กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 10.2 บ้านเกิดแห่งใจ
บทพิเศษ ตอนที่ 10.2 บ้านเกิดแห่งใจ
ปีนั้นโจวมี่ยังสามารถใช ้คุณธรรมยิ่งใหญ่ที่ว่าในเมื่อเป็ นผู้ฝึกตน ของเปลี่ยวร ้าง ก็ควรจะปล่อยกระบี่เพื่อเปลี่ยวร ้างสักครั้ง เอามาบีบ ให้หลิวชาเป็ นผู้ปิดฉากศึกที่ฝูเหยาทวีปได้ ทว่าทางฝั่งของใต้หล้า ไพศาลจะใช ้เหตุผลอะไรมาโน้มน้าวหลิวชา บอกว่าเขาหน้าตา เหมือนคนหรือ?
หลิวชาเอ่ย “เฉินผิงอัน บอกไว้ก่อนนะว่า ข้าแค่เป็ นผู้ติดตาม ของเจ้าในไพศาลเท่านั้นไม่ใช่ที่เปลี่ยวร ้าง”
เฉินผิงอันเหมือนจะร ้อนใจ บ่นเสียงดังว่า “พูดจาไร ้สาระ มากมายขนาดนี้ ไม่เพียงแต่ดูหมิ่นข้า ยังเป็ นการดูหมิ่นตัวเจ้าเอง ด้วย!”
หลิวชาพยักหน้า คาพูดนี้ ฟังได้
เฉินผิงอันไปยังภูเขาลูกถัดไป
หลิวชาเอาความคิดจิตใจกลับไปไว้ที่การตกปลาอีกครั้ง ชาย ฉกรรจ์เคราดกพลันกระจ่างแจ้ง เจ้าชาติสุนัข จงใจพูดเสียงดังท าให้ ปลาดาตัวหนึ่งที่กาลังจะงับเบ็ดตกใจหนีไป
ภูเขาลูกนี้ที่เฉินผิงอันเลือกเป็ นที่พักเท้าคือสถานที่ดีที่เก็บซ่อน ลมรวบรวมน้า มีพรรคเล็กไร ้ชื่อเสียงอยู่แห่งหนึ่ง บรรพจารย์ผู้บุกเบิก
ภูเขาก็เป็ นแค่ขอบเขตถ้าสถิต ทาเนียบวงศ์ตระกูลมีแค่เจ็ดแปดเล่ม “คนสามรุ่นอยู่ร่วมศาลเดียวกัน” ถึงขั้นที่ว่าไม่มีการบุกเบิกศาล บรรพจารย์ด้วยซ้า บรรพจารย์ที่ในช่วงเวลาที่การศึกสงครามวุ่นวาย ได้หนีภัยมาอยู่ที่นี่ร่ายเวทอาพรางตาที่ค่อนข้างหยาบไว้ชั้นหนึ่ง พวกเขาแค่ตั้งใจฝึ กตนเท่านั้น ไม่ไปมาหาสู่กับมนุษย์ธรรมดา มี บางครั้งที่ออกไปข้างนอกก็จะเอาของในภูเขาออกไปขาย แล้วซื้อ พวกเสื้อผ้าข้าวสาร น้ามันเกลือมาจากตลาด
ลูกศิษย์รุ่นที่สองหลายคนกาลังปรึกษาเรื่องหนึ่งกับอาจารย์ บอก ว่าพวกเขาอยากจะไปเปิดศูนย์คุ้มกันที่เมืองหลวงต้าหลี ทุกบ้านล้วน มีคัมภีร ์ที่อ่านยาก มาเปิ ดภูเขาก่อตั้งพรรคกับอาจารย์อยู่ที่นี่ สามารถฝึกตนอย่างสงบได้ก็จริง แต่ชีวิตกลับค่อนข้างจะแร ้นแค้น ลาบากไปหน่อย หลักๆ ก็คือขาดเงิน ซึ่งนี่ก็เป็ นการถ่วงรั้งการฝึกตน พูดถึงแค่อาหารที่เป็ นยาของบนภูเขาก็ต้องใช ้เงินทองมากมาย อาจารย์ไม่ถือสาที่พวกเขาจะลงจากภูเขาไปหาประสบการณ์ ก็แค่ เป็ นห่วงว่าพวกเขาจะไม่รู ้ประสาแล้วต้องเสียเปรียบคนอื่น คิด อยากจะหยัดยืนอยู่ในเมืองหลวงต้าหลีที่เป็ นสถานที่มังกรซ่อนพยัคฆ์ หมอบได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกอย่างก็คือส่วนลึกในใจ ของผู้เฒ่ากลัวว่าพวกเขาไปอยู่ในโลกโลกีย์ที่มีแสงสีลวงตาจะยิ่ง หลงใหลในแสงสี ลงจากภูเขาไปแล้วก็ยิ่งรู ้สึกว่าการฝึกตนในภูเขา ล าบาก ไปแล้วก็จะไม่กลับมาอีก เพียงแต่ว่าพอมาร่วมกันคิดหา หนทาง ผู้เฒ่าก็ยังพร่าสอนวิชาความรู ้เกี่ยวกับความสัมพันธ ์ผู้คน
การวางตัวในสังคมให้พวกเขาฟัง รวมไปถึงเคล็ดลับที่ว่าควรจะคบ ค้าสมาคมกับที่ว่าการของทางการอย่างไร เตรียมจะเซียนจดหมาย หลายฉบับส่งไปให้สหายบนภูเขาที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานแล้ว ไหว้ วานให้พวกเขาช่วยดูแลศูนย์คุ้มกันให้หน่อย ผู้เฒ่าพลันคลี่ยิ้ม เอ่ยอย่างตกตะลึงระคนดีใจ “น้องเฉาโม่ เข้า ภูเขามาหาสายแร่พร ้อมกับหาสมุนไพรอีกแล้วหรือ?”
เห็นเงาร่างชุดเขียวที่คุ้นเคย ลูกศิษย์รุ่นที่สองหลายคนของผู้ เฒ่าก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป หญิงสาวอายุน้อยรูปโฉมไม่ธรรมดาคน หนึ่งดวงตาทอประกายระริก แต่นางกลับจงใจหันไปมองภูเขาเขียวที่ อยู่ด้านข้าง
พวกบุรุษและเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ล้วนทาท่าเหมือนเจอกับศัตรูตัว ฉกาจ พวกเขามีศิษย์น้องหญิงศิษย์พี่หญิงอยู่แค่คนเดียว และผู้ฝึก ยุทธในยุทธภพที่ชื่อว่าเฉาโม่ผู้นี้ ช่วงนี้แวะมาที่พรรคของพวกเขา สองสามรอบแล้ว จะมีใจคิดคดอย่างไร พวกเขาจะยังไม่รู้ได้หรือ? ไม่ เป็ นไร อีกฝ่ ายก็คือคนที่ฝึกวิชาการต่อสู้พอจะเป็ นวิชาหมัดเท้าอยู่ บ้างเล็กน้อย ผ่านไปอีกสิบปีก็แก่แล้ว กลัวก็แต่ว่าเขาจะป้ อนค าหวาน หลอกนาง ค าโบราณต่างก็พูดกันไม่ใช่หรือว่าสตรีที่ดีกลัวบุรุษตาม ตอแยที่สุด
เฉินผิงอันกุมหมัดยิ้มเอ่ย “พี่ใหญ่หง เดินทางผ่านสถานที่อันมี เกียรติแห่งนี้ มารบกวนการฝึกตนอย่างสงบของพวกท่านอีกแล้ว”
บรรพจารย์บุกเบิกภูเขาขอบเขตถ้าสถิตท่านนี้ ผู้เฒ่ามีนามว่า หงเจิ้งอวิ๋น ไม่มีฉายาการฝึกตน คุณสมบัติในการฝึกตนก็ธรรมดา แม้ว่าจะเป็ นผู้ฝึกตนอิสระ แต่กลับมีใจเมตตาปราณี พวกลูกศิษย์ต่าง ก็เป็ นเด็กกาพร ้าจากสนามรบใหญ่ในอดีตที่ถูกผู้เฒ่าพาตัวมาอยู่ ข้างกาย นอกจากลูกศิษย์สองคนที่พอจะหลอมลมปราณ ฝึ ก วิชาการหายใจขั้นพื้นฐานได้แล้ว ลูกศิษย์คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็เรียน วิชาหมัด เรียนนเวทกระบี่ พอจะทาให้เรือนกายแข็งแกร่ง ต่ออายุขัย ได้ คิดจะฝึกตนส าเร็จเป็ นเซียนคือความเพ้อฝัน พวกเขาเหมือนจอม ยุทธในยุทธภพที่เดินบนหลังคาไต่ไปบนผนังมากกว่า ไหนเลยจะเป็ น คาถาเซียนที่ใช ้กาจัดปีศาจปราบมารอะไร
ดังนั้นการที่บอกว่าเป็ นพรรคตระกูลเซียนที่ได้บุกเบิกพื้นที่ ประกอบพิธีกรรม บอกว่าเป็ นผู้ฝึ กตนทาเนียบอะไรนั่น ผู้เฒ่าและ พวกลูกศิษย์ต่างก็รู ้กันดีอยู่แก่ใจว่า หากอยากจะสืบทอดควันธูปสาย ของพวกเขาต่อไปก็มีแค่คนสองคนเท่านั้นที่ทาได้
และนี่ก็เป็ นสาเหตุสาคัญที่เหล่าลูกศิษย์รุ่นที่สองอยากจะไปเปิด ศูนย์คุ้มกัน หาเงินมาก็จะมอบให้นางและเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เป็ นลูก ศิษย์ของรุ่นที่สาม เงินเทพเซียนที่สะสมมาได้ก็จะเอาไปหาซื้อเสบียง ในการฝึ กตนอย่างที่กล่าวไว้ในตาราซึ่งราคาสูงจนต้องเดาะลิ้นที่ ท่าเรือตระกูลเซียน ส่งกลับมาที่พรรค หาไม่แล้วอาศัยแค่ผลผลิตใน ภูเขา พวกเขาสองคนก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่อาจฝึกเซียนได้
ได้ยินแขกที่มาเยือนยิ้มเอ่ยว่า “ข้าคือผู้ฝึ กยุทธที่เลื่อนสู่ขั้น หลอมลมปราณแล้ว เสียงยุงกระพือปี กบินในรัศมีร ้อยจั้งยังได้ยิน อย่างชัดเจน เมื่อครู่จึงได้ยินเรื่องที่ทางพรรคพูดคุยกัน ล่วงเกินแล้ว”
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกลอกตามองบน เขาราคาญลักษณะการ พูดจาของเจ้าเฉาโม่ผู้นี้ที่สุดเลย ชอบพูดถึงขอบเขตสามหลอม ลมปราณของวิถีวรยุทธติดปากเป็ นประจ า กลัวคนอื่นจะไม่รู ้หรือไร ว่าเขาคือปรมาจารย์วิถีวรยุทธขอบเขตสี่น่ะ
ในเมื่อเก่งกาจขนาดนี้ เจ้าก็สอนสุดยอดเคล็ดวิชาให้ข้าสักบท สองบทสิ แล้วข้าจะช่วยเป็ นเฒ่าจันทราผูกด้ายแดงให้เจ้ากับศิษย์พี่ หญิงจ้าว นี่ก็ใช่ว่าจะปรึกษากันไม่ได้นะ
หงเจิ้งอวิ๋นไม่คิดว่าเฉาโม่มีตรงไหนที่ไม่เหมาะสม ตนก็ไม่ใช่ว่า ต้องเอาขอบเขตถ้าสถิตที่ใกล้จะขึ้นราเต็มทีออกมาตากแดดทุกวัน พูดซ้าไปซ้ามากับพวกลูกศิษย์ผู้สืบทอดและลูกศิษย์ของลูกศิษย์ หรอกหรือ?
ชีวิตคนมักจะต้องมีเรื่องสองเรื่องที่เอามาโอ้อวดกับวิถีทางโลก และคนนอกได้เสมอ
ได้ยินเฉาโม่ยิ้มเอ่ยอีกว่า “พี่ใหญ่หง บังเอิญยิ่งนัก ข้าเองก็พอจะ มีบารมีอยู่แถวเมืองหลวงอยู่บ้าง รู ้จักเจ้าประมุขของพรรคอวี๋หลิง อย่างหลิ่วซ่วย แล้วยังเคยเจอนายอ าเภอหันแห่งอ าเภอหย่งไท่ด้วย หากพวกท่านไปเปิดศูนย์คุ้มกันที่เมืองหลวงจริง วันที่เปิดร ้านเพื่อ
ความเป็ นสิริมงคล ข้าสามารถเชื้อเชิญงูเจ้าถิ่นจากทั้งฝ่ ายธรรมะและ ฝ่ ายอธรรมมาให้พวกท่านสี่ห้าคน ช่วยให้การสนับสนุนพวกท่าน ก็ จะลดทอนปัญหายุ่งยากที่ไม่จาเป็ นไปได้มากมาย”
หงเจิ้งอวิ๋นลูบหนวดยิ้ม กลัวว่าพวกลูกศิษย์จะไม่รู ้น้าหนักถึง คาพูดประโยคนี้ของเฉาโม่ ผู้เฒ่าจึงช่วยอธิบายแทนให้ว่า “ข้าเคย ได้ยินชื่อฉวีช่วยผู้นั้น ในอดีตปรมาจารย์วิถีวรยุทธท่านนี้ ดูเหมือนว่า จะเคยอยู่ในอาณาเขตของเมืองหลวงส ารองร่วมกับเทพธิดาเฮ้อ เหลียนของพรรคหมัดเทพไร ้เทียมทาน มีชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่ ส่วน นายอ าเภอหันแห่งอ าเภอหย่งไท่ พวกเจ้าอย่าได้ถูกต าแหน่งค าว่า “นายอ าเภอ’ หลอกเอา นายอ าเภอของเมืองหลวงต้าหลี ไม่ว่าจะไป อยู่ในแคว้นใต้อาณัติแห่งใดก็ไม่ด้อยไปกว่าเจ้ากรมของกรมหนึ่งเลย น้องเฉา เจ้ามีความสัมพันธ ์กับผู้คนที่ดี มีเส้นสายที่แข็งแกร่งจริงๆ!”
เด็กหนุ่มที่กระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวาพูดยกยอว่า “ปรมาจารย์ ใหญ่เฉาวรยุทธล้าเลิศเป็ นเอก เคยเห็นพี่ใหญ่ในยุทธภพและนาย ท่านขุนนางเหล่านี้ไกลแค่ไหนหรือ? นอกรัศมีร ้อยจั้งด้วยไหม?”
แล้วก็จริงดังคาด เฉาโม่ผู้นั้นสะอึกอึ้ง คล้ายกับถูกเปิดโปงคา โกหก สีหน้าจึงดูกระอักกระอ่วนไม่เป็ นธรรมชาติอยู่บ้าง
นอกจากนางแล้ว พวกลูกศิษย์คนที่เหลือต่างหัวเราะเสียงดัง ผู้ เฒ่ารีบตวาดสั่งสอนพวกเขาว่าอย่าไร้มารยาท ก่อนจะเอ่ยขออภัยว่า “อบรมสั่งสอนได้ไม่เข้มงวด น้องเฉาโม่อย่าได้เก็บไปใส่ใจ”
เฉาโม่พยักหน้า ยิ้มเอ่ย “หากถือสาพวกเด็กๆ ก็เท่ากับว่าคนที่ เป็ นผู้ใหญ่อย่างข้าใจไม่กว้างพอแล้ว”
หงเจิ้งอวิ๋นเคยพูดคุยกับเฉาโม่อยู่สองครั้ง รู ้ดีว่าผู้ฝึกยุทธนิสัย นุ่มบ่ามที่ชอบบอกว่าตัวเองมีชีวิตพเนจรร่อนเร่ผู้นี้คือคนที่เข้าใจ เรื่องความสัมพันธ ์ของผู้คนและมีความรู ้ความสามารถอย่างมาก ความรู ้ของสามลัทธิร ้อยส านักก็พอจะเข้าใจบ้างเล็กน้อย
ขนบธรรมเนียมและวิถีผู้คนทั่วทั้งทวีปก็ล้วนกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ ดี ร ้ายกาจยิ่งนัก ผู้ฝึ กยุทธขอบเขตสี่อะไร อย่างน้อยต้องเริ่มที่ ขอบเขตห้า!
ผู้เฒ่าโบกมือให้พวกเขาแยกย้ายกันไปฝึกตน เหลือไว้แค่จ้าวลี่ ลูกศิษย์หญิงที่มีความหวังมากที่สุด หรือควรจะบอกว่าเป็ นเพียงคนผู้ เดียวที่มีความหวังจะเลื่อนเป็ นห้าขอบเขตกลางมากที่สุด
หงเจิ้งอวิ๋นถามเสียงเบา “น้องเฉาโม่ สามารถช่วยสาน ความสัมพันธ ์ให้ศูนย์คุ้มกันกับ นายอ าเภอหันแห่งอ าเภอหย่งไท่ได้ จริงหรือ?”
เขาย้อนถามกลับมาว่า “ศูนย์คุ้มกันจะด าเนินการอย่างสุจริต หรือไม่?”
หงเจิ้งอวิ๋นหลุดหัวเราะพรืด เอ่ยเนิบช ้าว่า “พวกเราเป็ นแค่พรรค เล็กๆ ไหนเลยจะมีความกล้าและหนทางในการเดินไปบนทางนอกรีต”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ข้าพอจะรู ้ว่าชานเมืองหลวงมีถ้าแห่งหนึ่งที่ถูก ทิ้งร ้าง มีชื่อว่าถ้าชิงเสวียน ไม่มีเจ้าของมานานมากแล้ว ท าไมพวก ท่านไม่ย้ายไปเปิดภูเขาตั้งพรรคอยู่ที่นั่นโดยตรงเลยล่ะ?”
หงเจิ้งอวิ๋นเอ่ยอย่างอ่อนใจ “แม้ว่าข้าจะไม่เคยได้ยินชื่อถ้าชิง เสวียนมาก่อน แต่พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ถูกทิ้งร ้างในพื้นที่ชาน เมืองหลวงต้าหลี ไหนเลยจะเป็ นสถานที่ที่คนอย่างพวกเราจะไป ครอบครองได้ ต้องเป็ นพื้นที่ฮวงจุ้ยมงคลที่ถูกทางราชสานักจับตาม องไว้อย่างลับๆ แล้วแน่นอน”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เป็ นข้าที่สะเพร่าเอง ด่วนสรุปเกินไป”
หงเจิ้งอวิ๋นทาท่าจะพูดแต่ไม่พูด
จ้าวลี่เอ่ยด้วยน้าเสียงอ่อนโยน “ปรมาจารย์เฉา ความหมายของ อาจารย์ก็คืออยากจะถามว่าท่านมีสหายบนภูเขาที่สามารถแนะนาให้ ข้าไปกราบอาจารย์ฝึกตนอยู่ที่จวนเซียนแห่งอื่นได้บ้างหรือไม่ แต่ข้า กลับไม่ยินดีจะทาเช่นนี้”
ใบหน้าแก่ๆ ของหงเจิ้งอวิ๋นแดงก่า
เฉินผิงอันถาม “หากข้าโอ้อวดลั่นวาจา บอกว่าสามารถพาเจ้า ไปเริ่มฝึกตนใหม่ตั้งแต่ต้นอยู่ที่ตาหนักฉางชุนได้ พี่ใหญ่หงจะพยัก หน้าตอบตกลงหรือไม่ เจ้าจะยอมไปหรือไม่?”
จ้าวลี่หน้าแดงเรื่อทันใด กัดริมฝีปาก บิดเอวเดินยักย้ายจากไป พร ้อมทิ้งประโยคหนึ่งไว้ว่า “คนเจ้าชู้เสเพล!”
ต่อให้เป็ นเฉินผิงอันก็ยังเริ่มสับสนแล้ว ข้าก็บอกไปแล้วว่า “โอ้ อวดลั่นวาจา’ นั่นก็เพราะอยากจะเห็นว่าหงเจิ้งอวิ๋นกับจ้าวลี่มองการ ฝึกตนอย่างไร ปัญหาก็คือมันไปเกี่ยวกับการเป็ นคนเจ้าชู้เสเพลได้ อย่างไรกัน?
หงเจิ้งอวิ๋นกลั้นขา “น้องเฉา คุยโวใหญ่โตไปหน่อยแล้ว จ้าวลี่ เข้าใจผิดคิดว่าเจ้ามีใจไม่ชื่อ หลอกนางลงจากภูเขาไปตาหนักฉาง ชุนอะไรนั่น แต่ระหว่างทางที่เที่ยวเล่นไปตามภูเขาสายน้ากลับ… หืม?”
เฉินผิงอันหลุดขาอย่างอดไม่อยู่ แล้วก็คร ้านจะอธิบายอะไร “พี่ ใหญ่หง พวกเขาไม่เข้าใจ แล้วยังเข้าใจผิด แต่เชื่อว่าท่านก็น่าจะรู ้ว่า ข้ามาที่นี่ไม่ใช่เพราะมีความคิดที่ไม่สมควรอะไรอย่างแน่นอน”
หงเจิ้งอวิ๋นหัวเราะร่วน “ข้าเองก็เคยเป็ นหนุ่มมาก่อน เลือดร ้อน ก าลังพลุ่งพล่าน ใครบ้างที่ไม่มีใจรักของสวยงาม”
ผู้เฒ่าชอบคุยเล่นกับเฉาโม่ นอกจากที่ทั้งสองฝ่ ายจะพบเจอ อะไรมามาก ความรู้ต่างก็ไม่เลวด้วยกันทั้งคู่แล้ว ยังเป็ นเพราะ สามารถพูดล้อเล่นกับเฉาโม่ได้ การที่พวกเขาสองคนถูกชะตากันก็ น่าจะเป็ นเพราะต่างก็เชี่ยวชาญในการเย้ยหยันตัวเองเหมือนกัน
หงเจิ้งอวิ๋นตบไหล่เฉินผิงอัน “น้องเฉา เรื่องของศูนย์คุ้มกัน คง ไม่รบกวนเจ้าก่อนแล้ว รอให้วันหน้าเจอเรื่องอะไรจริงๆ ค่อยว่ากัน”
แม้ผู้เฒ่าจะไม่ค่อยรู ้สถานการณ์ของเมืองหลวงต้าหลีสักเท่าไร แต่เพราะพวกลูกศิษย์เตรียมจะไปก่อตั้งศูนย์คุ้มกันจึงไปสืบข่าว บางอย่างมา รู ้ว่านายอ าเภอของอ าเภอฉางหนิงกับอ าเภอหย่งไท่แซ่ อะไรกันบ้าง
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าก็ แค่ไม่เข้าใจว่า ผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่ง ในอดีตยามที่ต้องระหกระเหิน เร่ร่อน ในช่วงเวลาที่เกิดกลียุควุ่นวายขนาดนั้นแต่ละคนเอาตัวรอด ยังยากเหมือนเดินขึ้นสวรรค์ แต่เขากลับตัดใจยอมสละทรัพย์สมบัติ ส่วนตัวทั้งหมดที่มีช่วยเหลือหญิงหม้ายและเด็กกาพร ้าสามร ้อยกว่า คน ช่วยให้พวกเขาได้มีที่พักพิงที่มั่นคงได้อย่างไร”
ผู้เฒ่าเงียบไปพักหนึ่งก็ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจ้าต้องเข้าใจอยู่แล้ว” เฉินผิงอันยิ้มอย่างเข้าใจ
หลังจากพูดคุยกันอีกสี่ห้าประโยค เฉาโม่ก็ขอตัวลาจากไป ต้อง ไปหาสมุนไพรที่มีราคาในจุดลึกบนภูเขาจุดอื่น เมื่อปรากฏอยู่ใน สายตาของผู้เฒ่า ในจุดที่ไร ้เงาผู้คน มีเพียงต้นสนโบราณและเมฆ ขาวอยู่เป็ นเพื่อน เรือนกายที่เป็ นจุดเล็กเหมือนเมล็ดงาป่ายปีนขึ้นไป บนหน้าผาสูงชันที่ห่างไปไกลอย่างปราดเปรียวราวกับลิง
หากจะบอกว่าช่างใช ้ฉากและเส้นบรรทัดเป็ นหลักเพื่อแสดงแบบ แผนแก่ผู้คนฉันใดแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ย่อมสามารถจับชีพจรของ บ้านเมือง วินิจฉัยโรคร ้ายแห่งกาลสมัย และช่วยกอบกู้ปวงประชาได้ ฉันนั้น
คนบนโลกต่างก็พูดกันว่าเป็ นเทพเซียนนั้นดี ในภูเขาไม่มี อากาศร ้อนหรืออากาศหนาว ม้วนม่านมองเห็นภูเขาเขียว คลี่รอยยิ้ม อ่อนหวานเผชิญกับสายลมวสันต์
เผยกายที่ถ้าชิงเสวียนสะพานหยวนโหรว ก่อนหน้านี้กู้ช่านได้ แวะมาสารวจสถานที่แห่งนี้แล้ว คือซากปรักโบราณที่ไม่มีความลี้ลับ มหัศจรรย์ใดๆ จากบันทึกในอักขรานุกรม ในประวัติศาสตร ์สถานที่ แห่งนี้เคยเป็ นที่พักเท้าชั่วคราวของนักพรตพเนจรคนหนึ่ง ภายหลัง ผ่านการแต่งเติมสีสันของพวกคนที่ชอบยุ่งเรื่องผู้อื่นจึงมีสีสันแห่ง ตระกูลเซียนที่ประหลาดพิสดาร เฉินผิงอันทอดสายตามองไปยัง เส้นทางเข้าเมืองจากที่แห่งนี้ ใช ้วิชาหดย่อพื้นที่ไปเยือนจวนราชครู ก่อนรอบหนึ่ง เปลี่ยนไปสวมชุดราชการ
ขันที่ผู้คุมตราประทับกองซือหลี่เจียนมารออยู่ที่หน้าประตูวังนาน แล้ว
เฉินผิงอันเอ่ย “ให้ฝ่าบาทต้องรอนานแล้ว”
ผู้นาแห่งขันทีของราชสานักต้าหลีผู้นี้ยิ้มบางๆ “ไม่นาน”
ขันที่ผู้คุมตราประทับถามเสียงเบา “ท่านราชครู ไม่ทราบว่า บันทึกท่องเที่ยวเล่มนั้นของแม่นางเซี่ยจะนาไปจัดพิมพ์เผยแพร่ เมื่อไหร่หรือ?”
เฉินผิงอันถาม “จะซื้อจริงๆ หรือ?”
ขันที่ผู้คุมตราประทับยิ้มบางๆ “ก็ต้องดูว่าราคาเป็ นเช่นไร ใคร เป็ นคนเขียนค าน า”
คงเป็ นเพราะชีวิตคนเดิมทีก็เป็ นบันทึกการเดินทางที่ต่างก็เรียบ เรียงขึ้นเป็ นงานเขียนของตนเองเล่มหนึ่ง เดินๆ หยุดๆ พักเท้าและ ออกเดินทาง จ าได้และหลงลืม พบเจอและจากลา ออกเดินทางไกล และกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง ที่บ้านเกิด ที่ต่างถิ่นต่างแดน ที่บ้านเกิด แห่งใจ