กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 9.2 ความดีงาม
บทพิเศษ ตอนที่ 9.2 ความดีงาม
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไปเตรียมตัวเถอะ สามารถลงจากภูเขาออก เดินทางไกลได้แล้ว”
เฉินหลิงจวินลุกขึ้นยืน วิ่งตะบึงไปที่เรือน สะพายห่อข้าวของ เรียบง่ายไว้บนร่าง จากนั้นหยิบไม้เท้าเดินป่าที่วางพิงเอียงๆ ไว้ที่โต๊ะ หนังสือขึ้นมา ถือว่าเก็บสัมภาระทั้งหมดเรียบร ้อยแล้ว
พวกแขกที่มาเยือนภูเขาลั่วพั่วซึ่งรวมถึงเนี่ยชุ่ยเอ๋อแห่งภูเขาชิง กงเป็ นหนึ่งในนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็ นผู้ฝึ กบาเพ็ญตนที่ประสบ ความส าเร็จกันแล้ว พวกเขาต่างก็สัมผัสได้ถึงความครึกครื้นของที่ ตีนเขา หากไปเป็ นแขกที่สานักแห่งอื่น อย่างมากก็คงแค่ยืนพิงราวรั้ว มองไกลๆ ไปเท่านั้น แต่อยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วกลับไม่จ าเป็ นต้องจงใจท า เช่นนี้ พวกเขาใช ้เสียงในใจพูดคุยกับพวกเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง สองสามประโยคแล้วก็พากันเดินออกมาจากห้อง มาดูที่เส้นทางภูเขา ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คงไม่ใช่ว่ามีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยือนหรอกนะ? ระหว่างที่เดินกันมา พวกเขาต่างก็สงสัยใคร่รู ้อย่างยิ่ง เดาไปเดามา ต่างก็รู ้สึกว่ามิอาจจินตนาการได้เลย อีกฝ่ ายเป็ นใครกันนะถึงคู่ควร ให้ภูเขาลั่วพั่วให้ความสาคัญเช่นนี้
ผลคือเนี่ยชุ่ยเอ๋อเอ่ยถามถึงได้รู ้ว่าผู้พิทักษ์ขวาโจวหมี่ลี่กับ บรรพจารย์จิ่งชิงผู้มีคุณธรรมชื่อเสียงสูงส่ง บวกกับผู้ฝึกยุทธแซ่จง พวกเขาจะออกเดินทางไกลไปด้วยกันแล้ว
ที่หน้าประตูภูเขา เฉินหลิงจวิน ฉายาจิ่งชิง เจียวน้าขอบเขต ก่อก าเนิด
โจวหมี่ลี่ ขอบเขตถ้าสถิต แม่นางน้อยชุดดาก็สะพายห่อผ้า เอียงๆ ในมือถือไม้เท้าเดินป่าเช่นกัน นางทิ้งคานหาบสีทองไว้ในเรือน ออกท่องยุทธภพอย่าท าตัวโอ้อวดจะดีกว่า
จงเชี่ยน ผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทอง ตอนที่ออกจากเรือนของพ่อ ครัวเฒ่ามาเขาก็ไม่ได้ทาท่าทางเอ้อระเหยลอยชาย คาบไม้จิ้มฟันไว้ ในปากอย่างที่หาได้ยาก เจิ้งต้าเพิ่งกับเวินจื่อซี่จึงรู ้ว่าหัวหน้าจงบ้าน ตนจริงจังแล้ว
หนิงเหยายังออกจากทะเลสาบหวนเจี้ยนมาที่นี่ด้วย ยืนอยู่กับ เผยเฉียนที่มวยผมทรงกลม
เสี่ยวโม่เดินออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยบน ภูเขาฮุยเหมิง เซี่ยโก่วก็ออกจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยา มาที่นี่ด้วยเช่นกัน
จูเหลี่ยนยิ้มตาหยี หลังค่อมงอ เอาสองมือไพล่หลัง สวมรองเท้า ผ้า พ่อครัวเฒ่าก าลังช่วยหน่วนซู่สั่งสอนเฉินหลิงจวิน หมี่ลี่น้อยก็ เลยต้องเป็ นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ย
เฉินหลิงจวินถูกด่าพลางท าท่าล าพองใจไปด้วย ว้าว ดูจาก ขบวนนี่สิ ดูจากกลุ่มคนนี่สิ
ดูเหมือนจะลืมไปแล้วว่าคราวก่อนที่เขาออกเดินทางท่องเที่ยวไป ในอุตรกุรุทวีปเพียงล าพัง ตอนอยู่บนเรือข้ามฟาก มีแค่เว่ยซานจวิ นคนเดียวเท่านั้นที่ไปส่ง แล้วอีกฝ่ายยังข่มขู่เขาด้วย
เฉินผิงอันส่งวัตถุฟางขุ่นชิ้นหนึ่งที่มีลักษณะเป็ นปิ่นดอกไม้ให้ หมี่ลี่น้อย หมี่ลื่น้อยเห็นว่าปิ่นนี้ทั้งงดงามทั้งประณีติอย่างถึงที่สุด แต่ กลับไม่ได้ยื่นมือมารับไว้
เฉินผิงอันอธิบายว่า “เพิ่งจะได้มา ไม่ได้จ่ายเงินแม้แต่เหรียญ ทองแดงเดียว”
หัวคิ้วสีเหลืองอ่อนจางของหมี่ลี่น้อยขมวดเข้าหากัน “เก็บมาได้ จากข้างทางหรือ?”
เฉินผิงอันหัวเราะฮ่าๆ “เรื่องแบบนี้ไม่ได้ทามานานแล้ว เป็ นคน อื่นที่มอบให้”
หมี่ลี่น้อยใช ้สองมือรับปิ่นดอกไม้มา ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “นัดหมาย กับคงโหวขุนนางผู้เรียบเรียงตาราเอาไว้เรียบร ้อยแล้วว่า ตอนที่ข้าไม่ อยู่บนภูเขา ให้นางช่วยลาดตระเวนภูเขาแทนข้าช่วงระยะเวลาหนึ่ง”
เด็กชายผมขาวที่อยู่ด้านข้างพยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกเมล็ด ข้าวเปลือก ยกสองมือเท้าเอว “เรื่องนี้ให้ข้าจัดการเอง เรื่องเล็กน้อย เรื่องเล็กน้อย!”
หมี่ลี่น้อยถลึงตาอย่างขุ่นเคือง อะไรนะ? เรื่องเล็กน้อย?! ความ ในใจที่เมื่อวานนี้พูดคุยกับเจ้าไปครึ่งชั่วยามล่ะ
เด็กชายผมขาวกาลังจะอธิบาย เซี่ยโก่วกลับเอ่ยอย่างมีความสุข บนความทุกข์ของผู้อื่นว่า “โอ้โห เพิ่งจะทาหน้าด้านซื้ออ้อนวอนขอ สถานะรองหัวหน้ากลับมาได้ นี่จะต้องถูกเตะออกไปอีกแล้วหรือนี่ จุ๊ๆ น่าอนาถนัก”
คนของหอบูชากระบี่ต่างก็ขี่กระบี่มาที่นี่พร ้อมกับกวอจู๋จิ่ว แม้กระทั่งชุนชุนหวังก็ยังอยู่ด้วย ป๋ ายเสวียนถือกาจื่อซา พูดเหมือน คนแก่ว่า “จิ่งชิง หมี่ลี่น้อย ระหว่างที่ออกเดินทางหาประสบการณ์ ขอ แค่เจอพวกคนตาไร ้แววก็ให้บอกชื่อข้าออกไป…ช่างเถอะ ทุกวันนี้ข้า ไม่มีชื่อเสียงที่โด่งดังอะไรแล้ว พวกเจ้าก็จดชื่อ ฉายาด้านการฝึกตน สานักและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของพวกเขาไว้ก็แล้วกัน รอให้ข้า ฝึกเวทกระบี่สาเร็จย่อมต้องช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมาให้พวกเจ้า เอง”
“ใช่แล้ว ที่สานักกุยหยกข้าพอจะมีสหายที่สนิทกันอยู่บ้าง เขา ชื่อชิวจื่อ พวกเจ้าสามารถไปหาเขาที่ยอดเขาจิ๋วอี้ ดูเหมือนว่ายอด เขาจิ๋วอี้ทั้งแห่งล้วนเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเขา เจอหน้ากัน แล้วก็ช่วยน าความของข้าไปบอกกับเขาสักค า บอกไปว่าไม่ได้เจอ กันนานคิดถึงยิ่งนัก ให้เขาอย่าได้เกียจคร ้านในการฝึกกระบี่ เป็ น สหายกันแล้วก็เป็ นกันไปชั่วชีวิต แต่เวทกระบี่กลับต้องแบ่งสูงต่า ข้า
นัดหมายกับเขาไว้แล้วว่าวันหน้าเขากับข้าจะเดินทางท่องเที่ยวไปใน อุตรกุรุทวีปด้วยกัน”
เฉินหลิงจวินตกปากรับค า เจ้าเด็กป๋ ายเสวียนผู้นี้มองดูแล้วน่า ชื่นชอบนัก เหมือนตอนที่ตนยังเป็ นหนุ่มเหลือเกิน
เฉินผิงอันโยนป้ ายสงบสุขปลอดภัยระดับสามของกรมอาญาต้า หลีแผ่นหนึ่งให้เฉินหลิงจวิน “ให้ยืมใช ้ชั่วคราว กลับจากเดินทางต้อง เอามาคืนด้วย ทางฝั่งของกรมอาญายังต้องลบบันทึกข้อมูล”
เฉินหลิงจวินรับป้ ายสงบสุขปลอดภัยมา ก าลังจะพูดว่าไร ้ ความชอบมิอาจรับเงินเดือน แต่พอก้มหน้าเห็นตัวอักษรแล้วก็เงย หน้าขึ้นอย่างสงสัย “นายท่าน ทาไมถึงไม่ใช่ป้ ายสงบสุขปลอดภัย ระดับหนึ่งล่ะ?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
เฉินหลิงจวินหัวเราะหึหึ “ข้ากลัวว่าป้ ายสงบสุขปลอดภัยระดับ สามจะท าให้พวกเทพเซียนผู้เฒ่าที่มรรคกถาสูงส่ง แต่นิสัยเลวทราม ตกใจกลัวไม่ได้น่ะสิ”
เฉินหน่วนซู่ถลึงตาใส่ “อยู่ในแจกันสมบัติทวีปกับใบถงทวีป ป้ าย สงบสุขปลอดภัยระดับสามก็พอให้ใช้แล้ว แสดงป้ ายสงบสุขปลอดภัย ระดับหนึ่งออกไปกลับง่ายที่จะชักนาให้เกิดการคาดเดาที่ไม่จาเป็ น เจ้าอย่าได้อาศัยว่ามีป้ ายสงบสุขปลอดภัยแล้วจะประมาท โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพอดื่มเหล้าเข้าไปแล้วก็อย่าชอบหยิบออกมาโอ้อวดผู้อื่น”
เฉินหลิงจวินกลอกตามองบน นังหนูโง่ไม่รู ้จักว่าอะไรที่เรียกว่า คนเก่าแก่ในยุทธภพสินะ
เฉินหน่วนซู่ทนเห็นเขาทาท่าไม่ยี่หระแบบนี้ไม่ได้มากที่สุด เฉิน หลิงจวินเห็นท่าไม่ดีจึงได้แต่พึมพ าในใจว่าเป็ นแม่บ้านตัวน้อยหรือ อย่างไร แต่ปากกลับเอ่ยว่า “รู ้แล้ว รู ้แล้ว”
เฉินผิงอันยื่นป้ ายหยกของจวนราชครูที่ทางราชสานักจัดทาด้วย กรรมวิธีลับแผ่นหนึ่งให้กับหมี่ลี่น้อย เอ่ยด้วยน้าเสียงอ่อนโยนว่า “มอบให้เจ้า วันหน้าไปเที่ยวเล่นที่เมืองหลวงต้าหลี ในมือถือป้ ายหยก แผ่นนี้ ไม่ว่าที่ไหนก็แวะไปได้ทั้งนั้น”
หมี่ลี่น้อยรับป้ ายหยกมา เฉินหลิงจวินไม่สนใจว่านายท่านเจ้า ขุนเขาจะล าเอียงหรือไม่ เขาท าตัวเหมือนลูกชายคนโง่ของเศรษฐี เจ้าของที่ดิน แต่ไม่น่าจะแค่เหมือนกระมัง ต้องบอกว่าใช่เลยต่างหาก
เนี่ยชุ่ยเอ๋อถามเสียงเบา “บรรพจารย์จิ่งชิง ไม่ทราบว่าออกเดิน ทางไกลครั้งนี้จะไปเป็ นแขกที่ภูเขาชิงกงเมื่อไหร่ ข้าสามารถบอก เรื่องนี้ให้อาจารย์ทราบล่วงหน้าได้หรือไม่ จะได้มีการเตรียมการไว้ ก่อน?”
หางตาเหลือบเห็นสีหน้าประหลาดของหน่วนซู่ เฉินหลิงจวินที่ ถูกเรียกขานด้วยความเคารพว่า “บรรพจารย์จิ่งชิง” กลับมีสีหน้า กระอักกระอ่วนยิ่งกว่า เอ่ยอย่างคลุมเครือไปว่า “หากเดินทางผ่าน หลิวเสียทวีปแล้วจะแวะไป”
เฉินผิงอันหันหน้าไปมองจงเชี่ยนที่สะพายห่อสัมภาระขนาดใหญ่ ไว้บนหลัง ยิ้มเอ่ยว่า “พี่จงเชี่ยน ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนให้ท่านช่วย เปลืองแรงใจหน่อยแล้ว”
จงเชี่ยนพยักหน้า “ไม่กินของของผู้อื่นเปล่าๆ อยู่แล้ว” หลังจากประมือกับเจ้าคนแซ่เจียงผู้นั้นไปแล้ว ขอบเขตร่างทอง ของจงเชี่ยนก็ค่อนข้างจะมั่นคงแล้ว
พอได้ยินประโยคนี้ จูเหลี่ยนก็โมโห ร ้องดังเฮอะ
จงเชี่ยนกุมหมัดเอ่ย “พ่อครัวเฒ่า วันหน้าอาหารมื้อดึกของพวก พี่น้องต้าเพิ่งก็คงต้องรบกวนให้ท่านช่วยดูแลให้มากหน่อยแล้ว ถึง อย่างไรพวกเขาก็หน้าบาง ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องหน้าหนากว่าหน่อย ถึงจะได้ชิมฝีมือของพ่อครัวเฒ่าทุกวัน”
จูเหลี่ยนยิ้มเอ่ย “ค่อยพูดเหมือนภาษาคนหน่อย”
จงเชี่ยนหยิบไม้จิ้มฟันอันหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ คาบไว้ ในปาก ยิ้มกว้างให้พวกเจิ้งต้าเฟิง “พี่น้องทั้งหลาย ไว้พบกันวันหน้า”
นักพรตหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่มีปิ่นไม้บนมวยผมรีบวิ่งออกมาจาก เรือน พอเห็นพวกหมี่ลี่น้อย ใบหน้าของเซียนเว่ยก็เต็มไปด้วยความ อาลัยอาวรณ์
เสี่ยวโม่และเซี่ยโก่วต่างก็อารมณ์ซับซ ้อน แต่กลับเห็นว่าเจ้า ขุนเขาและฮูหยินเจ้าขุนเขามีสีหน้าเป็ นปกติดังเดิม และบนร่างของ นักพรตเซียนเว่ยก็ยิ่งมีแต่กลิ่นอายของคนธรรมดาทั่วไป
เสี่ยวโม่ได้เห็นกับตาได้ยินกับหูถึงการสนทนาร่วมโต๊ะระหว่าง นักพรตท่านนี้กับเจิ้งจวีจงมาก่อน คาพูดของเจิ้งจวีจงมีความหมาย ลึกล้า บอกว่าใช ้ปิ่นปักผมคนสุรา ไม่นานปิ่นก็สึกหมด ราวกับคน กาลังฝนหมึก แม้ร่างกายและชื่อเสียงจะสูญสลายไปสิ้น แต่สายน้า ยังคงไหลยืนยงชั่วกาลนาน นักพรตตอบกลับอย่างไม่ยี่หระว่าธรรมะ สูงหนึ่งชื่อ อธรรมสูงหนึ่งจั้งชะตาชีวิตเต็มไปด้วยเคราะห์กรรมและ อุปสรรค ได้แต่ทอดถอนใจร ้องว่าจะท าอย่างไรได้เจิ้งจวีจงยิ้มเอ่ยว่า วาจางดงาม ความประพฤติดี น่ายินดีและควรค่าแก่การแสดงความ ยินดีด้วย นักพรตจึงพูดเหมือนกล่าวโทษตัวเองว่า ชีวิตที่ฟ้ าลิขิตมา เหมือนเรือแล่นบนแผ่นดินแห้งแล้ง แล้วข้าจะท าอย่างไรได้ จะให้ข้า ฝืนลิขิตฟ้ าหรือ?
เฉินหลิงจวินสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมจะบอกลาทุกคนแล้ว ออกเดินทาง
ทว่าเวลานี้เอง ลู่เสินที่อยู่ภูเขาลูกข้างๆ ได้มาเยือนที่นี่ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “สหายจิ่งชิงขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม”
เฉินหลิงจวินรู ้สึกมึนงงอยู่บ้าง แต่ก็ขยับเท้าเดินไปด้านข้าง พร ้อมกับลู่เสิน ลู่เสินยื่นหอยสังข์ทะเลตัวเล็กตัวหนึ่งให้เขา บอกว่า อาศัยของชิ้นนี้สามารถทิ้งจดหมายลับฉบับหนึ่งไว้ให้อาจารย์เจิ้งได้
เฉินหลิงจวินเอ่ยขอบคุณเขา หันหลังให้ทุกคน มือถือหอยสังข์ แล้วเริ่มพูดพึมพากับตัวเอง “หลานเจิ้ง ข้าคือท่านอาจิ่งชิงนะ ก่อน หน้านี้รีบร ้อนส่งจดหมายลับฉบับหนึ่งไปให้เจ้าแต่ว่าเนื้อหาที่เขียนใน จดหมาย หนึ่งเพราะความสัมพันธ ์ดูห่างเหินกันไปหน่อย นอกจากนี้ ข้าเองก็ไม่ใช่บัณฑิตอย่างแท้จริง ไม่แน่ว่าค าพูดตรงจุดใดอาจจะไม่ พิถีพิถันมากพอ จะดีจะชั่วเจ้าก็เป็ นบัณฑิต นิสัยของบัณฑิตอย่าง พวกเจ้า ข้าคุ้นเคยอย่างถึงที่สุด ชอบจับผิดเรื่องคาพูด ง่ายที่จะเกิด ความเข้าใจผิดกัน ดังนั้นอาศัยสมบัติชิ้นนี้พูดคุยกับเจ้า แน่นอนว่า ไม่จ าเป็ นต้องท าตัวห่างเหินกับเจ้า ข้ากับอาจารย์เจ้า เป็ นสหายก็ ส่วนสหาย แต่เขาท าอะไรไม่ค่อยพิถีพิถันนัก ถ้าถามข้านะ เขาเป็ น คนไม่มีคุณธรรมมากพอ หากเห็นข้าเป็ นพี่น้องจริงๆ ไฉนถึงไม่เคย พูดถึงภูมิลาเนา ไม่พูดถึงชาติตระกูล ข้าคือคนที่หากเจ้าไม่มีเงินก็จะ ดูถูกเจ้าอย่างนั้นหรือ? หลานเจิ้งอ่า เจ้าเองก็โชคไม่ดีเลยถึงได้รู ้จัก อาจารย์ที่เอ้อระเหยลอยชายเช่นนี้ แต่จะว่าไปแล้ว แต่ละคนต่างก็มี ชะตาชีวิตของตัวเอง ต่อให้อาจารย์ของเจ้าจะแย่แค่ไหน แต่ก็ยังเป็ น คนจิตใจดี บางทีอาจจะสอนมรรคกถาที่ลึกล้าอะไรต่อเจ้าไม่ได้ แต่ แค่ต้องเรียนรู ้การวางตัวอยู่ในสังคมจากเขาก็ถือว่าได้ก าไรมาเปล่าๆ แล้ว ใช่แล้ว วันนี้ข้าจะออกจากบ้านเดินทางไกลแล้ว แต่จะไปเยือน ราชวงศ์เฉิงกวานเมื่อไหร่กลับบอกวันเวลาที่แน่ชัดไม่ได้เจ้าก็ไม่ต้อง รอให้พวกเราไปเป็ นแขกที่บ้านหรอก บัณฑิตมีเรื่องที่บัณฑิตต้องทา เดินทางผ่าน หากมีวาสนาพวกเราก็คงได้เจอกัน ไม่ได้เจอกันก็ไว้ พบกันใหม่คราวหน้า เรื่องใหญ่แค่ไหนกันเชียว อย่าได้ตบหน้าตัวเอง
สวมรอยเป็ นคนอ้วน จัดงานเลี้ยงต้อนรับที่ไร ้สาระอะไรพวกนั้น หรือ จะเตรียมโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนดีๆ ไว้ให้ท่านอาไปพัก เรื่องอะไรพวก นี้ไม่มีความจ าเป็ นเลย เอาล่ะ พูดคุยกันพอสมควรแล้ว อาก็ขอให้ การฝึกตนของเจ้าราบรื่น เล่าเรียนได้ดีมีอนาคต ฮ่าๆ…” เมื่อก่อนลู่เสินแค่กริ่งเกรงอาจารย์เจิ้งแห่งนครจักรพรรดิขาว อย่างมาก เพราะถึงอย่างไรก็ไม่เคยคบค้าสมาคมกันมาก่อน คราว ก่อนก็เป็ นที่ตีนเขาแห่งนี้ แต่กลับถูกเจิ้งจวีจงวางแผนเล่นงานเสียจน หนักหน่วง
คาพูดพวกนั้นของเด็กชายชุดเขียวทาเอาลู่เสินที่ฟังอยู่ด้านข้าง หนังตากระตุก หลานเจิ้งกับอาจิ่งชิง? การเปิดบทสนทนาเช่นนี้ ใช่สิ่ง ที่คนปกติคิดได้หรือ?
ค าพูดในช่วงท้าย แต่ละประโยคล้วนเป็ นคาด่าทั้งนั้น….เหมือน ข้อสอบเคอจวี่ฉบับหนึ่งที่คาตอบทุกข้อล้วนผิดหมด แต่ดูเหมือนว่านี่ จะทาได้ยากยิ่งกว่าตอบถูกหมดอีกกระมัง?
เฉินชิงหลิวท าอะไรไร ้ความพิถีพิถัน เป็ นคนไร ้คุณธรรม จะดีจะ ชั่วเจิ้งจวีจงก็คือบัณฑิตที่ชอบจับผิดคาพูด…
น่าประหลาดนัก เฉินผิงอันท าอะไรรอบคอบมีประสบการณ์อย่าง มาก ความคิดก็ละเอียดอ่อน เขาไม่คิดจะควบคุมเด็กชายชุดเขียวที่ เหมือนเอาผ้าไปปูนอนอยู่หน้าด่านประตูผีตลอดทั้งปีผู้นี้บ้างหรือ?
เจ้าไม่ใช่แค่ “แต่จะว่าไปแล้ว” แต่ต้องบอกว่าไปอ้อมประตูผีแล้ว ได้กลับมายังโลกมนุษย์ถึงจะถูก
ลู่เสินเคยเจอคนมหัศจรรย์มาไม่น้อย แต่คนอย่างเฉินหลิงจวินนี่ คือกรณีที่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีหนึ่งในอะไรด้วยซ้า
เฉินหลิงจวินหรือจะรู ้ความคิดที่วุ่นวายของลู่เสินที่อยู่ข้างกาย มอบหอยสังข์อันนั้นกลับคืนไปให้ ลู่เสินส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “อาจารย์เจิ้ง เคยบอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าของชิ้นนี้มอบให้เจ้า”
แต่เฉินหลิงจวินกลับยัดสมบัติชิ้นนั้นคืนไปให้ลู่เสิน “สหายเก็บ ไว้เถอะ พวกเจ้าเจอหน้ากันแล้วก็เอาคืนให้เขา”
ลู่เสินไม่รู ้ว่าควรจะคบค้าคนอย่างเฉินหลิงจวินอย่างไรจริงๆ ได้ แต่รับของชิ้นนี้ไว้ชั่วคราว ช่วยเก็บรักษาแทนให้ก่อน
เฉินผิงอันยิ้มถาม “นักพรตเซียนเว่ย อยากขึ้นเขาไปดูหน่อย ไหม?”
นักพรตหนุ่ มถามอย่างสงสัย “เจ้าขุนเขาคิดจะเก็บภูเขา เชียงฮว่อกลับคืนหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “แน่นอนว่าไม่”
เซียนเว่ยโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ยิ้มด้วยสีหน้าเบิก บาน ก้มหัวคารวะเอ่ยว่า “เจ้าขุนเขาเชื่อถือได้”
เฉินผิงอันรู ้สึกลังเล แต่สุดท้ายก็ไม่ขยับเท้าหลบ รับการคารวะ จากนักพรตเอาไว้ ก่อนจะประสานมือโค้งตัวคารวะกลับคืน พึมพ าใน ใจว่า “ขอเชิญท่านนักพรตขึ้นเขาไปฝึกตน ช่วยต่อควันธูปให้กับ โลกมนุษย์อีกครั้ง”
นักพรตเซียนเว่ยคล้ายไม่รับรู ้แม้แต่น้อย หลังจากยืดตัวขึ้นตรงก็ เห็นว่าพวกเฉินหลิงจวินเตรียมตัวกันพร ้อมแล้ว เตรียมจะออกเดิน ทางไกลอย่างเป็ นทางการแล้ว
เฉินหลิงจวินกอดไม้เท้าเดินป่ าไว้ในอ้อมอก สีหน้าเครียดขรึม กุมมือคารวะอ าลา
หมี่ลี่น้อยถือไม้เท้าเดินป่าไว้ในมือ ยิ้มกว้างสดใส “เจ้าขุนเขาคน ดี พวกเราไปเที่ยวเล่นแล้วนะ จะไม่กลับบ้านสายนักหรอก”
จงเชี่ยนเงยหน้ามองภูเขาลั่วพั่วครู่หนึ่ง ถอนสายตากลับมาแล้ว ก็ผงกศีรษะให้กับทุกคน จากลาไปก่อน ไว้พบกันใหม่คราวหน้า
หนิงเหยายิ้มบางๆ “เดินทางปลอดภัย”
เฉินผิงอันยิ้มโบกมือให้พวกเขา แล้วก็เอ่ยประโยคอันดีงามที่ดู เหมือนว่าจะเป็ นถ้อยคาที่ทนต่อการกระทบกระเทือนได้มากที่สุดใน โลกประโยคนี้เช่นกัน “เดินทางปลอดภัย” (อี๋ลู่ผิงอัน)