์ลอยอยู่บนนภา ถามเหมือนชวนคุยว่า “คลี่คลายได้จริงๆ แล้วหรือ?”
เฉินผิงอันอิ่มรับหนึ่งที “ดังนั้นกิจธุระบนภูเขาต่อจากนี้จะค่อนข้างวุ่นวายและหนักหน่วงแล้ว”
ซ่งจี๋ซินร้องอุทาน “จะตั้งตารอดู”
เดินเล่นไปตามแสงจันทร์อยู่ในทะเลสาบเหล่าอิง อ้อมผ่านเส้นทางริมทะเลสาบที่มีเงาต้นหลิวมืดครึ้ม
กลับมายังบริเวณใกล้เคียงกับลานเรือนอักษรเจี่ย ราชครูกับลั่วอ๋องต่างก็แยกย้ายกันไป “เปิดโถงพิจารณาคดี”
ซ่งจี๋ซินเหมือนพูดพึมพากับตัวเองว่า “ยอมเป็นเป้ารับศรหมื่นดอกของผู้คน เพียงหวังจะเป็นครูแห่งชนรุ่นหลังชั่วกาล”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ซ่งปันไฉ คำพูดนี้ทำร้ายจิตใจกันอย่างมากแล้วนะ”
เข้ามาในลานบ้าน หรงอวี๋ก็เรียกให้พวกหงจี่แห่งกองทหารม้าลาดตระเวนพระนครมาพบอย่างรวดเร็ว
ฉินเปียวเพิ่งจะเคยเจอตัวจริงของราชครูหนุ่มเป็นครั้งแรก เขาไม่ได้นั่งลง แต่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ
และเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะเปิดบทสนทนาอย่างไร เขากับซือถูเตี้ยนอู่จึงพากันหันไปมอง หัวหน้าหง
หงจี้กุมหมัดคารวะ พวกเขาก็ทำตาม หงจี้ไม่เอ่ยอะไร พวกเขาก็ไม่พูดอะไร
เฉินผิงอันผงกศีรษะทักทายพวกเขา ยื่นมือมาจับพนักพิงเก้าอี้ ยิ้มถามว่า
“ผู้กองฉินจะไปอยู่ที่ลี่โจวที่ใกล้กับลำน้ำใหญ่หรือไม่
แม้ว่าจะเป็นสถานที่แร้นแค้นทุรกันดาร แต่ได้เป็นรองแม่ทัพก็ไม่ถือว่าปฏิบัติต่อเจ้าไม่ดีแล้ว
แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังอยู่ใกล้บ้านเกิดด้วย”
ฉินเปียวหน้าแดงก่ำทันใด อึกๆ อักๆ ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
เห็นฉินเปียวอิดออดเหมือนสตรี ซือถูเตี้ยนอู่ก็ร้อนใจแทนเพื่อนร่วมงาน
เลื่อนขั้นขุนนางสองขั้น ก้าวกระโดดกลายเป็นรองแม่ทัพขั้นสี่ชั้นเอกประจำเมืองแห่งหนึ่งเลยนะ!
เจ้ายังจะลังเลอะไรอยู่อีก หากเป็นข้า เวลานี้คงคารวะขอบคุณใต้เท้าราชครูอย่างซาบซึ้งใจไปแล้ว
และถ้าตัดสินใจเด็ดเดี่ยวขึ้นมา ข้าจะยังบังอาจถามใต้เท้าราชครูไปประโยคหนึ่งด้วยว่า กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ…ล้ำเส้นแล้วล้ำเส้นแล้ว ท่านราชครูจะหลอกลวงกันไม่ได้นะ!
หงจี้จุ๊ปาก พอเจอตนก็เก่งแต่ในโปงผ้าห่ม ชอบทำหน้าบูดบึ้งใส่ดีนักนะ พอเจอราชครูเฉิน แม้แต่จะพูดยังพูดไม่ออก น่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก
เฉินผิงอันกล่าว
“ผู้กองฉินไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจ กลับไปปรึกษากับภรรยาของเจ้าให้ดีๆ ก่อน พรุ่งนี้ค่อยให้คำยืนยัน
หากไม่ไป ก็ให้ผู้บัญชาการหงนำความมาบอกที่จวนราชครู
แต่หากตัดสินใจจะออกจากเมืองหลวงก็ไปเยือนจวนราชครูด้วยตัวเอง”
ซือถูเตี้ยนอู่ใช้ศอกถองฉินเปียวเบาๆ ยืนบื้ออยู่ทำไม พรุ่งนี้ไม่พรุ่งนี้อะไรกัน รีบผงกศีรษะตอบตกลงไปเลยสิ…
ฉินเปียวยังคงกุมหมัดเอ่ยว่า “ผู้น้อยรับบัญชา ช้าสุดพรุ่งนี้ก่อนการประชุมเช้าจะสิ้นสุดลง จะต้องแจ้งคำตอบให้ทราบ”
เฉินผิงอันหัวเราะร่วน “ฟังจากน้ำเสียงของผู้กองแล้ว ภรรยาคงควบคุมอย่างเข้มงวดสินะ?”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นราชครูที่มีอำนาจมีบารมี ฉินเปียวก็ยังยืดเอวตรงได้ทันที
พูดหน้าไม่เปลี่ยนสีว่า “เอาเป็นว่าผู้น้อยออกไปดื่มเหล้ากับสหายข้างนอก อยากดื่มถึงยามใดจะกลับบ้านตอนไหนก็ไม่มีปัญหาใดๆ”
นางทั้งไม่ห้ามปราม แล้วก็ไม่เคยพูดจารุนแรง
ฉินเปียวกลับไปถึงบ้านดึกมาก นางก็ไม่ชวนทะเลาะแล้วก็ไม่ด่า
แค่รอเขากลับมาทุกคืน เปิดประตูให้เขาด้วยตัวเอง แล้วค่อยต้มน้ำแกงสร่างเมาชามหนึ่งมาให้เขาดื่ม
บทพิเศษ ตอนที่ 2.2 ปลากลายเป็นมังกร
พอหลายครั้งเข้า ตัวฉินเปียวเองก็ไม่มีหน้าที่จะออกไปดื่มเหล้าจนดึกดื่นอีก
ต่อให้มีงานเลี้ยงสุราที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ เขาก็จะกลับบ้านเร็วหน่อย ปล่อยให้พวกหัวหน้าหงกับเพื่อนร่วมงานพูดล้อเลียนกันไป
ทุกวันนี้ตำแหน่งขุนนางในที่ว่าการเหนือของฉินเปียวคือขั้นห้าชั้นเอกเหมือนกับซือถูเตี้ยนอู่
ไม่ถือว่าเป็นขุนนางตำแหน่งสูง เงินเดือนหนา แต่ต้องรู้ว่าทุกวันนี้พวกเขายังอายุไม่ถึงสี่สิบกันเลย
ร้อยกว่าเมืองของราชสำนักต้าหลี เจ้าเมืองของเมืองหนึ่งก็คือขุนนางใหญ่ในพื้นที่ศักดินาของราชสำนักต้าหลีอย่างสมชื่อ
คือขุนนางชั้นสามชั้นเอก หากเอ่ยตามคำกล่าวบางอย่างในวงการขุนนางที่แพร่หลายเป็นวงแคบ ก็คือเคยเป็นฮ่องเต้มาครึ่งตัวแล้ว
ส่วนแม่ทัพของหนึ่งเมืองคือขั้นสามชั้นโท ระดับขั้นเท่าเทียมกับหงจี้ที่เป็นผู้บัญชาการที่ว่าการเหนือ
ทว่าแม่ทัพประจำเมืองไม่ใช่ว่าจะมีกันทุกเมือง แม้จะบอกว่าระดับขั้นต่ำกว่าเจ้าเมืองครึ่งขั้น แต่จำนวนก็มีน้อยมาก
เหนือแม่ทัพประจำเมืองขึ้นไปก็คือสี่เจิ้นสี่เจิงประจำการสี่ทิศที่ต้าหลีกำหนดเอาไว้
เหนือขึ้นไปอีกก็คือแม่ทัพใหญ่ของกองทัพชายแดนต้าหลี เบื้องบนสุดก็คือทูตผู้ตรวจการที่มีน้อยจนนับนิ้วได้!
หายากยิ่งกว่าซ่างจู้กั๋วเสียอีก! รองแม่ทัพประจำเมืองก็คือขั้นสี่ชั้นเอก ประเด็นสำคัญคือมีอำนาจที่แท้จริงอย่างมากสำหรับในวงการขุนนางต้าหลี
ที่ว่าการเหนือมีอย่างหนึ่งที่ไม่ดี ก็คือเส้นทางการเลื่อนขั้นเป็นขุนนางเป็น “เส้นตรง” เกินไป
ยิ่งเดินขึ้นสู่เบื้องบนหนทางก็ยิ่งคับแคบ เก้าอี้ก็มีอยู่แค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
เหมือนอย่างซือถูเตี้ยนอู่ก็ยังไม่กล้าคาดหวังด้วยซ้ำว่าชีวิตนี้จะรับช่วงต่อตำแหน่งของหัวหน้าหงได้
และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ว่าทั้งๆ ที่หันอีแห่งอำเภอฉางหนิงเป็นแค่ขุนนางขั้นหก แต่กลับถูกราชสำนักต้าหลีมองเป็นตัวสำรองของขุนนางชั้นสูง
หันอีเดินขึ้นสู่เบื้องบน มีหนทางให้เดินมากมาย คิดจะเข้าไปอยู่ในที่ว่าการของเก้ามนตรีน้อยใหญ่ก็ยังไม่เป็นปัญหา
อดทนอยู่ที่นี่สองสามปี ไปอยู่ที่นั่นอีกสองสามปี ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งสะสมก็มีแต่ยิ่งล้ำลึก
ตำแหน่งขุนนางบางอย่างขอแค่พลาดโอกาส หรือไม่อาจช่วงชิงโอกาสจากใครมาได้ ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะต้องเสียเวลาเปล่าไปทั้งชีวิต แต่พวกหันอีนั้นไม่เหมือนกัน
เฉินผิงอันหันหน้าไปมองซือถูเตี้ยนอู่ที่รับหน้าที่ดักขวางหน้าประตู เอ่ยว่า “ผู้กองซือถู”
ซือถูเตี้ยนอู่สีหน้าฮึกเหิมขึ้นมาทันใด กุมหมัดเอ่ย “ผู้น้อยอยู่นี่!”
เฉินผิงอันกล่าว “ทำงานอยู่ในที่ว่าการเหนือดีๆ ให้การเกื้อหนุนผู้บัญชาการหงให้มาก”
ซือถูเตี้ยนอู่เงยหน้าขึ้นช้าๆ สีหน้าเหลอหลา ใต้เท้าราชครู ไม่มีประโยคถัดไปแล้วหรือ?
ไม่ได้เลื่อนขั้นสองขั้นติดเหมือนกับฉินเปียวที่ภรรยาควบคุมอย่างเข้มงวด แต่เลื่อนขั้นให้เขาสักขั้นก็ยังดี
ต่อให้ไม่ได้เลื่อนขั้น ใต้เท้าราชครูท่านพูดชมเชยให้กำลังใจสักสองสามประโยคก็ได้นะ!
กลับไปบ้านแล้วข้าจะได้ไม่ต้องถูกด่า!
หงจี้รู้สึกยอมใจเจ้าพวกนี้จริงๆ ฉินเปียวไม่กล้าแม้แต่จะผายลม ส่วนซือถูเตี้ยนอู่ก็ขวัญกล้าเทียมฟ้า
เขาจึงยกเท้าถีบไปบนน่องเล็กของฝ่ายหลัง เอ่ยเตือนเสียงเบาว่า “ไปยืนอีกด้านหนึ่ง”
ซือถูเตี้ยนอู่ขยับเท้าออกไปอีกด้านอย่างขัดใจ แต่ไม่นานก็คิดได้
เพราะถึงอย่างไรคงไม่ใช่ผู้กองคนใดจะคอย “เกื้อหนุน” ผู้บัญชาการหงได้
เอาเถอะ กลับไปนั่งที่โต๊ะเหล้าเมื่อไหร่จะต้องให้หัวหน้าหงดื่มสุราคารวะตนให้ได้ ให้เขาขอบคุณการเกื้อหนุนของตนให้ดีๆ
แล้วตนค่อยพูดกับเขาตามมารยาทว่า เฮ้อ ล้วนเป็นพี่น้องบ้านเดียวกัน ห่างเหินกันเกินไปแล้ว…ภาพเหตุการณ์นี้ แค่คิดก็อารมณ์ดีแล้ว
หงจี้หัวเราะ นี่ก็น่าจะเป็นหนึ่งในความต่างของชาติกำเนิดระหว่างเมล็ดพันธุ์แม่ทัพกับลูกหลานคนยากจนแล้ว
ถึงอย่างไรนิสัยใจคอก็ไม่เหมือนกัน แต่ว่าพวกเขาต่างก็เป็นคนของกองทัพต้าหลี พวกเรา คือผู้บังคับกองของที่ว่าการเหนือพวกเรา!
เดินออกจากห้องไปด้วยกัน หงจี้จงใจชะลอฝีเท้าให้ช้าลง เดินนำไปพวกเขาไปหนึ่งขั้นบันไดแล้วยกสองแขนขึ้นรัดคอของผู้กองทั้งสองเอาไว้
เพิ่มน้ำหนักลงบนแขน เอ่ยเสียงต่ำว่า “ไม่เลวกันเลย ไม่ได้ทำให้ที่ว่าการเหนือต้องขายหน้า!”
ซือถูเตี้ยนอู่หัวเราะหน้าทะเล้น “รองแม่ทัพฉิน ได้เลื่อนขั้นสองขั้นติด เอามาแบ่งข้าบ้างสิ
เจ้าลองถามมโนธรรมในใจตัวเองดูเอาเถอะ เมื่อครู่ตอนที่ขวางอยู่หน้าประตู เจ้าได้พูดอะไรบ้างไหม
ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่คอยด่าคนอื่นอยู่ที่นั่น เจ้าไม่อายบ้างหรือไร”
ฉินเปียวตบแขนของผู้บัญชาการหงที่รัดแน่นเหมือนท่อนเหล็ก ตีหน้าเคร่งเอ่ยว่า
“ก็แค่ผู้บังคับกองเล็กๆ ในที่ว่าการเหนือ พูดจาแบบนี้กับรองแม่ทัพประจำเมืองได้อย่างไร”
หวังหย่งจินนายอำเภอหย่งไท่ถูกหรงอวี๋พาเข้ามาในห้อง
มีความแข็งกร้าวกว่าลูกหลานสกุลอวี่ที่รับหน้าที่เป็นเลขาธิการฝ่ายบุ๋นอยู่ในจวนราชครูคนนั้น มือเท้าไม่กระตุกเกร็งเวลาเดิน
เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่งก็ถามว่า “ว่าอย่างไร?”
หวังหย่งจินสีหน้าหม่นหมอง “ผู้น้อยมีความผิดมหันต์ ขอท่านราชครูได้โปรดลงโทษ”
เฉินผิงอันหรี่ตาถาม “ว่าอย่างไร?”
หวังหย่งจินรู้สึกชาไปทั้งหนังหัว ร่างสั่นเพิ่ม หัวสมองว่างเปล่า พูดไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
หรงอวี๋แค่นเสียงหยัน “จิตบุ๋นแห่งเมืองหลวงต้าหลี? ขี้ขลาดเหลือเกิน!”
หวังหย่งจินทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่า หมอบกราบไม่ยอมลุกขึ้นมา
เฉินผิงอันถาม “หากไม่เป็นขุนนางใหญ่ก็ต้องเกิดเรื่องใหญ่
ดังนั้นหากอยากคิดจะเป็นขุนนางใหญ่ก็อย่าคิดอยากจะหาเงินก้อนใหญ่ สองประโยคนี้ใครเป็นคนพูด?”
หวังหย่งจินสะอื้นไห้พูดไม่เป็นคำ
“ไม่กล้าปิดบังใต้เท้าราชครู เป็นคำพูดจากใจจริงที่ผู้น้อยพูดกับผู้เยาว์คนบ้านเดียวกันคนหนึ่งซึ่งผู้น้อยเห็นเขาเป็นเหมือนบุตรแท้ๆ ของตนตอนที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นนายอำเภอหย่งไท่
แต่ผู้น้อยไม่ได้เป็นคนคิดประโยคนี้ด้วยตัวเอง ผู้น้อยอ่านเจอมาจากในตำราเล่มหนึ่งของอาจารย์อวี๋หลูแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ก็เลยยึดถือเป็นหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตน”
เฉินผิงอันถาม “ชอบเป็นขุนนางมากหรือ?”
หวังหย่งจินเอาหน้าผากแนบติดพื้นอยู่ตลอดเวลา พูดเสียงอู้อี้ว่า “ชอบ”
เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช้า “ชื่อดีขนาดนี้”
หวังหย่งจินมึนงงไม่เข้าใจ
เฉินผิงอันกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เจ้าเป็นนายอำเภอหย่งไท่ไปอีกสามสิบปี”
หวังหย่งจินเงยหน้าขึ้น สับสนไม่แน่ใจ
เฉินผิงอันเอ่ย “ลุกขึ้นมาตอบคำถาม”
หวังหย่งจินลุกขึ้นยืนอย่างหวาดหวั่น
เฉินผิงอันกล่าว
“วันไหนเป็นจนเบื่อแล้ว รู้สึกว่าเป็นจนอยากจะอาเจียนแล้ว
อยากลาออกจากการเป็นขุนนางเมื่อไหร่ก็ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวกับใคร แค่ทิ้งตราประทับขุนนางเอาไว้แล้วจากไป
ขุนนางเมืองหลวงขั้นหกที่อยู่ใต้ฝ่าพระบาทของโอรสสวรรค์นี้ เจ้าหวังหย่งจินไม่เป็น ยังมีคนอีกกลุ่มใหญ่ที่อยากเป็น”
หวังหย่งจินเดินออกมาจาก ‘ห้องโถง’ อย่างมึนๆ งงๆ เดินลงบันไดออกจากเรือนมาแล้ว
พวกเสมียนในที่ว่าการมองมายังบุรุษที่พวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายังใช่ใต้เท้านายอำเภออยู่อีกหรือไม่
หวังหย่งจินเก็บอารมณ์เรียบร้อยแล้ว เดินมาอยู่ข้างกายพวกเขา จูงม้าตัวนั้นมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “กลับที่ว่าการ”
ถึงกับรักษาตำแหน่งขุนนางใหญ่ของอำเภอหย่งไท่เอาไว้ได้ ทั้งไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเช่นกัน
แล้วนับประสาอะไรกับที่ชีวิตนี้ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะต้องอยู่ในตำแหน่งนี้ไปจนถึงวันที่ออกจากราชการกลับภูมิลำเนาเดิม
พลิกตัวขึ้นหลังม้า หวังหย่งจินรู้สึกเศร้าโศกและดีใจไปพร้อมๆ กัน
การเดินทางมาเยือนทะเลสาบเหล่าอิงรอบหนึ่ง ขุนนางหนุ่มฉกรรจ์ที่เคยเป็นผู้มีอำนาจในมือทั้งยังเป็นที่จดจำของจักรพรรดิผู้นี้
เหมือนกับว่าได้มอบเส้นทางของการเป็นขุนนางอันรุ่งโรจน์และอนาคตที่ปูไว้ด้วยผ้าแพรไว้ที่สวนแห่งนี้แล้ว
เมื่อหรงอวี๋มาที่ศาลาริมน้ำก็มีเพียงหันอีเท่านั้นที่ทำท่าเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
ส่วนเหวยฉงที่เปิดร้านเหล้าอยู่ที่ลำคลองชางผู เด็กสาวที่ชื่อว่าเฉินซี เพราะไม่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการขุนนางจึงไม่ได้มีความรู้สึกอะไรมากนัก
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “พวกเจ้ามาด้วยกันนี่แหละ แต่อีกเดี๋ยวท่านราชครูจะเรียกรักษาการหันไปพูดคุยด้วยสักสองสามประโยค”
พาเด็กสาวเดินนำไปข้างหน้า หรงอวี๋ถามว่า “เฉินซี อยากกลับไปพักผ่อนก่อนหรือไม่?”
เฉินซีส่ายหน้า นางรู้สึกว่าติดตามอยู่ข้างกายพี่หญิงหรงอวี๋จะดีกว่า
เด็กสาวปลุกความกล้า ถามอย่างขลาดกลัวว่า “พี่หญิงหรงอวี๋ เขาคือราชครูเฉินจริงๆ หรือ?”
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “พวกเราไม่กล้าสวมรอยเป็นราชครูมาหลอกลวงคนไปทั่วหรอก
พวกรักษาการหัน แต่ละคนล้วนฉลาดเฉลียวหลอกได้ยาก
ต่อให้เป็นเถ้าแก่เหวยที่เปิดเหลาสุราอย่าเห็นว่าพูดจาอยู่ในสวนเสียงไม่ดัง
แต่พอไปถึงลำคลองชางผูกลับคล่องแคล่วเข้ากับคนได้ทุกประเภท อีกทั้งชำนาญการคำนวณผลได้ผลเสียจนเป็นนิสัยแล้ว”
เด็กสาวปิดปากหัวเราะคิก ก็จริงนะ เมื่อครู่นี้ตอนที่พี่หญิงหรงอวี๋ออกไปจากศาลาริมน้ำ เถ้าแก่เหวยก็ชวนตนให้ไปช่วยงานที่เหลาสุรา
นางยังลังเล หลักๆ แล้วเป็นเพราะ “ตำแหน่งขุนนาง” ที่เถ้าแก่เหวยมอบให้นางใหญ่เกินไป
ต้องดูแลคนตั้งสิบกว่าคน เงินเดือนที่ได้รับทุกเดือนก็เยอะเกินไป
นางทั้งซาบซึ้งในน้ำใจของเขา แล้วก็นับถือความใจกล้าของเถ้าแก่เหวยอย่างมากด้วย ไม่รังเกียจสักนิดว่าตนจะเป็นตัวอัปมงคล
เดินอยู่ด้านหลังกับหันอี เหวยฉงถามเสียงเบา “หันลิ่วเอ๋อร์ใต้เท้าราชครูจะไปดื่มเหล้าที่เหลาสุราของข้าหรือ?”
หาไม่แล้วเจ้าอ้วนก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าจะอยากพบคนไร้ประโยชน์อย่างตนไปทำไม
หันอีสูดลมหายใจเข้าลึก ฝืนเค้นรอยยิ้มส่งไปให้ “เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?!”
เหวยฉงเอ่ย “ข้าคิดว่าสามารถทำได้เลยนะ ข้าสามารถเข้าครัวแสดงฝีมือทำอาหารสักสองจาน…”
หันอียื่นมือไปคว้าแขนของเจ้าอ้วนไว้แล้วบีบแรงๆ กดเสียงลงต่ำเอ่ยว่า
“เข้าไปในห้องแล้วเจ้าก็พูดให้น้อยหน่อย คิดถึงท่านพ่อเจ้าตระกูลของเจ้าให้มากหน่อย
ต่อให้ไม่อาจสร้างเกียรติยศชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูลได้ก็อย่าก่อเรื่องที่ไม่จำเป็นให้กับพวกเขา…
ช่างเถอะ เจ้าก็ดูเอาเองแล้วกันว่าจะทำอย่างไร จำไว้ว่าทุกประโยคที่พูดออกจากปากไปต้องผ่านสมองก่อนสองรอบ…”
เหวยฉงสะดุ้งโหยง “รู้แล้ว รู้แล้ว!”
หรงอวี๋พาพวกเขาเข้ามาในลานบ้าน หันอีไปพบราชครูข้างในก่อน
เหวยฉงมองแผ่นหลังของสหายรัก ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เหมือนมีความหมายว่าพร้อมสละแล้วทุกอย่าง?
เจ้าอ้วนเหวยรู้สึกกลัดกลุ้มขึ้นมา หากไม่เป็นเพราะตนมาเลี้ยงเหล้าอยู่ที่นี่ หันลิ่วเอ๋อร์ก็คงเป็นขุนนางได้มั่นคงยิ่งกว่านี้
เข้ามาในห้อง ราชครูหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานบอกให้หันอีนั่งลง หันอีจึงนั่งลงเงียบๆ
เฉินผิงอันพูดเข้าประเด็นด้วยการถามว่า
“ตอนนี้ เรื่องที่จะสั่งห้ามการจัดพิมพ์ตำราทฤษฎีชายแดนที่ตรอกจินอวี๋หรือไม่
กรมพิธีการกับกั๋วจื่อเจียนต่างก็ยึดถือในความคิดของตน
ในบรรดาคนเหล่านี้ก็มีหงฉงเปิ่นที่เป็นบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาของความรู้สายนี้รวมอยู่ด้วย
กรมพิธีการคิดว่าต้องควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่มีทางอนุญาตเด็ดขาด
เพราะหากมีการยึดถือเป็นแบบอย่างแล้วกระทำตามโดยสมัครใจ ไม่กลัวว่าตำราเหล่านั้นจะแพร่หลายเป็นวงกว้าง
แต่กลัวว่ายิ่งนานวันจะยิ่งมีปัญญาชนตกอับที่สอบไม่ติดเคอจวี่อีกมากที่อาศัยเรื่องนี้แสวงหาชื่อเสียงจนยิ่งทวีความรุนแรงลุกลามไปในท้องถิ่นและในแวดวงวรรณกรรม
ถึงเวลานั้นค่อยมาควบคุมอีกที? นั่นก็จะควบคุมได้ยากแล้ว
คิดว่ากั๋วจื่อเจียนของพวกเจ้ามีชื่อเสียงที่ดีแล้ว กรมพิธีการของพวกเรากลับต้องมาช่วยกันเก็บกวาดเรื่องเละเทะกับกรมอาญา
ส่วนทางฝั่งกั๋วจื่อเจียนก็ยังคงรู้สึกว่าไม่ควรควบคุม
คิดว่าขนาดเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างที่บุกเข้ามาโจมตีแจกันสมบัติทวีปดุจกระแสน้ำขึ้นถาโถม ต้าหลีของพวกเรายังไม่กลัว
แล้วจะกลัวแค่ไม่กี่ประโยคบนตำราไม่กี่เล่มอย่างนั้นหรือ?
เปิดปากอนุญาตให้จัดพิมพ์ตำราแค่ไม่กี่เล่มจะเป็นไรไป พูดให้ไม่น่าฟังสักหน่อย
หากใจคนทั่วทั้งราชสำนักถูกหนังสือไม่กี่เล่มชักนำไปได้จริง ก็หมายความว่าราชสำนักต้าหลีมีปัญหาซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่งแล้ว
คาดว่าตอนนี้ลั่วอ๋องก็น่าจะปรึกษาเรื่องนี้กับพวกเขาอยู่ในเรือนอักษรปิ่ง
หันอี เจ้าที่เป็นรักษาการนายอำเภอฉางหนิงกลับกลบเกลื่อนประเด็นนี้ไว้ เพราะอะไร?”
หันอีกล่าว
“ตำราทั้งหมดเก้าเล่มของคนห้าคน ข้าอยากจะเพิ่มการควบคุมพวกเขาสี่คนและผลงานของพวกเขาเจ็ดเล่ม
สั่งห้ามจัดพิมพ์ทั้งหมด ไม่เพียงเท่านี้ ข้ายังอยากจะเชิญให้พวกเขามา…ดื่มชาที่ที่ว่าการอำเภอฉางหนิงด้วย
เพียงแค่เพราะความคิดในสมอง ในตำรา ลึกลงไปในกระดูกของพวกเขาที่มีต่อแคว้นใต้อาณัติต้าหลีและแคว้นทั้งหลายทางทิศใต้
ล้วนเผยให้เห็นถึงแนวทางการปกครองบ้านเมืองของราชวงศ์สกุลหลในอดีตอย่างชัดเจน
หยิ่งผยองในท่าที แต่กลับอ่อนปวกเปียกไร้ความหนักแน่นในแก่นแท้
คำพูดที่ไม่ควรพูดในราชสำนักกลับเอาไปพูดในตำรา เรื่องที่เดิมทีกรมกลาโหมของต้าหลีสมควรทำ พวกเขากลับรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำ”
เฉินผิงอันพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ทำไม กลัวว่าหากตัดเอาแค่ผลงานสองเล่มของอาจารย์อวี๋หลูออกมา
ส่วนตำราเล่มที่เหลือล้วนสั่งห้ามหมด ถึงเวลานั้นจะมีชื่อเสียงอยู่ในวงการขุนนางว่าชอบรังแกคนอ่อนแอกลัวคนแข็งแกร่งหรือ?”
หันอีพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยสีหน้าขมขื่น “ผู้น้อยไม่กล้าปิดบังท่านราชครู หันอีมีใจเห็นแก่ตัวส่วนนี้อยู่จริง”
หงฉงเปิ่นไม่เพียงแต่เป็นชิงเค่อในตระกูลสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้น
ยิ่งเป็นสหายรักของหยวนฉงแห่งสำนักตรวจการแผ่นดิน อีกทั้งยังเป็นบัณฑิตใหญ่แห่งราชสำนักที่มีความรู้ล้ำลึก
มีผลงานการประพันธ์มากมาย บอกว่าอาจารย์ผู้เฒ่าคือหนึ่งในผู้นำของวงการการประพันธ์ต้าหลีก็ไม่เกินจริงเลยสักนิด
เฉินผิงอันเงียบไปพักใหญ่ หันอีนั่งตัวตรงอย่างสำรวมอยู่ตลอดเวลา ไม่กล้าอธิบายอะไร อธิบายไปแล้วก็เหมือนต้องการปกปิดมากกว่า
เฉินผิงอันกล่าว “ไปเรียกเหวยฉงเข้ามา”
หันอีลุกขึ้นทันที ครู่หนึ่งต่อมาหรงอวี๋ก็พาเจ้าอ้วนเหวยเข้ามาในห้อง นางกลั้นขำเอ่ยว่า “เฉินซีบอกว่านางไม่กล้าเข้ามา”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด “เจ้าไปอยู่เป็นเพื่อนนางเถอะ”
หรงอวี๋ออกไปจากห้อง
เฉินผิงอันกล่าว “พี่น้องเหวย ได้เจอกันอีกแล้วนะ นั่งลงคุยกันสิ”
พอได้ยินคำเรียกขานว่า “พี่น้องเหวย” นี้ เหวยฉงก็อยากหัวเราะ
แต่พอเห็นท่าทางตื่นเต้นสุดขีดของหันอีที่อยู่ข้างๆ เจ้าอ้วนเหวยก็รีบกุมมือทำท่าคารวะ
แสร้งเอ่ยว่า “ราษฎรผู้ต่ำต้อยเหวยฉง คารวะท่านราชครู”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว
“ราษฎรผู้ต่ำต้อย? เจ้าคือลูกหลานขุนนางที่มาจากตรอกอี้ฉือแล้วยังสนิทสนมกับรองเจ้ากรมเฉามาตั้งแต่เด็ก
ประโยคนี้น่าจะไม่เหมาะเท่าไรกระมัง?”
เหวยฉงนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างกายหันอี ตอบอย่างระมัดระวังว่า
“เรียนท่านราชครู ข้าไม่ฉลาดในการเรียนหนังสือ จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่มียศตำแหน่งใดๆ
ท่านพ่อกับพวกท่านอาท่านลุงของข้า พวกเขาช่วยกันคิด บอกว่ากลัวเหล่าบรรพบุรุษจะโมโหจนฝาโลงปิดไม่สนิท
ก็เลยยกสิทธิ์การเป็นนักเรียนของกั๋วจื่อเจียนที่มีเพียงสิทธิ์เดียวให้กับหลานชายคนโตของข้าไป
ข้าก็เลยถือโอกาสหลอกเอาเงินจากเขามาหลายร้อยตำลึง…”
หันอีหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าปิดปากกระแอมหนึ่งที
เหวยฉงรีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ทันที
“ที่พูดว่า “ราษฎรผู้ต่ำต้อย” ก็ถือว่าข้ายกยอตัวเองแล้ว คนในบ้านก็ไม่เห็นข้าเป็นคนที่ควรได้รับการยกย่องเหมือนกัน”
บทพิเศษ ตอนที่ 2.3 ปลากลายเป็นมังกร
เหวยฉงลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังตอบไปตามสัตย์จริงว่า
“ตอนที่ข้ายังเด็กมากก็เคยได้ยินท่านปู่เล่าว่า คนที่เป็นขุนนางใหญ่อย่างแท้จริง ล้วนเป็นคนเหมือนๆ กัน
พวกเขาก็มีความรักความเกลียดของตัวเอง เจอกับพวกเขาแล้ว คำพูดจาหรือการกระทำก็ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังเกินไป
กลับกลายเป็นว่าหลอกอะไรพวกเขาไม่ได้ เพียงแค่เพราะพวกเขามีนิสัย ชาติกำเนิด การศึกษาและประสบการณ์การเป็นขุนนางที่แตกต่างกัน
แต่กลับมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน ขุนนางใหญ่ที่มีความรู้ มีการอบรมบ่มเพาะตัวเองและมีความสามารถที่เก่งกาจอย่างแท้จริง มองคนก็เหมือนเล่นสนุก
ไม่จำเป็นต้องฟังว่าพวกเราเปิดปากพูดอะไรพวกเขามองปราดเดียวก็มองไปเห็นถึงส้นเท้าของเราแล้ว
ท่านปู่ของข้ายังบอกด้วยว่าบุคคลร้ายกาจที่อยู่บนยอดสูงสุดประเภทนี้ มองไปทั่วราชสำนักต้าหลีก็มีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น
บอกข้าว่าไม่ต้องกลัว ถึงอย่างไรชีวิตนี้ก็ไม่มีทางได้เจออยู่แล้ว….ท่านปู่ของข้าก็ไม่ได้พูดถูกไปเสียหมด วันนี้ ข้าได้เจอแล้ว”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มรับ
“หากไม่พูดถึงประโยคสุดท้าย ทุกคำก่อนหน้านี้ล้วนเป็นถ้อยคำล้ำค่าของผู้เฒ่าในวงการขุนนาง
ในบ้านมีคนแก่ก็เหมือนมีสมบัติ คนโบราณอาจจะหลอกกันหลายเรื่อง แต่คำพูดโบร่าโบราณกลับไม่เคยหลอกกัน”
เหวยฉงเอ่ยเสียงเบา “ท่านราชครูรู้หรือว่าท่านปู่ของข้าคือใคร?”
เฉินผิงอันย้อนถาม “ท่านปู่ของเจ้าคือบุคคลอันดับหนึ่งอยู่ในกองส่งสารมาตั้งกี่ปีแล้ว ข้าจะไม่รู้จักเขาได้หรือ?”
เหวยฉงเกาหัว เอ่ยเสียงเบาว่า
“ท่านปู่ของข้าบอกว่าคนจากลาน้ำชาก็เย็นชืด นี่คือเรื่องปกติทั่วไป
พอออกจากราชการก็อย่าว่าแต่ขุนนางประเภทต่างๆ ในเมืองหลวงเลย แม้กระทั่งลูกศิษย์ลูกหา วันที่สองก็ไม่รู้จักเขาแล้ว”
รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง ตอนที่ท่านปู่ของเขาตาย เมืองหลวงต่างก็พูดกันว่าเขาจากไปได้อย่างไม่มีหน้าไม่มีตาที่สุด
พวงหรีด คำไว้อาลัย และคนเฝ้าศพ ล้วนมีน้อยจนน่าเวทนา
จะดีจะชั่วก็เป็นขุนนางหลักผู้คุมตราประทับของกองส่งสาร
คือขุนนางชั้นสองชั้นเอกที่ได้เข้าร่วมการประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษรของราชสำนักต้าหลีเชียวนะ
เฉินผิงอันถาม “เหวยฉง เจ้าคิดว่าท่านปู่ของเจ้าเป็นขุนนางแบบใด?”
เหวยฉงคิดแล้วก็ส่ายหน้า “ข้าไม่รู้หรอก ตัวท่านปู่เองเคยบอกว่าเขาคือขุนนางที่ดี
ในเมืองหลวงก็มีคำวิจารณ์อยู่บ้าง น่าจะถือว่าเป็นขุนนางน้ำใสได้ แต่คำพูดที่ดีกว่านี้กลับไม่มีแล้ว”
เฉินผิงอันกล่าว
“ให้ท่านพ่อและท่านลุงใหญ่ของเจ้ามาที่จวนราชครูต้นยามเว่ยวันพรุ่งนี้
แล้วเจ้าก็นำความไปบอกพวกเขาได้ว่า หากอยากจะบ่นก็สามารถเขียนลงในสมุดได้”
ดวงตาหันอีเป็นประกายระยิบระยับ
เหวยฉงกลับขนลุกชัน ทำหน้าม่อยเอ่ยว่า
“ใต้เท้าราชครู ข้าพูดผิดตรงไหนหรือ? พวกท่านพ่อของข้าก็เป็นขุนนางน้ำใสเหมือนกันจริงๆ นะ
ข้าสามารถสาบานต่อฟ้าได้เลยใต้เท้าราชครู ท่านอย่าได้รู้สึกเด็ดขาดว่าข้าคนนี้พูดจาไม่น่าเชื่อถือแล้วจะเข้าใจผิดคิดว่าพวกท่านพ่อของข้าเป็นขุนนางที่ไม่รู้จักแยกแยะ…
ก็อาจจะไม่รู้จักแยกแยะอยู่บ้าง หาไม่แล้วชีวิตนี้ก็คงไม่เป็นขุนนางใหญ่เท่านี้”
กล่าวมาถึงช่วงท้าย น้ำเสียงของเจ้าอ้วนเหวยก็เบาลงทุกที เริ่มติดเสียงสะอื้นเหมือนคนจะร้องไห้แล้ว
หันอีนวดคลึงหว่างคิ้ว มารดามันเถอะ ฟังคำพูดระหว่างเจ้าอ้วนเหวยกับราชครู
ช่างมีเหตุพลิกผันหลายครา สร้างความตะลึงพรึงเพริดให้จริงๆ …
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างขำๆ ปนฉุน
“หยุดพูดพล่ามไร้สาระกับข้าได้แล้ว เจ้าแค่กลับบ้านแล้วนำความไปบอก
จำไว้ว่าออกจากห้องไปแล้วก็ให้นายอำเภอหันทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกับเจ้า
ข้าล่ะประหลาดใจนัก พวกเราสองคนต่างก็ใช้ภาษาทางการต้าหลีในการพูดคุยกันไม่ใช่หรือ?”
เหวยฉงไม่ต้องใช้หางตาเหลือบมองหันอีอีกแล้ว เจ้าอ้วนเหวยวางใจได้ทันที
ฟังสิฟังคำพูดนี้มีกลิ่นอายที่คุ้นเคยอย่างยิ่งแล้ว ผ่านด่านมาได้อย่างราบรื่นแล้ว!
ออกจากเรือนมาด้วยกัน นอกจากเหวยฉงจะตื่นเต้นดีใจแล้ว จู่ๆ ก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา
หันไปมองหันอี ดูเหมือนว่าราชครูไม่ได้พูดเรื่อง ‘รักษาการ” ของหันอี
ทว่าเหวยฉงกลับยิ่งสังเกตเห็นด้วยความประหลาดใจว่า ดูเหมือนหันอีจะตื่นเต้นยิ่งกว่าตนเสียอีก
เพียงแต่เพราะฝึกขัดเกลาอยู่ในวงการราชการมานานหลายปีถึงได้เก็บซ่อนอารมณ์ได้ดี
อารมณ์ของหันอีในเวลานี้ตื่นเต้นสุดขีดจริงๆ รักษาการไม่รักษาการจะนับเป็นผายลมอะไรได้
ไม่สำคัญเลยสักนิด นับแต่วันนี้ไปข้าผู้อาวุโสสามารถทะลุฟ้าได้จริงๆ แล้ว!
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เฉินซี ราชครูบอกแล้วว่าวันหน้าเจอเรื่องอะไรในเมืองหลวง เจ้าก็สามารถมาฟ้องเขาที่จวนราชครูได้เลย”
เฉินซีเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก นางคิดอะไรก็พูดออกมาอย่างนั้น
“หากมาหาขุนนางแบบนายอำเภอหันแล้วได้ผล แบบนั้นก็ยิ่งดีเลย”
หรงอวี๋ได้ยินแล้วดวงตาเป็นประกาย ดูเหมือนว่าเด็กสาวเหมาะจะอยู่จวนราชครูมากกว่านะ
เฉินผิงอันยืนอยู่บนขั้นบันได รอคอยอาจารย์อวี๋หลูหงฉงเปิ่นและสวี่มี่ลูกศิษย์ของเขา