กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 10.1 บ้านเกิดแห่งใจ
บทพิเศษ ตอนที่ 10.1 บ้านเกิดแห่งใจ
เผยเฉียนจะเดินทางไปเยือนธวัลทวีปรอบหนึ่ง เมื่อคืนวาน หลิวจวี้เป่าเขียนจดหมายส่งมาให้ที่ยอดเขาจี้เซ่อด้วยตัวเอง บอกว่า ขอเชิญให้อาจารย์เฉินไปปรึกษาเรื่องสาคัญกันเรื่องหนึ่ง รายละเอียด ไม่สะดวกจะเขียนไว้ในจดหมาย หากอาจารย์เฉินไม่มีเวลาว่างก็ สามารถให้ลูกศิษย์ใหญ่มาทาหน้าที่แทนได้ ไม่เป็ นไร ปรมาจารย์ เผยก็เป็ นเค่อชิงของสกุลหลิวธวัลทวีปอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? เฉินผิงอัน จึงบอกเผยเฉียนว่าถือเสียว่าไปผ่อนคลายอารมณ์สามารถแวะไปดู ขนบธรรมเนียมผู้คนที่ราชวงศ์หงอู่ได้ด้วย
อีกเดี๋ยวช่วงยุ่งกับการทางานเกษตรก็จะหมดลงแล้ว จ้าวซู่เซี่ย กับหนิงจี๋ต้องกลับไปที่โรงเรียนในหมู่บ้านชนบท เติ้งเจี้ยนผิงเกิด ความคิดขึ้นมากะทันหัน บอกว่าจะกลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ของพี่สาวพี่เขยที่อุตรกุรุทวีปรอบหนึ่ง เฉินผิงอันจึงให้เขาพาลูกศิษย์ ผู้สืบทอดสองคนมาที่ภูเขาลั่วพั่วด้วยกัน เติ้งเจี้ยนผิงถามว่าจะเหมาะ หรือ เฉินผิงอันยิ้มเอ่ยว่าทาไมจะไม่เหมาะเล่า ถึงเวลานั้นเจอหน้ากัน พวกเขาก็ต้องเรียกตนว่าอาจารย์ปู่แล้ว
เฒ่าหูหนวกจะกลับไปเปิดคาบเรียนที่ยอดเขาฮวาอิ่ง เจิ้งต้าเพิ่ง ไปสอนหมัดที่ยอดเขาอิงอวี่ เวินจื่อซี่ที่เป็ น “สองทอง” ต้องคุ้มกัน พวกหมี่ลี่ไปส่งถึงนครมังกรเฒ่าอย่างลับๆ
เนี่ยชุ่ยเอ๋อและพวกผู้ฝึ กกระบี่ต่างทวีปที่หากไม่ใช่เค่อชิงของ สานักกระบี่หลงเซี่ยงก็เป็ นผู้ถวายงานของสานักกระบี่ชิงผิง พวกเขา เองก็จะกลับไปยังที่ของตัวเอง ล้วนพึงพอใจกันทุกคน ไม่เสียเที่ยว ที่มาในครั้งนี้
นักพรตเซียนเว่ยพาลูกศิษย์ผู้สืบทอดหลินเฟยจิงที่ตามมาที่ตีน เขาเดินทางไปยังภูเขาเซียงฮว่อด้วยกัน ทาการเปิดภูเขาเจาะสายน้า ปูทางสร ้างสะพานกันต่อ ระหว่างที่เดินอยู่บนทางขึ้นเขา ข้างทางมี ศาลาให้นั่งพัก ล้วนเป็ นฝีมือของอาจารย์และศิษย์คู่นี้ หลินเฟยจิง ถามด้วยความใคร่รู ้ว่าเมื่อวานเกิดภาพเหตุการณ์ผิดปกติติดต่อกัน อาจารย์รู ้ความจริงหรือไม่ เซียนเว่ยอึ้งตะลึง บอกว่าเมื่อคืนวานหลับ สนิทมาก แม้กระทั่งอาหารมื้อดึกก็ยังลืมไปกินเช ้านี้พี่ต้าเฟิงบอกว่า เสียงกรนของเขาดังเหมือนเสียงฟ้ าผ่าจนแทบจะพลิกหลังคาเรือนได้ แล้ว เซียนเว่ยหรือจะรู ้ว่ามีภาพเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้น เขา รู ้สึกเสียหน้าอยู่บ้างจึงโบกชายแขนเสื้อหนึ่งที สั่งสอนลูกศิษย์ด้วย หลักการเหตุผลยิ่งใหญ่ไปหลายประโยค พูดจนหลินเฟยจิงรู ้สึกนับ ถือจากใจจริง รู ้สึกได้เลยว่าตนกับอาจารย์ยังห่างชั้นกันไกลนัก
ใช่แล้ว ภูเขาไม่ได้สาคัญที่ความสูง ขอแค่มีความจริงใจก็จะ ศักดิ์สิทธิ์ได้เอง อาศัยคุณธรรมในการฝึกบ าเพ็ญตน มีอิสระเสรีอยู่ ท่ามกลางฟ้ าดินที่กว้างใหญ่ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของข้ามีอะไรให้ น่าดูหมิ่นกันเล่า?
“เฟยจิง เจ้าคิดว่าเก้าอี้หวายตัวนั้นของพ่อครัวเฒ่า ฝีมือการทา เป็ นอย่างไร? หน้าร ้อนเอามาใช ้นั่งรับลมเย็นหลบร ้อน มือหนึ่งถือพัด มือหนึ่งม้วนตารา การนอนพักเหมือนได้ท่องเที่ยวเช่นนี้ อาจารย์ อิจฉายิ่งนัก”
“อาจารย์ ศิษย์จะไปรวบรวมเถาวัลย์โบราณมาเดี๋ยวนี้”
“เฟยจิง เจ้าบอกอาจารย์มาตามตรง อาจารย์ไม่ได้เปิดปากกับ เจ้าขุนเขาเฉินเรื่องให้เจ้าได้เป็ นผู้ฝึกตนบนท าเนียบของภูเขาลั่วพั่ว เสียที เจ้าร ้อนใจหรือไม่?”
“ศิษย์ไม่มีความคิดแบบนี้เลย”
“ไม่รู ้จักคิดพัฒนาบ้างเลยนะ”
ส่วนเจ้าขุนเขาเฉินของพวกเรา ในที่สุดก็ไม่ทาตัวเป็ นเถ้าแก่ สะบัดมือทิ้งร ้านแล้ว ก็เหมือนผู้เฒ่าคนหนึ่งที่อยู่ในบ้านของตัวเอง หลังจากวันปีใหม่ที่ครึกครื้นผ่านไปก็จะต้องส่งพวกเด็กๆ ไปยังแดน ไกลในสถานที่ต่างกัน เพื่อที่จะได้มีอนาคตที่ดียิ่งกว่าเดิม
พวกหมี่ลี่น้อยไม่ได้ทะยานลมไปที่ท่าเรือหนิวเจี่ยวทันที แต่ออก จากภูเขามาตามเส้นทางที่คดเคี้ยวสายนั้น เดินเท้าไปที่เมืองเล็กเพื่อ หาซื้อของจาเป็ นในการเดินทางก่อน แล้วก็จะได้บอกลาพวกเถ้าแก่ และลูกจ้างร ้านของร ้านยาสุ้ยและร ้านฉ่าวโถวด้วย
ไม่เห็นเงาร่างของพวกเขาตรงหน้าประตูภูเขาแล้ว เฉินผิงอันจึง เดินขึ้นไปบนขั้นบันไดจะได้เห็นเงาร่างของพวกเขานานอีกหน่อย
เด็กชายชุดเขียวกับแม่นางน้อยชุดด ากระโดดโลดเต้นเล่นสนุกกัน ด้านข้างมีชายฉกรรจ์ท่าทางเกียจคร ้านสะพายห่อผ้าใบใหญ่ไว้บน หลังเดินอยู่ด้วย ลมหายใจของเขาทอดยาว ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง
ตามการประมาณการณ์ของหนิงเหยา จู๋ซู่จะฝ่ าด่านเลื่อนขั้น เป็ นเซียนเหรินตอนกลางวันของวันนี้
วันนี้นางจะต้องไปที่ยอดเขาโหยวอี๋ของสานักกระบี่หลงเฉวียน เร็วหน่อย ต้องไปเป็ นเพื่อนเจ้าสาวให้กับเซอเยว่
เฉินผิงอันให้เชี่ยโก๋วยืมใช ้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวเนินสู่ เหยาชั่วคราว และเซี่ยโก่วก็ต้องปกป้ องด่านให้กับนักพรตติงด้วย
เฉินผิงอันเรียกเสี่ยวโม่ที่จะต้องไปพักรักษาอาการบาดเจ็บใน พื้นที่ประกอบพิธีกรรม เปลือกหอยและเซี่ยโก่วที่ตามเขาไปเพื่อที่จะ ได้วางมาด ‘อาซ ้อใหญ่” ต่อหน้าคนหยกทั้งหลายให้อยู่ก่อน พวก เขาเดินไปที่เรือนไม้ไผ่ด้วยกัน เขาไปหยิบไม้เท้าไผ่เขียวที่เพิ่งทา เสร็จใหม่ไม่นานออกมาจากในห้อง แกะสลักตัวอักษรไว้สองแถว เป็ น ค าว่า “ภูเขาลั่วพั่ว” และ “ผู้ถวายงานอันดับรอง
คือไม้เท้าเดินป่าที่มอบให้กับเซี่ยโก่ว
เฉินผิงอันอธิบายว่า “ทาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ก็เลยยังแกะสลัก เป็ นค าว่า “ผู้ถวายงานอันดับรอง’ ตอนนี้เจ้าเป็ นผู้ถวายงานอันดับ หนึ่งแล้ว สามารถแกะสลักคาใหม่ลงไปด้วยตัวเองได้เลย”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเหลือบมองวัสดุของไผ่เขียวและรอย ตัวอักษรที่ถูกแกะสลักไว้ สามารถ “จ าแนกยุคสมัย” ได้ง่ายมาก ก็คือ ฝีมือของเจ้าขุนเขาตอนที่คราวก่อนกลับจากนครบินทะยานของใต้ หล้าห้าสีมายังภูเขาลั่วพั่วได้ไม่นานนัก เซี่ยโก๋วยิ้มกว้าง หัวเราะ อย่างโง่งม เด็กชายผมขาวที่เมื่อเช ้านี้เกือบจะถูกตัดชื่อออกจาก ท าเนียบร ้องโอ้โหอยู่ข้างๆ จุ๊ ปากรัวๆ รู ้สึกอิจฉายิ่งนัก คน เปรียบเทียบกับคนชวนให้คนโมโหตาย หัวหน้าเชี่ยช่างสมกับเป็ น ลูกสมุนจริงๆ โชคด้านการเป็ นขุนนางทะยานเทียมฟ้ า
เชี่ยโกวรีบรับไม้เท้าเดินป่ามาพลางแสร ้งพูดอย่างเกรงใจไปด้วย ว่า “ของขวัญชิ้นใหญ่เลยหรือ ไม่มีคุณความชอบก็ไม่กล้ารับรางวัล นะ”
ตอนนั้นนางพาผีสาวกลุ่มหนึ่ง แอบข้ามทวีป” มายังแจกันสมบัติ ทวีปเองโดยพลการเกือบจะสร ้างเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
เฉินผิงอันกล่าว “ไม่ใช่ว่าเคยรับปากกับเจ้าว่าขอแค่เจ้าสามารถ ยุ่งเรื่องของคนอื่นได้ดี ข้าก็จะมอบไม้เท้าเดินป่าอันหนึ่งให้เจ้าหรอก หรือ”
เซี่ยโก่วยิ้มเอ่ย “ยุ่งเรื่องของคนอื่นแล้วก็จริง แต่ไม่ได้ยุ่งได้ดีนะ รู ้สึกละอายใจยิ่งนัก แต่หากปฏิเสธก็จะดูเป็ นการไม่ให้เกียรติ ฮ่าๆ”
อยู่บนภูเขาลั่วพั่ว ไม่ว่าจะเป็ นผู้ฝึกตนหรือผู้ฝึกยุทธ มีหรือไม่มี ไม้เท้าเดินป่าไม่ได้มีข้อพิถีพิถันใดๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่าต้องมีสถานะอะไร
ถึงจะได้ครอบครองของชิ้นนี้ หากชอบก็ทาไม้เท้าเดินป่าขึ้นมาเองได้ เลย แต่ถึงอย่างไรจะใช่ฝีมือของเจ้าขุนเขา เจ้าขุนเขาจะมอบให้ด้วย ตัวเองหรือไม่ ความหมายก็ยังแตกต่างกัน
เฉินผิงอันถาม “นักพรตติงเป็ นอย่างไรบ้างแล้ว?”
เซี่ยโก่วเอ่ย “เหมือนเต่าคลาน คืบหน้าเชื่องช ้ามาก”
เฉินผิงอันเอ่ย “ก็ดีเหมือนกัน ค่อยๆ เป็ นค่อยๆ ไป”
เสี่ยวโม่ถาม “คุณชาย เรื่องที่ช่วยหลวี่จู่ปกป้ องมรรคา เป็ น อย่างไรบ้าง?”
เฉินผิงอันนวดคลึงหว่างคิ้ว “ยังรอข่าวอยู่”
เว่ยป้ อมาที่เรือนไม้ไผ่ เอ่ยเตือนว่า “เมืองหลวงได้เริ่มการประชุม เช้าแล้ว ราชครูคนใหม่อย่างเจ้าไม่ไปถึงเสียที ขุนนางบุ๋นบู๊ในท้อง พระโรงพากันวิพากษ์วิจารณ์ แต่ละคนต่างคาดเดากันส่งเดช พูดถึง แค่ความเคลื่อนไหวรุนแรงในวงการขุนนางเมืองหลวงเมื่อวานนี้เก้า มนตรีใหญ่ ขาดไปคนหนึ่ง เก้ามนตรีเล็กขาดไปสองคน ฮ่องเต้ก็รอ ให้เจ้าเผยตัวถึงจะก าหนดทิศทางได้ถูก ถึงอย่างไรก็ไปสายแล้ว ไม่สู้ เจ้าไปให้ช ้ากว่านี้ เข้าร่วมแค่การประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษร เท่านั้น? ข้าสามารถบอกฮ่องเต้ให้ได้”
เมืองหลวงต้าหลีเมื่อคืนวานวุ่นวายโกลาหลจนไก่บินหมา กระโดดอย่างแท้จริง ไม่มีช่วงสงบให้หยุดพักเลย ในฐานะเสินจวิน มหาบรรพตอุดรที่ดูแลภูเขาสายน้าแถบชานเมืองหลวง เว่ยป้ อมี
หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ จาเป็ นต้องให้เสมียนขุนนางในที่ว่าการ ทั้งหลายจับตามองกระบี่บินส่งข่าวจานวนมาก คืนนี้เรียกได้ว่าได้เห็น การผ่านร ้อนผ่านหนาวในวงการขุนนาง เห็นความผันผวนของชีวิต ผู้คนมาครบทุกรูปแบบ
ใจคนและวิถีทางโลกไม่ได้มีเรื่องอะไรที่แปลกใหม่ ตัวอย่างเช่น ท าลายอย่างเดียวแต่ไม่สามารถสร ้างสิ่งใหม่ขึ้นมาได้ สุดท้ายก็เป็ น เพียงการก่อกบฏครั้งหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร ์เท่านั้น สามารถทาลายและสามารถสร ้างได้ ก็คือการก่อตั้งแคว้น การ ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์เป็ นเช่นนี้ จวนเซียน ตระกูลชนชั้นสูงต่างก็มี “ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการผลัดแผ่นดิน” ด้วยกันทั้งนั้น
เฉินผิงอันถอนสายตากลับมาจากทิศไกล เอ่ยว่า “จะไปเมือง หลวงตอนนี้เลย ยังต้องเข้าร่วมการประชุมเช ้า”
รออยู่ครู่หนึ่ง ไม่เห็นเว่ยป้ อร่ายวิชาอภินิหาร เฉินผิงอันก็เกิด ความสงสัย หันหน้าไปมองเย่โหยวเสินจวินที่ขนาดสตรีและเด็กของ ราชส านักต้าโซ่วก็ยังรู ้จักเขาแทบทุกคน ถามว่า “ระหว่างเจ้ากับข้ามี อะไรที่พูดคุยกันไม่ได้ ไหนลองว่ามาสิ ข้าอยากจะรู ้นักว่ามีเรื่องอะไร หรือคนแบบใดที่ทาให้เว่ยป้ อรู ้สึกลาบากใจได้…”
เว่ยป้ อเอ่ยด้วยสีหน้าไร ้อารมณ์ “ขยับไม่ได้”
เฉินผิงอันอึ้งตะลึง “อะไรนะ?”
เว่ยป้ ออธิบาย “ทุกวันนี้เจ้าคือผู้ฝึ กยุทธขอบเขตสิบเอ็ด จิต วิญญาณถูกหล่อหลอมถึงขีดสุด ขยับไม่ได้จริงๆ เหมือนวัวเหล็ก สยบน้าที่อยู่ในแม่น้า อาศัยแค่กาลังคนคนเดียวในการเคลื่อนย้ายจะ เปลืองแรงเกินไป ข้าไม่อาจใช ้โชคชะตาภูเขาสายน้าของมหา บรรพตอุดรแล้วนับประสาอะไรกับที่ต้องทาแบบนี้ทุกวันวันละสองรอบ ไม่ว่าใครก็รับไม่ไหวทั้งนั้น”
เฉินผิงอันตบไหล่เว่ยป้ อ “ชื่อเสียงของเย่โหยวเสินจวินตอนนี้พุ่ง ลิ่วขึ้นไปแล้ว ทว่าพลังตบะยังตามไม่ทันจริงๆ”
เว่ยป้ อแนะนา “สร ้างค่ายกลรังเมฆาแห่งหนึ่งไว้ระหว่างยอดเขา จี๋หลิงกับจวนราชครูดีไหม?”
เฉินผิงอันยิ้ม ก่อนจะใช ้มือเดียววาดยันต์สามภูเขาเลียนแบบ “คุณภาพต่า” ยิ่งกว่าแผ่นหนึ่งขึ้นมากลางอากาศ หากจะบอกว่าเซี่ย โก่วเลียนแบบยันต์สามภูเขามาจากอาจารย์ซานชานจิ่วโหว ใน วงการเครื่องลายคราม นี่ถือเป็ นเตาหลวงทาขึ้นเลียนแบบเครื่องลาย ครามของเตาหลวงด้วยกันเอง ถ้าอย่างนั้นวิธีการนี้ของเขาก็คือ ชาวบ้านที่เลียนแบบทางการ แค่เอามาใช ้ได้ก็พอแล้ว คิดอยากจะ ข้ามพื้นที่ครึ่งทวีปของแจกันสมบัติทวีปกลับเป็ นเรื่องเพ้อฝันแล้ว
ก่อนหน้านี้อยู่ในตาหนักอวี่เขียวของต้าโซ่ว เฉินชิงหลิวช่วยน า ความประโยคหนึ่งมาบอกต่อแก่เฉินผิงอันแทนอาจารย์ซานซานจิ่ว โหว บอกว่าวันหน้าใช ้ยันต์สามภูเขา ไม่จ าเป็ นต้องจุดธูปคารวะ
เฉินผิงอันเลือกสถานที่สามแห่ง ภูเขาหวงซานที่อยู่ใกล้เคียง ภูเขาไร ้ชื่อแห่งหนึ่ง และถ้าชิงเสวียนที่ตั้งอยู่ตรงสะพานโหยวโหรว เมืองหลวงต้าหลี
ไปถึงภูเขาหวงซาน เห็นหลิวชานั่งอยู่บนม้านั่ง บนศีรษะสวมงอบ ไม้ไผ่ สวมชุดผ้าป่ านรองเท้าสาน ในมือถือคันเบ็ดตกปลา ข้างเท้า วางกาเหล้า เหมือนชาวบ้านที่ดาเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายรื่นรมย์
เฉินผิงอันนั่งยองลงข้างๆ ไม่มีวิชาจักรวาลในชายแขนเสื้อของผู้ ฝึกตนแล้ว และการเข้าร่วมประชุมในท้องพระโรงก็ไม่เหมาะจะพกทั้ง กาเหล้าและกระบอกยาสูบติดตัว เปลี่ยนจากฟุ่มเฟือยมาเป็ นประหยัด คือเรื่องยากจริงเสียด้วย
หลิวชาถามอย่างใคร่รู ้ “ยังฝึกตนได้ต่อหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “แน่นอน”
หลิวชาถามอย่างสงสัย “กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตทุกเล่มล้วน พังทลายอยู่ในเส้นทางที่ฟ้ าดินเชื่อมโยงถึงกันหมดแล้วหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ล้วนยังอยู่ เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่อาจเอา ออกมาใช้งานได้”
หลิวชาขมวดคิ้วไม่พูดไม่จา คิดว่าข้าเป็ นใคร ในเมื่อมีสัญญา วิญญูชนที่ไม่จาเป็ นต้องเอ่ยคาสาบานกับศาลปุ่นครั้งนี้แล้ว มีหรือจะ ปล่อยให้จิตใจเหมือนผีร้ายครอบง า ท าให้เจ้าเฉินผิงอันกังวลว่าจะ ถูกแทงข้างหลัง
แต่ในเมื่อเฉินผิงอันไม่ยินดีจะปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ หลิว ชาจึงไม่ถามมากอีกเปลี่ยนเป็ นผู้ฝึกตนคนอื่น จิตใจที่ป้ องกันคนอื่น ไม่ควรขาด ซุกซ่อนท่าไม้ตายเอาไว้ก็เป็ นเรื่องปกติของคนทั่วไป แต่ เจ้าเฉินผิงอันคือใคร? อิ่นกวานคนสุดท้ายของก าแพงเมืองปราณ กระบี่ คือคนที่เดินทางอยู่ในต่างบ้านต่างเมืองมาจนชินแล้ว และข้า หลิวชาที่แม้จะเป็ นเผ่าปี ศาจแห่งเปลี่ยวร ้าง แต่ก็เคยพกกระบี่เดิน กร่างไปทั่วใต้หล้าเหมือนกัน ในเมื่อล้วนเป็ นจอมยุทธพเนจร เหมือนกัน ระหว่างเจ้าและข้าจาเป็ นต้องระแวดระวังกันขนาดนี้เลย หรือ?
เฉินผิงอันยิ้มอธิบายว่า “ตอนนี้พวกมันถูกขังอยู่ในน้าวนแห่ง กาลเวลาหลายลูกเหมือนเวทกักกระบี่ที่สูงส่งอย่างมากบทหนึ่ง คือวิธี รักษาตัวรอดที่ข้าคิดได้กะทันหัน ถ้าหาก…ถ้าหากแพ้ให้กับโจวมี่ กลายเป็ นคนที่มีความผิดมหันต์ของโลกมนุษย์ ต่อให้เวลาผ่านไป พันปี หมื่นปี ก็มีโอกาสอันเลือนรางเสี้ยวหนึ่งที่จะสามารถหาทาง ชดเชยได้ด้วยตัวเองอาศัยเรือนกายที่เป็ นผีมาเป็ นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ อย่างแท้จริงสักครั้ง นอกจากเฉินชิงหลิวแล้ว ต่อให้เจ้าหลิวชาจะเป็ น ผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ก็ยังมองเรื่องนี้ไม่ออก”
หลิวชาพยักหน้า ดูท่าตนจะเข้าใจเขาผิดไป
เฉินผิงอันเอ่ย “ในนามคือองค์รักษ์ประจ าตัว แต่เจ้าไม่ จาเป็ นต้องตามติดข้าดั่งเงา”
หลิวชายิ้มเอ่ย “ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ด ทุกวันนี้ใครจะฆ่าเจ้า ได้?”
เฉินผิงอันเอ่ย “การเข่นฆ่าบนยอดเขาของเปลี่ยวร ้างพวกเจ้ามี แค่ความโหดเหี้ยมอามหิต อันที่จริงไม่ได้มีเล่ห์อุบายมากพอ”
หลิวชาพยักหน้า “เทียบกับความอดทนและความฉลาดของเผ่า มนุษย์อย่างพวกเจ้าไม่ได้ เชี่ยวชาญการเล่นงานศัตรูโดยไม่เห็น ร่องรอย”
ศาลบุ๋นให้หลิวชาออกมาจากสวนกงเต๋อ บอกว่าให้เขารับหน้าที่ เป็ นองค์รักษ์ของเฉินผิงอัน อันที่จริงก็คือการทาให้พอเป็ นพิธีที่ต่าง คนต่างก็มีบันไดลงเท่านั้น
เฉินผิงอันเป็ นผู้นาในการกาจัดภัยแฝงที่ดารงอยู่มายาวนาน หมื่นปี แน่นอนว่าศาลบุ๋นแผ่นดินกลางต้องแสดงท่าทีสักหน่อย
มอบยศวิญญูชนให้ คือการด่าคน แต่หากมอบสถานะของรอง เจ้าลัทธิศาลบุ๋นหรือผู้อานวยการใหญ่ของสถานศึกษาที่สร ้างใหม่ให้ จริง ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเฉินผิงอันจะยอมรับไว้
เหมือนอย่างการคาดหวังของวิญญูชนผู้เที่ยงตรงกลุ่มของกู้ค่วง ฉินเจิ้งชิว การที่ให้เฉินผิงอันรับหน้าที่เป็ น “ขุนนางผู้ตรวจตราการ ศึก” ในสนามรบของเปลี่ยวร ้าง คล้ายคลึงกับการควบทั้งตาแหน่งอิ่ นกวานและสิงกวานของกาแพงเมืองปราณกระบี่ นี่จะเป็ นทางเลือกที่ พบตรงกันตรงกลางซึ่งไม่เลวอย่างหนึ่ง
เอาแต่จับหลิวชาขังไว้อยู่อย่างนี้ ค่อนข้างจะเหมือนซี่โครงไก่ แต่ หากจะบอกว่าให้หลิวชาผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ที่เคยเลื่อนเป็ นขอบเขต สิบสี่ผู้นี้ได้อิสระกลับคืนมา สามารถเดินเตร็ดเตร่อยู่ในใต้หล้าไพศาล ได้ ศาลบุ๋นก็ไม่ได้ใจกว้างขนาดนั้น หากหลิวชาเกิดประสาทเส้นใด ผิดปกติขึ้นมา หรือทาเรื่องอะไรเหมือนเชียวสวิ้น ใครจะแบกรับ ผลลัพธ ์ประเภทนี้ได้ไหว แต่หากจะบอกว่าให้หลิวชาท าความดีชดใช ้ ความผิดด้วยการออกแรงเพื่อไพศาลที่สนามรบของเปลี่ยวร ้างอะไร นั่น หลี่เซิ่งย่อมไม่ทาเรื่องประเภทนี้ แล้วก็ไม่มีหน้าจะทาด้วย