กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 11.1 อิ่นกวาน
บทพิเศษ ตอนที่ 11.1 อิ่นกวาน
ในอดีตซิ่วหูเป็นราชครูนานร้อยปี ราชส านักต้าหลีไม่ได้ยก
อ านาจการตัดสินใจให้คนคนเดียวอย่างเบ็ดเสร็จ
ก็เหมือนอย่างเวลาที่เจ้าขุนเขาเฉินอยู่ในศาลบรรพจารย์ยอด
เขาจี้เซ่อ เขาก็ไม่ตัดสินใจอย่างเผด็จการเช่นกัน
ขันที่ผู้คุมตราประทับกองซือหลี่เจียนหยุดเท้าอยู่นอกต าหนัก
ยกมือกุมหมัด ค้อมเอวต ่าก้มหัว น้อมส่งราชครูให้เดินข้ามธรณี
ประตู เข้าไปในท้องพระโรงเพียงล าพัง
ท้องพระโรงในเวลานี้ แต่ละคนต่างก็มีความคิดของตัวเอง
เหมือนมีคลื่นใต้น ้าเกิดขึ้นเพียงแค่เพราะนับตั้งแต่เมื่อคืนวานจนฟ้า
สางแทบไม่มีขุนนางในเมืองหลวงคนใดที่สามารถนอนหลับได้อย่าง
สบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลในตรอกอี้ฉือและถนนจือเอ๋อร์ที่
ต่างก็อาศัยช่องทางต่างๆ สืบข่าว แบ่งปันข่าวสารกัน ที่หน้าประตู
ใหญ่ติดถนมีบางคนคร ่าครวญร ่าไห้ เรียกฟ้าหาดิน ประหนึ่งสูญเสีย
บิดามารดา บางคนก็ตอนแรกชมเรื่องสนุกอย่างมีความสุขบนความ
ทุกข์ของคนอื่น กระทั่งเรื่องสนุกนั้นกลับมาเยือนถึงบ้านตัวเอง มีบาง
คนที่เฝ้าคืนทั้งคืนอย่างระมัดระวัง แต่จนถึงฟ้าสางก็ไม่มีเรื่องใด
เกิดขึ้น รู้สึกเลื่อนลอยราวกับเพิ่งผ่านพ้นหายนะครั้งใหญ่มา และยิ่งมี
บางตระกูลที่เรียกประชุมอย่างเร่งด่วนปรึกษากันว่าควรจะคายเนื้อติด
มันชิ้นโตออกไปด้วยวิธีการที่เหมาะสมอย่างไร พวกเขามาเจอกัน
แล้วช่วยกันคิดบัญชี ถึงได้รู้ว่าตระกูลของตน บ้างก็เป็นลูกหลานของ
ตัวเองแท้ๆ บ้างก็เป็นเครือญาติห่างๆ ที่หาเงินเทพเชียนมาได้
มากมายขนาดนั้น….เสมียนขุนนางระดับขั้นต่างๆ ของกองทหารม้า
ลาดตระเวนพระนครระดมก าลังกันออกมาทั้งหมด อย่าว่าแต่ให้พวก
เขาไปเคาะประตูใหญ่ของตระกูลชั้นสูงแห่งต่างๆ เลย ต่อให้เป็นขุน
นางของกรมอาญาหรือศาลต้าหลี ก็ยังมีคนที่ถูกจับไปไม่น้อย ที่ว่า
การเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บัญชาการหงจี้ ตลอดคืนนี้เขาเหมือน
กลายเป็นเทพเจ้าแห่งโรคระบาด เป็นดาวหายนะของวงการขุนนาง
ต้าหลี
พูดถึงแค่ในเมืองหลวงต้าหลี มู่เหยียนเจ้ากรมคลังถูกจับเข้าคุก
ต่งหูรองเจ้ากรมพิธีการเป็นฝ่ายลาออกจากการเป็นขุนนางด้วย
ตัวเอง เยี่ยนหย่งเพิ่งแห่งศาลหงหลูลาหยุดเพราะไม่สบาย เส้าชิงอยู่
ในศาลต้าหลี่เรียบร้อยแล้ว…ส่วนนอกเมืองหลวง แม่ทัพของมีโจวและ
รองแม่ทัพของอู้โจวถูกจับตัวไปด าเนินคดี ค่ายทหารประจ าการใน
สองสถานที่เมื่อคืนเกิดกบฏเล็กๆ ขึ้น แต่ถูกปราบปรามลงได้ แม้จะ
บอกว่าไม่ได้เกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายไปกว่านั้น ทว่าที่ว่าการกรม
กลาโหมทั้งแห่งก็ตึงเครียดกันอย่างมาก บังเอิญกับที่สายลับของกรม
อาญาและผู้ฝึกตนติดตามกองทัพที่รับผิดชอบจับตามองงานพิธี
แต่งตั้งราชครูต่างก็ยังไม่ออกไปจากเมืองหลวง จึงเหมือนการหว่าน
แหไปยังเมืองลั่วจิงเมืองหลวงส ารองและบรรดาหัวเมืองต่างๆ ใน
ท้องถิ่น
การประชุมเข้าของต้าหลีในทุกวัน เนื้อหาการประชุมจะต้องมี
การเซียนรายงานที่เป็นของราชส านักโดยเฉพาะ จะคัดลอกส่งไปให้
ขุนนางเมืองหลวงและขุนนางในท้องถิ่นระดับต่างๆ ถ้าอย่างนั้น
รายงานของวันนี้ควรจะเซียนอย่างไรดี
ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ไม่เปิดปากพูดคุยเรื่องแรงสั่นสะเทือนในวงการ
ขุนนางที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบร้อยปีของต้าหลีกับเหล่าขุนนาง ต้อง
เป็นเพราะรอให้ราชครูเฉินมาเข้าประชุมแน่นอน แต่รอกระทั่งเฉินผิง
อันมายืนนิ่งอยู่ในท้องพระโรงแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบเขากลับไม่พูดถึง
เรื่องนี้เลย ราวกับว่าเรื่องใหญ่ที่เหมือนแทงฟ้าให้ทะลุเป็นรูนี้ไม่ได้
ส าคัญอะไรขนาดนั้น ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะถูกยกมาถกกันในที่
ประชุมด้วยซ ้า?
เฉินผิงอันเดินไปอยู่ตรงต าแหน่งที่เป็นของเขา หันหน้าเข้าหา
เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ของต้าหลี สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ พูด
เข้าประเด็นโดยตรง “เมื่อคืนข้าพาคนไปเยือนเมืองหลวงราช
ส านักต้าโซ่วมารอบหนึ่ง องค์ชายอินมี่ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ
หลิวเร่าราชครูที่ข่าวคราวเงียบหายไปนานก็กลับออกมาอีกครั้งเมื่อ
คืน จักรพรรดิและขุนนางอย่างพวกเขาตกลงกันว่าจะยกให้ราช
ส านักต้าหลีของพวกเราเป็นแคว้นเหนือหัว สกุลอินต้าโซ่วยินดี
กลายเป็นแคว้นใต้อาณัติ ทุกปีจะต้องส่งบรรณาการมาให้ที่แจกัน
สมบัติทวีป อินหนีซานจวินแห่งมหาบรรพตกลางก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้
ไม่มีความเห็นต่าง รองเจ้าลัทธิหันแห่งศาลบุ๋นตอนนั้นได้ปรากฏตัวที่
เมืองหลวง ดังนั้นอีกเดี๋ยวสารแห่งแคว้นของสกุลอินต้าโซ่วก็จะส่ง
มาถึงพวกเราโดยเร็ว”
ฮ่องเต้ซ่งเหอนึกว่าตัวเองฟังผิดไป
ขนาดฮ่องเต้ยังตกตะลึงขนาดนี้ นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขุนนาง
บุ๋นบู๊นับร้อยเลย ราชส านักต้าโซ่วคือแคว้นที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสี่
ของไพศาล อีกทั้งไม่ได้อยู่ในทวีปเดียวกัน ไม่อาจหันอาวุธเข้าน ้าหั่น
กันโดยตรง ต่อให้ต้าหลีของพวกเราตัดสินใจประกาศศึกกับพวกเขา
จะต้องปะทะกันซึ่งๆ หน้าที่สนามรบเปลี่ยวร้าง แต่ไฉนต้าโซ่วถึงได้
ยอมยกธงขาวทั้งที่ยังไม่ได้สู้รบเช่นนี้? ไฉนถึงยอมสูญเสียอธิปไตย
และท าให้บ้านเมืองต้องอัปยศเช่นนี้? สกุลอินถึงขั้นไม่ยอมท า
สงครามให้แพ้ก่อนสักครั้งสองครั้งแล้วค่อยยอมจ านนให้กับสกุล
ซึ่งด้าหลีเลยหรือ?
เฉินผิงอันหันหน้าไปมองฮ่องเต้ซ่งเหอ “ฝ่ายบาท พวกเราจะ
ยอมรับแคว้นใต้อาณัติอย่างสกุลอินต้าโซ่วไว้หรือไม่? หากยินดี
รับมาไว้ กรมพิธีการและศาลหงหลูก็สามารถปรึกษากับพวกเขาได้
แล้วว่าทุกปีจะส่งบรรณาการมาในวันที่เท่าไร รวมไปถึงก าหนดการ
เดินทางโดยละเอียด”
ทูตของแคว้นใต้อาณัติทั้งหลาย กลุ่มอ านาจในท้องถิ่น ยามที่มา
เข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่เมืองหลวงต้าหลี ค ากล่าวของทางการจะเรียกว่าเฉา
เทียน (มุ่งหาฟ้า มุ่งหน้าเข้าสู่สวรรค์) แต่หากไปที่เมืองหลวงส ารองจะ
เรียกว่าเยี่ยนสิง (การเดินทางไปยังเมืองเยี่ยน)
ซ่งเหอเองก็รับมือไม่ทันท าตัวไม่ถูกเหมือนกัน จ าต้องถามว่า
“ท่านราชครูคิดว่าอย่างไร?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ได้ผลประโยชน์โดย
ไม่ต้องจ่ายเงินในคลังของพวกเราแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว ท าไม
จะไม่ตอบตกลงเล่า ถึงเวลานั้นก็ค่อยให้กรมคลังประมาณการณ์ถึง
มูลค่ารวมของสิ่งของที่ราชส านักต้าโซ่วน ามาถวายเป็น
บรรณาการต้าหลีของพวกเรามอบของขวัญตอบแทนกลับคืนเป็น
มูลค่าแค่ครึ่งเดียวก็พอ แคว้นเหนือหัวยากจน แคว้นใต้อาณัติร ่ารวย
นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ อย่างไรเสีย เกียรติภูมิของแคว้นยิ่งใหญ่ก็หา
ได้อยู่ที่พิธีรีตองอันซับซ้อนในการแลกเปลี่ยนไมตรีเหล่านี้ไม่”
เฉินผิงอันขยับเบี่ยงสายตาไปด้านข้าง ถามว่า “ขุนนางของกรม
พิธีการและศาลหงหลูพวกเจ้าลองว่ามาสิว่าราชส านักต้าหลีที่เป็น
อันดับสามของไพศาล หน้าตาของพวกเราอยู่ที่ใด?”
ขุนนางต าแหน่งสูงของที่ว่าการสองแห่งนี้รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ในทันที่ สุดท้ายก็ยังคงเป็นต่งหูรองเจ้ากรมพิธีการที่ยื่นจดหมาย
ลาออกเรียบร้อยแล้วตอบมาประโยคหนึ่งว่า อยู่บนสนามรบต้องดูว่า
เสียงกีบเท้าม้าของใครดังกว่ากัน
เฉินผิงอันไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ เพียงแค่ขยับสายตาไปอีกทาง
มองไปยังเฉาเกิงซินเอ่ยว่า “รองเจ้ากรมเฉา เจ้ามาพูดคุยเรื่อง
แนวคิดเบื้องต้นในการจัดตั้งเขตการปกครองระดับเต้าในปิงโจว วันนี้
ให้ประชุมเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ”
รองเจ้ากรมเฉาผู้มีบุคลิกสง่างามผุดผ่องประดุจหยกเดินออกมา
จากในแถว ในเรื่องนี้เนื่องจากได้รับค าสั่งจากราชครู เขากับจ้าว
เหยาแห่งกรมอาญาและอู๋หวังเฉิงแห่งกรมกลาโหมมีการปรึกษากัน
มากที่สุด ในเมื่อทุกคนต่างก็เป็นรองเจ้ากรม ระดับชั้นขุนนางเท่า
เทียมกัน อายุใกล้เคียงกัน จึงมีเรื่องให้พูดคุยกันได้จริงๆ จากค า
กล่าวของเฉาเกิงซิน ยกตัวอย่างเช่นสี่โจวที่มีอาณาเขตค่อนข้างเล็ก
ซึ่งมีอู๋โจวและซู่โจวเป็นหนึ่งในนั้น จะถูกน ามาควบรวมกันเป็นหนึ่ง
“เต้า” โดยตั้งชื่อให้ชั่วคราวว่าเหอหวงเต้า น าโจวขนาดใหญ่สองแห่ง
ที่ชื่อว่าหาวโจวและหลูโจวมารวมกันเป็นไหวหนันเต้า ขุนนางหลัก
ของเขตการปกครองระดับเต้าล้วนเป็นขุนนางใหญ่ระดับสอง
ตัวเลือกได้แต่ให้ฮ่องเต้และราชครูหารือกันเพื่อก าหนดขอบเขตให้
แน่ชัด กรมขุนนางไม่มีอ านาจเข้าไปก้าวก่าย…เห็นได้ชัดว่าเฉาเกิง
ซินมั่นใจอย่างมาก พูดร่ายยาวได้ไม่ขาดปาก พูดไปเกือบหนึ่งชั่ว
ยามจนรองเจ้ากรมเฉาปากคอแห้งผาก มีหลายครั้งที่ท าท่าจะลูบไป
ยัง “น ้าเต้าบรรจุเหล้า” ตรงเอวที่ตอนนี้ไม่ได้แขวนเอาไว้
หลังจากนั้นก็คือผลจากการประเมินขุนนางของปีนี้ที่เจ้ากรมขุน
นางเป็นผู้รายงาน
พอดีกับที่อาศัยการประเมินของต้าหลีที่ภายนอกเหมือนจะจบลง
ก่อนก าเนิด แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับเริ่มขึ้นก่อนก าหนดครั้งนี้มา
ท าให้แรงสั่นสะเทือนในวงการขุนนางของเมื่อคืนวานไม่ถึงขั้นชัดเจน
โดดเด่นขนาดนั้น แต่แน่นอนว่าไม่อาจปิดบังคนมีใจและคนมีตาส่วน
นอกวงการขุนนางก็เชิญมองราชครูหนุ่มและเจ้ากรมขุนนางคนใหม่
เป็นขุนนางใหม่ไฟแรงสามกองได้เลย ขณะเดียวกันการมอบ
บรรณาการเรียกตัวเองเป็นขุนางของราชส านักต้าโซ่วก็สามารถ
กระจายความสนใจส่วนใหญ่ของคนทั้งราชส านักไปได้ และนี่ก็คือ
เหตุผลที่ว่าท าไมเมื่อคืนวานเฉินผิงอันถึงต้องพาพวกฉีถิงจี้และชุยตง
ซานไปที่เมืองหลวงต้าโซ่วด้วยกัน
ขุนนางสวรรค์ที่อายุมากแล้ว แต่ยังได้เปลี่ยนฝ่ายงาน ได้เลื่อน
ขั้นขุนนางสองครั้งติดท่านนี้ มองดูเหมือนพูดถึงข่าวลือหลายอย่างที่
มีค่าพอให้ขบคิด อย่างเช่นว่าสถานที่พ านักที่จัดตั้งไว้ในเขตเมือง
ต่างๆ ของเมืองหลวง ทว่าทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงต่างก็ตระหนักได้
แล้วว่าเบาะแสทุกอย่าง สุดท้ายล้วนชี้ไปยัง “ฉีตู้” ที่ปีนั้นสกุลซึ่งต้า
หลีทุ่มเทก าลังของทั้งแคว้นสร้างขึ้นมา!
ในที่สุดพวกเขาก็กระจ่างแจ้ง ปีนั้นซิ่วหูจงใจไม่สนใจ ปล่อยให้
กองก าลังของสถานที่ต่างๆ กอบโกยค่าน ้าร้อนน ้าชาได้อย่างเต็มที่
สิ่งที่ท าก็เพื่อให้ราชครูคนใหม่ ศิษย์น้องเล็กของฉีจิ้งชุน เป็นคนลง
ดาบ?
หากพูดเช่นนี้ มู่เหยียนเจ้ากรมคลังอัครเสนาบดีแห่งต้าหลี ใน
เรื่องนี้ได้ถูกราชครูเฉินคิดบัญชีย้อนหลังแล้ว ก็ไม่มีวันได้พลิกฟื้น
ขึ้นมาอีกเลยจริงๆ
ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าการที่ราชครูเฉินสามารถเปลี่ยนจากลูกศิษย์
เตาเผาตรอกยากจนได้รับผลส าเร็จที่น่าตะลึงพรึงเพริด น่าตกใจ
“ผลงานอันเป็นรูปธรรม” ที่มิอาจหาสิ่งใดมาทัดเทียมได้ทั้งหมดนี้
แรกเริ่มสุดล้วนอยู่ที่ความโปรดปรานและการสนับสนุนจากอาจารย์ที่
สอนหนังสืออยู่ในเมืองเล็กท่านนั้น? แล้วนับประสาอะไรกับที่เจ้า
ขุนเขาเฉินยังขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนทั้งยังมี
ความผูกพันลึกซึ้งยาวนาน และยิ่งเจ้าคิดเจ้าแค้นหากทุกท่านไม่เชื่อ
ก็ลองดูภูเขาตะวันเที่ยงได้
การประชุมในวันนี้ หลักๆ แล้วคือ “การปรึกษาหารือ” ในเรื่อง
สามเรื่อง รับบรรณาการจากสกุลอินต้าโซ่วซึ่งเป็นแคว้นใต้อาณัติ
รายงานผลการประเมินขุนนาง และอีกเดี๋ยวราชส านักต้าหลีก าลังจะ
ผลักดันให้ควบรวมเมืองก่อตั้งเขตการปกครอง
ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ทางทิศเหนือหันหน้าไปทางทิศใต้ขยับสายตาขึ้น
สูงมองไปยังทัศนียภาพถนนหลวงของพระราชวังที่ทอดยาวไปทาง
ทิศใต้ เมื่อก่อนซ่งเหอเคยได้ยินอาจารย์ชุยฉานบอกว่า บัลลังก์ใน
ท้องพระโรงแห่งนี้หันหน้าเข้าหานครมงกรเฒ่าที่ตั้งอยู่ริมทะเลใหญ่
พอดี
ภูเขาลั่วพั่ว
พวกเด็กหนุ่มเด็กสาวสองกลุ่มที่แสวงมรรคาอยู่บนยอดเขาฮวา
ยิ่งและฝึกวรยุทธอยู่บนยอดเขาอิงอวี่ วันนี้ต่างก็ถูกเฒ่าหูหนวก
เจิ้งต้าเฟิงและเฉินยวนจีพามารวมตัวกันตรงซุ้มหน้าประตูภูเขาของ
ยอดเขาจี๋หลิง พวกเขาเตรียมตัวจะขึ้นเขา ในที่สุดก็จะได้ข้ามผ่าน
ซุ้มประตูภูเขานั้นแล้ว
จ านวนคนไม่น้อย แต่ไม่มีเสียงเอะอะจอแจ สายตาของพวกเขา
ล้วนฉายประกายเร่าร้อน อารมณ์กระเพื่อมรุนแรง เงยหน้ามอง
ตัวอักษรใหญ่สามค าว่า ‘ภูเขาลัวพัว
ก่อนหน้านี้ภูเขาลั่วพั่วไม่ได้สั่งห้ามไม่ให้พวกเขาเขียนจดหมาย
ไปหาทางตระกูลหรือส านักเก่า แน่นอนว่าฝ่ายหลังก็ไม่กล้าเซียน
อะไรมาในจดหมายส่งเดช เนื้อหาล้วนผ่านการคิดทบทวนและ
ตรวจทานซ ้าแล้วซ ้าเล่า กลัวว่าจะถูกสายลับของต้าหลีคว้าจุดอ่อน
แม้กระทั่งการเงยหน้าและความเคลื่อนไหวต่างๆ ตอนเซียนจดหมาย
ก็ยังมีข้อพิถีพิถันมากมายทุกครั้งที่พูดถึงค าว่า “ภูเขาลั่วพั่ว’ และ
‘เจ้าขุนเขาเฉิน” ควรท าเช่นไร ตัวอักษรที่เขียนปิดท้ายจดหมายควร
เขียนเช่นไร เพียงแค่เพราะในชื่อของเจ้าขุนเขาเฉินมีค าว่า ‘อัน ควร
จะต้องหลีกเลี่ยงเพื่อให้ความเคารพอีกฝ่ายหรือไม่ ก็ต้องทุ่มเท
ความคิดจิตใจของคนที่ส่งจดหมายไปไม่น้อย ล้วนมีแต่ความรู้…
เพียงแต่ว่าทุกครั้งที่พวกเขาสอบถามว่าในภูเขามีทัศนียภาพเช่นไร
พวกเด็กหนุ่มเด็กสาวกลับไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี เพราะถึง
อย่างไรแม้กระทั่งขั้นบันไดของเส้นทางเทพที่มุ่งสู่ยอดเขาจี๋หลิง พวก
เขาก็ยังไม่เคยเดินขึ้นไปแม้แต่ก้าวเดียว นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงศาล
บรรพจารย์ของยอดเขาจี้เซ่อแล้ว
หากจะบอกว่าจิ้นซื่อจี๋ตี้คือลูกศิษย์ของโอรสสวรรค์ แล้วพวกเขา
ล่ะ?
เด็กสาวคนหนึ่งนิสัยร่าเริงมีชื่อว่าอู๋เฉิน ไม่เห็นเงาร่างของสหาย
รักไฉอู๋ก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
พี่น้องฝาแฝดหญิงอย่างติงเหย่าติงเที่ยว คนหนึ่งฝึกตนอยู่บน
ยอดเขาฮวาอิ่ง อีกคนฝึกวรยุทธอยู่ที่ยอดเขาอิงอวี่ เนื่องจาก “ความ
ขัดแย้งภายใน” เป็นเหตุให้ภูเขาเล็กสองลูกต่างก็เกลียดขี้หน้ากัน
วันนี้พวกนางได้มาเจอกันอย่างที่หาได้ยาก หากไม่เป็นเพราะเวลานี้
ไม่เหมาะจะเอียงหัวมากระซิบกระซาบกัน สองพี่น้องก็คงโต้คารมกัน
ไปนานแล้ว อู่ซ่านเกอกับอู่หลงที่เป็นพี่ชายกับน้องสาว กลับไม่ได้
“เปลี่ยนจากมิตรกลายเป็นศัตรู” เหมือนพี่น้องตระกูลติง แค่ว่ามีศัตรู
ร่วมกัน ต้องร่วมใจกันซ้อมพวกคนวัยเดียวกันที่ฝึกเซียนให้หนักก็
พอ
พวกอาจารย์อย่างเจิ้งต้าเฟิงยืนอยู่ด้วยกัน เฒ่าหูหนวกอยู่ที่หอ
บูชากระบี่ได้ยินเรื่องราบางอย่างเกี่ยวกับอาจารย์เฉินมาจากเจ้าลูก
กระต่ายน้อยที่ปากหวานเหมือนทาด้วยน ้าผึ้งอย่างป๋ายเสวียน จึงมอง
นางสูงกว่าเดิม รู้สึกว่าเป็นคนบนเส้นทางเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ที่
ภูเขาลั่วพั่วล้วนถือเป็นบุคคลที่เหมือน “ขุนนางผู้โดดเดี่ยว”
เหมือนกัน ถึงอย่างไรก็ไม่อาจสอดคล้องกับขนบธรรมเนียมของที่
แห่งนี้ได้มากขนาดนั้น
บรรพจารย์ผู้คุมกฏฉางมิ่งที่มีฉายาว่าหลิงชุน นางร่างสูงใหญ่แต่
กลับได้สัดส่วน สวมชุดสีขาวเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับใดๆ นางถึง
ขั้นไม่ประทินโฉมด้วยซ ้า
ในสายตาของ “คนนอก” บรรพจารย์ผู้คุมกฎหญิงของภูเขาลั่ว
พั่วท่านนี้ มองดูเหมือนสตรีที่อ่อนโยนอย่างมาก ไร้ประกายเฉียบคม
ใดๆ ไม่ว่าจะมองใครก็มักจะยิ้มตาหยีเสมอ
ฉางมิ่งยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ติดตามข้าขึ้นเขา”
ไม่ว่าจะฝึกเซียนหรือเรียนหมัด พวกเขาก็ถือว่ามาจากภูเขา
เที่ยวอวี๋ นับแต่วันนี้เป็นต้นไปก็คือปลาหลีกระโดดข้ามประตูมังกร
อย่างแท้จริงแล้ว